ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 1 · ฟรี

ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฉันรอดแล้ว?

ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฉันรอดแล้ว? · เจเรมีย์ ปิแอร์

บทนำ

หากชีวิตคริสเตียนถูกเขียนไว้บนแผนที่ จุดเริ่มต้นก็คงจะเขียนไว้ว่า “พระเจ้ารักคุณ” เส้นสีน้ำเงินที่ลากเส้นทางจากจุดเริ่มต้นนั้น จะเลี้ยว โค้ง และในที่สุดก็จะวนกลับมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง การดำเนินชีวิตคริสเตียนเป็นหนทางที่ยาวไกลและยากลำบากที่นำคุณกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง-จุดที่คุณได้ตระหนักว่าแม้คุณจะทำบาป พระเจ้ายังทรงรักคุณ

เหตุใดหนทางนั้นถึงย้อนกลับไปยังจุดเดิม นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่หนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้พูดถึง เป็นเส้นทางที่คริสเตียนทุกคนต้องเดิน เราทุกคนต้องเดินทางนี้ด้วยตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเดินเพียงลำพัง บางครั้งคุณอาจรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณกำลังเผชิญกับการต่อสู้เพื่อให้รู้ว่าคุณได้รับความรอดแล้วจริงหรือ คุณอาจเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะยังไม่มั่นใจว่าตัวเองยืนอยู่ ณ จุดใดในความสัมพันธ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า คุณอาจมองไปรอบ ๆ เห็นคริสเตียนท่านอื่น แล้วสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาจึงดูมั่นใจในความรอดนัก และเหตุใดคุณถึงไม่มีความมั่นใจเช่นนั้นเลย คุณคงจะสงสัยว่าคุณคือคริสเตียนต่างสายพันธุ์หรืออาจจะไม่ใช่คริสเตียนเลยด้วยซ้ำไป หากคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริงล่ะก็ พระองค์จะไม่ประสงค์ให้คุณมั่นใจในความรักของพระองค์เช่นเดียวกันหรือ?

คำถามเมื่อสักครู่นี้คือประเด็นสำคัญเลยล่ะครับ เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า คุณได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อให้พระเจ้ารักและเพื่อที่คุณจะรักพระองค์ นี่คือพระประสงค์สำคัญที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้แก่คุณ พระเจ้าทรงรักฉัน ควรจะเป็นสิ่งที่อยู่ศูนย์กลางของจิตใจมนุษย์ เมื่อความรักนี้อยู่ในที่ที่เหมาะสมอยู่ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่เมื่อความรักนี้ถูกขัดขวาง ทุกสิ่งก็เริ่มผิดเพี้ยนไป ดังนั้นเมื่อคุณไม่มั่นใจในความรักของพระองค์ -และเมื่อคุณพบว่าใจของคุณไม่สามารถรักพระองค์เป็นการตอบแทนได้ ตัวตนที่แท้จริงของคุณก็เริ่มพังทลายลง

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ดูเกินจริงเกินไป จงนับว่าคุณเองก็เป็นสุขแล้ว พระเจ้าทรงได้กรุณาเลือกที่จะทำให้ความยากของการต่อสู้ดิ้นรนกับความมั่นใจในความรอดของคุณเบากว่าผู้เชื่อท่านอื่น แต่ถ้าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้ดูเกินจริงเกินไปสำหรับคุณและหากคุณรับรู้ถึงความทุกข์ใจจากการรู้สึกว่าพระเจ้าทรงไม่รักคุณ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าคุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น คุณอาจรู้สึกโดดเดี่ยวบนเส้นทางนี้ แต่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คริสเตียนหลายท่านได้ผ่านพ้นหุบเขาเหล่านี้ ที่ซึ่งดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงไม่เต็มพระทัยที่จะยืนยันความรักของพระองค์ต่อพวกเขาโดยตรง พวกเขาจึงร้องออกมาว่า ทำไม?

ไม่มีใครสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าทำไมเขาถึงขาดความมั่นใจในความรักของพระเจ้า แต่จากการสนทนานับครั้งไม่ถ้วนที่ผมได้พูดคุยกับคริสเตียนในหุบเขาอันมืดมนเหล่านี้ ผมพบว่าพวกเขามักสันนิษฐานถึงสาเหตุหนึ่งในสองอย่างนี้ที่เป็นต้นตอของความไม่มั่นใจในความรอดคือ เพราะบาปมหันต์หรือความทุกข์อันใหญ่หลวงของพวกเขาเอง

บางครั้งคนคนหนึ่งอาจเชื่อว่าเขาทำบาปเกินกว่าที่จะได้รับความรักจากพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ เขารู้ถึงความอับอายของบาปที่เขาซ่อนไว้ เขาทุกข์ทรมานจากความคิดที่บิดเบี้ยวซึ่งเหมือนจะรุกล้ำเข้ามาในจิตใจของเขาเรื่อยมา เขาอาจเก็บความประชดประชันและความแข็งกร้าวที่มีต่อผู้อื่นไว้ในใจมากกว่าที่จะแสดงออกมาด้วยคำพูด แม้แต่ความคิดของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าเองก็ไม่ถูกต้อง-บางครั้งไร้ชีวิตชีวาและน่าเบื่อ บางครั้งถึงขั้นดูหมิ่นพระเจ้าอย่างชัดเจน เขารู้ว่าถ้าผู้คนได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาจริง ๆ ผู้คนเหล่านั้นก็คงจะเห็นพ้องต้องกันว่าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ควรที่จะปฏิเสธเขา ดังนั้นเขาจึงปกปิดตัวเขาเอง หวาดกลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ถึงการต่อสู้ภายในอันมืดมนของเขา

หรือคนคนหนึ่งอาจถูกความทุกข์ท่วมท้นจนสงสัยว่า เธอจะได้รับความรักจากพระเจ้าผู้ทรงประกาศตนว่ามีความเมตตาได้อย่างไร ปัญหาใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของเธอไม่หยุดหย่อน เธอจึงร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่เหมือนกับว่าพระเจ้าไม่ได้สดับฟังเธอเลย เธอรู้จากพระคัมภีร์ว่าเมื่อลูก ๆ ของพระเจ้าร้องหาพระองค์ พระเจ้าทรงได้ยินเสียงของพวกเขา ดังนั้นบทสรุปจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเธอเล่าถึงความเจ็บปวดนี้ให้กับคริสเตียนท่านอื่นฟัง พวกเขาทำได้เพียงให้คำสัญญาที่คลุมเครือว่าจะอธิษฐานเผื่อเธอ ความโดดเดี่ยวและความหดหู่ทำให้เธออ่อนแรง เธอรู้ว่าพระเจ้ามีกำลังเหลือเฟือที่จะประทานแก่ลูกๆ ของพระองค์ แต่เหมือนจะไม่ใช่สำหรับเธอเลย

คุณอาจมีความเชื่อมโยงกับเหตุผลข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อนี้ บางทีบาปและความทุกข์ของคุณอาจดูเหมือนอยู่ใกล้ และความรักของพระเจ้านั้นอยู่ไกล ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ผู้เชื่อแต่ละคนต้องเผชิญกับหุบเขาเหล่านี้ การต่อสู้กับความมั่นใจในความรอดนั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น

นั่นคือประเด็นที่เป็นหัวใจของหนังสือเล่มเล็กนี้กล่าวถึง: การที่คุณต่อสู้เรื่องความมั่นใจในความรอดเป็นการต่อสู้เพื่อให้คุณมองเห็นตัวเองได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่คือการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อตัวเองให้สอดคล้องกับมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อคุณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปักหลักความคิดของคุณอยู่บน ความไว้วางใจ ไม่ใช่บนความแน่ใจ ความไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ หมายถึงการที่คุณพึ่งพาพระเจ้าว่าเป็นผู้ที่ทรงรักคุณก่อนและความรักของพระองค์นั้นสำคัญสูงสุด ส่วนความรักของคุณที่มีต่อพระองค์นั้นก็เป็นเพียงการตอบสนองที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง ความรักของพระเจ้าได้ปรากฏต่อผู้เชื่อโดยผ่านทางสามพระบุคคลในตรีเอกานุภาพ-พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสเตียนได้รับความรักนี้ผ่านทางพระวจนะ การอธิษฐาน และการสามัคคีธรรมกับคริสตจักร อันที่จริง คุณเรียนรู้ที่จะมองเห็นตัวเองในแสงแห่งความรักนี้ ไม่ใช่เมื่ออยู่โดยลำพัง แต่เห็นได้ท่ามกลางประชากรของพระเจ้า

ผมขอแยกประเด็นหลักนี้ออกเป็นสามส่วนด้วยกัน 

(1) เรียนรู้ที่จะมองตัวเองอย่างที่พระเจ้าทรงมองคุณ 

(2) ความรักอันปราศจากเงื่อนไขและเหตุจูงใจของพระเจ้าตรีเอกภาพ และ 

(3) การไว้วางใจว่าพระเจ้าทรงรักคุณ

บทที่ 1: การเรียนรู้ที่จะมองตนเองอย่างที่พระองค์ทรงมองคุณ

ประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 1 คือ การต่อสู้เพื่อความมั่นใจในความรอดของคุณนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อให้เห็นตนเองได้อย่างถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อตนเองให้ตรงกับมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อคุณ สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการปักหลักความคิดของคุณอยู่บนความไว้วางใจ ไม่ใช่บนความแน่ใจ

การต่อสู้กับความมั่นใจในความรอดเป็นเรื่องของการรับรู้ตนเอง เบื้องหลังคำถามที่ว่า “ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันรอดแล้ว” เป็นคำถามที่กว้างกว่า “ฉันจะรู้ทุกเรื่องของตนเองได้อย่างไร”

คุณอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นคำถามเกี่ยวกับตัวตน โดยอัตลักษณ์ส่วนบุคคลสามารถอธิบายได้ด้วยสองส่วนนี้คือ การรับรู้และความเป็นจริง การรับรู้ คือคนที่คุณคิดว่าคุณเป็น ความเป็นจริง คือตัวตนที่แท้จริงของคุณ การเรียนรู้ที่จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฐานะของการเป็นมนุษย์และในฐานะคริสเตียน ซึ่งหมายถึงการยอมรับว่า มุมมองที่คุณมีต่อตัวเองอาจสอดคล้องหรืออาจไม่ตรงตามตัวตนที่แท้จริงของคุณก็ได้ อันที่จริง ถ้อยคำที่สื่อความได้ชัดเจนกว่านั้น คือ มุมมองที่คุณมีต่อตัวเองนั้น บางส่วนสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริงของคุณ และบางส่วนไม่ได้สอดคล้องเลย แล้วคุณจะรู้ถึงความแตกต่างได้อย่างไร?

ท้ายที่สุดแล้ว คุณรู้ถึงความแตกต่างได้โดยการเรียนรู้ที่จะฟังพระเจ้าผู้ทรงสร้างคุณเท่านั้น พระองค์เพียงผู้เดียวที่ทรงรู้จักคุณอย่างที่คุณเป็นจริง ๆ ความมั่นใจในความรอดเกิดจากการเรียนรู้ที่จะยอมจำนนต่อมุมมองส่วนตัวของตนเองและวางใจในความเข้าใจอันเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อคุณ

การทรงนำจะเกิดขึ้นตลอดชีวิตที่เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับเรา นี่คือวิธีการที่พระกิตติคุณกล่าวถึงทั้งความเป็นจริงของตัวตนที่แท้จริงของคุณ และมุมมองที่คุณมีต่อตนเองว่าคุณมองตนเองอย่างไร พระเจ้าทรงใช้ทั้งพระคัมภีร์และการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อท่านอื่น ๆ เพื่อให้การรับรู้ของเราสอดคล้องกันไปกับความเป็นจริง ในพระคัมภีร์เรามีพระวจนะของพระเจ้าซึ่งแสดงถึงพระทัยของพระองค์ต่อคนบาปและต่อผู้ทนทุกข์ในทุก ๆ รูปแบบ และต่อคุณด้วย ในการสามัคคีธรรม เราเห็นผู้เชื่อคนอื่น ๆ เป็นแบบอย่างที่ถูกต้องถึงการรับรู้ตนเอง นั่นคือความมั่นใจที่ถ่อมว่าพระเจ้าทรงมีพระกรุณาตามอย่างที่พระองค์ทรงตรัสไว้ต่อผู้ที่ไม่คู่ควรได้รับความเมตตา พวกเขาเองก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจตัวเองไม่น้อยไปกว่าคุณเลย คุณเองไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากพวกเขา

แต่นี่อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดของคำถามเรื่องความมั่นใจในการรอด หรือแม้แต่คำถามเรื่องอัตลักษณ์ใด ๆ ก็ตาม คำตอบที่น่าเชื่อถือเพียงคำตอบเดียวจะไม่ใช่ในรูปแบบของความแน่ใจแต่เป็นความไว้วางใจต่างหาก

ความปรารถนารู้ในความแน่ใจ คือความปรารถนาที่จะรู้โดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ เป็นความปรารถนาที่จะมีความรู้มหาศาลจนสามารถยึดมั่นไว้ได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีข้อกังขาหรือถูกพิจารณาใหม่อีกครั้งได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความปรารถนาในความแน่ใจคือความปรารถนาที่จะรู้บางสิ่งบางอย่างตามความเป็นจริง ในแบบที่สิ่งนั้น ๆ เป็นอยู่ แต่ปัญหาของความปรารถนานี้คือการที่คุณอยากรู้บางสิ่งบางอย่างในแบบที่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ (ฉธบ. 29:29; สดุดี 139:6)

ในฐานะผู้ที่ถูกสร้าง ความรู้ของคุณในเรื่องต่าง ๆ หรือในสิ่งต่าง ๆ นั้นมีขีดจำกัด แต่พระเจ้าผู้สร้างทรงไม่มีขีดจำกัดในความรู้ของพระองค์ แม้ว่าคุณจะรู้บางสิ่งอย่างไม่สมบูรณ์แต่ก็รู้อย่างแท้จริง แต่พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์และครบถ้วน ความสามารถที่จะรู้ของคุณนั้นขึ้นอยู่กับผู้อื่นหรือสิ่งภายนอก แต่พระปรีชาญาณในการทรงรู้อย่างสมบูรณ์ของพระเจ้านั้นเป็นอิสระโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถมีความแน่ใจอย่างแท้จริงในเรื่องความรอดที่บางคนกำลังวิตกหรือไม่มั่นใจ จนพวกเขาอาจครุ่นคิดถึงสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา หากคุณคิดว่าคุณจะมีใจสงบได้เมื่อคุณรู้แน่ชัดโดยปราศจากความสงสัยใด ๆ ว่าคุณได้รับความรอดแล้ว ถ้าอย่างนั้นจิตใจของคุณก็จะไม่มีวันสงบเลย

นี่ช่างเป็นข่าวดีจริง ๆ พระเจ้าไม่ได้ทรงออกแบบคุณให้มีมาตรฐานความรู้ที่เกินความสามารถที่จะบรรลุได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มนุษย์เอื้อมถึงได้คือการมีความไว้วางใจอันเปี่ยมด้วยความรู้ เป็นความรู้ที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระทัยของพระองค์ที่มีต่อคนบาปและผู้ทนทุกข์ ที่เป็นกลุ่มผู้คนที่มีคุณรวมในนั้นด้วย คริสตจักรท้องถิ่นของคุณเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องพึ่งพาพระเจ้าในลักษณะเดียวกัน

ความไว้วางใจอันเปี่ยมด้วยความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นมาตรฐานที่ถูกต้องของการรู้จริง ท่านอัครทูตยอห์นกล่าวถึงความไว้วางใจนี้อย่างอ่อนโยนในจดหมายถึงคริสเตียนที่ไม่แน่ใจในความรอด จดหมายนี้เต็มไปด้วยข้อความที่ว่า “ด้วยเหตุนี้เรารู้” (By this we know) สื่อถึงสถานะส่วนตัวของคนๆ หนึ่งกับพระเจ้า (1 ยอห์น 2:3, 5; 3:16, 24; 4:2, 6, 16; 5:2) แต่ในบางครั้ง เราอาจพบสองสำนวนที่โดดเด่นที่สุดได้ใน 1 ยอห์น 3, 5 – เสมือนจุดชมวิวสองแห่งบนภูเขาที่มอบมุมมองอันกว้างไกลให้กับคุณ ให้เราพิจารณาจุดชมวิวจุดแรก:

เช่นนี้แหละ เราก็จะรู้ว่าเราอยู่ฝ่ายสัจจะ และใจเราจะหมดกังวลเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เมื่อใจของเรากล่าวโทษตัวเราเอง พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าใจของเราไม่ได้กล่าวโทษเรา เราก็มีความมั่นใจที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้า (1 ยอห์น 3: 19-21)

ในที่นี้ยอห์นยอมรับว่าคริสเตียน - ผู้ที่เป็นของพระเจ้าอย่างแท้จริง - สามารถประสบกับฤดูกาลต่าง ๆ ในชีวิตของประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่ทัศนคติของเขาต่อตนเองไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาคือใครกันแน่ ยอห์นให้สองวลีที่ขัดแย้งกัน คือ “เมื่อใจของเรากล่าวโทษตัวเราเอง” และ “ถ้าใจของเราไม่ได้กล่าวโทษเรา” ทั้งสองสถานการณ์สามารถเกิดขึ้นกับผู้เชื่อแท้ได้ ทีนี้ อะไรคือวิธีแก้ปัญหา เมื่อมุมมองที่เรามีต่อตัวเรากล่าวโทษเรา-ช่วงเวลานั้นคือตอนที่เรามองว่าตัวเราเองไม่อยู่ในความรอดหรือไม่ อัครทูตยอห์นทำการเปรียบเทียบทางศาสนศาสตร์อย่างง่าย ระหว่างความรู้ของพระเจ้ากับความรู้ของเราคือ “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง”

นี่หมายความว่าพระเจ้าทรงรู้ดีกว่าคุณ ทรงรู้ว่าคุณเป็นใคร-ทรงทราบทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวคุณ ความคิดที่น่ารังเกียจที่สุด จินตนาการที่เลวร้ายที่สุด การเยาะเย้ยถากถาง ความเกลียดชัง ความสับสนวุ่นวายทางอารมณ์ แรงจูงใจอันเสื่อมทราม พระองค์ทรงรู้ดียิ่งกว่าจิตใจของคุณเองว่าคุณไม่สมควรได้รับความรอดเพียงใด แต่พระองค์อยู่ตรงนั้น เตือนคุณว่าพระเยซูทรงปกป้องคนบาปเช่นคุณอย่างไร (1 ยอห์น 2:1-2) เตือนคุณถึงความกลัวที่ละลายหายไปอย่างไร เมื่อคุณตระหนักว่าความรักของพระเจ้าทรงเกิดขึ้นก่อนความรักของคุณเสียอีก (4:18–19) และ เตือนว่าคุณสามารถมั่นใจในพระทัยอันอุดมของพระเจ้าได้เมื่อคุณเข้าหาพระองค์ (5:13-15) พระเจ้าทรงรู้ดียิ่งกว่าคุณว่าคุณไม่คู่ควรเพียงใด นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับคนบาปทุก ๆ คน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังยืนกรานในการประกาศความรักของพระองค์แก่ผู้ที่จะรับฟัง ซึ่งคุณก็รวมอยู่ในผู้คนนั้นด้วย นี่คือวิธีที่ยอห์นชักจูงคุณสู่ความไว้วางใจอันเปี่ยมด้วยความรู้ความเข้าใจในพระองค์ผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งในแบบที่สิ่งนั้นเป็น

ในจุดชมวิวที่สองนี้กำลังเน้นย้ำถึงประเด็นเดียวกัน จดหมาย 1 ยอห์น ได้ถูกปิดท้ายด้วยถ้อยคำเหล่านี้ คือ

“เรายังรู้ด้วยว่าพระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาและได้ประทานความเข้าใจแก่เรา เพื่อเราจะรู้จักพระเจ้าที่แท้จริงและเราอยู่ในพระเจ้าที่แท้จริง คืออยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์” (1 ยอห์น 5:20 TNCV)

ความเข้าใจของคุณมาจากที่ใด พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้วและ ประทานความเข้าใจแก่เรา การเข้าใจตัวตนของคุณ ไม่ใช่ความมั่นใจที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดเลย และก็ไม่ใช่ความจริงที่มั่นคงซึ่งคุณมีในตัวคุณด้วย ไม่เลย ทั้งความรู้ของคุณ หรือแม้แต่ความรู้เกี่ยวกับตัวคุณเอง ก็ยังขึ้นอยู่กับพระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมายังโลกเพื่อให้เข้าถึงความรู้ซึ่งตัวคุณเองไม่มี ยอห์นขับเคลื่อนประเด็นนี้โดยเตือนคุณถึงความแตกต่างระหว่างตัวคุณเองกับพระเยซูว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์” พระเจ้าแท้คือพระเจ้าองค์เดียวในจักรวาล ผู้ที่ความรู้ของพระองค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้อื่น คุณไม่สามารถบอกว่าความรู้ของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้อื่นแบบที่พระองค์ทรงเป็นได้เลย มุมมองของคุณต่อตัวคุณนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของพระเจ้าที่มีต่อคุณ

แล้ว ผมจะรู้ได้อย่างไรล่ะ…? นี่คือการต่อสู้ที่จะวางความเชื่อมั่นของคุณบนคำยืนยันของผู้อื่น ไม่ใช่บนความเชื่อมั่นจากความรู้สึกภายในของคุณ คุณไม่สามารถรู้ได้ด้วยความแน่ใจที่เกิดขึ้นภายในคุณ ดังนั้นจงหยุดพยายามที่จะเข้าใจสิ่งนี้โดยการหมกมุ่นอยู่กับเรื่องความรอดของคุณ จงหยุดตำหนิตนเอง ที่ไม่สามารถเอื้อมถึงความมั่นใจนั้นได้ จงหยุดวิตกกังวลเพราะคุณคิดว่าคริสเตียนคนอื่น ๆ มีความมั่นใจดังกล่าว จงหยุดพยายามที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ในแบบที่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ได้ แต่จงเชื่อเถิดว่า ขณะที่อัครทูตยอห์นเขียนถ้อยคำเหล่านี้ พระเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่าวันหนึ่งดวงตาทั้งสองข้างของคุณจะได้อ่านถ้อยคำเหล่านี้ในฉบับภาษาไทย จงเต็มใจที่จะวางทุกสิ่งที่คุณเชื่อเกี่ยวกับตัวคุณเอง ไว้บนสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับพระองค์ว่าพระทัยของพระองค์ที่มีต่อคนบาปและผู้ทนทุกข์นั้นกว้างขวางและเอื้อเฟื้อนัก

บทที่ 2: ความรักอันปราศจากเงื่อนไขและเหตุจูงใจของพระเจ้าตรีเอกภาพ

ประเด็นสำคัญ ในตอนที่ 2 คือ ความไว้วางใจเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ คือการพึ่งพาพระเจ้าในฐานะผู้ที่ทรงรักคุณก่อนและความรักของพระองค์นั้นสำคัญสูงสุด โดยที่ความรักของคุณเป็นเพียงการตอบสนองอย่างไม่สมบูรณ์ต่อความรักอันสมบูรณ์ของพระองค์ ความรักของพระเจ้าได้ปรากฏต่อผู้เชื่อโดยผ่านทางสามพระบุคคลในตรีเอกานุภาพ-พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์

หวังว่าในส่วนก่อนหน้านี้ได้ช่วยคุณให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง แง่มุมของความรอดเชิงอัตวิสัยและแง่มุมของความรอดเชิงภววิสัย คุณได้รับการทรงเรียกให้ไว้วางใจไม่ใช่ในความรู้สึกหรือการรับรู้ของตนเอง แต่ให้ไว้วางใจในพระทัยของพระเจ้าซึ่งแสดงออกผ่านพระราชกิจที่ทรงกระทำเพื่อคนบาป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรอดเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่าประสบการณ์ส่วนตัวของคุณ ในส่วนนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อที่คุณจะได้หลุดพ้นจากความคิดตัวเองและวางใจสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้

และนี่คือความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า ได้แก่ ความรักของพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณ และคุณก็ไม่สามารถทำให้ความรักนั้นสูญสลายไปได้ คุณไม่สามารถทำให้พระเจ้ารักคุณด้วยคุณค่าของคุณเอง และคุณไม่สามารถทำให้พระเจ้าหยุดรักคุณด้วยความไม่คู่ควรของคุณ ความรักของพระเจ้านั้นยั่งยืน ทรงพลัง และถาวรนิรันดร์จนไม่มีสิ่งทรงสร้างใดจะมีอิทธิพลต่อความรักนี้ได้ ในฐานะพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ความรักเป็นส่วนหนึ่งในพระลักษณะโดยธรรมชาติของพระองค์ ความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้ควรทำให้คุณประทับใจอย่างลึกซึ้ง-พระบุคคลทั้งสามในตรีเอกานุภาพทรงมีบทบาทในความรักของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป-และที่สำคัญกว่านั้นในความรักของพระเจ้าตรีเอกานุภาพมีต่อคุณด้วย

จงพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของคุณ และพระองค์ทรงรักคุณก่อนที่คุณจะเป็นคนที่ไม่สมควรแก่การได้รับความรักเสียอีก

เจ.ไอ. แพคเกอร์ กล่าวว่า “ความรักในหมู่มนุษย์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยบางสิ่งในตัวผู้เป็นที่รัก แต่ความรักของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ให้โดยไม่คิดมูลค่า เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของพระองค์ไม่ได้ถูกกระตุ้นจากสิ่งใด และไม่สูญสลายไป พระเจ้าทรงรักมนุษย์เพราะพระองค์ทรงเลือกที่จะรักพวกเขา” ซึ่งคำว่ามนุษย์ (men) ในที่นี้ แพกเกอร์ หมายถึงเหล่าประชากรของพระองค์ ผมเน้นจุดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าความรักของพระเจ้าไม่จำกัดเพศเท่านั้น (แม้ว่าเป็นความจริงที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ทั้งชายและหญิงต่างก็มีส่วนร่วมในความเป็นที่รักของพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน) แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรักนิรันดร์ของพระเจ้าถูกมอบให้แก่กลุ่มบุคคลเฉพาะอย่างเจาะจง และไม่มีสิ่งใดเลยที่กลุ่มคนเหล่านั้นทำ แล้วจะมีอิทธิพลต่อความรักนี้ได้

พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าทรงเลือกที่จะรักลูก ๆ แต่ละคนของพระองค์ ตั้งแต่ก่อนพระองค์จะทรงสร้างโลกนี้ซึ่งพวกเขาจะได้อาศัยอยู่ (เอเฟซัส 1:4) ก่อนพระองค์จะทรงสร้างอากาศที่ปอดของพวกเขาต้องการ พระองค์ก็ทรงตั้งใจที่จะรักพวกเขา ก่อนออกซิเจนจะให้ปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือร้าย พระประสงค์ของพระองค์ก็คือ สำแดงพระคุณที่กำหนดไว้ซึ่งพระเจ้าจะประทานให้แต่ละบุคคล (2 ทธ.1:9) พระเจ้าทรงรักคุณก่อนที่คุณจะเป็นคนที่ไม่น่ารัก พระองค์ทรงรักคุณก่อนแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้แรกที่ทรงรัก

จริง ๆ แล้ว นี่เป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะความกลัวที่จะโดนพระเจ้ากล่าวโทษว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้แรก ความเอื้อเฟื้อแห่งความรักของพระองค์มาก่อนความผิดบาปของคุณ นั่นคือมาก่อนทั้งเวลาและสิ่งสำคัญ พระเจ้าเลือกที่จะสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการที่พระองค์ทรงรักพวกเขาทุกคนก่อนแล้ว พระองค์ทรงรักคนบาปก่อนที่พวกเขาจะรักพระองค์กลับได้ อัครสาวกยอห์นเขียนไว้ว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ขับไล่ความกลัวออกไปเสีย เพราะความกลัวเกี่ยวข้องกับการลงโทษ และผู้ที่กลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์ เรารัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” (1 ยอห์น 4:18-19)

พระบิดาในสวรรค์ของคุณทรงเป็นผู้แรก ความรักของพระองค์เกิดขึ้นโดยพระองค์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากคุณ นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมพระบุคคลที่หนึ่งในตรีเอกภาพทรงเรียกพระองค์เองว่า “พระบิดา” ผู้เป็นบิดาย่อมมาก่อนบุตรชายและบุตรสาว คุณคงต้องถ่อมตัวลงภายใต้ความยิ่งใหญ่ของพระบิดาผู้ทรงมาเป็นผู้แรก พระองค์มีอิสระที่จะทำตามที่พระองค์พึงพระทัย แม้โดยการต่อต้านของคุณ พระองค์ก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เลย

พระเยซูทรงเป็นความชอบธรรมของคุณ และพระองค์ทรงทำให้คุณชอบธรรมแม้ว่าคุณจะทำผิดมากมายก็ตาม

คุณอาจรับรู้อย่างเจ็บปวดว่ามีสิ่งใดผิดปกติกับคุณ ถูกถ่วงไว้โดยนิสัยบาปเดิมที่ดึงคุณกลับมาอย่างหนักหน่วง คุณมองเข้าไปในตัวเองแล้วเห็นการละเมิด และมันก็แผดเผาจิตใจ ความคิดที่ว่าใจของคุณสะอาดและบริสุทธิ์คือความรู้สึกที่งดงามแต่ก็เป็นไปไม่ได้ ความชอบธรรมไม่ได้ทำให้ชีวิตส่วนตัวของคุณโดดเด่น และมักจะไม่เป็นเช่นนั้นในชีวิตสาธารณะของคุณด้วย หากนี่คือการประเมินอย่างตรงไปตรงมาของคุณ เป็นคำสารภาพอันเศร้าหมองของคุณ คุณอาจเข้าใกล้ความชอบธรรมที่เจิดจรัสมากกว่าที่คุณคิด

อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่มีบาป เราก็หลอกตัวเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:8-9) การสารภาพหมายถึงการเห็นพ้องกับพระเจ้าเกี่ยวกับความบาปของเรา มันย่ำแย่อย่างที่ยอห์นได้กล่าวไว้ และความบาปนั้นไม่ใช่ความผิดของผู้อื่นเลย แต่เป็นของเราเองต่างหาก

แต่ลองพิจารณาผลลัพธ์ดูนะว่า พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมทรงให้อภัยและชำระเราให้ปราศจากความอธรรมนั้น เป็นไปได้อย่างไร? “และถ้าใครทำบาป เราก็มีผู้ช่วยทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น” (1 ยอห์น 2:1) พระเยซูทรงกลายเป็นความชอบธรรมสำหรับคุณ จงรับสิ่งนี้ไว้ นั่นคือ พระเยซูคือผู้ที่ประทานความชอบธรรม คุณมีส่วนในการทำบาปเท่านั้น แต่คริสเตียนมีส่วนในบาปที่ได้รับการสารภาพแล้ว บาปที่ถูกเปิดเผย ถูกทำให้ปรากฏ และได้รับการยอมรับ

จอห์น บันยันได้ทนทุกข์กับพายุในจิตวิญญาณอยู่บ่อยครั้งกับความมั่นใจในความรอด เขาได้เขียนถึงเรื่องนี้บ่อยๆ บรรยายถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในการเดินทางแห่งความมั่นใจในความรอดของเขา ในอัตชีวประวัติของเขานั้น มีชื่อที่เหมาะสมว่า Grace Abounding to the Chief of Sinners (พระคุณอันล้นเหลือสำหรับคนบาปตัวเอ้ -ผู้แปล) เขาได้บรรยายว่าเขาเดินอยู่ข้างนอก กำลังเดินผ่านทุ่งกว้าง ในขณะนั้นเขารู้สึกหนักอึ้งในความผิดบาปของเขา แต่มีประโยคหนึ่งแวบขึ้นมาในความคิดว่าความชอบธรรมของพระองค์อยู่ในสวรรค์ และเขาระลึกถึงพระคริสต์ที่ทรงประทับอยู่พระหัตถ์ขวาของพระเจ้า ประกาศพระองค์เองว่าเป็นผู้ชอบธรรมของนายบันยันเอง และแล้วเขาก็ได้ตระหนักว่าพระเจ้าไม่สามารถตรัสกับเขาได้ว่า “ชายชื่อบันยันผู้นี้ขาดความชอบธรรมของเรา” เหตุใดพระองค์จึงกล่าวเช่นนั้นไม่ได้ ก็เพราะว่าความชอบธรรมของพระองค์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เขาจบการบันทึกหนังสือของเขาด้วยสิ่งนี้

“ข้าพเจ้ายังเห็นอีกว่า จิตใจที่ดีของข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้ความชอบธรรมของข้าพเจ้าดีขึ้น และจิตใจที่เลวทรามก็ไม่ได้ทำให้ความชอบธรรมนั้นเลวลง เพราะความชอบธรรมของข้าพเจ้าคือพระเยซูคริสต์ คือพระองค์นี่แหละ เพราะทรงเหมือนเดิมทั้งวานนี้และวันนี้ และตลอดไปเป็นนิต (ฮีบรู 13:8)

ความรักของพระเยซูนั้นทรงพลัง เหตุเพราะพระองค์ทรงชอบธรรม ทรงชอบธรรมถึงขนาดที่สามารถเป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่วางใจในพระองค์ ซึ่งคุณก็รวมอยู่ในผู้คนนั้นด้วย

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ปลอบประโลมของคุณ และพระองค์ทรงช่วยให้คุณได้ยินพระเยซูในยามที่คุณได้ยินเพียงเสียงตัวคุณเอง

บางครั้งเสียงที่แย่ที่สุดในการฟังก็คือเสียงของคุณเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวข้อสนทนาคือ ตัวคุณ แม้แต่คริสเตียนก็ยังพลิกผันความคิดระหว่างความเกลียดชังตนเองและความชอบธรรมของตน คุณสามารถสลับจากการคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ สู่ความคิดที่ว่าคุณสิ้นหวังแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ภายในบ่ายวันเดียว ไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นอย่างไร การฟังเสียงของคุณเองเกี่ยวกับตัวคุณนั้น ถือเป็นการกระทำที่เสี่ยง

ยังดีที่พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อช่วยเราในเรื่องนี้:

เพราะว่าพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่านเป็นทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า และถ้าเราเป็นลูกแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย (โรม 8:15-17)

สังเกตบางอย่างสิ เปาโลได้คาดการณ์ไว้ว่าความกลัวเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ของคริสเตียน เขารู้ว่าคริสเตียนมีความขัดแย้งระหว่าง จิตวิญญาณสองจิตวิญญาณ หรืออัตลักษณ์ที่กำหนดวิถีชีวิตของคนเรา จิตวิญญาณของการเป็นทาสชี้ชัดว่าคุณเป็นทาส ซึ่งนำคุณให้เชื่อฟังความบาปในฐานะที่มันเป็นนายของคุณ เพื่อเผชิญหน้ากับอัตลักษณ์เท็จนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง “เป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเรา” การเป็นพยานคือการยืนยันถึงการพูดความจริงถึงบางสิ่ง พระวิญญาณทรงประกาศว่าคุณได้รับการรับเลี้ยงโดยครอบครัวที่เป็นอิสระ เอาคุณออกจากครอบครัวทาสที่คุณเคยอยู่ และไม่ใช่แค่ครอบครัวอิสระธรรมดา แต่เป็นครอบครัวราชวงศ์ด้วย คุณไม่ใช่ทาสอีกต่อไปแล้วแต่เป็นบุตรของพระเจ้าต่างหาก

การเป็นบุตรของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า คุณจะได้อยู่ในวังหรูหรา-ยังไม่ใช่ตอนนี้ในฐานะบุตรของกษัตริย์ คุณจะได้รับมรดกแห่งเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของคุณในวันหนึ่งข้างหน้า แต่ตอนนี้ คุณต้องทนทุกข์ และความทุกข์ที่เปาโลพูดถึงว่าการทนทุกข์ร่วมกันกับพระคริสต์นั้น คือ การทนทุกข์จากการต่อสู้ คุณกำลังต่อสู้ไม่ให้ถูกดึงกลับไปสู่บาปอีกครั้ง ไม่ให้กลับไปสู่การเป็นทาสแบบเดิม คุณเห็นไหมว่าการแสวงหาความมั่นใจในความรอดนั้น ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อความสงบของจิตใจเท่านั้น เป็นการดิ้นรนที่จะเชื่อสิ่งที่พระวิญญาณทรงเป็นพยานเกี่ยวกับคุณ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเกี่ยวกับพระคริสต์ด้วย

หน้าที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือเพื่อเตือนคุณให้นึกถึงคำพูดของพระเยซูเกี่ยวกับพระองค์เองและความตั้งใจของพระองค์ที่จะช่วยคนบาปอย่างคุณ (ยอห์น 14:25-31) ข้อกล่าวหาของมารซาตานที่ต่อต้านคุณและในบางครั้งข้อกล่าวหาของคุณที่ต่อต้านตัวคุณเองจะดังกึกก้อง ถึงกระนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงมีพระสุรเสียงที่มีอานุภาพยิ่งกว่าของมาร จงเชื่อในสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์บอก

คุณจะทำให้ความไว้วางใจนั้นหนักแน่นขึ้นได้อย่างไร? ผมเพิ่งจะเตือนคุณถึงความตั้งใจแน่วแน่ชั่วนิรันดร์ของพระบิดาที่จะรักคนบาปอย่างคุณ ความสามารถของพระเยซูที่จะทำให้คุณเป็นคนชอบธรรมแม้ว่าคุณจะเป็นคนชั่วช้าโดยเนื้อแท้ และความมุ่งมั่นของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะพูดผ่านเสียงอึกทึกเกี่ยวกับความรักที่พระคริสต์ทรงมีต่อคุณ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้แสดงออกในชีวิตของคุณอย่างไร?

บทที่ 3: แสดงถึงการไว้วางใจว่า พระเจ้าทรงรักคุณ

ประเด็นสำคัญ ตอนที่ 3 คือคริสเตียนได้รับความรักนี้ผ่านพระวจนะ คำอธิษฐาน และการสามัคคีธรรมกับคริสตจักร ที่จริงแล้วคุณเรียนรู้ที่จะมองเห็นตัวเองในแสงสว่างของความรักนี้ ไม่ใช่ด้วยตัวของคุณเอง แต่เห็นความรักท่ามกลางประชากรของพระเจ้า

คุณคงจะจำได้จากตอนต้นของหนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้ว่าชีวิตคริสเตียนคือการเดินทางย้อนกลับไปยังจุดที่คุณเริ่มต้น จุดนั้นถูกติดป้ายว่า “พระเจ้าทรงรักคุณ” การเดินทางกำลังเปลี่ยนจากฐานะหลักคำสอนการทำความเข้าใจความรักของพระเจ้าไปสู่การรับเอาความรักนั้นด้วยตัวคุณเอง การต้อนรับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั้นเรียกว่าความไว้วางใจ-การยอมจำนนอย่างสุดใจที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความรักของพระเจ้า

การยอมจำนนต่อพระเจ้าเป็นการกระทำที่ต้องตั้งใจและกระตือรือร้น ไม่ใช่เพียงแค่นิ่งเฉยหรือปล่อยเลยตามเลย แม้ว่าคุณจะไม่มีส่วนในการเกิดขึ้นของความรักของพระเจ้า แต่คุณก็มีบทบาทในการตอบสนองต่อความรักนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คุณไม่มีส่วนอะไรเลยในการเป็นคนชอบธรรม การเกิดใหม่และการได้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่มีส่วนในการตอบสนองต่อความเป็นจริงอันน่าอัศจรรย์เหล่านั้น เนื้อหาตอนปิดนี้เป็นความพยายามของผมที่จะโน้มน้าวคุณว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างความไว้วางใจของคุณในความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณ คือการแสวงหาที่ที่พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า เช่นในพระวจนะของพระองค์ ในการอธิษฐาน และในประชากรของพระองค์

ผมจะนำเสนอหลักการต่าง ๆ เพื่อช่วยชี้แนะแนวทางในการแสวงหาความมั่นใจในความรอดของคุณอย่างกระตือรือร้น แต่คุณห้ามคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่วัดได้ทีละขั้นตอนที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดค่าแม่นยำ ซินแคลร์ เฟอร์กูสัน เขียนไว้ว่า

บางคนค้นพบความมั่นใจในความรอดหลังจากการต่อสู้อันแสนยาวนาน บางคนไม่เคยรู้เลยว่าหากขาดสิ่งนี้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร สำหรับบางคนความมั่นใจนี้ก็มาทางความทุกข์ บางคนพบความมั่นใจนี้ผ่านความความปิติยินดี นี่เป็นลักษณะเฉพาะตัวพอ ๆ กับที่เป็นสิทธิอำนาจอันสูงสุดและต้องเป็นเช่นนั้น เพราสิ่งนี้นำเราไปสู่คำประกาศที่ว่า “พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงได้รักข้าพเจ้าและได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า”3

เมื่อคำนึงถึงถ้อยคำอภิบาลนี้ ผมขอเสนอแนวทางที่ถ่อมใจบางประการสำหรับการแสวงหาความมั่นใจในความรอดของคุณอย่างกระตือรือร้น เป้าหมายของผมไม่ใช่เพียงแค่บอกให้คุณอ่านพระวจนะ อธิษฐาน และแสวงหาสามัคคีธรรม แต่เพื่อชี้ให้คุณเห็นว่า จะทำสิ่งเหล่านี้อย่างไร ทั้งในการอ่านพระวจนะ การอธิษฐานและการแสวงหาสามัคคีธรรม

1. จงอ่านพระวจนะราวกับว่าพระเจ้าต้องการทำให้คุณมั่นใจในความรอด ไม่ใช่เพื่อให้คุณมั่นใจในการลงโทษ

พระเจ้าทรงตรัสเพื่อช่วยให้รอด หรือดังที่จอห์น เว็บสเตอร์ กล่าวไว้ “การเปิดเผยของพระเจ้าคือการคืนดีกับพระองค์”4

จุดประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงตรัสกับมนุษย์คือการนำความรอดมาสู่ผู้ที่ฟัง ในการอ่านพระคัมภีร์อย่างสัตย์ซื่อ คุณต้องอ่านโดยพิจารณาจากจุดประสงค์หลักนี้เป็นหลัก เมื่อใดก็ตามที่คุณคิดว่าคุณยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าเมื่อคุณเปิดพระคัมภีร์ สิ่งสำคัญคือคุณต้องจดจำ: จุดประสงค์ในการตรัสของพระองค์ได้รับการสถาปนาก่อนที่คุณจะเกิดด้วยซ้ำไป คุณไม่ได้เป็นกรณีพิเศษในเรื่องนี้ จงถ่อมตัวลงโดยตระหนักว่าคุณไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับพระประสงค์ของพระเจ้า

นับตั้งแต่บาปได้เข้ามาในโลก จุดประสงค์ของถ้อยคำพระเจ้าต่อมนุษยชาติคือเพื่อช่วยผู้ที่ฟังพระองค์ หากพระองค์ต้องการกล่าวโทษมนุษย์ พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องตรัสกับพวกเขาเลยด้วยซ้ำ พระองค์จะกระทำการพิพากษาอันชอบธรรมของพระองค์เลยก็ได้ แต่พระคัมภีร์เป็นเรื่องยาวเรื่องหนึ่งของพระเจ้าที่ตรัสกับมนุษยชาติโดยมีจุดประสงค์ในการผูกพันพระองค์เองกับการทำพระราชกิจเพื่อความรอดของพวกเขา จากบทเริ่มต้นหลายบทของพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงใช้ถ้อยคำเพื่อจุดประสงค์หลักนี้คือ “พระเจ้าทรงมอบพระองค์เองในวิถีแห่งพระราชกิจอันสัตย์ซื่อ ซึ่งนำไปสู่การประสูติของพระคริสต์และการเทพระวิญญาณลงมาในวันเพ็นเทคอสต์ และดำเนินไปโดยผ่านทาง วาระสุดท้าย จนถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในอนาคต”5 คุณรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้กำลังแสดงถึงอะไร? เรื่องความรอดของคุณนั้นใหญ่กว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวคุณเองเสียอีก สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าในพระคริสต์ ที่จะทรงกระทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อไถ่ผู้ที่เชื่อ

เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ไม่ว่าจะส่วนที่น่าสะพรึงกลัวก็ตาม โดยคำนึงถึงพระราชกิจอันแน่วแน่ของพระเจ้า แม้แต่ในข้อความเตือนที่น่าวาดหวั่นที่สุด เช่น ฮีบรู 6:4-8 หรือ 12:15-17 ก็มีเจตจำนงเพื่อนำมาซึ่งความรอดไม่ใช่การกล่าวโทษ คุณจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรล่ะ? ก็เพราะคุณเตือนเพียงคนที่คุณต้องการช่วยเหลือเท่านั้น หากคุณได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในข้อความเหล่านี้ คุณจะเอาใจใส่คำเตือนของพระองค์และยึดพระเยซูคริสต์ไว้เป็นหนทางเดียวที่จะเผชิญกับไฟแห่งการพิพากษาและเป็นหนทางที่จะไม่ถูกแผดเผา

คุณอาจจะสงสัยว่า “เอ๊ะ ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันได้ยึดถือพระเยซูไว้ด้วยวิธีนี้” บางทีคุณอาจตระหนักดีถึงสิ่งที่ผมได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ในจดหมายฉบับแรกของยอห์น ว่า คริสเตียนที่แท้จริงมีลักษณะ คือการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าความรักต่อผู้เชื่อคนอื่นๆ และการปฏิเสธรูปเคารพของโลกนี้โดยที่กล่าวมานี้ตรงข้ามกับผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นคริสเตียนแต่ไม่ได้เป็น บางทีคุณอาจมองมาที่ชีวิตของตัวเองและไม่แน่ใจเลยว่าคุณเห็นสิ่งเหล่านี้เพียงพอ

เอาล่ะ เรามาเผชิญหน้ากันตรงๆ กันเลยดีกว่า นี่คือสิ่งที่ยอห์นพูด:

โดยข้อนี้ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นลูกของพระเจ้า คือเมื่อเรารักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ เพราะว่าความรักต่อพระเจ้าเป็นอย่างนี้ คือเมื่อเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระหนักเกินไป “เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยเหนือโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่มีชัยเหนือโลก ใครล่ะที่มีชัยเหนือโลก? ไม่ใช่ใครอื่น คือคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเองพยานเกี่ยวกับพระบุตร (1 ยอห์น 5:2-5)

อะไรช่วยให้คุณรอด? การเชื่อฟังของคุณต่อพระเจ้า ความรักของคุณต่อผู้เชื่อท่านอื่น หรือการปฏิเสธโลก? คำตอบคือ ไม่มีเลย สิ่งเหล่านั้นช่วยคุณไม่ได้ แต่คุณได้รับความรอดโดยพระเยซู ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้เติมเต็มคำมั่นสัญญาของพระเจ้าที่จะกระทำแทนคนบาป นั่นเป็นสาเหตุที่พระเจ้าทรงตรัสแก่เรา การตอบสนองเดียวที่คุณทำได้คือเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส

ถึงกระนั้นคุณอาจยังมีความกลัวที่ฝังแน่นคอยหลอกหลอนว่าพระเจ้าประทานพระคัมภีร์มาเพื่อยืนยันถึงการลงโทษ แต่จงพิจารณาดูเถิดว่า เมื่อพระเจ้าทรงพิพากษาคนบาปอย่างจังจริง พระองค์ก็ทำได้ง่าย ๆ โดยปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในอำนาจบาปของพวกเขาเอง จนไม่สามารถมองเห็นความผิดนั้นได้ด้วยตนเอง (โรม 1:24, 26, 28) การไม่รับฟังพระสุรเสียงของพระองค์เป็นสัญญาณแห่งการลงโทษต่อคนบาปอย่างพวกเขาแล้ว คุณก็ยังจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์อยู่ ตราบเท่าที่คุณตื่นตระหนกจากบาปของคุณและสิ่งที่บ่งชี้ถึงจุดยืนของคุณต่อพระพักตร์พระเจ้า คุณเองยังไม่ได้ถูกมอบให้แก่การพิพากษา หากคุณคิดว่าพระเจ้ากำลังทรมานคุณโดยการทำให้คุณรู้ว่าการพิพากษาของคุณนั้นถูกรับรองแน่นอนแล้วก่อนที่จะเกิดขึ้น คุณก็ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ตามที่พระเจ้าประสงค์เพื่อให้คนบาปวิ่งเข้าหาพระองค์เพื่อความรอด

หากพระวจนะของพระเจ้าทำให้คุณกลัวต่อความบาปของคุณ คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็น ความมั่นใจ ไม่ใช่การกล่าวโทษ จงวางใจว่าพระเจ้าทรงเต็มพระทัยและทรงฤทธิ์อำนาจในการช่วยกู้มนุษย์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในพระวจนะเถิด ให้ยอมจำนนความคิดของคุณต่อพระเจ้า ยังไม่แน่ใจใช้ไหมว่าต้องทำอย่างไร? คุณต้องพูดคุยกับพระองค์ผ่านการอธิษฐาน พร้อมกับฟังพระคำของพระองค์ด้วย

2. อธิษฐานราวกับว่าพระเจ้าทรงทราบดีกว่าที่คุณรู้เกี่ยวกับความรอดของคุณ

ในคำอธิษฐานนั้น เราหลุดพ้นจากความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ และเปิดรับความคิดที่ใหญ่กว่า การอธิษฐานเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญที่เรามอบความกลัวต่าง ๆ ต่อพระเจ้าโดยเปิดเผยความรู้สึกเหล่านั้นต่อพระองค์ แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของเรา คิดแบบนี้ว่า เราพูดกับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่หนทางในการเปลี่ยนความคิดที่เราบอกกับตัวเองนั้น ไม่ใช่แค่การพูดกับตัวเองมากขึ้น หากแต่เป็นการพูดคุยกับพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราเอง นี่คือวิธีที่เรายอมจำนนมุมมองของเราต่อพระองค์

เพื่อจะทำสิ่งนี้ได้ดี คุณต้องเจาะจงเกี่ยวกับความคิดที่คุณเพลิดเพลินอยู่เกี่ยวกับตัวเอง ยอมจำนนความคิดเหล่านั้นต่อพระเจ้าด้วยความจริงที่คุณรู้จากพระวจนะ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างกลยุทธ์การอธิษฐานต่าง ๆ ที่ระบุปัญหาอย่างเจาะจงแสดงสิ่งนั้นออกมา และทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าโดยเฉพาะ

ฉันได้ทูลขอความมั่นใจจากพระเจ้าแล้ว แต่พระองค์ไม่ได้ประทานให้เลย ฉันจึงไม่มั่นใจว่าฉันรอดแล้ว

  • ระบุปัญหา: สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้คือ ความแน่ใจ แต่สิ่งที่ฉันควรปรารถนาจริง ๆ คือ ความเชื่อ
  • ทูลต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถครอบครองไว้ซึ่งความแน่ใจที่ข้าพระองค์ปรารถนา เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่รู้ทุกสิ่ง ดังที่สิ่งนั้นเป็นอยู่ (โรม 11:33–36) ข้าพระองค์ไม่อาจรู้จักตนเองอย่างแท้จริงได้เลย ฉะนั้นข้าพระองค์จึงจำเป็นต้องพึ่งพระองค์ให้ช่วยให้ข้าพระองค์เห็นตัวเองอย่างถูกต้อง
  • ทูลขอต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้ขอความแน่ใจ แต่ขอความความเชื่อที่จะเชื่อว่าพระองค์มีใจเอื้อเฟื้อต่อข้าพระองค์เช่นเดียวกับพระองค์ต่อคนบาปคนอื่น ๆ พระองค์ตรัสต่อข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงอุดมไปด้วยความเมตตาและเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้งจนไม่มีใครสมควรได้รับมัน นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และข้าพระองค์สามารถวางใจพระองค์ได้แม้กระทั่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวข้าพระองค์เอง (เอเฟซัส 2:4-10)

ฉันหวาดกลัวพระเจ้า ฉันทำให้พระองค์มีพระพิโรธ

  • ระบุปัญหา: ความกลัวของฉันทำให้ฉันถอยห่างจากพระเจ้า ไม่ใช่การเข้าใกล้พระองค์ ซาตานเป็นผู้สร้างความกลัวประเภทนี้ ไม่ใช่พระเจ้า
  • ทูลต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า ความกลัวของข้าพระองค์กำลังทำให้ข้าพระองค์วิ่งหนีจากพระองค์ไม่ใช่เข้าใกล้พระองค์ พระองค์ทรงบอกกับข้าพระองค์ว่าความรักสมบูรณ์ของพระองค์นั้นก็ขับไล่ความกลัวที่ผิดออกไป (1 ยอห์น 4:16-19) และแทนที่ด้วยความกลัวที่ถูกต้อง (1 ปต. 1:17-21)
  • ทูลขอต่อพระเจ้า: องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ยำเกรงพระองค์อย่างที่ควรจะเป็น และไม่หวาดกลัวพระองค์อย่างที่ไม่ควรจะเป็นเลย เมื่อข้าพระองค์สัมผัสได้ถึงพระพิโรธของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์วิ่งเข้าหาพระองค์ แทนที่จะเหินห่างจากพระองค์ ความรักของพระองค์หมายความว่าพระองค์จะทรงรับข้าพระองค์ไว้เสมอ รับข้าพระองค์ไว้ไม่ว่าความผิดของข้าพระองค์จะเป็นเช่นไร (ลูกา 15:11-32)

บาปของขฉันช่างน่าละอายจนฉันคงไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด

  • ระบุปัญหา: มโนธรรมของฉันกล่าวโทษฉันอยู่เสมอแต่จุดประสงค์ของมโนธรรมของฉันคือกระตุ้นให้ฉันสารภาพบาปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการได้รับการอภัย สิ่งใดก็ตามที่ปราศจากจุดประสงค์นี้ย่อมมาจากซาตาน ผู้ที่เป็นผู้กล่าวโทษ
  • ทูลต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทราบทั้งความผิดและความละอายในความบาปของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับทราบอย่างถูกต้องต่อหน้าพระพักตร์พระองค์และคนของพระองค์ พระองค์ทรงบอกลูกเมื่อลูกเปิดเผยความบาปของลูกพระองค์จะทรงปกปิดมันด้วยสิ่งที่ดีกว่า นั่นคือความชอบธรรมของพระบุตรของพระองค์ (สดุดี 32:5-7; 1 ยอห์น 1:8-2:2)
  • ทูลขอต่อพระเจ้า: จงปกป้องข้าพระองค์จากผู้กล่าวโทษโปรดทรงช่วยข้าพระองค์ให้เผชิญกับผลจากบาปของข้าพระองค์ด้วยความยินดี (สดุดี 38; 2 โครินธ์ 7:10-11) เพราะผลลัพธ์นิรันดร์เหล่านั้นได้ถูกลบล้างอย่างรุ่งโรจน์แล้ว ไม่มีการลงโทษเหลืออยู่สำหรับข้าพระองค์อีกต่อไปเนื่องจากพระเยซูทรงรับสิ่งนั้นไปจากข้าพระองค์แล้ว (โรม 8:1-4)

ฉันไม่ดีพอที่จะได้รับความรักจากพระเจ้า ฉันคือความผิดหวังอันไร้ค่า

  • ระบุปัญหา: ฉันกำลังกล่าวสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเองซึ่งพระเจ้าไม่ได้ทรงกล่าวถึงฉัน ฉันกำลังสมมติว่าความเห็นของพระเจ้าที่มีต่อฉันนั้นเหมือนกับความเห็นของตนเองหรือของผู้อื่น
  • ทูลต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างรุนแรง และตระหนักถึงคำตำหนิของผู้อื่นที่มีต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกว่าตนเองเป็นความผิดหวังได้ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงวัดค่าข้าพระองค์ตามมาตรฐานของโลกในเรื่องความงามหรือความสำเร็จ ข้าพระองค์ไม่ได้มีคุณค่ายิ่งไปกว่าหรือน้อยไปกว่าคนบาปอื่น ๆ ที่จะได้รับความรอด (1 โครินธ์ 1:27-29; ฟิลิปปี 4:7)
  • ทูลขอต่อพระเจ้า: ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ถ่อมตนต่อพระองค์ ด้วยการยอมรับว่าพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ให้เป็นภาชนะดินที่เปราะบาง มิใช่เพื่อทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่เพื่อเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยฤทธิ์อำนาจที่เห็นได้ชัดว่าไม่มาจากตัวข้าพระองค์เอง (2 โครินธ์ 4:7-10) พระองค์ทรงปรารถนาให้ข้าพระองค์ไม่ไว้วางใจในตนเองแต่ไว้วางใจในความรักของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์เท่านั้น (2 โครินธ์ 12:7-10; กาลาเทีย 2:20)

3. แสวงหาการสามัคคีธรรมราวกับว่าพระเจ้าทรงสำแดงความมั่นใจอันถ่อมตนแก่คริสเตียนคนอื่น ๆ ที่คุณก็สามารถมีได้เช่นกัน

ความมั่นใจในความรอดสามารถถ่ายทอดถึงกันได้

ประโยคนี้อาจทำให้คุณประหลาดใจ เพราะคุณอาจจะรู้สึกสวนทางกันเลย เมื่อไปยังคริสตจักร คุณเห็นผู้เชื่อคนอื่น ๆ ร้องเพลงถวายพระเจ้าด้วยสุดใจ เป็นพยานถึงพระคุณของพระองค์ในชีวิตของพวกเขา รับพระคำด้วยความกระตือรือร้นที่ดูเหมือนจะขาดไปจากประสบการณ์ของคุณ บางทีการอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อคนอื่น ๆ อาจทำให้คุณยิ่งไม่มั่นใจในความรอดของคุณเอง

หากนั่นคือประสบการณ์ของคุณ ขอผมตั้งคำถามเพื่อเปิดเผยปัญหาที่อาจซ่อนเร้นอยู่ในมุมมองของคุณได้ไหม? คุณอาจกำลังสันนิษฐานว่าคริสเตียนคนอื่น ๆ พบความมั่นใจในความรอดเพราะพวกเขาไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเช่นเดียวกับคุณ แต่ขอให้ผมพลิกมุมมองนี้ดู จะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาพบความมั่นใจเพราะพวกเขาต้องดิ้นรนเช่นเดียวกันกับคุณ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความมั่นใจที่พวกเขาแสดงออกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยความอับอายและความสงสัยที่คุณคิดว่าเป็นของคุณคนเดียวล่ะ?

ตอนนี้คุณเห็นแล้วว่าความมั่นใจในความรอดสามารถถ่ายทอดถึงกันได้อย่างไร คุณอาจได้รับการห้อมล้อมด้วยเหล่าคริสเตียนผู้เคยต่อสู้กับพระเจ้าท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมนแห่งความไม่มั่นใจและความหวาดกลัว และในที่สุดกลับได้รับพระพรจากพระองค์ด้วยความมั่นใจนั้น ความมั่นใจที่ถูกต้องในความรักของพระเจ้าสามารถถ่ายทอดถึงกันได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคริสตจักรจึงมีความสำคัญต่อความมั่นใจในความรอดของคุณ: คุณดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งเสียงที่ขัดแย้งกัน เสียงเหล่านั้นบอกคุณว่าคุณควรคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด เกี่ยวกับพระเจ้าเอง คุณต้องไม่ฟังเสียงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวคุณ นี่คือคำถาม: คุณล้อมรอบตัวเองด้วยเสียงอะไรบ้าง?

หากคุณหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คริสเตียนเพราะคิดว่าพวกเขามีคุณสมบัติบางอย่างที่คุณไม่มี ซึ่งทำให้พวกเขามั่นใจอย่างเต็มที่และสมบูรณ์ แสดงว่าคุณได้หันเหไปทิศทางอื่นแล้ว คุณอาจพยายามเบี่ยงเบนความเจ็บปวดด้วยการหมกมุ่นอยู่กับงานหรือการเรียน หรือกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ เช่น กีฬาหรือการเล่นเกม หรือความสัมพันธ์อื่น ๆ กับผู้คนที่ไม่ใส่ใจกับคำถามนิรันดร์ที่รบกวนใจคุณอยู่ การแสวงหาผลประโยชน์ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับชุมชนต่าง ๆ ที่บอกคุณว่าจะมองตัวเองอย่างไร พวกเขาบอกคุณว่าจะตอบคำถามที่ตามหลอกหลอนคุณด้วยวิธีไหน หรือจะมองข้ามคำถามเหล่านั้นไป แต่ชุมชนเหล่านี้อาจเพียงแต่ช่วยให้คุณเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากประเด็นที่แท้จริงที่ว่าคุณยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพเท่านั้น

ชุมชนเพียงแห่งเดียวที่สามารถช่วยสนับสนุนคุณในคำถามที่สำคัญที่สุดนี้ได้คือ คริสตจักร คริสตจักรคือครอบครัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ สถานที่ที่ความจริงเกี่ยวกับพระเยซูได้รับการเฉลิมฉลอง (1 ทิโมธี 3:15-16) เป็นที่ซึ่งความเชื่อของผู้เชื่อคนหนึ่งเสริมสร้างความเชื่อของผู้เชื่ออีกคนหนึ่ง (โรม 1:12, 16-17) เป็นที่ที่คริสเตียนพูดความจริงเกี่ยวกับตนเองและเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาต่อกันและกัน และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเติบโตขึ้น-กล่าวคือ เจริญขึ้นอย่างแท้จริง ในความมั่นใจในความรักของพระเจ้า (เอเฟซัส 4:11-16)

ยิ่งไปกว่านั้น เราจำเป็นต้องระลึกว่า พระเยซูทรงมอบสิทธิอำนาจให้คริสตจักรท้องถิ่นในการระบุว่าใครคือประชากรของพระเจ้า ในมัทธิว บทที่ 16 พระเยซูตรัสว่าคริสตจักรถือ “ลูกกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์” เป็นอุปมาที่ซับซ้อน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของพระเยซูก็คือคริสตจักรท้องถิ่นของพระองค์เป็นตัวแทนของสวรรค์และประกาศในนามของสวรรค์ว่าผู้ใดบ้างที่เป็นประชากรของอาณาจักรนั้น คริสตจักรทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ดำเนินการผ่านการเป็นสมาชิกคริสตจักรยังไงล่ะ เมื่อคุณได้รับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตจักรก็กล่าวโดยนัยว่า “เรามั่นใจว่าคนผู้นี้เป็นของพระเยซู” ไม่เพียงเท่านั้น ทุกครั้งที่คริสตจักรเฉลิมฉลองพิธีมหาสนิทและเชิญชวนให้คุณมีส่วนร่วม พวกเขาก็กำลังกล่าวว่า “เรายังคงมั่นใจว่าคนผู้นี้เป็นของพระเยซู” แน่นอนว่า คนๆ หนึ่งอาจมีความมั่นใจที่ผิดโดยอาศัยเพียงการเป็นสมาชิกคริสตจักรหรือการร่วมพิธีมหาสนิทของพระเจ้าเท่านั้น แต่อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมาลดทอนฤทธิ์เดชที่อยู่เบื้องหลังพิธีการเหล่านี้ที่ทำให้เราได้มีส่วนร่วมในคริสตจักร ทุกครั้งที่คุณเข้าร่วมพิธีมหาสนิทกับพี่น้องในคริสตจักร จงระลึกไว้ว่าหลายสิบ หลายร้อย หรือแม้กระทั่งหลายพันคนที่เป็นผู้เชื่อกำลังแสดงความมั่นใจในสถานะของคุณเองต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า แม้ในขณะที่คุณอาจขาดความมั่นใจนั้นอยู่

คริสตจักรมีส่วนสนับสนุนอย่างเป็นทางการในความมั่นใจในความรอดของเรา แต่ก็ช่วยเราอย่างไม่เป็นทางการเช่นกัน ผ่านความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นในชุมชนของประชากรของพระเจ้า จงระลึกไว้ว่า ความมั่นใจส่วนบุคคลเติบโตขึ้นเมื่อบุคคลนั้นวางใจในความรักของพระเจ้าที่สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเลียนแบบความรักนั้นในชีวิตของบุคคลนั้น ความรักต่อผู้อื่น ความรักต่อพระบัญชาของพระเจ้า และความรักต่อพระเจ้าเองเป็นการตอบสนองต่อความรักของพระองค์ที่เสริมสร้างความมั่นใจในประสบการณ์ของผู้เชื่อ การแสดงออกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากความเชื่อ แต่เป็นการแสดงออกของความเชื่อ และชุมชนคริสตจักรของคุณคือที่ที่การแสดงออกเหล่านี้เกิดขึ้น

หากคุณได้เก็บการต่อสู้กับความมั่นใจในความรอดไว้เพียงคนเดียว นี่คือคำแนะนำที่หนักแน่นที่สุดของผม: อย่าทำแบบนั้นเลย อย่าหลีกเลี่ยงประชากรของพระเจ้า ผู้คนของพระเจ้าคือหนึ่งในการปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณจงไปพูดคุยกับศิษยาภิบาลหรือผู้เชื่อที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้พิจารณาในหนังสือเล่มนี้ คุณอาจพบว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับปัญหาแบบเดียวกันกับคุณ แต่พวกเขาก็เคยต่อสู้มาแล้ว และคุณจะพบว่า ความมั่นใจของพวกเขาในความรักของพระเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความสับสนหรือการต่อสู้ในใจเลย แต่เป็นเพราะพวกเขาผ่านการต่อสู้นั้นมาแล้วต่างหาก

บทที่ 4: คำบอกลาจากเพื่อนนักสู้

สิ่งมากมายที่คุณได้อ่านที่นี่ถูกหล่อหลอมขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของผมเอง เมื่อมันดูเหมือนว่าพระเจ้ากำลังแขวนผมไว้เหนือเปลวไฟแห่งการพิพากษา จากสิ่งที่แสดงออกภายนอกทั้งหมด ตอนนั้นผมรู้สึกมีความสุขมาก ผมรับใช้ในการเป็นมัคนายกที่คริสตจักรของผม กำลังศึกษาในพระคริสตธรรมเพื่อเป็นศิษยาภิบาล ซื่อสัตย์ต่อภรรยา และเสมอต้นเสมอปลายในการอุทิศตนในการอธิษฐาน ศึกษาพระวจนะและในการนมัสการ

แต่ภายในจิตใจผมยังขาดความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าทรงรักผม แม้เมื่อผมมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ผมก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น ผมไม่ได้หลงไปกับบาปที่ผมเก็บเป็นความลับ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่ไร้พระเจ้า ผมไม่ได้กำลังทำใจยอมรับการสูญเสียต่าง ๆ ในอดีต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมเริ่มตระหนักอย่างลึกซึ้งได้ว่าผมเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเพียงใด ว่าการแสวงหาการรับใช้ของผมก็ยังมีเจตนาเพื่อตนเอง และความรักที่ผมมีให้กับทุกคนในชีวิตของผมขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาทำให้ผม และใจกลางของเรื่องราวทั้งหมดคือความจริงที่ตรงไปตรงมาว่าผมไม่ได้รักพระเจ้าด้วยสุดใจ-อันที่จริง ผมรักพระองค์เพียงเศษเสี้ยวเดียวของหัวใจเท่านั้น

เป็นเวลาประมาณสามเดือนที่ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้รักพระเจ้าเลยและพระองค์ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่รักผม พระเจ้าเย็นชาต่อคำอธิษฐานของผม พระคัมภีร์โหดร้ายในการพิพากษา และผู้คนในคริสตจักรดูเหมือนจะไม่เข้าใจเลย ผมอยู่คนเดียวลำพัง 

ถึงแม้จะได้ชื่อเสียงและความมั่งคั่งทั้งหมดในโลก ผมก็จะไม่ยอมกลับไปสัมผัสประสบการณ์นั้นอีก ผมหมายความว่าอย่างนั้นจริง ๆ เป็นประสบการณ์แสนทรมานดั่งนรกที่ถูกย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงสิบสองสัปดาห์ แต่ความทุกข์ทรมานนั้นได้ให้ผลผลิตบางอย่างในตัวผม ผมจำได้ว่าผมนอนอยู่บนพื้นห้องนอน ร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่าต่อพระเจ้าผู้ไม่รักผม ในคำอธิษฐานเหล่านั้น ผมได้ทบทวนความจริงที่ผมเคยได้ยินจากการเทศนา การนมัสการ และการอธิษฐานที่คริสตจักร -ความจริงที่ดูเหมือนจะเป็นของทุกคนบนม้านั่งนั้น แต่ไม่ใช่ของผม แล้วในความเหนื่อยล้า ผมก็ยอมจำนนต่อโชคชะตาของผมพร้อมกล่าวว่า “พระเจ้า หากพระองค์จะส่งข้าพระองค์ลงนรก พระองค์คงต้องทำอย่างนั้นในขณะที่ข้าพระองค์ยึดพระบาทพระเยซูไว้แน่น”

และเป็นครั้งแรกในห้วงเวลายาวนานที่ผมรู้สึกถึงประกายความอบอุ่นในหัวใจอีกครั้ง เมื่อต้องเผชิญกับการพิพากษาที่ผมเชื่อว่าอยู่ตรงหน้า ผมได้ประกาศออกไปแม้ด้วยความอ่อนแอ ว่าพระเยซูทรงเป็นความมั่นใจเดียวว่าพระเจ้าจะทรงรักผม และในชั่วขณะหนึ่ง ผมตระหนักได้ว่าความรักที่ผมไม่เคยรับรู้ได้เลยนั้น อาจอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด

การต่อสู้ของผมไม่ได้หายไปหมดในคืนนั้นทีเดียว แต่จากตอนนั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้นว่า พระเจ้ากำลังใช้ความทุกข์ทรมานนี้เพื่อทำให้ผมมั่นใจอย่างลึกซึ้งเลยว่า ความรอดของผมไม่ได้เกิดจากสิ่งอื่นใดเลย นอกจากความรักอันความรักอันปราศจากเงื่อนไขและเหตุจูงใจของพระองค์ ความรักที่ผมไม่สมควรจะได้รับ ความรักอันเป็นนิรันดร์ที่พระองค์ที่ทรงมอบให้ ผมจำเป็นต้องให้พระองค์รักผมก่อนและรักผมตลอดไป ในวันนี้ ผมมั่นใจในความรอดของผมมากขึ้น นั่นไม่ใช่เพราะประสบการณ์ของผมแต่เป็นเพราะความรักของพระองค์ต่างหาก

ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผมยังไม่เคยหลุดพ้นจากช่วงหลายเดือนแห่งความสิ้นหวังได้เลย และผมก็หวังว่าจะไม่หลุดพ้นจากช่วงเวลานั้นด้วย

แชร์

  • Facebook