ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 1 · ฟรี

ฉันต้องทำอะไรต่อไปเมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?

ฉันต้องทําอะไรต่อไปเมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? · แซม อิมาดี

บทนำ

เขาเกิดมาพร้อมกับความเจ็บปวด ไม่มีเรี่ยวแรง และพิการ ดีเรคเพื่อนของผมใช้เวลาส่วนมากในช่วงต้นชีวิตไปกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและความพิการที่ทำให้เดินแทบไม่ได้ ในช่วงปลายวัยรุ่น เพื่อจะสามารถรับมือกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามารวมถึงความพิการที่มี เขาหันไปเสพยาเสพติดเพื่อสร้างอิทธิพลให้ตนเองและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนๆ

ดีเรคทั้งขายและเสพยาได้หลายปี ซึ่งได้เงินจากการขายเท่าไรก็ใช้ไปกับการซื้อยาเพิ่ม แม้กระทั้งขโมยเงินที่บ้านไปซื้อยา แต่ในท่ามกลางทั้งหมดนี้ ดีเรคสามารถรักษาภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นคนดีได้ เพราะว่าเขายังซื่อสัตย์ต่อเพื่อนๆ และยังไม่ถึงขั้นเสพยาที่เรียกว่า “ขั้นแรงสุด”

แต่ชีวิตของดีเรคก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อตามเพื่อนคนหนึ่งไปที่คริสตจักร ดีเรคได้ยินข่าวประเสริฐเป็นครั้งแรกและตระหนักว่าตัวเองเป็นคนบาปที่สมควรต่อพระอาชญาของพระเจ้า หลังจากที่ได้ฟังคำเทศนาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าพระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ลงมาเพื่อช่วยคนบาปให้พ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าและวันหนึ่งก็มาถึงจุดที่เขาเข้าใจ

ดีเรครู้ว่าเขาต้องการการอภัยโทษบาป เขาต้องการสิ่งเดียวเท่านั้น คือ ไม้กางเขนและการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ได้จัดเตรียมไว้ เขาจึงสำนึกผิดและกลับใจจากความบาปมาเชื่อในพระเยซู และมุ่งมั่นที่จะติดตามพระคริสต์ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

ที่คริสตจักรของผมเต็มไปด้วยผู้คนที่มีเรื่องราวเบื้องหลังเหมือนดีเรคมากมาย เจมส์เป็นทาสของการเสพสื่อลามกมาเกือบสิบปีจนกระทั่งมีเพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปที่คริสตจักรที่ที่เขาได้รับเชื่อในข่าวประเสริฐ พาร์คเกอร์เติบโตมาในครอบครัวคริสเตียนและเชื่อพระคริสต์ตั้งแต่อายุสิบสองขวบหลังจากที่ได้เรียนพระคัมภีร์จากผู้เป็นพ่อ แอนคิดว่าพระเจ้ารักเธอเพราะเธอ “เป็นเด็กดี” จนกระทั่งเธอได้เข้าร่วมการสัมมนาพระคัมภีร์ นั่นคือที่ที่แอนได้ตระหนักถึงความจริงในความบริสุทธิ์ของพระเจ้าว่าความชอบธรรมของเธอนั้นเหมือน “เสื้อผ้าสกปรก” (อิสยาห์ 64:6) บริทนี่รู้สึกเคว้งคว้างและไร้จุดหมายในชีวิตจนกระทั่งเธอได้มาเป็นคริสเตียนจากการศึกษาพระคัมภีร์ในที่ทำงาน

ถ้าคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่าคุณคงเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้สัมผัสกับเรื่องราวแห่งพระคุณ เมื่อถึงบางจุดบางทีอาจจะไม่นานมานี้ คุณตระหนักได้ว่าคุณจำเป็นต้องได้รับการอภัยบาปและหลุดพ้นจากอำนาจบาปที่ควบคุมเหนือชีวิตของคุณ คุณได้มองมาที่การถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์เพื่อที่จะได้รับความรอด และคุณปรารถนาที่จะติดตามพระองค์ไป

แล้วต้องทำอะไรต่อล่ะ ทีนี้?

อะไรคือความหมายของการติดตามพระเยซู? อะไรคือสิ่งที่คุณต้องรู้ที่จะทำให้คุณสามารถติดตามพระเยซูตลอดชีวิตที่เหลือของคุณได้?

คริสเตียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต่างกันด้วยวัย เชื้อชาติ รายได้ สถานะทางสังคม อาชีพการงาน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ขอบคุณพระเจ้าไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไร พระคัมภีร์เป็นต้นแบบพิมพ์เขียวให้คุณและผม รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ในการเจริญเติบโตขึ้นในฐานะสาวกของพระเยซู

บทที่ 1: กำหนดความคาดหวังของเรา

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางคือ การคาดหวังที่ถูกต้องครั้งหนึ่งผมเคยออกเดินทางไปบนถนนที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง แต่หลังจากหกชั่วโมงผ่านไปที่ได้นั่งอยู่บนรถ โทสะที่ลุกโชนอยู่ในใจกลับทำให้จิตใจแย่ลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าผมเคยขับรถไปไกลเกินกว่าหกชั่วโมงและไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ปัญหาครั้งนี้คือผมไม่ได้คาดหวังที่จะเดินทางนานขนาดนั้น กำหนดความคาดหวังจะเป็นตัวชี้ว่าเราตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร

ในขณะที่เรากลับมายังชีวิตคริสเตียน สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องมีคือ ความคาดหวังที่ถูกต้อง อย่างที่เพื่อนของผมคนหนึ่งชอบพูดว่า เราต้องจำไว้เสมอว่าการติดตามพระเยซูมีราคาที่ต้องจ่าย แต่คุ้มค่า พระเยซูเองได้เตือนเราว่า ต้องคำนวนถึงราคาที่ต้องจ่ายในการเป็นสาวกของพระองค์ให้ดี (ลูกา 14:25-33) การจะเป็นคริสเตียนนั้นจะต้องปฏิเสธตนเองรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และติดตามพระองค์ไป ไม่ว่าพระองค์จะนำไปทางใด (ลูกา 9:23) เปาโลเตือนว่า “แท้จริงทุกคนที่ตั้งใจจะดำเนินชีวิตตามทางพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกข่มเหง” (2 ทิโมธี 3:12) เปโตรสอนว่าเราไม่ควร “แปลกใจ” กับ “การทดสอบที่แสนสาหัส” ที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกท่าน (1เปโตร 4:12) พระกิตติคุณสัญญาให้กับเราถึงความรอดจากพระอาชญาของพระเจ้าและปลดปล่อยเราให้เป็นไทจากบาป แต่ไม่เคยสัญญาจะให้ชีวิตที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย

ในชีวิตของเรา เราจะยังดำเนินในความบาป ยังก้าวพลาดและล้มลง บ่อยครั้งด้วยความไม่ตั้งใจ เราทำร้ายคนที่เรารัก แม้เราจะมองเห็นชัยชนะเหนือบาปและกำลังเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ส่วนตัว ชีวิตของเราจะมีลักษณะเด่นของการกลับใจ การหันจากบาปและไปพึ่งพระคุณของพระเจ้าที่มีในพระเยซูคริสต์ที่มั่นคง ดังนั้นการติดตามพระเยซูจึงมีราคาที่ต้องจ่าย

แต่การติดตามพระเยซูนั้นคุ้มค่า แน่นอนว่าราคาของการเป็นสาวกนั้นสูง แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นเมื่อเทียบกับความชื่นชมยินดีที่ได้รู้จักกับพระเจ้าและได้รับการอภัยบาปนั้นคุ้มค่า เปาโลกล่าวว่า “เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” (2โครินธ์ 4:17) เมื่อเราติดตามพระเยซู เราควรคาดหวังที่จะเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ ควรคาดหวังให้พระคุณของพระเจ้าทำให้เราเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น (โรม 8:28-29; กาลาเทีย 5:16-17) เราจะเผชิญกับการทดลอง ความบาปและสิ่งยั่วยวนต่างๆ แต่เราก็เรียนรู้ที่จะสารภาพกับพระเจ้าและกลับใจเหมือนคำกล่าวในพระธรรมสดุดี “พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความยินดีเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (สดุดี 16:11)

บทที่ 2: แล้วต้องทำอะไรต่อไปล่ะ เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?

ด้วยรากฐานนี้เองให้เรามาดูบางสิ่งที่เฉพาะเจาะจงว่าคุณควรทำอย่างไรต่อไปเมื่อคุณมาเป็นคริสเตียนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยกรณีอะไรก็ตาม แผนที่เส้นทางนี้จะช่วยคุณให้เดินหน้าในฐานะสาวกของพระเยซูคริสต์ได้ ข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ (หรือช่วยให้) คุณเป็นคริสเตียนได้ แต่เป็นข้อปฏิบัติที่พระเจ้าให้เป็นแนวทางไว้เพื่อช่วยให้เราเติบโตในการติดตามพระเจ้าไปด้วยใจชื่นชมยินดี

1) รับบัพติศมา

ถ้าคุณเพิ่งมาเป็นคริสเตียนสิ่งแรกที่คุณควรทำคือรับบัพติศมา ทำไมล่ะ? เพราะพิธีบัพติศมาคือ สิ่งที่พระเยซูคริสต์สั่งให้คริสเตียนทำเพื่อประกาศตนถึงความเชื่อที่มีในพระองค์ เมื่อพระเยซูทรงมีพระบัญชาให้คริสตจักรสร้างสาวก พระองค์สั่งให้พวกเขาเข้ารับบัพติศมา (มัทธิว 28:19) คำสั่งของพระเยซูนั้นชัดเจนคือให้เชื่อในข่าวประเสริฐและรับบัพติศมา

หนังสือพระธรรมกิจการปรากฎหลายตัวอย่างให้กับเราของคนที่มีความเชื่อในพระเยซูและประกาศความเชื่อของตนผ่านพิธีบัพติศมา

ลองดูเรื่องราวในพระธรรมกิจการบทที่ 2 เป็นเรื่องราวหลังจากที่เปโตรได้จบคำเทศนาประกาศข่าวประเสริฐกับฝูงชนผู้ที่ไม่เชื่อ

เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวกับเปโตรและอัครทูตคนอื่นๆ ว่า “พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี?” เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลายแล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์…คนทั้งหลายที่รับถ้อยคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน (กิจการ 2:37-38, 41)

“จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา”ในพระคัมภีร์ คนมาทีหลังจะทำตามสิ่งที่ผู้เคยทำมาก่อนเสมอ เมื่อเรากลับใจจากความบาป เราหันไปหาพระคริสต์และให้พระองค์เข้ามาควบคุมเหนือชีวิตของเรา พระองค์ทรงออกคำสั่งและกำหนดในสิ่งที่ต้องทำ เรายอมจำนนต่อคำสั่งสอนนั้นและติดตามพระองค์ในฐานะผู้ทรงเป็นพระเจ้า บัพติศมาเป็นการสำแดงถึงการกระทำนี้

ในตอนที่เรารับบัพติศมา เราได้ประกาศถึงความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์ เรากำลังบอกกับโลกว่า “ฉันเป็นของพระเยซู” อย่างที่เพื่อนผมคนหนึ่งพูดว่า เมื่อเรารับบัพติศมาแล้วเราก็ได้ใส่เสื้อ “ทีมพระเยซู” เราเป็นของพระองค์แล้ว

นอกจากนั้น บัพติศมายังเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ในพระคริสต์ การจุ่มลงในน้ำเป็นภาพของการตายไปพร้อมกับพระเยซู การขึ้นจากน้ำเป็นภาพของการฟื้นคืนสู่ชีวิตจากการตายฝ่ายวิญญาณและมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ (โรม 6:3-4; โคโลสี 2:11-12)

สิ่งสุดท้าย พิธีบัพติศมาคือ การที่คริสตจักรได้ยืนยันในความเชื่อของคุณและรับคุณเข้าเป็นสมาชิกคริสตจักร เราจะมาพิจารณาถึงความสำคัญของคริสตจักรท้องถิ่นในหัวข้อต่อไป สำหรับตอนนี้ให้เรามาสังเกตพระบัญชาที่พระเยซูมอบหมายให้กับคริสตจักรในเรื่องการรับบัพติศมา (มัทธิว 28:18-20) พระคัมภีร์บันทึกว่าคริสตจักรในยุคแรกได้นำผู้คนเข้ามาเป็นสมาชิกโดยการให้บัพติศมาแก่พวกเขาหลังจากที่ได้แสดงออกถึงการกลับใจที่แท้จริง (กิจการ 2:41) เมื่อเราติดตามพระคริสต์ในการรับบัพติศมา เราก็กำลังประกาศถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ และขณะเดียวกันคริสตจักรก็ได้รับรองความเชื่อของเราในพิธีบัพติศมาว่าเป็นความเชื่อแท้-ประทับตรารับรองความเข้าใจของเราที่มีต่อข่าวประเสริฐ

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? ให้มองหาคริสตจักรที่สัตย์ซื่อและเทศนาข่าวประเสริฐ เป็นคริสตจักรที่รักพระวจนะคำของพระเจ้าและให้สมาชิกรับบัพติศมา

2) เข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น

ในพระคริสต์พระเจ้าได้อภัยโทษความบาปผิดของเราและรับเราเข้ามาเป็นบุตรชายหญิงของพระองค์ ซึ่งไม่เพียงแต่ให้พ้นโทษจากการพิพากษาเท่านั้น แต่ยังเชิญเรามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในการรับประทานอาหารบนโต๊ะร่วมกันอีกด้วย โดยทางพระคริสต์เรารู้จักพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา เราจึงมีความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัวกับพระเจ้า

แต่เราไม่ควรสับสนระหว่าง “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” กับ“ความสนิทสนมส่วนตัว” แน่นอน โดยทางพระเยซูเรารู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว แต่พระเจ้าไม่เคยมีพระประสงค์ให้เราติดตามพระองค์ตามลำพัง เป็นความลับ และเป็นคริสเตียนผู้โดดเดี่ยวเท่านั้น พระเจ้าช่วยเราให้รอดเพื่อเข้าสู่ชุมชนและพระองค์ได้ออกแบบความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ที่รวมเอาพี่น้องชายหญิงผู้ที่จะร่วมเดินทางด้วยความเชื่อฟัง การคืนดีกับพระเจ้า หมายถึง การคืนดีกับประชากรของพระองค์ด้วย (เอเฟซัส 2:11-12; 1 เปโตร 2:10)

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เต็มไปด้วยคำว่า “กันและกัน” เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เราอยู่ในชุมชนร่วมกันกับพี่น้องคริสเตียนอื่นๆ เราลองมาพิจารณาดูว่าพระคัมภีร์ได้พูดถึงการปรนนิบัติรับใช้และการรักผู้เชื่อคนอื่นๆไว้อย่างไรบ้าง

  • เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 13:34-35)
  • จงรักกันฉันพี่น้อง…จงขวนขวายในการให้เกียรติกันและกัน จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (โรม 12:10, 16)
  • ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด (กาลาเทีย 5:13)
  • แต่จงมีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:32)
  • เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือก พวกที่บริสุทธิ์ และพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงให้อภัยกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านอย่างไร ท่านก็จงทำอย่างนั้นด้วย จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าในใจของท่าน (โคโลสี 3:12-13, 16)
  • เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น (1 เธสะโลนิกา 5:11)
  • และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี (ฮีบรู 10:24)

นี่เป็นเพียงแค่บางส่วนจากพระคัมภีร์เท่านั้นที่พูดถึงคำว่า “กันและกัน”

ชีวิตคริสเตียนไม่ได้เรียกว่าเป็นการนมัสการโดดเดี่ยวเหมือนกับพระที่จำศีลอยู่ในถ้ำ แต่มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากหัวใจแห่งการเชื่อฟังของคริสเตียน คือชีวิตที่มีความรักต่อผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักรท้องถิ่นที่เติมเต็มซึ่งกันและกันด้วยความเชื่อในองค์พระคริสต์ เช่นเดียวกับที่เปาโลได้กล่าวว่า “ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นการกระทำด้วยความรักนั้นสำคัญ” (กาลาเทีย 5:6)

โดยการเข้าร่วมกับคริสตจักรนั้นคุณได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตนในแบบของ “ซึ่งกันและกัน”ตามตัวอย่างด้านบน โดยการเข้าร่วมกับคริสตจักรคุณได้ยืนหยัดและพูดว่า “ฉันต้องการทำตามคำสั่งของพระเยซูและสัญญาว่าจะทำร่วมกับพี่น้องเหล่านี้”

มันง่ายที่จะตื่นเต้นเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องความรักและการรับใช้ผู้อื่น แต่ที่จริงแล้วการรักผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีความท้าทายมากกว่า เพราะถึงอย่างไรพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์อย่างคุณและผมนั้นต่างก็เป็นคนบาป พวกเขาอาจเหยียบเท้าของเราและอาจทำร้ายเรา ด้วยความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม สมาชิกคริสตจักรอาจทำให้เราอึดอัดใจ และเราอาจทำต่อพวกเขาเหมือนกันด้วย

อย่างไรก็ดี พระคัมภีร์ไม่ได้มีคำเขียนไว้ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน… ในตอนที่คุณทำได้” ไม่เลย พระคัมภีร์ชี้ให้เรากลับไปที่คริสตจักรท้องถิ่นอยู่ตลอดว่าเป็นสถานที่ที่เราจะเติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระคริสต์ ในคริสตจักรท้องถิ่น เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น (เอเฟซัส 4:32) ช่วยแบกรับภาระของกันและกัน (กาลาเทีย 6:2) และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก (เอเฟซัส 4:2) เมื่อเราเชื่อฟังคำสั่งของพระคริสต์ที่ให้รักผู้อื่นเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา คริสตจักรท้องถิ่นก็จะสำแดงให้โลกเห็นถึงความรักของพระคริสต์ และพระสิริของข่าวประเสริฐ (ยอห์น 13:34-35)

อันที่จริงให้ผมได้พูดในสิ่งที่ลึกซึ้งมากกว่านี้

การเข้าร่วมกับคริสตจักรไม่ใช่เป็นแง่มุมเดียวในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของคุณ คริสตจักรท้องถิ่นเป็นบริบทหลักในการดำเนินชีวิตสาวกในแบบคริสเตียน ลองพิจารณาในแบบนี้ว่า:คุณเคยไปที่ร้านหนังสือคริสเตียนและสังเกตเห็นบางส่วนของร้านที่มีป้ายว่า “คริสตจักร”และส่วนอื่นมีป้ายว่า “ชีวิตคริสเตียน” หรือไม่? ทั้งสองส่วนนี้ที่จริงแล้วควรรวมอยู่ที่เดียวกัน ชีวิตคริสเตียนจะวนเวียนอยู่กับคริสตจักร เรานมัสการพระเจ้า รักผู้อื่น รับใช้พี่น้องชายหญิง ทนทุกข์ ศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน ถวายทรัพย์ ร่วมทุกข์ร่วมสุข และประกาศข่าวประเสริฐ ทั้งหมดนี้อยู่ในบริบทของคริสตจักรท้องถิ่น ให้จำไว้ว่าการกลับใจรับเชื่อทำให้คุณได้มาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า และการดำเนินชีวิตคริสเตียน หมายถึงการดำเนินชีวิตเหมือนเป็นคนในครอบครัว-การโอบกอดพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาหมายถึงการโอบกอดพี่น้องชายหญิงคนบาปที่ได้รับการไถ่ด้วยเช่นกัน

อันที่จริงทุกประเด็นที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนคำอธิบายภาพรวมของการดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างซื่อสัตย์ในคริสตจักรท้องถิ่น

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? เข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นและเรียนรู้วิธีในการติดตามพระเยซูท่ามกลางประชากรของพระองค์

3) เข้าร่วมคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ

อาหารเย็นเป็นมื้อสำคัญสำหรับผมและครอบครัว ทุกๆ เช้าคนในครอบครัวจะแยกย้ายกันไป ภรรยาของผมต้องไปทำธุระหลายแห่ง เด็กๆต้องไปโรงเรียนหรือเข้าร่วมโปรแกรมกีฬาต่างๆ ส่วนผมต้องออกไปทำงานและกลับมาทีหลังเช่นเคย แต่ทุกเย็นเราจะมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหาร ลูกๆ ของผมจะเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ภรรยาของผมจะเล่าเกี่ยวกับวันของเธอ เราต่างแบ่งปันเรื่องราวที่ได้ทำในวันนั้น และหัวเราะด้วยกัน เราเรียนรู้กันและกัน รวมไปถึงการเรียนรู้แต่ละคนในฐานะสมาชิกครอบครัวมากขึ้น โดยการรวมตัวกันในทุกๆเย็นนั้น เรากำลังเสริมสร้างความผูกพันและความรักที่มีต่อกัน การรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอได้เสริมสร้างความเป็นครอบครัวซึ่งไม่ใช่แค่คนแปลกหน้ามาทานข้าวด้วยกันเท่านั้น

หลักการเดียวกันนี้เป็นหลักการเดียวกันที่ใช้กับชีวิตในคริสตจักร โดยการรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอ เราต่างยอมจำนนต่อคำสอนจากพระวจนะของพระเจ้าในแต่ละสัปดาห์และสำแดงถึงความผูกพันที่มีต่อกันในความรักของคนกลุ่มนี้ โดยการรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอ เราจะรู้จักและเป็นที่รู้จักของสมาชิกในคริสตจักร

ยิ่งกว่านั้น พระคัมภีร์สั่งชัดเจนให้เราต้องเข้าร่วมคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ:

และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว (ฮีบรู 10:24-25)

สังเกตุสองสิ่งจากพระวจนะในตอนนี้ ประการแรก ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวตำหนิผู้ “ขาดการประชุม” ส่วนหนึ่งในการเชื่อฟังของคริสเตียน คือ ต้องเข้าร่วมประชุมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ เราไม่อาจพูดว่าเรารักพระเจ้าถ้าเราแค่ไปรวมตัวกับพี่น้องในคริสตจักรเพื่อนมัสการ และฟังพระคำของพระองค์เป็นครั้งคราวเท่านั้น

ประการที่สอง จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ “ขาดการประชุม” ไม่ใช่ “ไปประชุมกัน” แต่เป็น การ“หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” เมื่อเราไม่อาจไปรวมตัวกับคริสตจักรท้องถิ่นได้ เราก็กำลังปล้นการรับการหนุนใจไปจากพี่น้องของเรา 

เราพลาดการ “ปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี” ดังนั้น จงหนุนใจคนอื่นโดยการไปเข้าร่วมคริสตจักร

คุณอาจรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรมากนักที่คริสตจักรในวันอาทิตย์ นอกจากจะไป “ปรากฏตัว” ที่นั่นเฉยๆ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น การไปคริสตจักรประจำจะช่วยหนุนใจธรรมิกชนคนอื่นๆ เมื่อคนอื่นเห็นคุณและได้ยินคุณร้องเพลงนมัสการไปด้วยกัน ประกาศความเชื่อเดียวกัน น้อมรับในพระวจนะเดียวกัน และวางใจในองค์พระผู้ช่วยเดียวกัน คริสเตียนไม่ควรดูถูกดูแคลนในสิ่งที่พวกเขามีต่อความดีฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อคนอื่นๆ

การไปคริสตจักรท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คุณได้เติมเต็มคำสั่งของพระเยซูในเรื่องของมื้ออาหารในพิธีมหาสนิทด้วย (ลูกา 22:19) เมื่อเรามีส่วนร่วมในพิธีมหาสนิท (มื้ออาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า) เราได้ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ และรื้อฟื้นความหวังในการเสด็จกลับมาของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:26) ในพิธีมหาสนิทเรายังได้ยืนยันอีกครั้งถึงคำมั่นที่มีต่อสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นและแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในข่าวประเสริฐ (1 โครินธ์ 10:17)

พิธีมหาสนิทคือการร่วมรับประทานอาหารด้วยกันกับสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า เป็นโต๊ะที่เราประกาศความหวังในพระคริสต์และรักกันและกัน-ด้วยกัน

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? เข้าร่วมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ

4) ศึกษาพระคัมภีร์

หลายเดือนแล้วที่ลูกสาวของผมต้องทนกับผื่นคันบนผิวหนัง ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ผมและภรรยาก็ไม่สามารถจัดการกับผื่นคันนี้ได้ หลังจากทาครีมโลชั่นหลายยี่ห้อ และไปพบแพทย์แล้ว เราก็ไปต่อไม่ถูกอีกเลย แต่มีวันหนึ่งก็ได้มีความคิดพลุดขึ้นมา มันเกี่ยวข้องกับอาหารที่ทานหรือเปล่า? เราเริ่มทดสอบอาหารที่เธอทาน และสามารถแยกอาหารบางอย่างที่สร้างปัญหาให้กับผิวของเธอออกมาได้ ผื่นคันที่มีหายไปแทบทันที เมื่อทานอาหารที่ถูกต้องลูกสาวของผมก็กลับมามีสุขภาพปกติอีกครั้ง

สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราก็เช่นกัน ต้องได้รับโภชนาการที่ถูกต้อง เราหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและเติบโตขึ้นโดย “การรับเอาพระคัมภีร์” - อ่าน ฟัง ใคร่ครวญ และศึกษาพระคัมภีร์ ถ้าเราป้อนความคิดของเราด้วยคำโกหก บาป หรือสติปัญญาทางโลก สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราและความสัมพันธ์กับพระเจ้าก็จะรับทุกข์ไปด้วย

พระเยซูและเหล่าอัครสาวกมักพูดถึงพระคัมภีร์ว่าเป็น“อาหารฝ่ายวิญญาณ” ตัวอย่างเช่น เราไม่อาจดำเนินชีวิตด้วยอาหารฝ่ายกายเท่านั้น “แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4)

อัครสาวกเปโตรกล่าวถึงพระคัมภีร์และหนุนใจเราให้ 

“ปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้นพวกท่านจะเติบโตขึ้นสู่ความรอด” (1เปโตร 2:2)

อธิบายง่ายๆ พระคัมภีร์เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณของเรา ถ้าเราไม่รับเอาพระคัมภีร์เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะขาดอาหารฝ่ายวิญญาณ สุขภาพจะแย่ลง และอ่อนแอต่อบาป

เหตุผลที่เราต้องรับเอาพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอคือว่า พระคัมภีร์นั้นไม่เหมือนกับหนังสือเล่มอื่นๆ พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า เมื่อพระคัมภีร์กล่าว คือพระเจ้าตรัส ที่จริงอัครสาวกเปาโลสอนว่าพระวจนะไม่ใช่แค่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเตรียมเราให้พร้อมเพื่อ “การดีทุกอย่าง” ด้วย (2ทิโมธี 3:16-17) ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้วิธีการติดตามพระคริสต์ในทุกด้านของชีวิต ให้เปิดพระคัมภีร์

วิธีประจำที่คริสเตียนรับเอาพระวจนะเข้าไป คือ การอ่านพระคัมภีร์เป็นการส่วนตัว โดยการอ่านพระคัมภีร์ในแต่ละวันนั้น เราได้เตือนตัวเองถึงข่าวประเสริฐและเติมเต็มความคิดด้วยความจริงตามหลักพระคัมภีร์

อย่างที่ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า อย่าอ่านพระคัมภีร์เหมือนเป็นยาปฏิชีวนะ จะกินก็ต่อเมื่ออาการวิกฤติ แต่ให้เป็นเหมือนวิตามินประจำวัน เสริมสร้างสุขภาพด้านจิตวิญญาณในชีวิตแต่ละวัน

หนึ่งในหนทางที่จะอ่านพระวจนะได้อย่างสม่ำเสมอ คือ การเข้าร่วมในแผนการอ่านพระคัมภีร์ที่มีไว้ (มีสองสามตัวอย่างที่ท้ายเล่ม) อย่างที่คำโบราณกล่าวไว้ ไม่มีใครวางแผนที่จะล้มเหลว มีแต่ล้มเหลวในการวางแผน การมีความมุ่งมั่นตามแผนการอ่านจะช่วยให้คุณรู้ว่าจะอ่านอะไรในแต่ละวัน และให้หมั่นตรวจสอบว่าคุณได้อ่านครบทุกข้อ ไม่ใช่แค่อ่านบางเล่มซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้น

แต่ผมขอเตือน: แม้จะมีแผนการอ่านที่ดี แต่การอ่านพระคัมภีร์ให้ได้สม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ท้าทาย คุณจะพลาดไปหนึ่งวันหรืออาจเป็นสัปดาห์ การใช้ชีวิตที่เร่งด่วนจะเข้ามาดึงคุณออกไปจากการอ่านพระคัมภีร์ บาปที่หลบซ่อนอยู่และมารซาตานนั้นจะพยายามดึงคุณออกจากพระจนะของพระเจ้า แต่ถึงแม้จะมีช่วงเวลาแบบนั้นเกิดขึ้น ให้จำไว้ว่าสิ่งใดก็ตามที่คุ้มค่าแก่การกระทำ ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นอย่าปล่อยให้วันที่พลาดไป (อาจเป็นสัปดาห์หรือเดือน) นำคุณออกห่างจากการกลับมาอ่านพระคัมภีร์และการติดสนิทอยู่กับพระวจนะคำของพระเจ้า

หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของคุณด้วยพระวนจะคำของพระเจ้า แต่อย่าลืมว่าอาหารดีไม่ควรทานคนเดียว ผมไม่ชอบทานข้าวคนเดียว-โดยเฉพาะในร้านอาหาร ความคิดจะวุ่นวายไปหมด: จะมองไปที่ไหนดี? มันรู้สึกเศร้าไหมล่ะ ถ้าจะให้ผมมองแค่อาหารตรงหน้าเท่านั้น? มันดูเหมือนว่าผมกำลังร้องไห้ตรงหน้าโต๊ะอาหารหรือเปล่า? ผมไม่อาจที่จะแหงนหน้าขึ้นเพราะคนอื่นจะคิดว่าผมกำลังจ้องพวกเขาอยู่….และนี่คงดูน่าสมเพช คนอื่นๆจะคิดว่าผมเป็นคนไร้เพื่อนหรือไม่? หรือจะคิดว่าผมเป็นสายลับล่ะ ไม่หรอก! คงไม่มีใครคิดว่าผมเป็นสายลับแน่ พวกเขาคงจะคิดว่าผมไม่มีเพื่อน ผมควรเชิญพนักงานมานั่งด้วยไหม? ทำไมผมไม่เอาหนังสือมาอ่านล่ะ!

แทบทุกวัฒนธรรมในโลกมองการทานอาหารว่าเป็นศูนย์กลางของการสานสัมพันธ์และมิตรภาพ ทำไมครับ? เพราะมื้ออาหารมีไว้ทานร่วมกับผู้อื่น ช้อนส้อมในมือ (ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ) เรามองไปที่อีกฝั่งหนึ่งและพูดว่า “นี่อร่อยนะ!” เราเติมความสุขในมื้ออาหารด้วยการทานร่วมกับผู้อื่น

นี่คือหลักการเดียวกันกับการศึกษาพระคัมภีร์ เราอยากที่จะดื่มดำพระวจนะของพระเจ้ากับคนบาปที่ได้รับความรอดคนอื่นๆ จำสิ่งที่ผมได้พูดก่อนหน้านี้ได้หรือไม่? เกี่ยวกับศูนย์กลางของคริสตจักรท้องถิ่นในชีวิตคริสเตียน

แม้แต่การรับพระวจนะเข้ามา เราก็ไม่ควรทำคนเดียว ในคริสตจักรท้องถิ่นเราได้ฟังคำอธิบายพระวจนะของพระเจ้าและนำมาปรับใช้ คริสตจักรทำพันธกิจเหล่านี้โดยการเทศนาและสั่งสอนอย่างเป็นทางการ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อด้วยกันแบบไม่เป็นทางการ

ในคริสตจักรท้องถิ่น ประชากรของพระเจ้า “อุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูต” (กิจการ 2:42) ศิษยาภิบาลและผู้ดูแลสมาชิกที่ได้รับการฝึกอบรมให้สอนพระคัมภีร์(1ทิโมธี 3:2) อุทิศชีวิตของพวกเขาช่วยเหลือที่ประชุมให้เข้าใจพระวจนะอย่างถูกต้องและนำไปใช้ได้ (2ทิโมธี 4:2) พี่น้องสมาชิกคริสตจักรพูด “ความจริงด้วยความรัก” ต่อกัน เพื่อพวกเขาจะ “เจริญขึ้น” ในด้านจิตวิญญาณ และเป็นเหมือนพระคริสต์ยิ่งขึ้น (เอเฟซัส 4:15)

ยิ่งเรารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตในคริสตจักรท้องถิ่นได้มากเท่าไร เราจะยิ่งมีโอกาสรับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น แทนที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ตัวเองฟังคนเดียว เราจะได้ยินเสียงพระวจนะของพระเจ้าสะท้อนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนในขณะที่เรากำลังอ่านพระคำของพระเจ้าด้วยกัน ลองดูว่าสิ่งนี้ส่งผลอย่างไรต่อเพื่อนของผม โจนาธาน และสเตฟานี่

ก่อนที่โจนาธานและสเตฟานี่จะมาเข้าร่วมคริสตจักร พวกเขาแทบไม่ได้ใส่ใจกับพระคัมภีร์เลย โจนาธานพยายามอ่านพระคัมภีร์ให้ได้วันละ 15 นาทีทุกเช้า แต่ก็ทำได้แค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เท่านั้น ด้วยการมีลูกเล็กๆที่บ้านสเตฟานี่รู้สึกล้นมือกับการทำหน้าที่เลี้ยงลูก นานๆ ทีจะได้อ่านพระคัมภีร์ครั้ง และเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน

ในที่สุด โจนาธานและสเตฟานี่ก็มาที่คริสตจักรและพบว่าความรู้เรื่องพระคัมภีร์ของพวกเขาเริ่มผลิบาน พวกเขาเริ่มจากการเข้าชั้นเรียนวันอาทิตย์ และฟังเทศนา การทำแบบนี้ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้พระวนจะคำของพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นการเข้าชั้นเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์ยังช่วยให้พวกเขาเข้าใจภาพใหญ่ของพระคัมภีร์ และเรียนรู้วิธีการที่จะศึกษาพระคัมภีร์ให้เกิดผล

อันที่จริง คำเทศนาในวันอาทิตย์ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาพระคัมภีร์ คำเทศนาเป็นแนวทางให้พวกเขาในแต่ละสัปดาห์ โจนาธานและสเตฟานี่เริ่มต้นใช้เวลา3-5 นาที ในแต่ละคืนก่อนนอน อ่านทบทวนพระคัมภีร์ที่ศิษยาภิบาลเตรียมไว้สำหรับเทศนาในอาทิตย์ต่อไปเพื่อเตรียมใจให้พร้อม

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังไปเข้าร่วมกับกลุ่มย่อยของคริสตจักร ส่วนหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงวิธีการนำคำเทศนามาประยุกต์ใช้ในชีวิต 

ในขณะที่พวกเขาเริ่มสร้างมิตรภาพที่คริสตจักรมากขึ้น โจนาธานพบว่าเขาทำงานที่บริษัทเดียวกันกับสมาชิกคริสตจักรอีกคนหนึ่ง พวกเขาเริ่มทานอาหารเที่ยงด้วยกันทุกวันพุธ-เพื่อสนทนาพระธรรมเอเฟซัสและอธิษฐานด้วยกัน ในทำนองเดียวกัน สเตฟานี่ก็เข้าร่วมกลุ่มการศึกษาพระคัมภีร์ของกลุ่มสตรีทุกเช้าของวันอังคารเช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนๆ ของโจนาธานและสเตฟานี่ที่คริสตจักรยังคอยให้คำแนะนำการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยวิธีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างฝึกทำอาหารด้วยกัน เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “ฉันได้รับความช่วยเหลือมากในอาทิตย์ที่ผ่านมาในการเลี้ยงลูกจากพระธรรมฟิลิปปี ที่เห็นคือ…” เพื่อนอีกคนสารภาพว่า “ชีวิตคู่ของฉันกำลังมีปัญหา แต่พระเจ้าทรงเข้ามาช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดของฉันจากพระธรรม 1 โครินธ์…” ต่อมาระหว่างสัปดาห์ ช่วงอาหารเย็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกล่าวว่า “เราได้รับการหนุนใจมากจากต้นแบบพระวจนะตอนหนึ่งใน 1ทิโมธี …” โจนาธานและสเตฟานี่สังเกตเห็นว่าแม้แต่การสนทนาธรรมดาในหัวข้อที่หลากหลายออกไปก็ยังเต็มไปด้วยข้อพระคัมภีร์

พระคัมภีร์อยู่รายล้อมพวกเขา ส่งเสียงสะท้อนในทุกมุมของชีวิต และความสัมพันธ์ท่ามกลางพวกเขา คริสตจักรท้องถิ่นจึงเป็นเสียงสะท้อนของพระคัมภีร์

การรับเอาพระวจนะ-ทั้งเป็นส่วนตัวและจากคริสตจักรจะเติมพลังให้ความเชื่อในข่าวประเสริฐ และเสริมกำลังให้เราในการติดตามพระเยซูคริสต์และต่อสู้กับความบาป

เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่าคุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเอง และร่วมศึกษากับผู้อื่นในคริสตจักรของคุณ

5) อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ

พระคัมภีร์ทำให้ผมทึ่งอยู่เสมอ ความจริงที่ว่าพระเจ้าจะทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เราและตรัสกับเราผ่านทางพระวจนะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจพอๆ กันคือพระเจ้าอนุญาตให้เราพูดคุยกับพระองค์ได้ เพราะเราได้รับการไถ่จากพระคริสต์แล้ว พระเจ้าจึงเชิญเราให้เข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อนมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระองค์ รวมไปถึงความกังวล ความทุกข์ร้อน ความขุ่นเคืองใจ และน้ำตา พระเยซูทรงประทับอยู่ในฐานะความชอบธรรมของเรา และทูลต่อพระพักต์พระบิดาเพื่อเรา 

เพื่อให้เราสามารถ “เข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ” (ฮีบรู 4:16)

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การอธิษฐานของคริสเตียน 

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เชิญชวนเราให้อธิษฐานอยู่เสมอ พระเยซูทรงคาดหวังให้คนของพระองค์อธิษฐาน และพระองค์ได้ประทานต้นแบบการอธิษฐานให้เราด้วย (มัทธิว 6:5-13) เปาโลหนุนใจให้คริสเตียนอธิษฐานอยู่ “ทุกเวลา” (เอเฟซัส 6:18) แม้กระทั่งสั่งให้เราอธิษฐาน “อย่างสม่ำเสมอ” (1 เธสะโลนิกา 5:17) เป็นที่ประจักษ์ว่าเปาโลไม่ได้แนะนำให้คริสเตียนเฝ้าเดี่ยวส่วนตัวคนเดียวตลอดไป ทว่าท่าทีในหัวใจของคริสเตียนทุกดวงต้องเป็นหนึ่งเดียวในคำอธิษฐาน ภาพชีวิตที่สะท้อนออกมาจากเราควรเป็นภาพการอธิษฐานกับพระเจ้า อย่างที่ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การอธิษฐานของคริสเตียนควรเป็นเหมือนดั่งลมหายใจ

เช่นเดียวกับการรับเอาพระวจนะ การอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอเป็นงานที่ยาก คำถามคือว่าแล้วเราจะพัฒนาวินัยในการอธิษฐานที่เข้มแข็งได้อย่างไร?

ประการแรก อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอเป็นการส่วนตัว ตามด้วยการอ่านพระคัมภีร์ ใช้เวลาในการอธิษฐาน แล้วจะเลือกอธิษฐานเรื่องใดในแต่ละวัน?

ปกติแล้วเราจะมุ่งสู่สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา: ครอบครัวของเรา สุขภาพของเรา หรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่นั่นยังทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เราควรอธิษฐานให้ลูกๆ อย่างไร? เราควรอธิษฐานเผื่อคู่สมรสอย่างไร? เราจะอธิษฐานเผื่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอย่างไร?

วิธีที่ดีที่สุดคือให้พระคัมภีร์บอกเราถึงชีวิตแห่งการอธิษฐาน เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์ให้ตอบสนองต่อความจริงของพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ตัวอย่างเช่น:

  • เมื่อได้อ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้า ให้สรรเสริญพระเจ้าในพระลักษณะของพระองค์ ชักชวนคนอื่นๆ ให้เข้ามาสรรเสริญพระองค์ด้วยเหตุผลเดียวกัน
  • เมื่ออ่านเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า ให้ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมให้เราทั้งฝ่ายกายและจิตวิญญาณ ชักชวนผู้อื่นให้ตระหนักถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าในชีวิต และตอบสนองด้วยการขอบพระคุณ
  • เมื่อคุณอ่านเรื่องราวของพระคริสต์ ให้สรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระพรมากมายในความรอดที่พระองค์ได้จัดเตรียมไว้ให้ ทูลขอพระองค์ช่วยคุณให้วางใจในข่าวประเสริฐมากขึ้น อธิษฐานอย่างเดียวกันให้กับผู้เชื่อคนอื่นๆ อธิษฐานเผื่อผู้หลงหายที่จะได้รับความรอด และอธิษฐานขอพระเจ้าเปิดโอกาสให้คุณในการประกาศข่าวประเสริฐให้กับคนอื่น
  • เมื่ออ่านเกี่ยวกับพระสัญญาของพระเจ้า ทูลขอพระองค์ให้ช่วยคุณเชื่อในพระสัญญาเหล่านั้นและดำเนินอยู่ในความสว่างนั้น และอธิษฐานอย่างเดียวกันเผื่อผู้อื่น
  • เมื่อคุณอ่านพระบัญญัติและคำสั่งของพระเจ้า สารภาพในสิ่งที่คุณทำผิดไปและทูลขอการช่วยเหลือที่จะสามารถรักษาสิ่งเหล่านั้นได้ในอนาคต
  • สุดท้ายนี้ คือนำความจริงเหล่านี้ไปใช้กับสถานการณ์ที่เผชิญ และวิงวอนต่อพระเจ้าที่คุณจะสามารถเดินในทางของความสว่างนั้น

สำหรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพระวจนะของพระเจ้าจะควบคุมชีวิตในการอธิษฐานของคุณอย่างไร ให้ลองอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ยอดเยี่ยมจาก ดอน วิทนี่ย์ “อธิษฐานจากพระคัมภีร์”

ประการที่สอง อธิษฐานกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักร ถึงจุดนี้ คุณไม่ควรประหลาดใจที่รู้ว่าคริสตจักรท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการช่วยเราพัฒนาไปสู่ชีวิตแห่งการอธิษฐานที่เข้มแข็งได้

พระคัมภีร์เน้นย้ำเรื่องการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอว่าเป็นหัวใจสำคัญของดำเนินชีวิตคริสเตียนในคริสตจักรท้องถิ่น ในกิจการบทที่ 2:42 คริสตจักรยุคแรก “อุทิศตัวเพื่อฟังคำสั่งสอนของบรรดาอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน” ตลอดในพระธรรมกิจการเราพบว่าคริสตจักรท้องถิ่น ผู้นำ หรือสมาชิกคริสตจักรต่างอธิษฐานร่วมกัน (4:23-31; 6:1-6; 8:14-15; 12:1-5; 13:1-3; 20:36) 

ลองคิดว่าคริสตจักรท้องถิ่นเป็นเหมือนสถานที่ที่อภิบาลเรื่องการอธิษฐาน เมื่อเรารวมตัวกับประชากรของพระเจ้า เราทั้งอธิษฐานและเรียนรู้วินัยในการอธิษฐานด้วย

เมื่อคุณลงทุนชีวิตในคริสตจักรท้องถิ่น หาวิธีที่จะมีส่วนร่วมในการอธิษฐานร่วมกับเชื่อท่านอื่น นี่เป็นวิธีที่คริสตจักรท้องถิ่นจะหล่อหลอมชีวิตแห่งการอธิษฐานของเรา:

  • พิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงกลุ่มอธิษฐานในเช้าวันอาทิตย์ และให้พวกเขาอยู่ในคำอธิษฐานของคุณตลอดทั้งสัปดาห์ การอธิษฐานด้วยกันในที่ประชุมควรสะท้อนถึงคำอธิษฐานส่วนตัวของคุณ
  • เรียนรู้จากการอธิษฐานร่วมกันถึงวิธีการสารภาพบาป การสรรเสริญพระเจ้า การขอบพระคุณ และทำการอ้อนวอนทูลขอ
  • ถ้าที่คริสตจักรมีทะเบียนสมาชิก ลองอธิษฐานตามรายชื่อเหล่านั้น เลือกสองสามชื่อ และอธิษฐานเผื่อพวกเขาทุกวันถึงแม้จะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวก็ตาม คุณสามารถอธิษฐานขอพระเจ้าปกป้องพวกเขาจากความบาป และเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาในข่าวประเสริฐ
  • ถ้าคริสตจักรของคุณมีกลุ่มอธิษฐานประจำสัปดาห์ จงเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ อย่าพลาดโอกาสที่จะได้เห็นเมื่อพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของประชากรของพระองค์
  • ใส่ใจในหัวข้อที่ศิษยาภิบาลอธิษฐานเป็นประจำ หรือขอให้สมาชิกช่วยอธิษฐานเผื่อ เช่น ขอให้สมาชิกอธิษฐานเผื่อการเทศนาอย่างซื่อสัตย์ในคริสตจักร งานรับใช้หรือความสัตย์ซื่อ และการประกาศข่าวประเสริฐให้เกิดผล ก็ให้คำอธิษฐานเหล่านี้อยู่ในคำอธิษฐานของคุณด้วย
  • สร้างอุปนิสัยในการอธิษฐานร่วมกับสมาชิกท่านอื่น แม้จะเป็นเวลาเพียงสั้นๆ ในระหว่างดื่มกาแฟก็ตาม

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? ใช้เวลาในอธิษฐานเป็นการส่วนตัว อธิษฐานกับคริสตจักร และกับผู้เชื่อคนอื่นๆ

6) เข้ารับการสร้างเป็นสาวก

ผมชอบสวมบทเป็นช่างประจำบ้าน แม้ฝีมือยังห่างไกลกับคำว่านายช่าง ส่วนใหญ่ผมชอบทำเกินขอบเขตความสามารถและสิ่งที่เกินความสามารถของผมนี้ ทำให้ผมต้องชดเชยด้วยการขอความช่วยเหลืออย่างไร้ยางอายอยู่เสมอ

ผมอาจไม่รู้วิธีการซ่อมเครื่องล้างจาน แต่ผมรู้ว่าควรโทรหาใคร และด้วยพระคุณของพระเจ้า ผมจะมีเพื่อนอาสามาช่วยเสมอ ข้อดีในเรื่องความสัมพันธ์นี้คือ ผมได้เรียนรู้จากเพื่อนที่มีความสามารถกว่า ผมเคยไปขอความช่วยเหลือในปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แต่หลังจากเรียนรู้จากผู้อื่นแล้ว ผมก็สามารถจัดการกับปัญหาเบื้องต้นได้

เช่นเดียวกับที่ผมต้องการคนสอนการซ่อมแซมบ้านเบื้องต้น เราต้องการเพื่อนที่สอนเราถึงวิธีการติดตามพระเยซู เรื่องนี้จำเป็นมากต่อคริสเตียนใหม่ และต่อคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราต้องการเป็นสาวก-ความสัมพันธ์ที่สอนเราถึงวิธีติดตามพระเยซูความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับชีวิตคริสเตียน ผมหวังว่าคริสตจักรท้องถิ่นของคุณจะมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่มีความเชื่อ ที่ดำเนินตามทางแห่งการเชื่อฟังพระเจ้าและสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้สู่คุณได้ ผ่านความสัมพันธ์ของเรากับพี่น้องเหล่านี้ เราได้เรียนรู้การดำเนินกับพระเจ้า

พระเยซูและเหล่าอัครสาวกเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกให้เรา

พระเยซูตั้งใจใช้เวลากับเหล่าสาวกของพระองค์ สอนพวกเขาว่าจะติดตามพระองค์อย่างไร บางครั้งก็สอนอย่างเป็นทางการ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบไม่เป็นทางการ เพราะพวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเรียบง่าย (ยอห์น 13) ดเหมือนพระเยซูมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเป็นส่วนตัวกับเปโตร ยากอบ และยอห์น ในทำนองเดียวกัน เปาโลก็ลงทุนชีวิตกับบุตรอุปถัมป์อย่างทิโมธีและหนุนใจให้เขาไปสร้างสาวกคนอื่น เช่นเดียวกับที่เขาได้รับการสร้างขึ้นโดยเปาโล (2ทิโมธี 2:2)

ถ้าเราทำตามแบบอย่างของพระเยซูและอัครทูต เราจะมีความสัมพันธ์ของการสร้างสาวกในคริสตจักรท้องถิ่นของเรา คือเราจะสร้างสาวกและรับการสร้างด้วย

แต่เราจะทำตามความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกได้อย่างไร?

วิธีที่ดีที่สุดคือ เริ่มต้นลงทุนชีวิตกับพี่น้องสมาชิกในคริสตจักร ชักชวนคนอื่นมาทานข้าวที่บ้าน หรือรับประทานอาหารกลางวันกับผู้เชื่อท่านอื่น ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ไปเล่นโบว์ลิ่งถ้าคุณชอบ-เพียงแต่จัดลำดับความสำคัญและใช้เวลาด้วยกัน

อีกรูปแบบหนึ่งอาจเป็นการไปถึงก่อนเวลา และอยู่จนถึงหลังเลิกนมัสการ เพื่อที่จะสามารถใช้เวลาพูดคุยกับสมาชิกท่านอื่นๆ ได้

ผมตั้งเป้าหมายไว้เสมอที่จะพูดคุยกับสักคนที่ผมไม่รู้จักหลังการนมัสการในเช้าวันอาทิตย์ และค่อยสนทนากับเพื่อนสมาชิกที่รู้จักหลังการนมัสการในตอนเย็นของวันอาทิตย์ เมื่อคุณใช้เวลาพูดคุยกับผู้อื่นในคริสตจักร คุณจะพบโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ และสานต่อไปสู่การสร้างสาวกที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

มิตรภาพแบบคริสเตียน เป็นของขวัญที่หอมหวานที่สุดที่พระเจ้าประทานให้ประชากรของพระองค์ อย่ามองว่าคริสตจักรเป็นสถานที่ที่จะฟังคำเทศนาเท่านั้น แต่ให้ลงทุนชีวิตกับผู้คนที่นั่น เรียนรู้ที่จะติดตามพระเยซูผ่านความสัมพันธ์ที่มั่งคั่งกับผู้เชื่อท่านอื่น และสอนผู้อื่นให้ทำเช่นเดียวกัน

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? สร้างสาวกและรับการสร้าง

7) ถวายให้คริสตจักร

ในชีวิตคริสเตียน เรานำข่าวประเสริฐไปข้างหน้าโดยร่วมกับพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร เพื่อขับเคลื่อนข่าวประเสริฐออกสู่โลกกว้าง เราทำสิ่งเหล่านี้ร่วมกันเพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้าได้มากกว่าทำตามลำพัง

หนึ่งในวิธีการเบื้องต้นที่เราสามารถทำได้คือถวายทรัพย์ให้คริสตจักร พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ย้ำเตือนเสมอให้เรามีใจกว้างขวาง เพื่อเห็นแก่การประกาศข่าวประเสริฐ (2 โครินธ์ 9:7-15; 1ทิโมธี 6:17-19; ฮีบรู 13:16) พระเจ้าสั่งไว้ชัดเจน ให้เราถวายทรัพย์เพื่อพันธกิจของพระองค์ (กาลาเทีย 6:6) ซึ่งเป็นอุทิศและการเชื่อฟังพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอว่า การถวายเป็นหนึ่งในวิธีหลักที่จะช่วยให้คริสเตียนเผยแพร่ข่าวประเสริฐออกไปได้ คริสเตียนในยุคแรกขายทรัพย์สินที่มีเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกคริสตจักรได้รับการช่วยเหลือทางกายภาพ (กิจการ 2:45; 4:34) พวกเขาใส่ใจกันและกันในคริสตจักร (2โครินธ์ 8:1-4) และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ และมิชชันนารี่ เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถทำการเผยแพร่ข่าวประเสริฐและเสริมสร้างคริสตจักรให้เข้มแข็งขึ้นได้ (1 ทิโมธี 5:17-18)

โดยการถวายทรัพย์ให้คริสตจักร เราได้ช่วยคริสตจักรให้สามารถดูแลสมาชิกได้ โดยเป็นการช่วยเหลือศิษยาภิบาลให้สามารถมุ่งเน้นไปที่งานของผู้เลี้ยง และกระตุ้นการประกาศข่าวประเสริฐออกไป ทั้งยังสามารถทำพันธกิจต่างๆ ได้ทั้งใกล้และไกลด้วย เราต้องไม่คิดว่าคนเดียวทำพันธกิจนี้ และอีกคนหนึ่งทำพันธกิจนั้น

แต่ให้เรามีส่วนในการทำพันธกิจ-แบ่งปันและเป็นพยานถึงการต่อสู้เพื่องานของพระคริสต์ และเราทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยการถวาย

ถ้อยคำของงานพันธกิจที่ว่า “มีส่วนร่วม” นี้มาจากอัครทูตเปาโล ท่านแนะนำคริสตจักรที่เมืองฟิลิปปีให้ “มีส่วนร่วม” กับท่านในการทำพันธกิจ สนับสนุนท่านในความจำเป็นทางกาย (ฟิลิปปี 1:5; 4:14-19) เมื่อเราถวายให้คริสตจักร เราก็ร่วมแรงร่วมใจทำพันธกิจนี้ในนามของคริสตจักร เราเป็นหุ้นส่วนกันในพันธกิจแห่งข่าวประเสริฐ-ไม่ว่าเราจะอยู่แนวหน้าหรืออยู่ฝ่ายสนับสนุนก็ตาม

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? ถวายทรัพย์ให้กับคริสตจักรของคุณ

8) ประกาศแก่ผู้หลงหาย

ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผมขอหนุนใจให้คุณประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้ที่หลงหาย การประกาศหมายถึง การบอกผู้อื่นถึงเรื่องราวของข่าวประเสริฐ และเชิญชวนให้พวกเขาตอบสนองต่อพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อและการกลับใจ ในฐานะผู้รับพระคุณของพระเจ้า เรามีสิทธิพิเศษในการเป็นตัวแทนของพระคริสต์ต่อผู้อื่น และกระตุ้นให้พวกเขาเชื่อในข่าวประเสริฐ

พระเยซูทรงบัญชาเราให้นำข่าวประเสริฐไปสู่ชนทุกชาติ (มัทธิว 28:18-20) และคริสเตียนในคริสตจักรยุคแรก ไม่ใช่เฉพาะศิษยาภิบาล-ที่สัตย์ซื่อในการประกาศข่าวประเสริฐกับผู้คนรอบด้าน (กิจการ 8:1, 4) พันธกิจของคริสตจักร คือการสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้า หนึ่งในวิธีที่ผู้เชื่อเติมเต็มพันธกิจนี้คือ โดยการประกาศถึงพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อกับเพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน คนขับแท็กซี่ คนขายของ หรือใครก็ตามที่อยู่ใกล้

การประกาศเป็นเรื่องยาก จำต้องใช้ความอดทน ความกล้า และมุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์กับผู้ยังไม่เชื่อ ในที่สุดแล้วไม่มีสูตรสำเร็จอัศจรรย์ใดๆ ที่จะทำให้การประกาศ “เกิดผลได้” หน้าที่ของเราคือ แบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ชื่อและเป็นที่ดึงดูดให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ วางใจว่าเมื่อเราหว่านเมล็ดพันธ์แห่งข่าวประเสริฐไปแล้ว พระเจ้าจะเป็นผู้ทำงานในใจของคนเหล่านั้น (กิจการ 16:14)

ถึงแม้เราจะประกาศอย่างสัตย์ซื่อ ต้องจำไว้ว่าเราไม่ได้ทำงานนี้ตามลำพัง คริสตจักรของเราจะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนในการประกาศ ความสัมพันธ์ของเราในคริสตจักรท้องถิ่นได้สำแดงความรักของพระคริสต์ออกสู่โลก (ยอห์น 13:35; 17:20-21)

และความห่วงใยที่สมาชิกมีต่อกันมักจะเป็นวิธีที่พระเจ้าใช้เพื่อทำให้ผู้คนเปิดใจรับฟังข่าวประเสริฐมากขึ้น ในคริสตจักรท้องถิ่น เราช่วยเหลือกัน สร้างความเข้าใจ และเป็นกระบอกเสียงของข่าวประเสริฐ เราฝึกฝนในการแบ่งบันข่าวประเสริฐให้เกิดผล เรารับผิดชอบต่อกันและกันในการประกาศข่าวประเสริฐไปด้วยกัน เราอธิษฐานเผื่อกันและกัน ขณะที่เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อในการประกาศข่าวประเสริฐ เราต้องจำไว้ว่าพระเยซูไม่ได้อยากให้เราไปเพียงคนเดียว คริสตจักรท้องถิ่นเป็นชุมชนของผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่ส่งเสริมและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำพันธกิจนี้

คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? ประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้หลงหาย

บทที่ 3: อดทนจนถึงที่สุด

การติดตามพระเยซูนั้นมีราคาแพงสูงลิ่วที่ต้องจ่าย แต่ก็คุ้มค่า เมื่อเราพยายามที่จะติดตามพระเยซู เราต้องจำไว้เสมอว่าเราไม่เคยถูกใช้ให้ไปคนเดียว พระเยซูทรงประทานคริสตจักรของพระองค์ไว้แก่เราเสมอ และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกับเราเสมอ (มัทธิว 28:20)

ในขณะที่คุณติดตามพระคริสต์ด้วยวิธีเหล่านี้ อย่ามองข้ามความจริงที่ว่าพระคุณของพระเจ้าและพระสัญญาแห่งข่าวประเสริฐ เป็นสิ่งที่ค้ำจุนความเชื่อและการเชื่อฟังพระเจ้าของคุณ เราวางใจในพระสัญญาข้อนี้: “ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้ว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน จะทรงทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 1:6)

แชร์

  • Facebook