ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 1 · ฟรี

ทำไมฉันต้องรับบัพติศมา?

ทำไมฉันต้องรับบัพติศมา? · บ๊อบบี้ เจมิสัน

บทนำ

ดังที่คุณอาจได้เห็นจากชื่อหนังสือแล้ว หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายเพื่อเชิญชวนให้คุณรับบัพติศมา แต่จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้จะใช้กับคุณได้ก็ต่อเมื่อ “ถ้า” สองประการต่อไปนี้ใช้กับคุณด้วย: (1) ถ้า คุณได้กลับใจจากบาปของคุณและวางใจในพระคริสต์เพื่อความรอดแล้ว และ (2) ถ้า คุณยังไม่ได้รับบัพติศมาในฐานะที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์

เรามาพูดถึง “ถ้า” ประการแรกกันก่อน

ประโยคแรกที่ได้บันทึกไว้ในพันธกิจของพระเยซู คือ “เวลากำหนดมาถึงแล้วและแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐ” (มาระโก 1:15) การกลับใจคือ การหันกลับ เป็นการหันกลับจากบาปและหันไปหาพระเจ้า (มัทธิว 3:8; กิจการ 20:21) การกลับใจคือ การหันกลับจากทิศทางเดิม และเดินไปยังทิศทางตรงกันข้าม การกลับใจคือ การยินยอมต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่อยู่เหนือคุณและวิธีการต่าง ๆ ที่คุณได้ปฏิเสธและต่อต้านสิทธิอำนาจของพระองค์ การกลับใจคือ การยอมรับว่าที่ผ่านมาคุณได้พยายามดำเนินชีวิตโดยการเป็นเจ้านายของตัวเอง และเดี๋ยวนี้คุณโอบรับเอาพระเยซูคริสต์มาเป็นองค์เจ้านายของคุณตลอดไป

การกลับใจแบบหันกลับ 180 องศาอย่างสุดขั้วนี้ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุความเชื่อเท่านั้น เชื่อในใคร? แล้วเชื่ออะไรล่ะ? เป็นความเชื่อในพระคริสต์ที่ทรงยอมสละพระองค์เองเพื่อคุณ ในข่าวประเสริฐ พระเยซูไม่ได้เสด็จลงมาบนโลกนี้เพียงเพื่อสั่งสอนและรักษาคนเจ็บป่วย แต่ทรงสิ้นพระชนม์และทรงมีชัยชนะเหนือความตาย เนื่องจากเราทุกคนเป็นคนบาป เราจึงสมควรที่จะได้รับการลงโทษนิรันดร์ของพระเจ้า การพิพากษาลงโทษนี้แหละคือสิ่งที่ในที่สุดพระเยซูก็ได้เสด็จมาช่วยเราให้รอด การพิพากษานี้เองที่ทำให้พระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน (โรม 3:21-26) การพิพากษาคือสิ่งที่พระองค์ได้กำจัดออกไปจากชีวิตของผู้เชื่อทุกคนผ่านการเป็นขึ้นมาจากความตาย (โรม 4:25) วิธีที่คุณจะได้รับของขวัญที่มีค่านี้คือการหันกลับเสียจากบาปของคุณและเชื่อวางใจในพระคริสต์

คุณได้หันกลับจากบาปของตัวเองและเชื่อวางใจในพระคริสต์แล้วหรือยัง?

ถ้ายัง จงกลับใจใหม่และเชื่อเสียในวันนี้ เดี๋ยวนี้เลย สารภาพกับพระเจ้าว่าคุณได้ปฏิเสธพระองค์และได้ทำบาปต่อพระองค์ จงเชื่อวางใจในพระคริสต์เพื่อคุณจะได้รับรอดและสารภาพความเชื่อของคุณกับพระเจ้าในคำอธิษฐาน ข่าวประเสริฐนี้เป็นข่าวดีที่พระเยซูได้เสด็จมาประกาศและทำสำเร็จ เป็นข่าวสารที่สำคัญที่สุดที่คุณเคยได้ยินมา การวางใจพระคริสต์เช่นที่พระองค์ได้ยื่นเสนอให้คุณแล้วในข่าวประเสริฐเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณเคยทำมา

การรับบัพติศมาที่เป็นใจความสำคัญของหนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้ มีความสำคัญน้อยกว่าข่าวประเสริฐ แต่ถึงกระนั้นการรับบัพติศมาก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรับบัพติศมานั้นเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ การรับบัพติศมาถูกแนบติดมากับข่าวประเสริฐและเป็นภาพบรรยายข่าวประเสริฐ ถ้าข่าวประเสริฐสำคัญต่อคุณ บัพติศมาก็ต้องสำคัญพอที่คุณจะต้องรับด้วย

ในส่วนต่อไป ผมขอพูดคร่าว ๆ เกี่ยวกับ “ถ้า” ประการที่สอง ในฐานะผู้เชื่อคนหนึ่งคุณได้รับบัพติศมาแล้วหรือยัง? อาจเป็นไปได้ที่คุณได้เชื่อในข่าวประเสริฐอย่างแท้จริงในตอนนี้ แต่ไม่รู้ว่าคุณได้วางใจในพระคริสต์จริง ๆ หรือเปล่าในตอนที่คุณได้รับบัพติศมา “ฉันได้เชื่อวางใจในพระคริสต์จริง ๆ ตอนฉันอายุแปดขวบที่คุณตาให้บัพติศมาหรือไม่? ที่สุดแล้ว ผมไม่อาจบอกคุณได้ว่าต้องทำอย่างไร นั่นเป็นเรื่องระหว่างคุณกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าคุณเชื่ออย่างจริงใจในตอนนั้นที่คุณเข้าใจถึงความตาย การเป็นขึ้นมาจากความตาย และการให้อภัยบาปของพระคริสต์ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่คุณต้องทำอีก อย่างไรก็ดี หากคุณตระหนักได้ว่าคุณไม่ได้บังเกิดใหม่ในตอนที่คุณรับบัพติศมา คุณก็ยังต้องรับบัพติศมา ซึ่งไม่ใช่ “การบัพติศมาอีกครั้ง” แต่เป็นการรับบัพติศมาตามปกตินี้แหละ และสิ่งสุดท้ายที่คุณต้องทำคืออธิษฐานทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า และเดินหน้าต่อไปด้วยความยินดีว่าความรอดมีมาทางความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น

ด้วยรากฐานเหล่านี้ที่วางไว้แล้ว ต่อไปนี้ให้เรามาพูดถึงการบัพติศมา คุณอาจมองหนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้ว่าเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการบัพติศมาแบบย่อ ๆ ซึ่งในส่วนแรกเราถามว่า “ทำไมฉันต้องรับบัพติศมา?” สำหรับส่วนที่สองนี้เราจะมาพูดถึงข้ออ้างต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการรับบัพติศมาที่พบบ่อยที่สุด “ฉันไม่อยากรับบัพติศมาเพราะ…” และในช่วงท้าย ๆ จะเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า “ฉันต้องทำอะไรต่อไป?”

มาเริ่มกันเลย

บทที่ 1: ทำไมฉันต้องรับบัพติศมา?

ทำไมคุณต้องรับบัพติศมาน่ะหรือ? ขอผมให้เหตุผลคุณสามประการ ความหวังของผมในการให้เหตุผลเหล่านี้ก็เพื่อคุณจะเข้าใจไม่ใช่เพียงการโน้มน้าวคุณเท่านั้น แต่เป็นการชักชวนและเรียกร้องคุณด้วย ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป พระคริสต์ไม่เพียงแต่บัญชาให้ผู้เชื่อรับบัพติศมาเท่านั้น แต่การบัพติศมายังเป็นของขวัญที่พระองค์ประทานให้เรา เพื่อประโยชน์และพระพรแก่เราทั้งหลายอีกด้วย

ต่อไปนี้เป็นสามเหตุผลที่คุณต้องรับบัพติศมา 

(1) เพื่อเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ 

(2) เพื่อประกาศความเชื่อในพระคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน และ 

(3) เพื่อผูกมัดตนเองอย่างเป็นทางการกับพระคริสต์และประชากรของพระองค์

  1. เพื่อเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์

ทำไมคุณต้องรับบัพติศมาน่ะหรือ? ก็เพื่อเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ พระบัญชาข้อไหนล่ะ? พระบัญชาที่พระองค์ตรัสสั่งเราใน มัทธิว 28:19 ให้เรามาดูบริบทของพระบัญชานี้ด้วยกัน:

พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับพวกเขาว่า “สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:18-20)

พระธรรมตอนนี้ พระเยซูทรงตรัสสั้น ๆ กับสาวกสิบเอ็ดคนหลังจากที่พระองค์ทรงตายเพราะบาปของเราและเป็นขึ้นจากตาย พระองค์ทรงทำกิจแห่งความรอดสำเร็จแล้ว และตอนนี้พระองค์ทรงตรัสสั่งให้สาวกของพระองค์ออกไปประกาศข่าวแห่งความรอดนี้กับทุกชนชาติทั่วโลก ในข้อ 18 เราเรียนรู้ว่าจากผลของความตายและการเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ พระเยซูทรงมี “สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ และในแผ่นดินโลก” พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดเหนือจักรวาล ทรงปกครองเหนือผู้ปกครองทั้งสิ้น

จากนั้นพระเยซูทรงตรัสกับสาวกของพระองค์-และแน่นอนหมายถึงผู้เชื่อทุกคน เป็นพระบัญชาหลักว่า “จงไปสร้างสาวก” (ข้อ 19 TNCV) พระเยซูทรงบัญชาสาวกของพระองค์ให้ไปสร้างสาวก พระองค์ทรงประสงค์ให้สาวกของพระองค์ทั้งในยุคนั้นและยุคนี้ให้ไปนำผู้อื่นมาติดตามพระองค์ จากนั้นพระองค์ก็ทรงมอบคำสั่งสามประการเพื่อให้เรารู้ว่า “จะสร้างสาวก” ได้อย่างไร ประการแรก เราต้องออกไป ต้องออกไปยังชนทุกชาติไม่ว่าจะหมายถึงการข้ามถนน ข้ามเมือง หรือข้ามมหาสมุทร ประการที่สอง ให้บัพติศมาสาวกที่ติดตามพระคริสต์ และท้ายที่สุด พระองค์ทรงบอกให้เราสอนสาวกใหม่เหล่านี้ให้เชื่อฟังพระบัญชาทุกข้อของพระองค์ การเป็นผู้ติดตามพระคริสต์นั้นคือการมอบทั้งชีวิตของคุณเชื่อวางใจพระเยซู ติดตามพระเยซู เรียนรู้และยอมเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์ และทำตามแบบอย่างของพระองค์

ดังนั้น ตามคำสั่งของพระเยซู เราจึง “สร้างสาวก” โดยการบัพติศมาผู้เชื่อแท้และสั่งสอนพวกเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่พระองค์ได้บัญชาไว้ การลำดับนั้นเป็นสิ่งสำคัญ: สร้างสาวก บัพติศมา และสั่งสอน

คุณเป็นสาวกของพระเยซูหรือไม่? ถ้าใช่ คุณต้องแสดงให้เห็นโดยการรับบัพติศมา เพราะนั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงบัญชาเอาไว้ พระเยซูทรงประสงค์ให้คนที่เชื่อพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและยอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า รับบัพติศมา อย่างที่คุณเห็น การรับบัพติศมาต่อหน้าผู้อื่นเป็นการบ่งบอกว่าคน ๆ นั้นเป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู การรับบัพติศมาอย่างเป็นทางการและต่อหน้าสาธารณชนนั้นเป็นการขึ้นทะเบียนสาวกในสถาบันของพระคริสต์

พระเจ้าทรงหมายประชากรของพระองค์โดยการบัพติศมา ซึ่งโดยการรับบัพติศมาตามหลักการแล้ว เราก็กำลังสวมเสื้อที่เขียนว่า “ทีมพระเยซู” และเล่นตามกฎกติกาและทำตามคำสั่งของพระองค์ และโดยการปฏิบัติตามคำสั่งของพระเยซูในการรับบัพติศมานั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า เรากำลังทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาเอาไว้

แล้วพระเยซูทรงหมายความว่าอย่างไรในตอนที่ตรัสว่า “จงบัพติศมา” ล่ะ? นี่คือคำนิยามของการบัพติศมาที่ผมได้เขียนไว้ในหนังสือเล็ก ๆ อีกเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า (Understanding Baptism)

บัพติศมาเป็นการปฏิบัติของคริสตจักรในการยืนยันและเป็นภาพแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของผู้เชื่อกับพระคริสต์โดยการจุ่มคนนั้นทั้งตัวลงไปในน้ำ และเป็นการปฏิบัติของผู้เชื่อที่มอบตัวเขาหรือเธอกับพระคริสต์และประชากรของพระองค์ ด้วยวิธีนี้ ผู้เชื่อจึงจะถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักร และเป็นเครื่องหมายว่าเขาหรือเธอไม่ได้เป็นของโลกนี้อีกต่อไป

อาจฟังดูยาว แต่ถ้าจะพูดให้สั้นก็คือ การบัพติศมาเป็นการปฏิบัติของผู้เชื่อต่อหน้าสาธารณชนในการมอบตัวเขาหรือเธอให้กับพระคริสต์และประชากรของพระองค์ โดยการถูกจุ่มทั้งตัวลงไปในน้ำ

เราได้เห็นจากคำสอนของพระเยซูใน มัทธิว 28:19 แล้วว่าการบัพติศมาเป็นวิธีที่คน ๆ หนึ่งอุทิศตนเพื่อติดตามพระคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน และเราจะเห็นพระคัมภีร์ส่งเสริมคำนิยามนี้ในสองหัวข้อถัดไป ตอนนี้เราจึงสามารถสรุปได้ว่าการบัพติศมาควรเป็นการจุ่มทั้งตัวลงไปในน้ำ คำศัพท์ภาษากรีก baptizō ที่เป็นรากศัพท์ของคำว่าบัพติศมา (ภาษาอังกฤษ: baptize) หมายถึง การจุ่มหรือการทำให้ตัวจมในน้ำให้มิด ตัวอย่างการบัพติศมาในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่บอกเป็นนัยถึงการปฏิบัติโดยการจุ่มทั้งตัว (ยอห์น 3:23; กิจการ 8:38-39) และการจุ่มทั้งตัวลงไปในน้ำเป็นภาพที่เหมาะสมที่สุดของการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ในการถูกฝังและการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ (โรม 6:1-4) ซึ่งเราจะกลับมาพูดเรื่องนี้อีกครั้งในบทต่อไป

เพื่อสรุปคำสอนของพระเยซูใน มัทธิว 28:19 เราจึงสรุปได้ว่าการบัพติศมาเป็นสิ่งแรกของคำสั่ง “สอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้” ของพระเยซู ทำไมคุณต้องรับบัพติศมา? ก็เพราะว่าหากคุณเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ติดตามพระเยซู ดังนั้น หลังจากกลับใจและเชื่อข่าวประเสริฐแล้ว (มาระโก 1:15) สิ่งแรกที่คุณต้องทำต่อหน้าสาธารณชนเพื่อแสดงถึงการติดตามพระเยซูคือการรับบัพติศมา ชีวิตคริสเตียนเป็นมากกว่าการทำตามคำสั่งและที่แน่ ๆ คือไม่น้อยไปกว่านั้นเหมือนกัน ดังนั้นหลังจากคุณกลับใจใหม่ เชื่อแล้ว สิ่งแรกที่คุณ “ต้องทำ” ตามคำสั่งของพระเยซูคือคุณต้องประกาศความเชื่อของคุณและเอนหลังจุ่มทั้งตัวลงไปในน้ำ

  1. เพื่อประกาศความเชื่อในพระคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน

เหตุผลที่สองที่คุณต้องรับบัพติศมาคือ เพื่อประกาศความเชื่อในพระเยซูคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน เราได้เห็นองค์ประกอบของการบัพติศมาอย่างชัดเจนใน มัทธิว 28:19 แล้ว แต่ก็ยังมีที่ชัดเจนกว่าในพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น เมื่อคนทั้งหลายที่ได้ยินเปโตรเทศนาในวันเพ็นเทคอสต์รู้ถึงความผิดบาปของตัวเอง พวกเขาถามท่านว่าต้องทำอย่างไร ท่านจึงบอกให้พวกเขากลับใจใหม่และรับบัพติศมา (กิจการ 2:37-38) จากนั้นเราก็จะพบว่า “คนทั้งหลายที่รับถ้อยคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน” (ข้อ 41) รับถ้อยคำแล้วก็รับบัพติศมาและอยู่ร่วมกัน คนทั้งหลายที่รับเอาข่าวประเสริฐก็รับบัพติศมา และคนที่รับเอาข่าวประเสริฐเท่านั้นที่รับบัพติศมา การรับบัพติศมาเป็นวิธีที่คนเหล่านั้นในวันเพ็นเทคอสต์ประกาศรับเอาพระคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน บรรดาผู้ที่รับบัพติศมาในช่วงเพ็นเทคอสต์ประกาศตนอย่างเปิดเผยถึงความเชื่อในพระคริสต์ พระเมสสิยาห์ผู้ถูกตรึงกางเขนและเป็นขึ้นจากตาย การรับบัพติศมาเป็นวิธีที่คุณสามารถทำได้และควรทำเพื่อประกาศว่าคุณได้วางใจในพระคริสต์แล้ว

ในทำนองเดียวกัน ให้เรามาพิจารณาคำสอนของเปาโลใน โคโลสี 2:11-12 ด้วยกัน:

ในพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายได้รับการเข้าสุหนัตด้วยพิธีเข้าสุหนัตที่ไม่ได้ทำด้วยมือมนุษย์ โดยการขจัดเนื้อหนังบาปด้วยการเข้าสุหนัตจากพระคริสต์ พวกท่านถูกฝังร่วมกับพระองค์ในการบัพติศมา ที่พระเจ้าทรงให้ท่านเป็นขึ้นมาร่วมกับพระองค์ด้วย โดยความเชื่อในพลานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงทำให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย

โปรดสังเกตวิธีที่บัพติศมาและความเชื่อไปด้วยกัน โดยการกล่าวถึงผู้เชื่อที่รับบัพติศมาแล้วในคริสตจักร เปาโลบอกว่าพวกเขาถูกฝังและเป็นขึ้นมาร่วมกับพระคริสต์ในการบัพติศมา ท่านยังใช้บัพติศมาเป็นภาพพูดถึงเหตุการณ์ของการกลับใจเชื่อของพวกเขาอีกด้วย

ท่านทำเช่นนี้เพราะการบัพติศมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ จับต้องได้ เป็นสิ่งที่เปิดเผย และเป็นการแสดงอย่างน่าทึ่งถึงความเชื่อในพระคริสต์ เป็นสิ่งที่ชัดเจน น่าจดจำ และมีข้อมูล ตัวคุณเปียกโชกท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เห็นคุณถูกจุ่มลงไปในน้ำจนมิด และโผล่ขึ้นมาจากน้ำ นั่นคือเหตุผลที่เปาโลนำการบัพติศมามาเป็นเครื่องหมายของการกลับใจเชื่อ ซึ่งท่านไม่เพียงอ้างถึงการบัพติศมาเท่านั้น เปาโลยังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าทรงให้ท่านเป็นขึ้นมาร่วมกับพระองค์ด้วย โดยความเชื่อ” (ข้อ 12) เปาโลกล่าวว่าความเชื่อถูกนำเสนอขึ้นในช่วงเวลาของการรับบัพติศมา เพราะความเชื่อคือเหตุผลของการบัพติศมา ความเชื่อในฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ของพระเจ้าคือสาเหตุที่คริสเตียนเหล่านั้นแสดงออกมาในการบัพติศมา และโดยความเชื่ออย่างเดียวกันนี้ต่อหน้าสาธารณชนคือเหตุผลที่ทำไมคุณต้องรับบัพติศมาเช่นกัน

ทำไมการประกาศความเชื่อในพระคริสต์ของคุณอย่างเปิดเผยจึงเป็นสิ่งที่ดี? ซึ่งเราก็ทราบแล้วว่ามันคือคำสั่งของพระคริสต์ นอกจากนี้แล้ว การประกาศความเชื่อในพระคริสต์ยังเป็นสิ่งที่ดีต่อความเชื่อของคุณ การประกาศความเชื่อทำให้ความเชื่อของคุณลึกซึ้งยิ่งขึ้น การสารภาพความเชื่อออกมาเป็นการยืนยันถึงความเชื่อของคุณ และการแบ่งปันความเชื่อจะเป็นการเสริมความเชื่อของคุณให้เข้มแข็งขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น การบัพติศมายังแสดงให้เห็นถึงลักษณะของชีวิตคริสเตียนอีกด้วย ถ้าคุณเป็นคริสเตียน คุณไม่อาจประกาศความเชื่อเพียงครั้งเดียวโดยการรับบัพติศมาแล้วไม่พูดถึงพระเยซูตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ แทนที่จะเป็นอย่างนั้น การประกาศความเชื่อของคุณในพระคริสต์ควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคุณตลอดไป หนึ่งในสิ่งแรกที่ผู้คนต้องรู้เกี่ยวกับตัวคุณคือ คุณเป็นคริสเตียน และการที่พระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณควรเป็นสิ่งที่คุณตื่นเต้นที่สุดที่จะไปบอกกับผู้คน นอกจากนี้ พระเยซูยังเตือนอีกว่าความเชื่อที่เป็นความลับไม่ใช่ความเชื่อเลย “เพราะฉะนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่ยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ด้วย” (มัทธิว 10:32-33)

  1. เพื่อผูกมัดตนเองเข้ากับประชากรของพระคริสต์

เราได้เห็นว่าการบัพติศมาผูกมัดคุณกับพระคริสต์แล้ว ต่อไปนี้เราจะมาดูว่าการบัพติศมาผูกมัดคุณกับประชากรของพระองค์อย่างไร ตามที่เราเห็นแล้วในวันเพ็นเทคอสต์ คนทั้งหลายที่รับถ้อยคำของเปโตรก็รับบัพติศมา และถูกเพิ่มเข้ามายังคริสตจักร (กิจการ 2:41) คนทั้งหลายที่รับพระคริสต์ในวันนั้นก็ได้รับโดยคริสตจักร และวิธีที่คริสตจักรรับพวกเขาเข้ามาก็คือโดยการบัพติศมา ในการบัพติศมานั้นคุณได้ก้าวออกมาจากโลกเข้าไปสู่คริสตจักร ในการบัพติศมาคุณได้ประกาศความจงรักภักดีต่อพระคริสต์ และในการบัพติศมาคุณได้เข้าร่วมกับประชากรของพระองค์ ข้อผูกมัดของคุณกับประชากรของพระคริสต์เป็นไปตามหลักการของเหตุผล ความจำเป็น และทันทีจากข้อผูกมัดของคุณกับพระคริสต์

ข้อผูกมัดของคนทั้งหลายที่รับบัพติศมาในวันเพ็นเทคอสต์ที่ทำกับคริสตจักรไม่ได้เป็นเพียงการติ๊กถูกในช่องสี่เหลี่ยมในแบบฟอร์มเท่านั้น แต่การผูกมัดตนเข้ากับประชากรของพระคริสต์ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตของพวกเขาไป เราอ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปพบว่าทั่วคริสตจักรในเยรูซาเล็ม รวมถึงคนสามพันคนเหล่านี้ที่ถูกเพิ่มไปยังคริสตจักรโดยการบัพติศมาในวันเพ็นเทคอสต์ เขาทั้งหลายอุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐานร่วมกัน (ข้อ 42) พวกเขาอยู่รวมกันและแบ่งปันข้าวของแก่กันและกัน (ข้อ 44) พวกเขาแม้แต่ขายทรัพย์สิ่งของมาแบ่งให้แก่กันตามความจำเป็น (ข้อ 45) พวกเขาอธิษฐานและรับประทานอาหารร่วมกันทุก ๆ วัน (ข้อ 46) ผลแห่งข้อผูกมัดของพวกเขากลายเป็นความมั่งคั่งในความสัมพันธ์และใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวด้วยกัน มีความเป็นหนึ่งเดียวกันที่สร้างความเกรงกลัวแก่ผู้คนภายนอก (ข้อ 43) และสิ่งที่ทำให้พวกเขาผูกมัดตนต่อกันและกันได้ก็คือการบัพติศมา ในการบัพติศมาผู้เชื่อเหล่านั้นต่างยอมจำนนต่อพระคริสต์และต่อกันและกัน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ในการบัพติศมาคุณผูกมัดตนเข้ากับประชากรของพระคริสต์

เรายังเห็นอีกว่าบัพติศมาได้ผูกมัดคริสเตียนเข้ากับประชากรของพระคริสต์ ใน 1 โครินธ์ 12:13 เปาโลเขียนว่า “เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นยิวหรือกรีก ทาสหรือเสรีชน เราได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน และพระวิญญาณองค์เดียวกันเป็นเหมือนน้ำที่ประทานให้เราทุกคนได้ดื่ม” เปาโลกำลังหมายถึงบัพติศมาในน้ำหรือบัพติศมาด้วยพระวิญญาณล่ะ? ผมคิดว่าเปาโลหมายถึงทั้งสองอย่างเลย คริสเตียนคือคนที่บังเกิดใหม่และรวมเป็นหนึ่งกับพระคริสต์และพระกายของพระองค์โดยการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการบัพติศมาเราในน้ำบอกเป็นนัยถึงการบัพติศมาโดยพระวิญญาณ

บางคนตั้งคำถามว่า “การรับบัพติศมาเข้าเป็นกายเดียวกัน” หมายถึงคริสตจักรสากลหรือคริสตจักรท้องถิ่น อีกครั้งผมขอแนะนำว่าแบบแรกบอกเป็นนัยถึงแบบที่สอง มีบ้างที่เปาโลใช้แนวคิดเรื่อง “พระกาย” ของพระคริสต์ในการบรรยายถึงผู้เชื่อทุกคนหลายครั้งในหลายที่ (ดูเอเฟซัส 1:22-23) แต่ตามข้อพระคัมภีร์ใน 1 โครินธ์ เปาโลเน้นไปที่คริสตจักรท้องถิ่น เฉพาะในคริสตจักรท้องถิ่นเท่านั้นที่สมาชิกคนหนึ่งจะสามารถพูดกับอีกคนแบบผิด ๆ ว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ” (1 โครินธ์ 12:21) เฉพาะในคริสตจักรท้องถิ่นเท่านั้นที่สมาชิกจะสามารถให้เกียรติแก่ผู้ที่ไร้เกียรติ (ข้อ 23-24) ในคริสตจักรท้องถิ่นเท่านั้นที่สมาชิกทุกคนจะสามารถร่วมทุกข์และร่วมชื่นชมยินดีด้วยกันได้ (ข้อ 26) ดังนั้น ในบริบทของทั้งบทนี้ เปาโลกำลังกล่าวในข้อ 13 ว่าบัพติศมารวมเราเข้ากับพระกายของพระคริสต์ นั่นคือพระกายของพระคริสต์ในท้องถิ่น บัพติศมานำคุณแทรกเข้าไปเป็นสิ่งมีชีวิตในพระกาย นั่นคือคริสตจักรท้องถิ่น

ในการบัพติศมามีสองฝ่ายที่พูดและสองฝ่ายที่ตอบรับ ในการบัพติศมาคุณขอเข้าร่วมและคริสตจักรต้อนรับคุณ ในการบัพติศมาคุณปฏิญาณตนกับคริสตจักรและคริสตจักรปฏิญาณตนต่อคุณ ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหรืออยู่ตามลำพัง การบัพติศมานั้นนำชีวิตของคุณเข้าไปสู่แสงสว่างแห่งความรักและความห่วงใยของคริสตจักร การบัพติศมาจัดคุณให้อยู่ในการเสริมสร้างความเข้มแข็มและค้ำจุนคุณในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับประชากรของพระคริสต์

เหตุผลดีสามประการ

ในส่วนนี้ผมได้ให้เหตุผลสามประการแก่คุณในการรับบัพติศมาไปแล้ว ในการบัพติศมา 

(1) คุณเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ 

(2) คุณประกาศความเชื่อในพระคริสต์ต่อหน้าสาธารณชน และ 

(3) คุณผูกมัดตนเองเข้ากับประชากรของพระคริสต์

อันที่จริงเหตุผลประการแรกก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากคุณเป็นคริสเตียน การเชื่อฟังพระบัญชาของพระเยซูเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และพระบัญชาของพระคริสต์ไม่ได้เป็นภาระแต่ปลดปล่อยและให้ชีวิตแก่เรา แอกของพระองค์นั้นก็พอเหมาะ และภาระของพระองค์ก็เบา (มัทธิว 11:30) เมื่อคุณเชื่อฟังคำสอนของพระคริสต์ คณก็รู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้คุณเป็นไท (ยอห์น 8:32)

ดังนั้น จากการสังเกตที่ว่าพระคริสต์ทรงบัญชาให้ผู้เชื่อทุกคนในพระองค์รับบัพติศมาแล้ว เราก็ยังได้พิจารณาสองแง่มุมของการบัพติศมาที่ให้พระพรสำหรับผู้ที่ทำตาม ในการบัพติศมาคุณได้ประกาศความเชื่อของคุณ ด้วยเหตุนี้จึงมีการกระทำและเสริมกำลังความเชื่อของคุณ ในการบัพติศมาคุณได้ผูกมัดตนเองเข้ากับประชากรของพระคริสต์ ด้วยเหตุนี้คุณจึงได้รับมรดกแห่งพระพรที่ไม่อาจประเมินค่าได้ของการสามัคคีธรรมกับพี่น้องในคริสตจักร

ถ้าคุณรับเชื่อในพระคริสต์ คุณต้องรับบัพติศมาและการรับบัพติศมาก็จะเป็นพระพร? ฉะนั้นแล้ว จะรออะไรอยู่ล่ะ?

บทที่ 2: ฉันไม่อยากรับบัพติศมาเพราะว่า…

เอาจริง ๆ นะ คุณรออะไรอยู่? ทำไมไม่รับบัพติศมาทันทีที่ทำได้ล่ะ? มีเหตุผลหลายประการที่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนรีรอไม่อยากรับบัพติศมาในฐานะผู้เชื่อ ในส่วนต่อไปนี้เราจะกล่าวถึงเหตุผลทั่วไปเจ็ดประการที่ผู้คนมักใช้อ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการบัพติศมา

1. ฉันเคยรับบัพติศมาตอนเป็นเด็กทารกแล้ว

คุณอาจเคยรับบัพติศมาตอนเป็นเด็กทารกแล้ว ธรรมเนียมของคริสเตียนมากมายประกอบการให้บัพติศมาให้กับเด็กทารก แต่การทำแบบนี้พวกเขาก็มีเหตุผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น คริสตจักรโรมันคาทอลิกสอนว่าการบัพติศมาทำให้ได้รับพระคุณแห่งการช่วยให้รอดและลบล้างมลทินบาปดั้งเดิม นับว่าเป็นความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วจากสิ่งที่ผมเพิ่งอธิบายไปข้างต้น ซึ่งหมายความว่ามันเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างมากจากโปรแตสแตนท์ส่วนใหญ่ที่เชื่อในเรื่องการบัพติศมาเด็กทารก

ท่ามกลางกลุ่มคริสเตียนอีแวนเจลิเคิลที่ให้บัพติศมาเด็กทารกนั้น หนึ่งในข้อโต้แย้งที่พบบ่อยที่สุด (และตามความเห็นของผมเป็นข้อโต้แย้งที่รุนแรงที่สุด) เป็นการนำเสนอโดยนิกายเพรสไบทีเรียนและคริสตจักรปฏิรูป คริสตจักรเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในพระคัมภีร์เดิมเมื่อพระเจ้าทำพันธสัญญากับอับราฮัม พระองค์ตรัสสั่งให้อับราฮัมทำเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา คือให้เด็ก (ผู้ชาย) ทุกคนเข้าสุหนัต (ดู ปฐมกาล 17:1-14) และพระเจ้าเองไม่เคยยกเลิกหรือล้มเลิกรูปแบบนี้ รวมถึงผู้เชื่อเด็กในชุมชนแห่งพันธสัญญาด้วย เหตุฉะนั้น เราจึงควรนำเครื่องหมายแห่งพันธสัญญามาปฏิบัติให้กับพวกเขาในพันธสัญญาใหม่ที่ทำขึ้นโดยพระเยซูนั้น เครื่องหมายแห่งพันธสัญญาคือการบัพติศมา ดังนั้น พวกเขาจึงกล่าวว่าคริสตจักรในยุคปัจจุบันควรให้บัพติศมาแก่เด็กทารกด้วย แต่ถึงกระนั้นการบัพติศมาเด็กทารกก็ไม่ได้เป็นความเข้าใจราวกับว่าเป็นการได้รับหรือรับประกันถึงความรอดแต่อย่างใด แต่ถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายแห่งพระสัญญาของพระเจ้า

ข้อโต้แย้งนี้นับว่าน่ายกย่อง และผมเข้าใจดีว่าทำไมผู้เชื่อที่ยึดมั่นในสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ถึงได้ข้อสรุปเช่นนั้น แต่ที่สุดแล้ว มันก็ไม่อาจโน้มน้าวใจผมหรือคริสตจักรต่าง ๆ ที่มีชื่อว่า “แบ๊บติสต์” และคริสตจักรที่ไม่สังกัดคณะนิกายใด ๆ ได้ เราจึงสรุปเหตุผลชี้ขาดที่สำคัญที่สุดต่อต้านการบัพติศมาเด็กทารกออกเป็นสองประเด็น

ประเด็นแรก ไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจนของการบัพติศมาเด็กทารกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ประเด็นที่สอง ทุกแง่มุมของความหมายของการบัพติศมาเป็นการแสดงถึงความเชื่อของผู้ที่รับบัพติศมา พระเยซูบัญชาเหล่าสาวกของพระองค์ให้ไปสร้างสาวกและบัพติศมาสาวกเหล่านั้น (มัทธิว 28:19) การบัพติศมาเป็นการประกาศความเชื่อต่อสาธารณชน (กิจการ 2:38-41) ในการบัพติศมานั้น คุณประกาศผูกมัดตนเองกับพระคริสต์และประชากรของพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อเท่านั้นที่สามารถทำได้และควรทำ (กิจการ 2:41; 1 โครินธ์ 12:13) ยิ่งไปกว่านั้น การบัพติศมายังเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้าง (กิจการ 22:16) การตายและเป็นขึ้นจากตายด้วยกันกับพระคริสต์ (โรม 6:1-4) และเป็นการงานแห่งการบังเกิดใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ทิตัส 3:5) ทุกสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ และเฉพาะผู้ที่เชื่อในพระคริสต์เท่านั้น

เหตุผลประการที่สองที่เราไม่ควรให้บัพติศมาแก่เด็กทารกก็เพราะว่า การบัพติศมาเด็กทารกพลาดสิ่งใหม่ในพันธสัญญาใหม่ ซึ่งเป็นพันธสัญญาที่เราชื่นชมยินดีโดยทางพระคริสต์ ในเยเรมีย์ 31:31-34 พระเจ้าสัญญาจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชากรของพระองค์ พันธสัญญาใหม่นี้จะไม่เหมือนกับพันธสัญญาที่พระองค์เคยทำไว้กับคนอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย “พันธสัญญาของเราซึ่งเขาฝ่าฝืน” (ข้อ 32) แต่ “เราจะบรรจุธรรมบัญญัติไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขา” (ข้อ 33) ในพันธสัญญาใหม่ธรรมบัญญัติไม่ได้อยู่เหนือประชากรของพระเจ้าที่เป็นเพียงข้อเรียกร้องเท่านั้น แต่อยู่ภายในประชากรของพระองค์ ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงประชากรของพระองค์จากภายใน ทำให้พวกเขามีใจปรารถนาและทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย ในพันธสัญญาใหม่ “เขาทุกคนจะรู้จักเราตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด” (ข้อ 34) ประชากรทุกคนในชุมชนแห่งพันธสัญญาใหม่จะรู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัวและมีความใกล้ชิดสนิทกับพระองค์ และท้ายที่สุด พระเจ้าทรงประทานรากฐานของความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างพระองค์กับประชากรของพระองค์ “เพราะเราจะให้อภัยความผิดบาปของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาอีกต่อไป” (ข้อ 34) การอยู่ในพันธสัญญาใหม่คือการได้รับการอภัยบาปของคุณโดยทางการสละพระชนม์ชีพของพระคริสต์เป็นการรู้จักพระเจ้าอย่างเป็นส่วนตัว และเป็นการมีหัวใจที่ได้รับการเปลี่ยนใหม่ หัวใจที่ตอนนี้จารึกด้วยธรรมบัญญัติของพระเจ้า

ทั้งหมดนี้มีความหมายต่อการป้องกันการบัพติศมาเด็กทารกอย่างไรน่ะหรือ? ก็หมายความว่าการเป็นสมาชิกในพันธสัญญาใหม่มีมาโดยการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณไม่ใช่ทางกายภาพ หมายความว่าโดยการออกแบบพันธสัญญา สมาชิกทุกคนในพันธสัญญาใหม่มีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของพันธสัญญาใหม่ สมาชิกทุกคนในพันธสัญญาใหม่รู้จักพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนใจใหม่ และได้รับการให้อภัยบาปแล้ว สมาชิกในพันธสัญญาใหม่มีแบบเดียวเท่านั้นคือคนที่วางใจในพระคริสต์โดยพระวิญญาณ พันธสัญญาใหม่ประกอบไปด้วยผู้เชื่อเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เชื่อบวกกับลูก ๆ ของพวกเขา ถ้าคนที่บังเกิดใหม่เท่านั้นจึงจะอยู่ในพันธสัญญานี้ คนที่บังเกิดใหม่เท่านั้นที่ควรรับเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาด้วยการบัพติศมา

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากคุณเห็นด้วยกับผม คุณก็จะสรุปได้ว่าการบัพติศมาเด็กทารกนั้นไม่ใช่การบัพติศมาเลย ถ้าการบัพติศมามีไว้สำหรับผู้เชื่อเท่านั้นและคุณยังไม่ได้รับบัพติศมาในฐานะผู้เชื่อ เช่นนั้น คุณก็ยังไม่ได้รับบัพติศมา และคุณจำเป็นต้องรับบัพติศมา

2. ฉันไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจที่ให้บัพติศมาฉันตอนเป็นเด็กทารกแล้ว

เหตุผลนี้แน่นอนว่าใกล้เคียงกับเหตุผลข้างต้น หากพ่อแม่ของคุณ “บัพติศมา” คุณตั้งแต่เป็นเด็กทารกแล้ว และคุณสรุปได้ว่านั่นไม่ใช่การบัพติศมาและคุณต้องการที่จะรับบัพติศมา มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะกังวลว่าพวกเขาอาจเสียใจ แต่นั่นควรเป็นอุปสรรคขัดขวางคุณจากการรับบัพติศมาหรือ? โปรดจำไว้ว่า “เราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า” (โรม 14:10) จำไว้ว่าในวันนั้น “แต่ละคนต้องรับภาระของตัวเอง” (กาลาเทีย 6:5) จำไว้ว่าพระเยซูทรงเรียกร้องความภักดีและการเชื่อฟังอย่างครบถ้วนจากเรา (มัทธิว 28:19; มาระโก 8:34) อันที่จริง การเชื่อฟังพระเยซูเป็นการให้เกียรติบิดามารดา (มัทธิว 19:19) แต่ถ้าความต้องการของพ่อแม่ของคุณขัดแย้งกับการเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซู การเชื่อฟังพระเยซูเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า

ดังนั้นคำถามก็คือ คุณจะสื่อสารกับพ่อแม่ของคุณอย่างไรเกี่ยวกับการตัดสินใจใหม่และความตั้งใจของคุณในการรับบัพติศมา? คุณจะต้องทำด้วยความเคารพและด้วยความนอบน้อมถ่อมตน แสดงความซาบซึ้งขอบคุณที่ท่านได้เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนคุณในวิถีทางของพระเจ้า แสดงความซาบซึ้งขอบคุณที่ท่านมีความตั้งใจปรารถนาดีต่อคุณที่ให้คุณ “รับบัพติศมา” ตอนเป็นเด็กทารก แม้ว่าตอนนี้คุณอาจไม่เห็นด้วยกับข้อปฏิบัติตนนั้นแล้วก็ตาม และอธิษฐานว่าความรู้สึกผิดหวังใด ๆ ที่พ่อแม่ของคุณอาจแสดงออกมาต่อการตัดสินใจและการปฏิบัติที่แตกต่างของคุณในเรื่องนี้จะเบาบางลง และจบลงด้วยความยินดีที่พวกท่านได้เห็นคุณวางใจในพระคริสต์และแสวงหาการเชื่อฟังพระองค์ในทุก ๆ อย่าง

3. ครอบครัวที่ไม่ใช่คริสเตียนของฉันจะปฏิเสธฉัน

ในกรณีนี้จะมีความยากขึ้นมามาก เพราะว่าผู้เชื่อหลายคนที่อยู่ทั่วทุกมุมโลกปัจจุบันนี้ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง การประกาศตนรับเชื่อพระคริสต์เป็นความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากครอบครัวโดยสิ้นเชิง ที่คริสตจักรของผมเราได้ให้บัพติศมาแก่ผู้เชื่อที่มีเบื้องหลังทางความเชื่อที่หลากหลาย ซึ่งถูกครอบครัวปฏิเสธเมื่อพวกเขารับบัพติศมา นี่เป็นการทดลองใจที่ยิ่งใหญ่และเป็นความเศร้าโศกเจ็บปวดอย่างยิ่ง ในฐานะสมาชิกคริสตจักรเราควรทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อปลอบประโลมและค้ำจุนเอาใจใส่แก่ผู้เชื่อที่เชื่อฟังพระคริสต์ จนเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องเสียครอบครัวไป

เราไม่ควรลืมด้วยว่าการถูกครอบครัวปฏิเสธเช่นนี้ คือสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เรามาเพื่อจะให้ลูกชายหมางใจกับบิดาของตน ลูกสาวหมางใจกับมารดา ลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว และผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็จะเป็นศัตรูต่อกัน ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา และใครที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา (มัทธิว 10:35-37)

การติดตามพระคริสต์มีราคาที่ต้องจ่ายและบ่อยครั้งมักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวด แต่การติดตามพระคริสต์นั้นคุ้มค่าเสมอ พระเยซูสามารถตอบแทนกลับมาให้เราได้มากกว่าทุกสิ่งที่เราสละไปเพื่อติดตามพระองค์ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตที่กำลังจะมาถึง

พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ใครก็ตามที่สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือลูก หรือไร่นา เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐของเรา คนนั้นจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าในยุคนี้คือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูก และไร่นา พร้อมการข่มเหงด้วย และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์ (มาระโก 10:29-30)

ถ้าครอบครัวขู่จะตัดขาดจากคุณเพราะความตั้งใจที่จะรับบัพติศมา ผมอธิษฐานขอให้พระเจ้าโดยพระวิญญาณประทานความกล้าให้คุณที่จะเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ ผมอธิษฐานขอให้พระองค์อวยพรการเชื่อฟังอย่างกล้าหาญของคุณ และสถิตกับคุณในทุก ๆ การทดลองที่เข้ามาในชีวิตของคุณ

4. ฉันกลัวที่จะบอกทุกคนว่าฉันเป็นคริสเตียน

คนชาวตะวันตกในยุคปัจจุบันนี้ กระแสที่คอยสนับสนุนคริสเตียนเริ่มถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง การเป็นคริสเตียนในยุคสมัยนี้คือการเดินไปสู่การถูกเยาะเย้ย ถูกต่อต้าน ไม่เป็นที่ชอบใจ และแม้แต่ทำให้ตกงาน แต่การประกาศรับเอาพระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ “ในพวกท่านมีใครบ้างเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่าจะมีพอที่จะสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่?” (ลูกา 14:28) ราคาอะไรบ้างล่ะที่พระคริสต์เรียกร้องให้เราต้องจ่ายในการติดตามพระองค์? “เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่ไม่ได้สละสิ่งสารพัดที่มีอยู่จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33) คำว่า “สิ่งสารพัดที่มีอยู่” แน่นอนว่ารวมไปถึงชื่อเสียง ความชอบ และอาชีพการงาน

หากคุณกลัวที่จะประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่าคุณเป็นคริสเตียน คุณควรตระหนักว่านี่คือการทดลองขั้นแรกที่คุณจะต้องเผชิญ ถ้าช่วงเวลาของการรับบัพติศมากำลังทดสอบความเชื่อของคุณ นั่นเป็นเพียงแค่การทดสอบที่คุณต้องเจอ คุณจะสอบผ่านหรือไม่? ลองพิจารณาคำเตือนของพระเยซูที่กล่าวว่า “เพราะฉะนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่ยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ด้วย” (มัทธิว 10:32-33)

5. ฉันกลัวที่จะพูดต่อหน้าผู้คน

บางคนกลัวการรับบัพติศมาเพราะกลัวจะได้พูดต่อหน้าผู้คน ตัวอย่างเช่น ที่คริสตจักรของผม ขั้นตอนในการรับบัพติศมาจะเป็นดังนี้ คือ ผู้เชื่อใหม่จะต้องเข้าชั้นเรียนการเป็นสมาชิก รับการสัมภาษณ์กับศิษยาภิบาล และจากนั้นจะได้รับการรับรองโดยบรรดาผู้ปกครองและที่ประชุม ในช่วงระหว่างการนมัสการในเช้าวันอาทิตย์ เราจะขอให้พวกเขาแบ่งปันคำพยานสั้น ๆ สักสามนาทีต่อหน้าที่ประชุมว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาให้มาเชื่อในพระคริสต์ได้อย่างไร นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้รับการหนุนใจอย่างยิ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วที่ประชุมจะฟังและปรบมือด้วยความชื่นชมยินดีหลังการให้คำพยานของแต่ละคน แต่ด้วยเหตุผลนานาประการ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้หรือมีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าที่ประชุม ในกรณีเช่นนี้ เราเพียงขอให้ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาตอบคำถามสองสามประการเพื่อเป็นที่ยืนยันต่อหน้าที่ประชุมซึ่งเรามักจะถามว่า “คุณจะสารภาพกลับใจจากความบาปและหันไปหาพระเจ้า และเชื่อในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่? และ “คุณจะสัญญาโดยพระคุณของพระเจ้าที่จะติดตามพระองค์ตลอดไปในการร่วมสามัคคีธรรมกับคริสตจักรของพระองค์หรือไม่?”

ถ้าการปฏิบัติปกติที่คริสตจักรของคุณคือการให้ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาออกมาแบ่งปันคำพยานของพวกเขา และถ้าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่เป็นการยากสำหรับคุณ ให้ลองถามศิษยาภิบาลว่าสามารถใช้วิธีที่คล้าย ๆ กันนี้ได้หรือไม่ การบัพติศมาเรียกร้องให้คุณประกาศความเชื่อในพระคริสต์อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน จำนวนคำที่คุณจะใช้พูดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่ามาก

6. ฉันเป็นผู้เชื่อมานานแล้ว สายไปแล้วหรือไม่?

หากคุณเป็นผู้เชื่อมานานแล้วจะทำอย่างไร? บางทีคุณอาจใช้เวลานานในการไตร่ตรองถึงความสมเหตุสมผลของการ “บัพติศมา” ในวัยทารกของคุณ บางทีคุณอาจไม่เคยมีโอกาสที่จะรับบัพติศมาเลย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะผ่านมาเป็นปีหรือสิบปีที่คุณเป็นคริสเตียนแล้ว และเกิดถามตัวเองว่าการบัพติศมาควรเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่คุณได้กลับใจเชื่อไม่ใช่หรือ? นั่นหมายความว่าตอนนี้สายไปแล้วใช่หรือไม่?

แน่นอนว่าคุณควรรับบัพติศมาทันทีหลังจากที่คุณเชื่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้สายไปแล้ว คำสั่งของพระเยซูในการบัพติศมานั้นผูกมัดกับผู้เชื่อทุกคน นั่นหมายถึงตัวคุณด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้คุณยังไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระคริสต์ มันไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะปฏิเสธไม่รับบัพติศมา

ครั้งหนึ่งพระเยซูเล่าอุปมาเรื่องชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน ชายคนนั้นบอกให้บุตรคนแรกเข้าไปทำงานในสวน และบุตรคนนั้นตอบว่า “ไม่ไป” แต่ต่อมาเปลี่ยนใจแล้วก็ไป (มัทธิว 21:28-29) และเมื่อชายคนนั้นพูดอย่างเดียวกันกับบุตรคนที่สอง เขาบอกว่าจะไป แต่ไม่ได้ไป (ข้อ 30) จากนั้นพระเยซูถามว่า “คนไหนในบุตรสองคนนี้ที่ทำตามใจของบิดา?” (ข้อ 31) คำตอบนั้นชัดเจน ประการแรก จุดประสงค์ของพระเยซูตามบริบทคือเพื่อชี้ให้เห็นว่าคนที่เป็นคนบาป ถ้าหากเขาตระหนักถึงความบาปของตัวเองและกลับใจ คนนั้นจะได้เข้าไปในแผ่นดินของพระเจ้าก่อนพวกคนที่ปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 31) แต่หลักการนี้สามารถใช้ได้กับการบัพติศมาด้วย เมื่อพูดถึงคำสั่งใดก็ตามของพระคริสต์ (รวมถึงการบัพติศมา) รับช้าดีกว่าไม่รับเลย

7. ฉันไม่อยากเข้าร่วมคริสตจักร

บางคนที่ประกาศเชื่อในพระคริสต์อาจเต็มใจรับบัพติศมา แต่ไม่เต็มใจเข้าร่วมคริสตจักร สำหรับพวกเขาการเป็นสมาชิกคริสตจักรฟังดูเหมือนระบบศาสนามากเกินไป เป็นทางการเกินไป หรือไม่ก็เผด็จการเกินไป เดี๋ยวนี้บางคริสตจักรให้บัพติศมาแก่ผู้คนโดยไม่ปริปากพูดถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักรเลย แม้จะมีเจตนาดีก็ตาม แต่คริสตจักรเหล่านั้นกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ผู้เชื่อและกำลังแยกสิ่งที่พระคัมภีร์รวมไว้ออกจากกัน ขอให้จำสิ่งที่เราเห็นเมื่อเราตริตรองถึงกิจการ 2:38-41 และ 1 โครินธ์ 12:13 ในการบัพติศมา คุณไม่เพียงแต่จะผูกมัดตนเองเข้ากับพระคริสต์เท่านั้น แต่กับประชากรของพระองค์ด้วย และการเป็นสมาชิกคริสตจักรก็คือการผูกมัดในความสัมพันธ์ระหว่างคริสตจักรและคริสเตียนคนหนึ่งที่การบัพติศมาได้เริ่มต้นเอาไว้

แต่บางทีคุณอาจยังลังเลเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกคริสตจักร บางทีคุณอาจยังไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนและคริสตจักรท้องถิ่นนั้นจำเป็นจะต้องผูกมัดเข้าด้วยกันในแบบที่ต้องรับผิดชอบต่อกัน ถ้านั่นคือคุณ ผมอยากจะโน้มน้าวคุณว่าการเป็นสมาชิกคริสตจักรนั้นเป็นไปตามพระคัมภีร์ และเป็นพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน

เรามาเริ่มลงรายละเอียดเพิ่มเติมถึงคำนิยามนี้ด้วยกัน การเป็นสมาชิกคริสตจักรคือข้อผูกมัดที่มีร่วมกันระหว่างคริสตจักรแห่งหนึ่งกับคริสเตียนคนหนึ่ง โดยคริสตจักรยืนยันรับรองและเอาใจใส่คริสเตียน และคริสเตียนยอมจำนนเชื่อฟังและดูแลเอาใจใส่คริสตจักร

ความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกคริสตจักรนี้มีเสาหลักสามประการที่พระคัมภีร์สนับสนุนด้วยกัน ประการแรกก็คือตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ คริสตจักรกำหนดไว้อย่างชัดเจนถึง “คนใน” และ “คนนอก” ในมัทธิว 18:17 พระเยซูบัญชาให้เราไปแจ้งต่อ “คริสตจักร” ให้เอาคนที่ไม่ยอมกลับใจจากบาปของตัวเองออกไปจากการสามัคคีธรรมกับคริสตจักร แต่จะแจ้งต่อใครล่ะ? ใครจะเป็นผู้รับแจ้ง? นี่จะต้องเป็นกลุ่มคนที่มีไหวพริบเฉลียวฉลาดและเต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อกันและกัน และยอมจำนนเชื่อฟังต่อกันและกันเท่านั้น

นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน อัครทูตเปาโลสั่งคริสตจักรในเมืองโครินธ์ให้ขับคนที่ทำบาปทางเพศและไม่ยอมกลับใจออกไปจากการสามัคคีธรรมท่ามกลางพวกเขา (1 โครินธ์ 5:1-13) ท่านเขียนว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะไปพิพากษาคนภายนอก แต่ท่านจะต้องพิพากษาคนภายในคณะไม่ใช่หรือ?” (ข้อ 12) สังเกตว่าการปฏิบัติที่ตรงข้ามกันตามที่เปาโลกำหนดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นเป็น “คนภายนอก” หรือ “คนภายใน” คริสตจักร เราอาจคาดหวังว่าคนภายนอกที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะดำเนินชีวิตตามแบบของคนที่ไม่ใช่คริสเตียน หากเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรแยกตัวเองออกจากพวกเขาเพียงเพราะพวกเขาตอบสนองตามบาปของตัวเอง ในทางกลับกัน เราต้องปลีกตัวออกจากการสามัคคีธรรมกับ “คนภายใน” คริสตจักร ที่บอกว่าเชื่อในพระคริสต์แต่ใช้ชีวิตขัดแย้งกับความเชื่อที่ตนได้อ้างนั้น คุณจะถูกขับออกไปไม่ได้ นอกเสียจากว่าคุณได้เข้ามาก่อนคริสตจักรมีสิทธิอำนาจที่จะ “พิพากษา” เพียงคนที่เต็มใจผูกมัดตนเองกับสิทธิอำนาจของคริสตจักรเท่านั้น

ประการที่สองที่พระคัมภีร์สนับสนุนการเป็นสมาชิกคริสตจักรก็คือ คำพูดเชิงเปรียบเทียบมากมายในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่บรรยายถึงผู้เชื่อที่มีความผูกพันกัน ถักทอเข้าด้วยกัน และยึดติดกันในรูปแบบของคริสตจักรท้องถิ่น เราเป็นครอบครัวของพระเจ้า (1 ทิโมธี 3:15) เราเป็นส่วนหนึ่งในพระวิหารของพระเจ้า (เอเฟซัส 2:21-22) เราเป็นอวัยวะต่าง ๆ ในพระกายของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 12:12-26) ในแต่ละกรณีไม่ว่าภาพเหล่านั้นอาจสื่อถึงการเป็นส่วนหนึ่งในพระกายสากลของพระคริสต์ อย่างไรก็ดี ภาพเหล่านั้นก็ยังสื่อและเรียกร้องถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างคนจริง ๆ ที่รู้จักกันและมีความผูกพันกันอย่างแท้จริงอีกด้วย

ประการที่สาม คำสั่งของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดนั้น เกี่ยวข้องกับวิธีที่เราต้องอยู่ด้วยกันในฐานะผู้เชื่อต่อข้อผูกมัดในกาย ๆ หนึ่งของผู้เชื่อ ตัวอย่างเช่น เอเฟซัส 4:15-16 บอกให้เราพูดความจริงด้วยความรักต่อกันและกันเพื่อเราจะได้เจริญขึ้นสู่พระคริสต์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “แต่ละส่วน(กำลัง)ทำงานตามหน้าที่” แล้วเราจะรู้ว่าแต่ละส่วน(กำลัง)ทำงานตามหน้าที่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้จักคนที่เป็นแต่ละส่วนนั้น? เราที่เป็นส่วนหนึ่งจะช่วยคนที่เป็นแต่ละส่วนให้เติบโตได้อย่างไร หากพวกเขาไม่ได้ร่วมด้วยช่วยกันในความจำเป็น ส่งเสริม และพึ่งพาอาศัยกันและกัน

ดังนั้น แทนที่จะปฏิเสธการบัพติศมาเพียงเพราะคุณไม่ต้องการเข้าร่วมคริสตจักร ผมขอหนุนใจคุณ และแม้กระทั่งเตือนสติคุณให้รับบัพติศมาอย่างถูกต้องเพื่อคุณจะได้เข้าร่วมคริสตจักร การเป็นสมาชิกคริสตจักรนั้น คือรากฐานในเชิงปฏิบัติที่เป็นจริงตลอดชีวิตของการเป็นคริสเตียน มันไม่ใช่ทางเลือกทางเลือกหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาสำหรับผู้เชื่อขั้นสูงสุด แต่เป็นความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน และวิธีแห่งพระคุณสำหรับผู้เชื่อทุกคน

บทที่ 3: แล้วถ้าเกิดว่า…?

หากคุณยังมีคำถามที่คาใจอยู่หรือคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการบัพติศมา ผมขอหนุนใจคุณให้อธิษฐานและศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพระคัมภีร์ และพูดคุยกับศิษยาภิบาลหรือคริสเตียนผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจ

แต่ถ้าสมมุติว่าคุณเชื่อมั่นใจแล้วว่าคุณจำเป็นจะต้องรับบัพติศมา คุณควรทำอย่างไรน่ะหรือ? เป็นคำถามที่ดี ซึ่งจะเป็นการนำเราไปสู่หัวข้อสุดท้าย

บทที่ 4: ฉันจะทำอย่างไรดี?

คุณควรทำอย่างไรน่ะหรือ? ผมมีคำหนุนใจประโยคหนึ่งสำหรับคุณ จงหาคริสตจักรที่เทศนาประกาศข่าวประเสริฐ และทำตามการให้บัพติศมาเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร ให้เรามาแบ่งประโยคนี้เป็นสี่ส่วนด้วยกัน

จงหาคริสตจักร…

สิ่งแรกเลยคือหาคริสตจักร หนึ่งในเหตุผลที่คุณยังไม่ได้รับบัพติสมาอาจเป็นเพราะว่าคุณมัวแต่เลือกคริสตจักรและไม่ได้ไปอย่างสม่ำเสมอ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเปลี่ยนความคิด ค้นหาคริสตจักรที่คุณสามารถเข้าร่วมได้และผูกมัดตนเองกับคริสตจักรนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไปคริสตจักรทุก ๆ วันอาทิตย์นั้น ทำความรู้จักผู้คน ทำความรู้จักกับศิษยาภิบาลในคริสตจักร บอกให้พวกเขาได้ทราบว่าคุณต้องการรับบัพติศมา จากนั้นทำตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่พวกเขาบอกกับคุณ

ที่เทศนาประกาศข่าวประเสริฐ…

สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับคริสตจักรก็คือการที่คริสตจักรเทศนาประกาศข่าวประเสริฐ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคริสตจักรจะทำอย่างนั้น บางที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสตจักรแต่ปฏิเสธการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระเยซูและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ บางที่อ้างว่าเป็นคริสตจักรแต่ไม่เห็นด้วยกับพระคัมภีร์ที่ว่าเราถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม (การประกาศว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม) ด้วยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น โดยทางความเชื่อเท่านั้น และในพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกที่อ้างตนว่าเป็นคริสตจักรกลับสอนว่าเราถูกนับว่าชอบธรรมได้โดย “ความเชื่อ+ …” ตัวอย่างเช่น “ความเชื่อ+การทำความดี” ที่ทำให้เราเป็นที่ยอมรับต่อพระเจ้า หากเป็นเช่นนั้นจริง ขอให้อยู่ห่างจากคริสตจักรเหล่านั้นจะดีกว่า

บางคริสตจักรยอมรับข่าวประเสริฐแต่ไม่รู้จักข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง ถ้าคุณจี้ถูกจุดข่าวประเสริฐถึงจะถูกแสดงออกมา แต่คริสตจักรไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างสม่ำเสมอเลย ก่อนจะเข้าร่วมคริสตจักรแบบนี้ ผมขอหนุนใจให้คุณมองหาคริสตจักรด้วยความขยันอดทนภายในพื้นที่ใกล้เคียงที่คุณอาศัยอยู่ เพื่อมองหาคริสตจักรที่ยินดีให้ข่าวประเสริฐนำหน้าและเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่คริสตจักรนั้นปฏิบัติ

ดังนั้น แทนที่คุณจะเข้าร่วมคริสตจักรที่ปฏิเสธหรือไม่รู้จักข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง คุณควรมองหาคริสตจักรที่ประกาศข่าวประเสริฐ ชื่นชมยินดีในข่าวประเสริฐ และสนับสนุนส่งเสริมข่าวประเสริฐ ที่คุณสามารถเข้าร่วมได้และรับบัพติศมาจากคริสตจักรนั้น คุณต้องเข้าร่วมคริสตจักรที่มารวมตัวนมัสการด้วยกันทุก ๆ สัปดาห์ที่เสริมกำลังให้คุณยึดมั่นในข่าวประเสริฐและที่ช่วยให้คุณไม่ลืมข่าวประเสริฐ

และทำตามการให้บัพติศมา…

เมื่อคุณได้ปักหลักกับคริสตจักรที่เทศนาประกาศข่าวประเสริฐและทำตามการให้บัพติศมาแล้ว จงปรึกษากับศิษยาภิบาลดูว่าต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร และจงทำตามนั้น การบัพติศมาจะไม่ตามหาคุณ คุณต่างหากที่ต้องตามหาการบัพติศมา

เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร

ตามที่เราได้คุยกันในบทสุดท้าย แม้ไม่ใช่ทุกคริสตจักรที่ให้คนที่รับบัพติศมาแล้ว ในขณะเดียวกันเพิ่มเป็นสมาชิกคริสตจักรเลย การทำแบบนี้ไม่ถูกต้องซึ่งผมเคยลองอธิบายแล้ว คริสตจักรของคุณจะเปิดโอกาสให้คุณทำแบบนั้นได้ ผมขอหนุนใจคุณอย่ารับโอกาสนั้นเลย แต่ให้ดำเนินตามสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการบัพติศมาว่าเป็นอย่างไรและปฏิบัติตามนั้น ถ้าคุณวางใจในพระคริสต์ก็จงรับบัพติศมาเพื่อการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และประกาศความเชื่อของคุณต่อหน้าสาธารณชนเพื่อผูกมัดตัวคุณเองกับพระคริสต์และกับประชากรของพระองค์

แชร์

  • Facebook