ผู้หญิงเป็นศิษยาภิบาลได้ไหม?
Can Women Be Pastors? (Thai edition) · Greg Gilbert
บทนำ
ในคริสตจักรซึ่งผมเป็นศิษยาภิบาลในหลุยส์วิลล์นั้น เรามีโครงการฝึกงานหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือโครงการ “เสวนาการเทศนา” เราเชิญผู้ชายหกคนมาเทศนาให้ฟังกัน และรับฟังคำติชมจากทีมศิษยาภิบาลของคริสตจักร เป้าหมายของเราก็เรียบง่าย คือ เพื่อช่วยคนเหล่านี้ให้เป็นนักเทศน์ที่ดีขึ้น
เรามีอีกโครงการฝึกงานชื่อ “การสัมมนาศาสนศาสตร์คริสตจักร” (เราแย่มากในเรื่องของการตั้งชื่ออย่างสร้างสรรค์) การสัมมนาครั้งนี้รองรับทั้งชายและหญิง เป้าหมายของงานนี้ก็เรียบง่ายเช่นกัน คือ เพื่อสอนบรรดาผู้ฝึกงานว่าเรา คริสตจักรเธิร์ด อเวนู แบ๊บติสต์ได้นำเอาหลักข้อเชื่อของคริสตจักรมาปฏิบัติใช้อย่างไร แต่ละเทอมของสัมมนาศาสนศาสตร์คริสตจักรนี้ ผู้ฝึกงานจำนวนหนึ่งจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ด้านศาสนศาสตร์ในชั้นเรียน-และบางครั้ง เราก็ให้พวกเขาโต้วาทีกันด้วย!
ระหว่างการเทศนาในกลุ่มเสวนาการเทศนาและการนำเสนอประเด็นต่างๆ ในกลุ่มสัมมนาศาสนศาสตร์คริสตจักร ผมได้ยินสมาชิกคริสตจักรมากมายที่ออกมาพูดถึงประเด็นด้านศาสนศาสตร์และข้อปัญหาตามหลักพระคัมภีร์กันอย่างเปิดเผย และทราบหรือไม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมได้พบกับอะไร? ผมพบว่า บ่อยครั้ง ผู้หญิงเป็นนักคิดและนักพูดที่เก่งกว่าผู้ชาย แม้แต่ผู้ชายที่ถูกฝึกอบรมให้เป็นนักเทศน์ด้วยซ้ำไป!
เพื่อความเป็นธรรม ผมไม่ควรจบประโยคก่อนหน้าด้วยเครื่องหมายตกใจ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย ผมหมายความว่าทำไมผู้หญิงบางคนจะเป็นนักคิดและนักพูดที่เก่งกว่าผู้ชายบางคนไม่ได้ล่ะ? ผู้ชายไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าผู้หญิงในการเตรียมตรรกะการโต้แย้ง การตีความพระคัมภีร์ หรือการสื่อสารกับผู้ฟัง ใช่ไหมล่ะ? แต่ถ้านี่เป็นความจริง เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมคริสเตียนบางคนถึงติดอยู่กับแนวคิดว่าผู้ชายเท่านั้นที่สามารถเป็นและสมควรเป็นนักเทศน์? หากเป็นเช่นนี้ ถ้ามีผู้หญิงบางคนเป็นนักเทศน์ที่ยอดเยี่ยม แล้วทำไมคริสตจักรบางที่ถึงไม่อนุญาตให้เธอขึ้นเทศน์ล่ะ? ทำไมยังดึงดันให้เฉพาะผู้ชายเทศนาเท่านั้น? ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากพระเจ้าทรงเรียกผู้หญิงสักคนให้มาเป็นศิษยาภิบาลหรือเป็นนักเทศน์ล่ะ ใครจะบอกกับเธอว่า เธอไม่อาจทำตามการทรงเรียกนั้นได้?
เหล่านี้เป็นคำถามที่สำคัญมาก และในหนังสือเล็กๆ เล่มนี้ ผมตั้งใจจะโต้แย้งว่า พระเจ้าได้ทรงสงวนตำแหน่งศิษยาภิบาล (หรือที่เรียกว่า “ผู้ปกครอง”) และสิทธิอำนาจหน้าที่ในการนำและสั่งสอนให้กับผู้ชายที่มีคุณสมบัติเท่านั้น เราต้องตระหนักตั้งแต่เริ่มแรกว่า นี่ไม่ใช้การโต้เถียงบนพื้นฐานของความสามารถ แต่เป็นการโต้เถียงบนพื้นฐานของสิทธิอำนาจและการออกแบบตั้งแต่การทรงสร้าง-บนพื้นฐานสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่กำหนดและออกแบบคริสตจักรของพระองค์ รวมถึงการการทรงสร้างของพระองค์ ให้เป็นไปในแบบที่พระองค์ทรงประสงค์ และบนพื้นฐานของความรับผิดชอบของเราที่ต้องน้อมรับสิทธิอำนาจนั้น พร้อมทั้งดำเนินไปตามที่ทรงออกแบบไว้
การอภิปรายว่าผู้หญิงควรทำหน้าที่อะไรบ้างในคริสตจักรท้องถิ่นมีบอกไว้อยู่ในพระคัมภีร์หลายตอน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นแบบสตรีที่เป็นผู้นำในประวัติศาสตร์อิสราเอล ไปจนถึงคำสั่งที่หลากหลายหรือข้อห้ามต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในพระคัมภีร์ เช่นเดโบราห์เป็นผู้นำอิสราเอลในพระธรรมผู้วินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในพระกิตติคุณว่า ผู้หญิงเป็นพวกแรกที่พบพระเยซูหลังจากที่เป็นขึ้นจากตาย และการคลุมผมของผู้หญิงระหว่างอธิษฐานในที่ประชุมใน 1 โครินธ์ 11 ดังนั้น เราจะทำอย่างไรกับคำพูดเฉียบแหลมของเปาโลใน 1 โครินธ์ 14 ที่ว่าไม่มีอะไรน่าอายไปกว่าผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาพูดในคริสตจักรล่ะ?
แน่นอนว่า เราคงพูดคุยได้ยาวมากเกี่ยวกับพระวจนะตอนเหล่านั้น แต่ที่จริงแล้วมีพระวจนะอยู่ตอนหนึ่งซึ่งเป็นอย่างที่พวกนักกฎหมายชอบพูดกันว่าเป็น จุดชี้ขาด นั่นคือ 1 ทิโมธี 2:12 พระคัมภีร์ข้อนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญและเป็นเหมือนข้อบ่งชี้ที่แต่ละฝ่ายคิดว่า ผู้หญิงเป็นศิษยาภิบาลได้หรือไม่
ในแง่นี้ แทนที่จะพิจารณาพระวจนะทุกตอนที่อาจตอบคำถามว่า “ผู้หญิงเป็นศิษยาภิบาลได้หรือไม่?” ผมขอพิจารณาพระคัมภีร์ข้อนี้ (1 ทิโมธี 2:12) ตามบริบท เพื่อให้เราเข้าใจว่า เปาโลกำลังพูดอะไรตรงนี้และพูดทำไมด้วย โดยผมเองหวังว่าผลที่ได้คือ เราจะไปไกลกว่าแค่การยกมือขึ้นแล้วพูดว่า ”เอาล่ะ ตามนั้นก็ตามนั้น หวังว่าเราจะเชื่อฟังนะ” แต่เป็นไปถึงจุดที่ว่า “หืมม นี่มันลึกซึ้งมากนะ เรายินดีที่จะเชื่อฟัง”
ให้เรามาเริ่มกันเลย
บทที่ 1: ข้อบ่งชี้: 1 ทิโมธี 2:12
ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสั่งสอนหรือควบคุม [มีอำนาจเหนือ] ผู้ชาย แต่ให้เธออยู่เงียบๆ (1 ทิโมธี 2:12)
การหารือเรื่องนี้สามารถสรุปประเด็นได้ว่า เราคิดอย่างไร เมื่ออัครทูตเปาโลพูดว่าผู้หญิงไม่ควร “สั่งสอนหรือมีอำนาจเหนือผู้ชาย” ขอผมเข้าสู่ประเด็น วลีนี้อธิบายถึงทั้งตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง เรารู้ได้อย่างไร? เพราะเปาโลมักจะใช้สองคำนี้ คือคำว่า ”สั่งสอนและอำนาจ” คู่กัน เมื่อพูดถึงบรรดาผู้ปกครองในคริสตจักร ลองมาพิจารณาตัวอย่าง:
- ใน 1 ทิโมธี 4:11 เปาโลสั่งทิโมธีในฐานะผู้นำคริสตจักรในเอเฟซัสว่า “จงสั่งและสอน”
- ใน 1 ทิโมธี 3 บรรดาผู้ปกครองถูกบรรยายว่าเป็นทั้ง “ผู้ดูแลและเป็นผู้สอน”
- ใน 1 ทิโมธี 5:17 เปาโลให้เกียรติบรรดาผู้ปกครองที่ “ปกครองดี” และ “ตรากตรำในการเทศนาและสั่งสอน”
ในความคิดของเปาโล พวกผู้ปกครองสั่งสอนและใช้สิทธิอำนาจในคริสตจักร นี่คือสิ่งที่พวกผู้ปกครองทำ และนั่นคือเหตุผลที่มีตำแหน่งหน้าที่นี้
ดังนั้น เมื่อเปาโลพูดถึงการสั่งสอนและการมีสิทธิอำนาจใน 1 ทิโมธี 2:12 เปาโลไม่ได้พูดถึงการสั่งสอนหรือสิทธิอำนาจแบบทั่วไป แต่กำลังพูดถึงสิทธิอำนาจในการเป็นผู้นำและการสั่งสอนคริสตจักร-ตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ของเหล่าศิษยาภิบาล/บรรดาผู้ปกครอง
ตอนนี้ผมรู้สึกถึงความต้องการคุณสมบัติในหน้าที่นี้แล้ว แน่นอนว่าเปาโลไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงไม่สามารถสั่งสอนผู้ชายคนไหนได้เลยในทุกบริบท เพราะแม้ปริสสิลาก็ยังเป็นคนสอนอปอลโลในเรื่องพระคัมภีร์ (กิจการ 18:24-26) รวมถึง ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงไม่สามารถใช้สิทธิอำนาจใดๆ เหนือผู้ชายในชีวิตคริสตจักรได้เลย ราวกับว่าผู้หญิงไม่อาจมอบหมายให้ผู้ชายดูแลชั้นเด็กเล็กในบางอาทิตย์ได้ ประเด็นของเรื่องคือ สิทธิอำนาจหรือความผูกพันของสามัญสำนึกในการสั่งสอนและการนำ-การสอนหลักคำสอนในคริสตจักรด้วยพระวจนะ และการกำหนดทิศทางการปกครองของคริสตจักร นี่คือสิ่งที่เปาโลสงวนไว้สำหรับผู้ชายที่มีคุณสมบัติ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีความแตกต่างระหว่างศิษยาภิบาล (หรือแม้แต่ไม่ใช่ศิษยาภิบาล) ที่ขึ้นไปยืนบนธรรมาสน์ในที่ประชุมวันอาทิตย์ แล้วพูดว่า “นี่คือสิ่งที่มาระโก 14 สอน” ซึ่งทั้งคริสตจักรจะน้อมรับไว้ว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาควรเชื่อ กับการที่สมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักรไปพูดกับเพื่อนทีหลังว่า “นี่ก็คือสิ่งที่ฉันคิดว่า มาระโก 14 หมายถึง” เพื่อนคนนั้นจะไม่รับความคิดเห็นนี้ในฐานะคำสอนที่เป็นทางการของคริสตจักร
ในแง่นี้ สำหรับคำถามที่ว่า “ผู้หญิงเป็นศิษยาภิบาลได้ไหม?” คำตอบก็คือ.. ไม่ได้ ผู้หญิงเป็นพระฉายที่น่าทะนุถนอมของพระเจ้า เป็นสมาชิกที่ขาดไม่ได้ของคริสตจักร และพวกเธอควรปรนนิบัติรับใช้ในทุกวิถีทางที่ทำได้ในคริสตจักร-ยกเว้นรับตำแหน่งหรือทำหน้าที่ศิษยาภิบาล/ผู้ปกครอง นั่นคือสิ่งที่เปาโลพูด
แค่นั้นแหละ เป็นแบบนี้เลย
แต่ถ้านั่นคือทุกอย่างที่เราได้-แค่คำสั่งตามคำบัญชา-นี่ย่อมไม่เป็นที่พอใจ ใช่ไหม? เพราะถึงอย่างไร นี่ยังทำให้เรารู้สึกคาใจว่าบางที 1 ทิโมธี 2:12 อาจเป็นเพียงซากของวัฒนธรรมเกลียดชังผู้หญิงที่หมดยุคไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง นักวิชาการหลายคนก็ได้ให้คำแนะนำของคำอธิบายนี้ไว้ด้วยว่า
แต่นั่นเป็นการประเมินคำพูดของเปาโลอย่างเป็นธรรมหรือไม่?
ผมไม่เห็นว่าเป็นธรรมนัก ถ้าเราอ่านต่อไป จะพบว่าคำสั่งของเปาโลไม่ได้เป็นผลมาจากวัฒนธรรมของเขา แต่มาจากการทรงสร้าง ขอให้ดูพระคัมภีร์ข้อต่อไป:
เพราะพระเจ้าทรงสร้างอาดัมก่อน แล้วจึงสร้างเอวา และอาดัมไม่ได้ถูกล่อลวง แต่ผู้หญิงถูกล่อลวงและทำบาป (1 ทิโมธี 2:13-14)
ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่แค่ข้อโต้แย้ง แต่เป็นถ้อยคำดูหมิ่นที่ถูกสุ่มเลือกมาใช้อ้างไปเท่านั้น
อย่าเพิ่งคิดไปไกล ถ้าเราใช้เวลาคิดในสิ่งที่เปาโลพูดสักนิด ถอยออกมา และพิจารณาสิ่งที่เปาโลพูดจากบริบท เราจะพบว่าการที่เปาโลอ้างถึงการทรงสร้างนั้น ทั้งน่าสนใจและงดงาม
ตลอดทั้งพระธรรม 1 ทิโมธี 2 เปาโลใช้เวลาใคร่ครวญจากปฐมกาล 1-3 ไม่ใช่ในฐานะกล่องสมบัติที่เต็มด้วยข้อพระคัมภีร์ที่ใช้สนับสนุนแนวคิด แต่ในฐานะกรอบศาสนศาสตร์เพื่อป้องกันไม่ให้คริสตจักรต้องเผชิญข้อผิดพลาดที่ร้ายแรง และความคิดหลักที่เปาโลพยายามจะสื่อสารตลอดบทนี้คือ ในการทรงสร้างนั้น พระเจ้าได้ทรงออกแบบและสถาปนาทั้งระบบของสิทธิอำนาจ โดยจุดสูงสุดของระบบสิทธิอำนาจนี้คือการทรงปกครองของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาลนี้ และโครงสร้างสิทธิอำนาจที่งดงามนั้นคือสิ่งที่มารซาตานได้เข้ามาโจมตีและมุ่งมั่นที่จะทำลายผ่านทางความบาปของมนุษย์ เราอาจปรับคำพูดของเปาโลนี้ที่มีต่อทิโมธีว่า “ทิโมธี อย่าปล่อยให้ความยุ่งเหยิงที่ซาตานก่อขึ้นในการทรงสร้างนั้น แพร่กระจายไปทั่วคริสตจักร!”
นี่คือประเด็นที่ผมต้องการนำเสนอ การสงวนตำแหน่งศิษยาภิบาลไว้สำหรับผู้ชายที่มีคุณสมบัติ ไม่ได้ทำโดยปราศจากเหตุผล แต่หยั่งรากมาจากโครงสร้างตามสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้สถาปนาไว้ในสวนเอเดน และการจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราจะย้อนกลับไปคิดใคร่ครวญปฐมกาล 1-3 และทันทีที่เราเข้าใจปฐมกาลแล้ว เราจะกลับไปที่ 1 ทิโมธี 2 และพิจารณาว่า กรอบตามเรื่องราวในการทรงสร้างทำให้เราเห็นลักษณะและความสอดคล้องตลอดทั้งบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งอย่างเฉพาะเจาะจงของเปาโลใน 1 ทิโมธี 2:12 อย่างไร
บทที่ 2: พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้อย่างไร
ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และจากนั้นไม่นาน ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่จุดสูงสุดของการทรงสร้าง สิ่งมีชีวิตพิเศษสิ่งเดียวที่ถูกสร้างตามพระฉายของพระเจ้า คือมนุษย์
แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในท้องฟ้าและฝูงสัตว์ใช้งาน ให้ปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินทั้งหมด” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้าพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขา ตรัสกับพวกเขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในท้องฟ้า กับสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินทั้งหมด” (ปฐมกาล 1:26-28)
โมเสส ผู้บันทึกเรื่องราวในปฐมกาล ได้เน้นให้เห็นคุณลักษณะสำคัญบางประการของมนุษยชาติ ประการแรก พระเจ้าตรัสว่า มนุษย์ ทั้งชายและหญิง-ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระองค์ สิ่งนี้แปลว่าอะไร? นักศาสนศาสตร์หลายคนได้ปล้ำสู้กับคำถามนี้มานานนับหลายพันปี เรื่องนี้ได้ถูกเขียนขึ้นจนเก็บเป็นหนังสือได้หลายห้องสมุดแล้ว
นักศาสนศาสตร์บางคนกล่าวว่า การถูกสร้างตามพระฉายของพระเจ้าหมายถึง เราสะท้อนความสามารถทางอารมณ์และทางเหตุผลของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ความสามารถพิเศษของเราในการให้เหตุผล การแสดงเจตจำนง หรือแม้แต่การตระหนักรู้ได้เองนั้น สะท้อนถึงความสามารถของพระเจ้าที่จะทรงทำเช่นนี้ บางคนกล่าวว่า การถูกสร้างตามพระฉายของพระเจ้ารวมถึงองค์ประกอบในแง่ความสัมพันธ์ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงเป็นอยู่นิรันดร์ในการสามัคคีธรรมระหว่าง พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น เราในฐานะมนุษย์เกิดขึ้นเพื่ออยู่ในความสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับมนุษย์ด้วยกัน
ข้อเสนอแนะทั้งสองนี้แสดงให้เห็นแง่มุมสำคัญบางด้านของการเป็นพระฉายของพระเจ้า แต่ยังมีความหมายเชิงซ้อนซึ่งโมเสสเน้นเอาไว้และบางทีอาจจะมีความสำคัญมากกว่าแง่มุมก่อนหน้านั้น การมีพระฉายของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงการพูดถึงความสามารถหรือความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง สิ่งที่เราต้องทำในโลกนี้ งานที่พระเจ้าทรงสร้างให้เราทำ
นั่นฟังดูคลุมเครือมาก และสิ่งที่ผมหมายถึงในตอนนี้คือ ในโลกยุคโบราณ เป็นเรื่องปกติที่บรรดากษัตริย์ยิ่งใหญ่จะสร้างรูปปั้นของตนเองขึ้น เพื่อเตือนประชาชนถึงความยิ่งใหญ่และการปกครองของกษัตริย์ ตัวอย่างเช่น ปฏิมากรทองคำของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่มีความสูง 27 เมตร ที่ถูกสร้างขึ้นมาตาม “รูปลักษณ์” ของตัวเองในพระธรรมดาเนียล 3 ปฏิมากรเหล่านี้มีเพื่อเตือนใจผู้คนที่อยู่ใต้การปกครองของว่า ใครคือผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ และใครที่พวกเขาต้องแสดงความจงรักภักดี
ในแง่นี้ ขอให้กลับมาดูปฐมกาล 1:28 อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าทรงมอบหมายอาดัมและเอวาให้มีลูกดกทวีขึ้นเต็มแผ่นดินโลก และให้มีอำนาจครอบครองเหนือแผ่นดินโลก-เพื่อปฏิบัติใช้อำนาจในฐานะนาย ปกครอง และมีสิทธิอำนาจ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นประติมากรรมน้อยๆ ที่มีชีวิต และเมื่อมนุษย์ปกครองจักรวาลอย่างดีงามและยุติธรรมก็จะสะท้อนการปกครองของพระเจ้าที่ดีกว่าและสูงส่งกว่า มนุษย์ถูกเรียกให้เป็นผู้อารักขาที่จงรักภักดีซึ่งปกครองดูแลและรายงานต่อองค์จอมกษัตริย์สูงสุด
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะในการทรงสร้างนั้น พระเจ้าได้ทรงใส่ระบอบและโครงสร้างสิทธิอำนาจในการปกครองเข้าไปในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงครอบครองสูงสุด; ชายและหญิง-ปฏิมากรรมน้อยของพระองค์-ปกครองภายใต้การทรงครอบครองของพระองค์ เรายังพบหลักฐานเพิ่มเติมของการปกครองของอาดัมที่อยู่เหนือสิ่งทรงสร้างในปฐมกาล 2:19-20:
“พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงปั้นสัตว์ทุกชนิดในท้องทุ่ง และนกทุกชนิดในท้องฟ้าจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่า เขาจะเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น ชายนั้นจึงตั้งชื่อสัตว์ใช้งานทุกชนิด และนกในอากาศและสัตว์ป่าทุกชนิด แต่ชายนั้นยังไม่พบคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับเขา”
คุณเคยคิดหรือไม่ว่าทำไมเรื่องราวเล็กๆ แปลกๆ แบบนี้ถึงถูกบันทึกไว้ในพระวจนะของพระเจ้า? เป็นที่ชัดเจนว่า เรื่องนี้ทำให้อาดัมหมดข้อสงสัยว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นเหมาะที่จะมาเป็นคู่ชีวิตที่ดีของอาดัมเลย คุณคงนึกภาพความท้อใจของอาดัมออก เมื่อเห็นสัตว์ตัวสุดท้ายเดินผ่านหน้าไป แล้วอาดัมก็เปรยกับพระเจ้าว่า “ม้าลาย ก็ไม่น่าใช่ แต่ผมก็ยังชื่นชมในความสร้างสรรค์ของพระองค์”
แต่ยังมีอีกเหตุผลที่โมเสสบันทึกถึงการตั้งชื่อสัตว์ต่างๆ ของอาดัม ในการทำเช่นนั้น อาดัมได้ใช้สิทธิอำนาจที่พระเจ้ามอบให้ในการปกครองเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย (1:28) แม้แต่ในวัฒนธรรมปัจจุบัน เรารู้ดีว่าการตั้งชื่อบางสิ่งเป็นการแสดงอำนาจเหนือสิ่งนั้น เมื่อพ่อแม่ตั้งชื่อลูกพวกเขาก็แสดงถึงสิทธิอำนาจเหนือลูก เมื่อบางคนตั้งชื่อให้รถยนต์-ภรรยาของผมครั้งหนึ่งเคยตั้งชื่อให้รถของเธอว่า “เยลลี่บีน” นั่นเป็นการกระทำด้วยสิทธิอำนาจที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ดี คุณมองออกหรือไม่ เมื่ออาดัมตั้งชื่อให้สัตว์ต่างๆ เหล่านั้น เขาก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนกษัตริย์ของพวกมัน เขาได้ใช้สิทธิอำนาจและการปกครองเหนือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้มอบให้เขา
แต่มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น:
“แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงซี่หนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูก ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น ชายนั้นจึงว่า “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะเรียกคนนี้ว่าหญิง เพราะคนนี้ออกมาจากชาย” (ปฐมกาล 2:21-23)
อาดัมเป็นคนตั้งชื่อให้เอวา แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่า เอวาอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์ทั้งหลาย ปฐมกาล 1:26-27 กล่าวไว้อย่างน้อยสี่ครั้งว่า เช่นเดียวกับอาดัม เอวาถูกสร้างขึ้นตามพระฉายและตามแบบของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น วลีในปฐมกาล 1:28 ที่ว่า “จงมีอำนาจเหนือ” นั้นเป็นพหูพจน์ ถูกใช้ทั้งกับชายและหญิง แต่แม้ว่าอาดัมและเอวาทั้งคู่ปกครองจักรวาลในฐานะราชาและราชินี พระเจ้ายังคงจัดตั้งโครงสร้างสิทธิอำนาจไว้แม้ในความสัมพันธ์ชีวิตคู่สมรสของทั้งสอง อาดัมได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่รับผิดชอบตามสิทธิอำนาด้วยความรักเหนือเอวาผู้เป็นภรรยา
คุณเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในบทแรกๆ ของพระธรรมปฐมกาลหรือไม่? พระเจ้าทรงออกแบบกรอบอันงดงามของพระราชอำนาจที่ครอบคลุมทั่วทั้งจักวาลของพระองค์ อาดัมและเอวาใช้อำนาจของพระเจ้านี้ในการปกครองอยู่เหนือสรรพสัตว์ต่างๆ ขณะที่ในความสัมพันธ์ของพวกเขา อาดัมสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าเมื่อเขาถือสิทธิอำนาจเหนือภรรยา และผู้ที่ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งทั้งสิ้นนั้นคือองค์จอมกษัตริย์สูงสุดเหนือจักรวาล พระเจ้าพระองค์เอง
บ่อยครั้ง สิทธิอำนาจมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเชิงลบ การกดขี่ข่มเหง หรือเป็นแนวคิดแบบเผด็จการ นั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะว่าตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์คนบาปได้นำสิทธิอำนาจไปใช้ในทางที่ผิด แต่สิทธิอำนาจในตัวของมันเองไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และนี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในปฐมกาล หรือเป็นแนวคิดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา อันที่จริง สิทธิอำนาจคือส่วนหนึ่งของระบบระเบียบที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และเมื่อการงานแห่งการทรงสร้างของพระองค์เสร็จสิ้นลง โครงสร้างสิทธิอำนาจตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ในโลกนั้นจึงทั้งดีและงดงาม
นี่จึงอธิบายได้ว่า ทำไมซาตานถึงไม่เคยคิดที่จะหยุดทำลายโครงสร้างสิทธิอำนาจนี้
บทที่ 3: ซาตานทำลายโครงสร้างสิทธิอำนาจนี้ลงอย่างไร
เมื่อผ่านมาไม่นาน ทุกอย่างก็ออกนอกลู่นอกทางไป คุณคงคุ้นเคยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในปฐมกาล แต่ผมคิดว่า มันคุ้มที่จะกลับไปย้อนดูอีกครั้ง โดยเฉพาะในแง่มุมที่เป็นคำถามที่เราศึกษาในหนังสือเล่มนี้
โมเสสได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ดังนี้
ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด ที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด
มันถามหญิงนั้นว่า “จริงหรือ? ที่พระเจ้าตรัสว่า “ห้ามพวกเจ้ากินผลจากต้นไม้ทุกต้นในสวนนี้” หญิงนั้นจึงตอบงูว่า “ผลของต้นไม้ในสวนนี้เรากินได้ เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสว่า “ห้ามพวกเจ้ากินและถูกต้องเลย มิฉะนั้นพวกเจ้าจะตาย” งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า “พวกเจ้าจะไม่ตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วพวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว” เมื่อหญิงนั้นเห็นว่าต้นไม้นั้นดีน่ากิน ทั้งเป็นต้นไม้น่าปรารถนาที่ทำให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีที่อยู่กับเธอกินด้วย เขาก็กิน (ปฐมกาล 3:1-6)
บางคนมีปัญหากับเรื่องราวนี้ และให้ความเห็นว่า การลงโทษที่พระเจ้ากำหนดให้คือความตายนั้น เป็นการลงโทษเกินเหตุ อาดัมและเอวากินผลไม้แค่ชิ้นเดียว ถึงกับต้องตายเลยหรือ? ใช่ พวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่ทำไมพระองค์ต้องตั้งกฎเกณฑ์หยุมหยิมขนาดนี้ตั้งแต่แรก?
แต่อาดัมและเอวาได้ทำมากกว่าการไม่เชื่อฟังกฎเกณฑ์หยุมหยิม พวกเขากบฏต่อพระเจ้า ต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า การปกครองเหนือจักรวาลของพวกเขานั้นมีขอบเขตจำกัด มีพระราชอำนาจและพระราชบัลลังก์อยู่เหนือกว่าพวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขากินผลไม้นั้น พวกเขาไม่เพียงแต่ทำบาปเล็กน้อยเท่านั้น แต่พวกเขากำลังโค่นพระราชอำนาจของพระเจ้า ประกาศตนเป็นอิสระจากพระองค์ พวกเขาไปร่วมกับซาตานในการก่อกบฏต่อฟ้าสวรรค์ พวกเขากำลังประกาศสงครามต่อต้านพระเจ้า
ซึ่งมันเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมซาตานถึงล่อลวงเอวา แทนที่จะเป็นอาดัม? เปาโลกล่าวถึงเรื่องนี้ใน 1 ทิโมธี 2:12-14 ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ผู้คนได้พยายามตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบที่พูดตรงๆว่า ดูเหมือนจะโง่เขลา “เพราะผู้หญิงใจอ่อนกว่าผู้ชาย ดังนั้น ซาตานจึงคิดว่าการล่อลวงเธอน่าจะง่ายกว่าอาดัม” “ผู้หญิงนั้นยั่วยวนเก่ง ซาตานจึงคิดว่าตนจะทำให้เอวาไปยั่วยวนอาดัม” คำตอบที่ถูกต้อง คือ ซาตานไม่เคยสนใจจะล่อลวงอาดัมคนเดียวให้ทำบาปเล็กๆ นี้ต่อพระเจ้าเลย มันต้องการที่จะโค่นล้มโครงสร้างสิทธิอำนาจทั้งสิ้นที่พระเจ้าได้สถาปนาไว้ในโลก มันต้องการให้หญิงนั้นไปชักจูงให้ชายก่อการกบฏต่อพระเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้น คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมซาตานถึงมาหาเอวาในรูปลักษณ์ที่เป็นสัตว์? ทำไมไม่มาปรากฏตัวเป็นมนุษย์คนหนึ่งหรือเป็นทูตแห่งความสว่าง? อีกครั้งหนึ่ง เป้าหมายของซาตานไม่ใช่แค่ให้อาดัมและเอวาทำบาปเท่านั้น แต่มันต้องการขัดขวางและทำลายโครงสร้างสิทธิอำนาจทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น มันต้องการสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ของการก่อกบฏให้กระทบไปทั่วทั้งจักรวาล แผนการของซาตานก็คือใช้สัตว์ตัวหนึ่งมาชักจูงผู้หญิงให้ไปชักจูงผู้ชายให้ไปประกาศสงครามต่อต้านพระเจ้า
และที่เราสงสัย ทำไมต้องเป็นงู? ทำไมซาตานไม่มาหาเอวาในรูปแบบอื่น…ที่ดีกว่า? แน่นอน เอวาคงต้องประทับใจในช้าง หรือม้าหรือบางสิ่งมากกว่า อีกครั้งที่เราพบคำตอบเมื่อเราเข้าใจกลยุทธของซาตาน มันมาในรูปลักษณ์ของงู เพราะอย่างน้อยในเชิงสัญลักษณ์ งูเป็นสัตว์ที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสัตว์ชนิดต่างๆ จึงทำให้การก่อกบฏล้มเป็นลูกโซ่โดมิโน เริ่มจากด้านล่างสุดขึ้นมาถึงด้านบน จากก้นบึงสู่ยอดสูงสุด นี่เป็นแผนการที่ครอบคลุมและเลวร้าย ทำให้ซาตานสามารถจะเยาะเย้ยพระเจ้าได้มากขึ้น ถ้าทำได้สำเร็จ นี่ไม่ใช่สัตว์ตัวหนึ่ง แต่เป็นสัตว์ที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งจะไปชักจูงผู้หญิงให้ไปชักจูงผู้ชายให้กบฏต่อพระเจ้า
คุณเห็นประเด็นสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้หรือยัง? บาปไม่ใช่แค่ “การทำสิ่งที่ผิด” เท่านั้น บาปคือการกบฏต่อพระเจ้า บาปพลิกการออกแบบและการจัดระบบสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าให้คว่ำลงมา บาปเป็นการประกาศสงครามต่อองค์จอมกษัตริย์แห่งจักรวาล ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจที่บทลงโทษของบาปคือความตาย ไม่มีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่องค์ไหน หรือบทบัญญัติอันยุติธรรมใดที่เห็นการก่อกบฏเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย
เพื่อให้ตรงประเด็นของหนังสือยิ่งขึ้น พระเจ้าทรงสร้างให้สิทธิอำนาจอยู่ในสิ่งทรงสร้างของพระองค์ตั้งแต่เริ่มแรก และกลยุทธ์อุบายของซาตาน-แผนการแห่งความอัปยศสูงสุดที่มันต้องการให้เกิดแก่พระเจ้า-คือการทลายโครงสร้างสิทธิอำนาจที่ทั้งดีและงดงามเหล่านั้นลง คุณตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้หรือไม่? ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้อีก คือการทำลายสิทธิอำนาจอันดีงามที่พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งขึ้น โดยการร่วมมือกับซาตานในการก่อกบฏต่อพระเจ้า เหมือนกับที่งูทำ
นี่คือสิ่งที่เปาโลคิดขณะเขียน 1 ทิโมธี 2 นั่นคือเดิมพัน และเป็นการเดิมพันที่สูงทีเดียว
แต่ก่อนที่เราจะย้อนกลับไปที่นั่น ผมอยากให้ไปดูพระวจนะอีกตอนหนึ่งในปฐมกาล 3 เพราะผมคิดว่าจะช่วยให้เราเห็นว่าทำไมเปาโลจึงเรียบเรียง 1 ทิโมธี 2 อย่างที่เขาทำ ให้เรามาดูปฐมกาล 3:16-19 เมื่อพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ชาติ:
พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า
“เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากมากขึ้นแก่เจ้า
และเมื่อเจ้ามีครรภ์ เจ้าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด
ถึงกระนั้น เจ้าจะยังปรารถนาในสามีของเจ้า และเขาจะปกครองตัวเจ้า”
พระองค์จึงตรัสแก่ชายนั้นว่า
“เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา
และกินผลจากต้นไม้ที่เราสั่งไม่ให้กินผลจากต้นนั้น….”
แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะเจ้า
เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากตลอดชีวิต
ต้นไม้และพืชที่มีหนามจะงอกขึ้นบนดินแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชตามท้องทุ่ง
เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเจ้าถูกนำมาจากดิน
และเพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม (ปฐมกาล 3:16-19)
ขณะที่ทรงสาปแช่งงู พระเจ้าทรงสัญญาจะส่ง “พงศ์พันธุ์” ของหญิงที่จะมาทำในสิ่งที่อาดัมควรทำ-ขยี้หัวงูให้แหลก และเหวี่ยงมันออกไปให้พ้นจากสวน (ปฐมกาล 3:15) และในที่สุด พระเยซูได้ทรงทำให้พระสัญญานี้สำเร็จ ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าพระสัญญานี้ในปฐมกาล 3
แต่เพื่อจะตอบวัตถุประสงค์ของเรา ผมต้องการพิจารณาสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าจะเป็นบาปต้นแบบ ซึ่งจะกลายเป็นลักษณะเด่นของชายและหญิงในโลกที่ล้มลงในบาป-บาปที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกัน
ประการแรก ดูสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับหญิงนั้นในวลีสุดท้ายของข้อ 16: “ถึงกระนั้น เจ้าจะยังปรารถนาในสามีของเจ้า” นี่ออกจะเป็นวลีที่แปลกประหลาดนิดๆ ตกลงเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? มองเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่อาดัมควรจะตื่นเต้น แต่จำได้หรือไม่: พระเจ้าตรัสว่านี่คือคำสาปแช่ง ดังนั้น น่าจะถูกต้องกว่า ถ้าคิดว่า การที่เอวา “ปรารถนา” ในสามีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ดี
แล้วเราก็ได้ตัวช่วยให้เข้าใจวลีนี้ โดยการเปิดไปที่ปฐมกาล 4 ในบทนี้เราพบว่าพระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านี้กับคาอิน: “ถ้าเจ้าทำดี เจ้าก็จะเป็นที่ยอมรับไม่ใช่หรือ? ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้น” (ปฐมกาล 4:7) อีกครั้งหนึ่ง มีคำว่า “อยาก/ปรารถนา” อีกแล้ว “ความปรารถนาของบาป…จะตะครุบเจ้า คาอิน” แต่ว่านี่หมายถึงอะไร? วลีถัดไป “เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้น” คือตัวช่วยของเรา ความปรารถนาของบาปต่อคาอินไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะถึงอย่างไร บาปก็ปรารถนาจะปกครองเขา มีอำนาจเหนือเขา และทำลายเขา-และที่เขาต้องตอบสนองคือ ต้องปกครองมัน อยู่เหนือมัน มีอำนาจเหนือมัน ต่อสู้กับมัน และทำลายมันเสีย
ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าหมายถึงอะไร เมื่อพระองค์ตรัสว่า เอวาจะปรารถนาในสามีของเธอ เธอจะปรารถนาในตัวเขาเหมือนที่บาปปรารถนาในตัวคาอิน เธออยากจะมีอำนาจเหนือเขา เป็นนายเหนือเขา และล้มล้างเขา นั่นเป็นบาปต้นแบบของเธอ และอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเรื่องของสิทธิอำนาจ
ประการที่สอง ดูว่าพระเจ้าตรัสอะไรกับชาย บาปต้นแบบของอาดัมเกี่ยวข้องกับสิทธิอำนาด้วย สังเกตดูสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่า ชายจะตอบสนองต่อความปรารถนาของหญิงที่ต้องการเป็นนายเหนือตัวเขาอย่างไร: “เขาจะปกครองตัวเจ้า” (ปฐมกาล 3:16) นั่นไม่ใช่การปกครองที่เมตตาใจดี ยุติธรรม ในทางพระเจ้าอย่างที่พระองค์ได้มอบให้มนุษย์ในตั้งแต่แรก นี่เป็นการปกครองที่รุนแรงและบดขยี้อย่างที่คาอินต้องใช้จัดการกับบาป ผู้หญิงจะแสวงหาการปกครองและเป็นนายเหนือผู้ชาย ผู้ชายจะบิดเบือนสิทธิอำนาจของตัวเองให้กลายเป็นการมีอำนาจเหนือผู้หญิงอย่างทารุณ
พระเจ้าทรงเปิดเผยบาปต้นแบบอีกชนิดของผู้ชายด้วย นี่กลายเป็นภาพสะท้อนการปกครองของชายที่กดขี่ต่อหญิง ในคำสาปแช่ง พระเจ้าทรงกล่าวโทษอาดัมด้วยถ้อยคำเหล่านี้: “เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา” (ปฐมกาล 3:17) แทนที่จะใช้สิทธิอำนาจที่มีเพื่อปฏิเสธบาป ตำหนิต่อว่าเอวา และขับไล่ซาตานออกไปจากสวน อาดัมกลับล้มเหลวในหน้าที่รับผิดชอบและสละตำแหน่งสถานะของตนเอง เขาปล่อยให้เอวามาทำหน้าที่แทน ทั้งที่เขาควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้เอง คุณเห็นหรือไม่ว่า พระเจ้าพรรณนาบรรดาความบาปต้นแบบที่สะท้อนถึงภาพพจน์ของชายอย่างไร? บาปเหล่านี้เป็นความรุนแรงและการเพิกเฉย การมีอำนาจเหนือผู้อื่น และการละทิ้งความรับผิดชอบ
ขอจงจำไว้ว่า ในโลกที่ล้มลงในบาปนี้ การล่อลวงที่เป็นต้นแบบของผู้หญิงคือการพยายามที่จะมีอำนาจเหนือผู้ชาย และการล่อลวงต้นแบบของผู้ชายคือการตอบสนองโดยบดขยี้ผู้หญิง หรือการละทิ้งความรับผิดชอบของตนให้ผู้หญิงไป นี่เป็นภาพที่น่ากลัวใช่ไหมล่ะ? อาดัมและเอวาไม่เพียงแค่ร่วมมือกับซาตานโค่นล้มโครงสร้างสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือจิตใจของพวกเขาถูกบิดเบือนกลายเป็นสัญชาตญาณที่ดุร้าย เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างเหล่านั้นจะไม่ถูกสร้างกลับขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้โครงสร้างเหล่านี้สงบลงเมื่อใดก็ตามที่พวกมันเริ่มสร้างขึ้นใหม่
เราได้เจาะลึกลงไปในปฐมกาล 1-3 ไปแล้ว ตอนนี้ให้เรากลับไปที่ 1 ทิโมธี 2 และดูว่าทั้งหมดนี้ปรากฏในความคิดของเปาโลได้อย่างไร และถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเจาะจงในคำสอนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของศิษยาภิบาลอย่างไร
บทที่ 4: ปฐมกาล 1-3 เป็นกรอบกำหนด 1 ทิโมธี 2 อย่างไร
1 ทิโมธี 2 ไม่ใช่เป็นตำราศาสนศาสตร์แบบสำเร็จรูป แต่เป็นยารักษาโรคที่เปาโลนำมาใช้กับอาการป่วยเฉพาะเจาะจงและแสนอันตรายนี้ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรเอเฟซัส-คริสตจักรที่ทิโมธีเป็นศิษยาภิบาลอยู่ แล้วอาการป่วยนั้นคืออะไร? เห็นได้ชัดว่า คริสตจักรเต็มไปด้วยผู้สอนเทียมเท็จ คำสอนของพวกเขาคุกคามคริสตจักรถึงกระทั้งว่าอาจจะพังคริสตจักรลงมาได้เลย เปาโลไม่ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าสอนเทียมเท็จในเรื่องใด แต่ก็ได้ให้เบาะแสไว้บ้าง
ประการแรก พวกสอนเทียมเท็จนี้สามารถผสมผสานการรักษาบทบัญญัติที่เคร่งครัดชนิดสุดโต่งกับการปล่อยเนื้อปล่อยตัวสุดโต่ง จนกลายเป็นลูกไฟแห่งความผิดพลาด (เทียบกับ 1 ทิโมธี 1:6-11 และ 4:1-5) พวกเขามัวเมาอยู่กับการปั่นเส้นด้ายแห่งจินตนาออกมาจากเนื้อหาของพระคัมภีร์เดิม เห็นได้ชัดว่า คนพวกนี้สนใจกับเรื่องลำดับวงศ์ตระกูลเป็นพิเศษ (1 ทิโมธี 1:3-4) 1 ทิโมธีบทที่ 5 ชี้ให้เห็นว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการทำให้พวกผู้หญิงในคริสตจักรติดตามพวกเขาไปได้
ประการที่สอง ผู้สอนเทียมเท็จเหล่านี้พยายามเรียกร้องคริสเตียนให้ละทิ้งบทบาทหน้าที่และข้อผูกมัดต่างๆ ทางโลก ให้ปฏิเสธสิทธิอำนาจภาครัฐทางการ แม้กระทั่งปฏิเสธคำสอนในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของชายและหญิงด้วย ตัวอย่างเช่นใน 1 ทิโมธี 5:14-16 เปาโลเรียกร้องให้บรรดาหญิงสาวแต่งงาน มีบุตรธิดาและจัดการดูแลบ้านเรือนให้เรียบร้อย การละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบของตนก็เท่ากับการ” หลงตามซาตานไปแล้ว” นี่อาจเป็นคำสอนเทียมเท็จที่เคยสร้างผลกระทบให้กับคริสตจักรที่เมืองโครินธ์เมื่อสองสามปีก่อนหน้า-คือเชื่อว่าการเป็นขึ้นจากตายได้เกิดขึ้นกับคริสเตียนแล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงได้รับการปลดปล่อยจากการดูแลและภาระหน้าที่ของตนเองในโลกนี้ เราไม่รู้แน่ชัดว่าพวกสอนเทียมเท็จเหล่านี้เชื่ออะไร แต่ดูเหมือนจะสร้างผลกระทบให้กับคริสเตียนไปทั้งคริสตจักร ทั้งชายและหญิง-ต่างประกาศตนว่าเป็นอิสระจากข้อผูกมัดของโลกและได้รับอิสระที่จะดำเนินชีวิตแบบปล่อยเนื้อปล่อยตัว
เปาโลพูดถึงความผิดพลาดนี้ใน 1 ทิโมธี 2 เจ็ดข้อแรกของ 1 ทิโมธี 2 ไม่ใช่แค่เรียกร้องให้คริสเตียนอธิษฐานเผื่อผู้มีอำนาจในบ้านเมือง แต่ข้อเหล่านั้นเป็นคำตำหนิแนวคิดว่าคริสเตียนไม่มีภาระผูกพันใดๆ กับบรรดาผู้มีอำนาจอีกต่อไป เปาโลเตือนคริสเตียนชาวเอเฟซัสว่า พวกเขายังอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ดังนั้นจึงต้องอธิษฐานเผื่อบุคคลเหล่านี้
มาถึงจุดนี้ใน 1 ทิโมธี 2 เปาโลกำลังพูดกับคริสเตียนทุกคน-ไม่ใช่พูดกับแค่ผู้ชายหรือแค่ผู้หญิงเพศใดเพศหนึ่ง-แต่พอมาถึงข้อ 8 เปาโลกลับพิจารณาเรื่องของชายและหญิงแยกจากกัน สิ่งที่ผมต้องการให้คุณเห็น คือคำสั่งสอนของเปาโลต่อทั้งชายและหญิงล้วนมีรากมาจากปฐมกาล 1-3 เขามองเห็นปัญหาในเอเฟซัส-ทั้งบาปของฝ่ายชายและบาปของฝ่ายหญิง-เป็นเหมือนหายนะที่เกิดขึ้นในสวนเอเดนที่ถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้ง
ให้เรามาดูพร้อมกัน
ในข้อที่ 8 เปาโลกล่าวว่าท่านต้องการให้ผู้ชายทุกแห่งหนอธิษฐาน “ยกมืออันบริสุทธิ์ขึ้น….โดยปราศจากความโกรธหรือการทุ่มเถียงกัน” คำสั่งให้อธิษฐานเป็นรูปธรรมตามข้อ 1-7 อย่างต่อเนื่อง ที่น่าประหลาดใจคือวลีถัดไปที่บอกว่า ให้อธิษฐาน “โดยปราศจากความโกรธหรือการทุ่มเถียงกัน” ทำไมเปาโลถึงพูดเช่นนี้? หรือว่าผู้ชายในเอเฟซัสมีปัญหาที่อธิษฐานด้วยความโกรธหรือทะเลาะทุ่มเถียงกัน? อาจเป็นไปได้ แต่จากสิ่งที่เปาโลกล่าวต่อไปในพระคัมภีร์ตอนนี้ ผมคิดว่าเปาโลกำลังสะท้อนเนื้อหาจากปฐมกาลบทที่ 3 ตอกย้ำถึงบาปต้นแบบของชายที่มีอำนาจเหนือผู้อื่น-ทะเลาะกัน เปรียบเทียบความแข็งแกร่งกัน และกดขี่ผู้อื่น นี่คือรากของความปรารถนาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะทุ่มเถียงกันในเอเฟซัส และเปาโลมุ่งเล็งไปที่เรื่องนี้คือ คุณไม่ได้เป็นอิสระจากข้อผูกพันกับผู้อื่น คุณไม่ได้มีอิสระเพื่อจะมีอำนาจเหนือผู้อื่น ในทางกลับกัน คุณควรระลึกถึงฐานะของคุณ คุณคือผู้ที่อยู่ภายใต้พระเจ้าและภายใต้บรรดาผู้ที่มีสิทธิอำนาจเหนือคุณ
ในข้อ 9-15 เปาโลหันความสนใจมาที่ผู้หญิงในเอเฟซัส:
ส่วนพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน ควรแต่งกายให้สุภาพด้วยความเหมาะสม และพอเหมาะพอควร ไม่ต้องถักผมหรือประดับกายด้วยทองคำ ไข่มุก หรือเสื้อผ้าราคาแพง แต่ประดับด้วยการทำดี สมกับเป็นหญิงที่ประกาศตนว่านมัสการพระเจ้า ให้ผู้หญิงเรียนอย่างเงียบๆ ด้วยความนอบน้อมอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสั่งสอนหรือควบคุม [มีอำนาจเหนือ] ผู้ชาย แต่ให้เธออยู่เงียบๆ เพราะพระเจ้าทรงสร้างอาดัมก่อนแล้วจึงสร้างเอวา
ข้อ 14 แสดงชัดเจนว่าเปาโลมีปฐมกาล 1-3 อยู่ในใจ หลังจากมุ่งเป้าไปที่บาปต้นแบบของผู้ชาย เปาโลก็มุ่งไปที่บาปต้นแบบของผู้หญิง บาปนั้นคืออะไร? จากปฐมกาลบทที่ 3 มันคือความปรารถนาที่จะโค่นบทบาทและสิทธิอำนาจของสามีตามที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้ ในการพลิกคว่ำโครงสร้างสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้สถาปนาไว้ในสวนเอเดน และได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ในคริสตจักร ดูเหมือนว่าพวกผู้หญิงที่เอเฟซัสกำลังเล่นบทซ้ำตามที่งูเคยจู่โจมทำลายระบบระเบียบที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้
ซึ่งนี่นำเรากลับไปที่ข้อ 12 อีกครั้ง “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสั่งสอนหรือควบคุมผู้ชาย แต่ให้เธออยู่เงียบๆ” เปาโลไม่ได้หมายความตามตัวอักษรที่สั่งให้ผู้หญิงอยู่ในความเงียบ คำว่า “เงียบ” เป็นคำเดียวกับที่เปาโลใช้ใน 1 ทิโมธี 2:2 เมื่อกล่าวว่าคริสเตียนควรดำเนินชีวิต “อย่างสงบและมีสันติ” แทนที่จะกบฏต่อต้านระบบระเบียบที่พระเจ้าได้วางไว้ให้คริสตจักร แทนที่จะแย่งชิงสิทธิอำนาจ พวกเธอควรดำเนินชีวิตอย่างสงบและมีสันติภายใต้โครงสร้างสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้แต่งตั้งไว้2
เมื่อคุณได้เห็นว่าเปาโลกำลังคิดตามเนื้อหาของปฐมกาล 1-3 คุณก็จะเห็นว่า ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญมาก คำสั่งของเปาโลในข้อ 12 ที่ไม่ให้ผู้หญิงสั่งสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้ชายนั้นไม่ใช่แผนร้าย และไม่ใช่ผลจากแนวคิดว่าบุรุษเป็นใหญ่กว่าหรือมีอคติต่อสตรี คำสั่งของเปาโลหยั่งรากอยู่ในโครงสร้างสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้สถาปนาไว้ในสวนเอเดน เมื่อเปาโลได้ยินถึงความพยายามของพวกผู้หญิงเหล่านี้ที่จะคว่ำโครงสร้างสิทธิอำนาจในคริสตจักร-เพื่อยึดหน้าที่และตำแหน่งของผู้ปกครองมาให้ตนเอง-เปาโลก็ได้ยินเสียงขู่ฟ่อๆ ของงู เช่นเดียวกับในสวนเอเดนที่พวกเธอกำลังเข้าไปร่วมทีมกับงู ทำการต่อต้านพระประสงค์ของพระเจ้า แต่คราวนี้มันเกิดขึ้นในคริสตจักร
ทั้งหมดนี้มีความหมายโดยนัยลึกซึ้งต่อคำถามที่ว่า “ผู้หญิงเป็นศิษยาภิบาลได้ไหม?” อย่างที่ผมกล่าวในตอนต้นของหนังสือเล็กๆ เล่มนี้ คำตอบของเปาโลต่อคำถามนี้คือ “ไม่ได้” ตำแหน่งของผู้ปกครองและหน้าที่หลักของผู้ปกครอง- อันได้แก่สิทธิอำนาจของการเป็นผู้นำและการสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าในคริสตจักรนั้น ถูกสงวนไว้ให้ผู้ชาย ถ้าอ่าน 1 ทิโมธี 2 และปฐมกาล 1-3 อย่างละเอียด ก็จะเห็นได้ว่า ข้อห้ามนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยสำหรับเปาโล โครงสร้างสิทธิอำนาจที่พระเจ้าสถาปนาระหว่างสามีและภรรยาในปฐมกาลชี้ไปถึงสิ่งที่เปาโลคาดหวังจากผู้ชายทุกคน (“อย่าใช้อำนาจเหนือ”) และสำหรับผู้หญิงทุกคน (“อย่าแย่งชิงอำนาจ”) ในคริสตจักร คริสตจักรที่เป็นชุมชนแห่งพันธสัญญาใหม่ของกษัตริย์เมสสิยาห์ เป็นพื้นที่ซึ่งโครงสร้างสิทธิอำนาจที่เคยถูกทำลายในสวนเอเดนได้ถูกนำกลับมาสถาปนาใหม่
บทที่ 5: ข้อพิจารณาภาคปฏิบัติ
ด้วยความเข้าใจในภาพใหญ่นี้ ให้เรามาพิจารณาคำถามเชิงปฏิบัติที่มักเกิดขึ้น
ประการแรก ผู้หญิงจะขึ้นเทศนาในที่ประชุมนมัสการวันอาทิตย์ในคริสตจักรได้หรือไม่ ตราบที่เธอไม่ได้เป็นศิษยาภิบาล และตราบที่เธอทำสิ่งนี้อย่างชัดเจน “ภายใต้อำนาจของผู้ปกครอง”?
คริสเตียนบางคนเข้าใจ 1 ทิโมธี 2:12 ผิดไป พวกเขาคิดว่าตำแหน่งผู้ปกครอง/ศิษยาภิบาลสงวนไว้ให้ผู้ชาย แต่ไม่รวมการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น พวกเขาจึงกล่าวว่า ตราบที่ผู้ปกครองของคริสตจักรมีแต่ผู้ชาย และตราบที่ผู้ปกครองเหล่านั้นยังรักษาสิทธิอำนาจในการเทศนา การที่ผู้หญิงจะเทศนาในคริสตจักรก็เป็นเรื่องที่ทำได้
แต่มีปัญหาสองสามข้อกับการตีความเช่นนี้ ข้อแรก โปรดสังเกตว่า พระคัมภีร์ข้อนี้เจาะจงถึงหน้าที่ไม่ใช่ตำแหน่ง เปาโลใช้คำกิริยา-แสดงถึงการกระทำ-เพื่ออธิบายถึงความหมายในการสงวนตำแหน่งไว้ให้ผู้ชาย ผู้หญิงต้องไม่ “สั่งสอน” “หรือ” [ปฏิบัติ]อำนาจเหนือ” ผู้ชาย แน่นอนว่าคำกิริยาทั้งสองนี้ถือเป็นคำนิยามทางเทคนิคสำหรับตำแหน่งผู้ปกครอง แต่การที่เปาโลใช้คำกิริยาแทนที่จะใช้คำนามนั้น ก็เพื่อให้เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่ตำแหน่งของผู้ปกครองที่สงวนไว้ให้ผู้ชาย แต่บทบาทหน้าที่หลักของตำแหน่งนั้นด้วย-สิทธิอำนาจในการสั่งสอนและการเป็นผู้นำในคริสตจักร
ด้วยเหตุนี้ การที่จะกล่าวว่า ผู้หญิงสามารถทำหน้าที่ทุกอย่างของผู้ปกครองได้ตราบที่ไม่ได้รับตำแหน่ง ฟังดูแปลกๆ ใช้ไหมล่ะ? การตีความแบบนี้เริ่มต้นด้วยการสุ่มเดาเอาเองว่า ตำแหน่งผู้ปกครองจริงๆ ไม่มีอำนาจพิเศษอะไร เพราะใครๆ ก็ทำหน้าที่ผู้ปกครองได้ ดังนั้น การที่เปาโลสงวนตำแหน่งนี้ไว้ให้ผู้ชายโดยสาระแล้ว ไม่มีอะไรมากนัก ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ปราศจากเหตุผลไปเลย การเป็นผู้ปกครองกลายเป็นแค่ตำแหน่งหัวโขนทางศาสนพิธีด้วยเหตุผลที่อธิบายไม่ได้ ตำแหน่งนี้ไม่อาจให้ผู้หญิงเป็นได้ ซึ่งขอพูดตามตรงว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะไม่เห็นว่า การตีความแบบนี้เป็นมุมมองจากการกีดกันทางเพศ
แต่ตามที่เราได้เห็นจากหนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้ เปาโลไม่ได้มีความเข้าใจต่อตำแหน่งผู้ปกครองว่าเป็นตำแหน่งลอย ๆ ว่างเปล่าเลย ผู้ปกครองนั้นอันที่จริงมีบทบาทเจาะจงต่อสิทธิอำนาจในคริสตจักร ยิ่งไปกว่านั้น การที่เปาโลสงวนสิทธิอำนาจของผู้ปกครองให้กับผู้ชายนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากเหตุผล แต่สิ่งนี้ได้ถูกกำหนดในโครงสร้างสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรกในสวนเอเดนแล้ว ทันทีที่คุณเข้าใจเช่นนี้ คุณจะเริ่มเห็นว่าคำสั่งของเปาโลใน 1 ทิโมธี 2:12 ไม่ได้เป็นเรื่องกีดกันทางเพศเลย มากกว่าการเป็นเรื่องกีดกันทางเพศ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโครงสร้างสิทธิอำนาจนี้ตั้งแต่ต้น
ประการที่สอง คุณจะตัดสินใจอย่างไรว่าบทบาทใดที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงในที่สาธารณะ และบทบาทใดที่ไม่เหมาะ? ผู้หญิงควรอธิษฐานในที่สาธารณะหรือไม่? เป็นพยานได้หรือไม่? นำร้องเพลงได้หรือไม่?
จะเกิดประโยชน์อย่างมากถ้าคุณนิยามแก่นของคำสั่งตามพระคัมภีร์ ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่บทประยุกต์ที่ชัดเจนน้อยกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดระบุว่าอะไรคือแก่นของคำสั่งนี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ทำไมเปาโลถึงมีคำสั่งนี้ใน 1 ทิโมธี 2:12 แต่แน่นอนว่าจะมีคำถามอื่นๆ ตามมา นี่หมายความว่าผู้หญิงไม่สามารถอ่านพระคัมภร์ในที่ประชุมนมัสการวันอาทิตย์ที่คริสตจักรได้ใช่ไหม? แล้วการอธิษฐานในที่สาธารณะล่ะ? แล้วเล่าคำพยานของเธอหรืออธิบายข้อพระคัมภีร์สักสองสามข้อล่ะ ทำได้ไหม?
เมื่อคุณเอนเอียงไปในความหมายเช่นนั้น ความสำคัญของบทสนทนาเรื่องนี้ก็ลดลงอย่างมากเลยทันที แต่ละคริสตจักรมีข้อสรุปที่สมเหตุสมผลของตนเอง บางทีอาจเป็นประโยชน์ถ้าคิดว่า คำถามเหล่านี้เป็นเหมือนเข็มวัดความเร็วรอบในรถยนต์ คุณคงเคยสังเกตว่าถ้าเหยียบคันเร่งลงไปแรงๆ มันจะชี้ไปที่เขต “เส้นแดง” ในหน้าปัดรถยนต์ เมื่อเข็มวัดชี้ไปถึงเขตสีแดง แปลว่าคุณกำลังเสี่ยงทำให้เครื่องยนต์พัง ความหมายโดยนัยของ 1 ทิโมธี 2:12 ก็อาจจะเป็นเหมือนกัน คำถามต่างๆ จะเป็นตัวขยับเข็มนั้นไปๆ มาๆ ต่อรูปแบบการการสอนที่คนจะได้ยิน หรือรับใส่ไว้ในมโนธรรมของตนว่า นี่คือคำสอนอย่างเป็นทางการของคริสตจักร ให้เรามาพิจารณาสองสามตัวอย่างจากคริสตจักรของผมเองในหลุยส์วิลล์
เริ่มจากการเทศนาของผมในเช้าวันอาทิตย์ หรือจากหนุ่มนักเทศน์หน้าใหม่บนธรรมาสน์ ไม่ว่าเขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองแล้วหรือไม่ เข็มวัดรอบจะขยับเข้าไปในเขตพื้นที่ “การเทศนาอย่างเป็นทางการของคริสตจักร” และระหว่างขับรถกลับบ้าน ภรรยาของผมบอกว่าผมยังเข้าใจพระวจนะบางตอนไม่ถูกต้อง และเธอก็อธิบายด้วยว่าไม่ถูกต้องยังไง ตรงนี้ผมกล้าพูดได้ว่า เข็มวัดชี้ไปในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวผมหรือคนอื่นๆ (แม้กระทั้งสมาชิกคริสตจักรคนอื่นๆ อยู่ในรถด้วย) ก็จะไม่ถูกล่อลวงให้คิดว่า เธอกำลังให้คำสอนอย่างเป็นทางการของคริสตจักร พวกเขาจะคิดว่า “ผู้หญิงเก่งแสนฉลาดคนนี้กำลังช่วยสามีที่โง่เขลาของเธอให้เข้าใจพระคัมภีร์มากขึ้นเท่านั้น!”
ประเด็นอื่นๆ อาจตกไปอยู่ระหว่างกลาง และคริสเตียนจะมีความเห็นไม่ตรงกันว่าเข็มวัดรอบควรชี้ไปที่ใด แต่เราจำเป็นต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด ชั้นเรียนพระคัมภีร์วันอาทิตย์ได้ไหม? เข็มวัดรอบก็ไม่ใช่ว่าจะแตะเข้าไปในพื้นที่สีแดงเหมือนการเทศนาให้ทั้งคริสตจักร แต่ในความคิดของผม นี่ก็ยังพอได้อยู่ การนำกลุ่มย่อยของคริสตจักรที่มีทั้งชายหญิงและหญิงล่ะ? นั่นก็มีแนวโน้มห่างจากโซนสีแดงมากกว่า แต่ผมก็ไม่ขอแนะนำ เพราะมันเข้าใกล้เกินไป แต่กระนั้นผมก็ยินดีทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงให้ความเห็นต่อจากพระวจนะในกลุ่มย่อย อีกครั้งหนึ่ง มาตรฐานคือผมไม่คิดว่าผู้คนจะฟังคำพูดของเธอในฐานะเป็นคำสอนของคริสตจักรที่เต็มเปี่ยมสิทธิอำนาจและผูกพันกับจิตสำนึก แม้สิ่งที่เธอพูดอาจสอนใจและเสริมสร้างก็ตาม
อีกตัวอย่างคือ เป็นเวลาหลายปีที่คริสตจักรของผมในหลุยส์วิลล์รู้สึกยินดีที่ได้เชิญผู้หญิงบางคนให้อธิษฐานต่อสาธารณะในที่ประชุมกลุ่มอธิษฐานเย็นวันอาทิตย์ และบ่อยครั้งคนที่อธิษฐานจะเริ่มต้นด้วยการอ่านพระวจนะบางตอนจากพระคัมภีร์ บางทีก็อธิบายพระวจนะนั้นไปด้วยระหว่างอธิษฐาน นี่เป็นการขัดคำสั่งใน 1 ทิโมธี 2:12 หรือไม่? ผู้หญิงเหล่านั้นปฏิบัติสิทธิอำนาจคล้ายกับของผู้ปกครอง โดย “การสอน” คริสตจักรผ่านคำอธิษฐานของเขาหรือไม่? บางคนอาจแย้งกับเรื่องนี้ แต่เราตัดสินใจว่าในช่วงสั้นๆ ของกลุ่มอธิษฐานตอนเย็นคงไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “การเก็บสะสมสิทธิอำนาจ” ที่พาเราเข้าใกล้เขตสีแดงหรอก บางคนที่อธิษฐานก็นั่งอธิษฐานอยู่กับที่ ไม่ได้ขึ้นไปบนธรรมาสน์ หลายคนทั้งหญิงและชายต่างก็อธิษฐานด้วยกันในการประชุมนมัสการเย็นวันอาทิตย์ คำอธิษฐานเหล่านั้นไม่ได้ถูกอธิษฐานระหว่างการนมัสการหลักของคริสตจักร
เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เริ่มเชิญชวนผู้หญิงให้มาอธิษฐานในช่วงนมัสการตอนเช้า ซึ่งตามบทบาทหน้าที่ตามธรรมเนียมแล้ว ทางคริสตจักรของเราสงวนไว้ให้ผู้ชาย ต้องยอมรับว่าการทำเช่นนี้เหมือนดันเข็มวัดรอบให้เข้าใกล้เขตสีแดงมากขึ้น เพราะการเก็บสะสมสิทธิอำนาจก็ใหญ่ขึ้นมาก การอธิษฐานนี้เป็นหนึ่งในสามการอธิษฐานในการนมัสการช่วงเช้า (การอธิษฐานอีกสองครั้งที่เหลือ ปกติแล้วเป็นผมหรือไม่ก็ตัวนักเทศน์เองที่จะอธิษฐาน) ที่มาจากบนธรรมาสน์ และเราได้พูดชัดเจนว่า เราต้องการให้คำอธิษฐานนี้เป็นการใคร่ครวญและการภาวนาพระวจนะที่อ่านในช่วงเช้า คุณคงนึกออกว่าทำไมสมาชิกของเราบางคนเชื่อว่าการทำเช่นนี้ เข็มเรากำลังแตะเข้าใกล้เขตสีแดงตามที่ 1 ทิโมธี 2:12 ได้กล่าวไว้! ผู้ปกครองของเรากลับมองเรื่องนี้ไปในอีกมุมหนึ่ง แต่เราจะหารือกันแบบนี้ว่า จากสิ่งที่เรารู้และเชื่อใน 1 ทิโมธี 2:12 การให้ผู้หญิงขึ้นอธิษฐานในระหว่างนมัสการช่วงเช้าคือการดันเข็มวัดรอบให้เข้าใกล้เขตสีแดงของคำสั่งห้ามนั้นหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายบทบาทที่คณะผู้ปกครองของเราก็ได้ตัดสินใจและมีแนวโน้มที่จะแตะเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามสีแดงในคำสั่งของเปาโล เราไม่ได้เชิญชวนให้ผู้หญิงเป็นประธานการประชุมสมาชิก ตัวอย่างเช่น การนำคริสตจักรในบทบาทหลักที่เป็นกุญแจสำคัญของอาณาจักรของพระเจ้า ก็เป็นการกระทำที่คล้ายการใช้สิทธิอำนาจของผู้ปกครอง เราจะไม่แทนที่การเฝ้ากลุ่มในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ (ซึ่งเข้มข้นน้อยกว่าการเทศนาช่วงเช้าวันอาทิตย์อย่างมาก) ด้วยคำพยาน แม้เราเต็มใจให้เพิ่มคำพยาน-จากทั้งชายและหญิง บนธรรมาสน์-ในระหว่างการนมัสการใดของคริสตจักรก็ตาม
ประเด็นคือ คริสตจักรของคุณอาจจบลงที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเราในประเด็นเหล่านี้ และคุณนึกเลยไปถึงประเด็นอื่นที่ยากลำบากใจกว่า แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าทุกคริสตจักรที่เทศนาประกาศข่าวประเสริฐต้องเห็นด้วยกับทุกการประยุกต์ สิ่งที่สำคัญคือเราทุกคนต่างตอบคำถามเหล่านี้โดยนำคำสอนที่ชัดเจนของเปาโลใน 1 ทิโมธี 2:12 มาใช้ เราจะเริ่มพิจารณามาจากมุมนี้ จากประเด็นที่ชัดเจนไปสู่ที่ชัดเจนน้อยลง
ที่สุดแล้ว การบอกว่า “เอาเถอะ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเปาโลถึงพูดเช่นนั้น และฉันก็ไม่ชอบใจด้วย แต่ฉันต้องการจะเชื่อฟังพระคัมภีร์ ฉันก็จะกัดฟันทำตาม” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้ วิธีคิดเช่นนี้ จะนำไปสู่ปัญหาสารพัดอย่างตามมา นี่จะเป็นการทำให้ผู้หญิงขุ่นเคืองใจภายใต้คำสั่งที่ดูเหมือนทำตามอำเภอใจ มันจะเป็นทำให้หลายคริสตจักรได้ทดสอบว่า พวกเขาจะหลีกเลี่ยงได้มากแค่ไหน โดยยังอ้างได้ว่าเชื่อฟังคำสั่งของเปาโลอยู่ และที่สำคัญที่สุด นี่จะเป็นการสร้างความสงสัยขึ้นมาในหมู่คริสเตียนว่าพระคัมภีร์กำหนดอะไรได้ตามชอบใจ และท้ายที่สุด มันก็จะหว่านความไม่น่าเชื่อถือในตัวผู้เขียนพระคัมภีร์เอง
แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเราเห็นพระคัมภีร์ข้อนี้ และที่จริง 1 ทิโมธี 2 ทั้งบท-ว่าเป็นจริงและเป็นแสงสว่างที่งดงามจริงล่ะ? ถ้าเราเห็นเช่นนั้น เราจะพบว่า ที่จริงแล้วเปาโลกำลังเฉลิมฉลองและปกป้องชีวิตในคริสตจักรในฐานะที่เป็นการสถาปนาสวนเอเดนขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการสถาปนาสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงประสงค์ให้สังคมมนุษย์เป็นตั้งแต่แรก
อาดัมเลือกที่จะเข้าร่วมสงครามกับงูและกบฏต่อต้านพระเจ้า เขาเลือกที่จะสุมเพลิงเข้าไปยังทุกสิ่งที่ดีงามที่พระเจ้าได้สถาปนาไว้ โดยการเชื่อคำโกหกของซาตานว่า บรรดาโครงสร้างสิทธิอำนาจนั้นที่จริงแล้วคือการกดขี่ข่มเหง
แต่ในคริสตจักร ทุกอย่างควรจะแตกต่างไป ในฐานะคริสเตียน เราได้ยกธงขาวยอมแพ้และยุติการกบฏต่อต้านพระเจ้าแล้ว เราได้คุกเข่าลงต่อองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวงผู้ประทานพระเมตตาและความรอดโดยทรงเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายนั้นแทนเราทั้งหมดแล้ว ในสังคมคริสตจักร-สถานทูตน้อยๆ ของจอมกษัตริย์ผู้ทรงปกครองสูงสุดเหนือฟ้าสวรรค์-เรามาช่วยกันสร้างสิ่งที่ถูกทำลายลงขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่มาปล้ำสู้กับองค์กษัตริย์และสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ แต่มาเพื่อจะได้เห็น น้อมรับเอาไว้ และทำให้ดีที่สุดเพื่อจะปีติยินดีในความงดงาม ปัญญา และเกียรติยศของสิ่งนี่อย่างที่เป็นเสมอมาตั้งแต่จุดแรกเริ่ม