บทที่ 5: ทำให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์พูดไม่ออก
Found: God's Will (Thai edition) · John MacArthur
ขอให้คุณนึกภาพชายหนุ่มซึ่งมีความต้องการอย่างจริงจังมากๆ ที่จะรู้พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับงานหลักในชีวิตของเขา เขาอุทิศตัวเพื่อพระเจ้าอย่างมาก ถึงขั้นเต็มใจที่จะเป็นมิชชันนารี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเสียสละขั้นสุดยอดในสายตาของบางคน
แต่ชายหนุ่มเพื่อนของเราคนนี้แม้เขาจะอุทิศตัวแต่เขามีปัญหาบางอย่าง เขาหัวแข็งนิดหน่อย ดูเหมือนเขาจะมีปัญหาในการเข้ากับคนที่มีอำนาจเหนือเขา แน่นอนเหตุผลที่เขาแข็งข้อนั้นเป็นเหตุผลที่ดี อย่างน้อยก็ในสายตาของเขา
ในที่สุด ชายหนุ่มผู้กำลังแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าคนนี้ก็นำปัญหาของเขาไปปรึกษาศิษยาภิบาลสูงวัยผู้เฉลียวฉลาดคนหนึ่ง เขาพูดว่า “ผมเชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้ผมเป็นมิชชันนารี แต่ผมไม่แน่ใจว่าพระองค์ต้องการให้ผมเป็นมิชชันนารีในประเทศหรือต่างประเทศ”
ศิษยาภิบาลคนนั้นจ้องตาเขาและพูดว่า “พ่อหนุ่ม สิ่งแรกสุดที่คุณจะต้องเป็นก็คือ “ผู้ที่ยอมเชื่อฟัง” คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการยอมฟังคำสั่งหมายความว่ายังไง”
คำพูดนี้แรงไปไหม? ก็อาจจะแรงแต่มันเป็นความจริง
อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “พวกท่านจงยอมเชื่อฟังผู้มีสิทธิอำนาจ เพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นจักรพรรดิผู้มีอำนาจ หรือจะเป็นบรรดาผู้ว่าราชการเมืองที่จักรพรรดิส่งไปให้ลงโทษผู้ทำชั่วและยกย่องผู้ทำดี เพราะพระเจ้าทรงประสงค์จะให้พวกท่านระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการทำดี” (1 เปโตร 2:13-15)
พระเจ้ามีพระประสงค์ให้คุณทำอะไร? พระองค์ประสงค์ให้คุณยอมเชื่อฟัง พระองค์กำลังพูดถึงการยอมเชื่อฟังแบบไหน? พระคัมภีร์บอกคร่าวๆ ไว้หลายอย่าง รวมทั้งเชื่อฟังพ่อแม่และผู้เชื่อคนอื่น ๆ แต่ในที่นี้เปโตรเรียกร้องอย่างเจาะจงให้มีการยอมเชื่อฟังแบบที่จะทำให้คุณเป็นพลเมืองดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในสังคมที่คุณใช้ชีวิตอยู่
เรากำลังพยายามเข้าถึงใคร? เรากำลังพยายามเข้าถึงโลก ถ้าเราไม่ได้เป็นแบบอย่างของพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็นในโลกนี้ เราก็ย่อมทำให้คำพยานของเราเสียหายอย่างแน่นอน พระเจ้าไม่เพียงบัญชาให้เรายอมเชื่อฟังผู้ที่มีสิทธิอำนาจเท่านั้น แต่พระองค์บอกเหตุผลแก่เราอย่างชัดเจนด้วย “เพราะพระเจ้าทรงประสงค์จะให้พวกท่านระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการทำดี” (1 เปโตร 2:15)
คุณรู้ไหมว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์พระคริสต์มองหาอะไรในคริสเตียน? พวกเขามองหาความผิด แล้วเราจะป้องกันไม่ให้พวกเขาเจอความผิดได้อย่างไร? ก็โดยการขจัดความผิดเหล่านั้น เราจำเป็นต้องระงับความโง่ของคนโฉดเขลา
คุณจะทำให้คนที่วิพากษ์วิจารณ์คุณพูดไม่ออกได้อย่างไร? ก็โดยการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างในสังคม นั่นคือประเด็นที่เปโตรต้องการบอก คริสเตียนไม่ใช่พวกปฏิวัติ ถ้ามีวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น คริสเตียนจะใช้เส้นทางนั้น คริสเตียนทำงาน คริสเตียนพยายามเป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และพยายามทำประโยชน์ให้สังคมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายในขอบเขตของกฎหมาย
อย่าใช้เสรีภาพในทางที่ผิดเด็ดขาด อย่าใช้เสรีภาพเป็นข้ออ้างที่จะมีเจตนาร้ายและทำสิ่งชั่วร้าย (1 เปโตร 2:16)
บางคนอาจอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฉันไม่เชื่อกฎข้อห้ามข้อนี้ พระเจ้าบอกในใจฉันว่ามันผิด ดังนั้นฉันจะฝ่าฝืนกฎหมายข้อนี้ หรือต่อต้านกฎข้อนั้น”
เดี๋ยวนะ! พระคัมภีร์บอกว่าอย่าซุกซ่อนเจตนาร้ายของคุณไว้ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพของคริสเตียน พระเจ้าตรัสว่า “จงให้เกียรติทุกคน จงรักพวกพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้า จงถวายเกียรติแด่จักรพรรดิ” (1 เปโตร 2:17)
ถ้าคุณบังเอิญเป็นลูกจ้างของบางคน ให้คุณ “ยอมอยู่ใต้บังคับนายของพวกท่านด้วยความยำเกรงทุกอย่าง” (2:18) คุณอาจบอกว่า “คุณไม่เข้าใจเจ้านายของฉันหรอก” แต่พระคัมภีร์บอกต่อไปว่า “…ไม่ใช่เฉพาะเจ้านายที่เป็นคนใจดีและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น แต่ทั้งเจ้านายที่ร้ายด้วย” คำว่า ร้าย หมายความว่า “รับมือได้ยาก” คุณมีเจ้านายที่รับมือได้ยากหรือเปล่า? แล้วคุณควรจะทำอย่างไร? คุณต้องยอมเชื่อฟัง ด้วยความรักและด้วยความเต็มใจ
เขย่าโลก
มีหลายครั้งเหลือเกินที่ผมคิดในใจว่า ถ้าคริสเตียนเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตแบบที่เปโตรบรรยายเราคงจะคว่ำโลกได้ (กิจการ 17:6) แต่บางครั้งโลกก็แยกไม่ออกว่าเราต่างจากพวกเขาอย่างไร อัครทูตเปาโลเรียกพวกเราคริสเตียนที่ทำงานให้นายจ้างซึ่งไม่เป็นคริสเตียน ให้ทำงานหนึ่งวันอย่างซื่อสัตย์สมกับค่าจ้างหนึ่งวัน และแสดงให้พวกเขาเห็นว่านั่นเป็นบรรทัดฐานสำหรับคริสเตียน (อฟ. 6:5-8)
ถ้าคุณเป็นพลเมืองของประเทศใด ให้คุณทำตามกฎหมายของประเทศนั้น เพื่อคนอื่นจะรู้ว่าความเชื่อศรัทธาของคุณเป็นของแท้ คือรู้ว่าความเชื่อศรัทธานั้นครอบคลุมและมีอิทธิพลถึงทุก ๆ ด้านในชีวิตของคุณ ผมรู้สึกไม่สบายใจเสมอเวลาเจอคนติดคติพจน์แบบคริสเตียนไว้ที่กันชน แต่ขับรถปาดไปปาดมาเหมือนคนบ้า
เปาโลยังส่งเสริมหลักการเรื่องการเป็นพลเมืองดีนี้เพิ่มเติม เขากล่าวว่าเวลาคริสตจักรเลือกผู้อาวุโสคนหนึ่ง พวกเขาต้องเลือกคนที่ไม่มีที่ติ (1 ทิโมธี 3:10)
คุณอาจถามว่า “ฉันจะต้องทำตามกฎหมายทุกข้อในบ้านเมืองนี้เหรอ?” ถูกต้อง กฎหมายทุกข้อ ถึงคุณไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเหล่านั้น มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ จงทำตามกฎหมายเหล่านั้น ทีนี้ถ้าคุณรู้วิธีที่จะใช้วิธีการทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ไม่ดี นั่นก็ดี แต่ตราบใดที่กฎหมายเหล่านั้นยังไม่เปลี่ยน จงทำตามกฎหมายเหล่านั้น
แต่ถ้ากฎหมายเหล่านั้นบอกให้คุณทำบางสิ่งที่ฝ่าฝืนการเปิดเผยและพระบัญชาที่ชัดเจนของพระเจ้าล่ะ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อย่าทำตามกฎหมายเหล่านั้น นั่นเป็นข้อยกเว้นเดียว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจชาวยิวควบคุมตัวเปโตรกับยอห์น พวกเขาบอกเปโตรกับยอห์นว่าอย่าเทศนาในพระนามของพระเยซูอีกต่อไป แต่เปโตรกับยอห์นตอบว่า “เราควรเชื่อฟังพวกท่านหรือควรเชื่อฟังพระเจ้า ขอพวกท่านพิจารณาดู” แล้วพวกเขาก็ออกจากที่นั่นไปและเริ่มเทศนา (ดู กิจการ 4:18-20) เวลาเดียวที่ผู้เชื่อสามารถฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองได้ก็คือ เมื่อกฎหมายนั้นห้ามไม่ให้พวกเขาทำสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาโดยตรงให้พวกเขาทำ หรือเมื่อกฎหมายนั้นสั่งให้พวกเขาทำสิ่งที่พระเจ้าห้าม
ผมกำลังบอกอะไร? ในโลกนี้พระเจ้าต้องการให้เราเป็นพลเมืองแบบที่จะดึงดูดความสนใจจากโลกเราจำเป็นต้องแตกต่าง เราจำเป็นต้องมีคุณสมบัติของเกลือและแสงสว่าง (มัทธิว 5:13–16) และนั่นรวมถึงการยอมเชื่อฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์บัญชาไว้อย่างชัดเจน