บทที่ 3: ผลกระทบเชิงปฏิบัติของอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า
Is God Really Sovereign? (Thai edition) · Conrad Mbewe
คุณอาจสงสัยอยู่ว่า แล้วอะไรต่อล่ะ? ความรู้เรื่องอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าควรส่งผลกระทบเช่นไรต่อชีวิตของคุณ? ผมไม่อาจหาวิธีที่จะตอบคำถามนั้นได้ดีไปกว่าปุจฉาวิสัชนาไฮเดลเบิร์กคำถามที่ 28 อีกแล้ว
- คำถาม: การที่เรารู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและยังคงค้ำจุนทุกสิ่งไว้โดยการทรงจัดเตรียมของพระองค์นั้นเป็นประโยชน์อย่างไรต่อเรา?
คำตอบ:
เราสามารถอดทนได้เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไป
ตามอย่างที่เราต้องการ
ขอบคุณเมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และสำหรับอนาคตที่เรามีความมั่นใจในพระเจ้าและ
พระบิดาผู้ทรงสัตย์ซื่อของเรา
ว่าไม่มีสิ่งทรงสร้างใดที่จะพรากเราจากความรักของพระองค์ได้
เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น
โดยหากปราศจากความประสงค์ของพระองค์แล้ว
พวกเขาจะไม่สามารถขยับหรือถูกขยับได้เลย3
นั่นคือหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้ อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าไม่ใช่แนวคิดที่เป็นนามธรรมให้เราถกเถียงกัน แต่เป็นความจริงที่น่าชื่นชมยินดี เป็นความสมดุลที่เต็มไปด้วยความหวังทำให้เรามั่นคงในความไม่แน่นอนของชีวิต ผลกระทบของหลักคำสอนเรื่องอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตประจำวันของเรานั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด ผมขอสรุปโดยพูดถึงห้าวิธีที่ความจริงนี้ควรเริ่มต้นมีอิทธิพลต่อคุณตั้งแต่วันนี้
ประการแรก อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าควรกระตุ้นการอธิษฐาน อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเป็นรากฐานของการอธิษฐาน ถ้าพระเจ้าไม่ได้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง การอธิษฐานต่อพระองค์ก็ไร้ความหมาย ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาจทำให้พระองค์หงุดหงิดในขณะที่พระองค์พยายามตอบคำอธิษฐานของเรา แต่เราสามารถอธิษฐานด้วยความมั่นใจโดยรู้ว่าพระเจ้าสามารถบรรลุผลสำเร็จทุกสิ่งได้อย่างแน่นอน เพราะว่าพระองค์ทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงวางแผนทุกอย่างตามเจตจำนงอันดีของพระองค์ และทรงกำหนดให้การอธิษฐานเป็นหนทางหนึ่งในการบรรลุแผนงานเดียวกันนั้น แนวคิดชะตากรรมนิยมนั้นทำลายจิตวิญญาณแห่งการอธิษฐาน แต่มุมมองตามหลักพระคัมภีร์เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้านั้นเติมพละพลังและทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง การอธิษฐานย้ำเตือนเราว่าพระเจ้าของเราสามารถทำให้ทุกสิ่งบรรลุสำเร็จลงได้
ประการที่สอง อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าควรทำให้เราถ่อมตัวลงและย้ำเตือนเราว่า ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหนในชีวิตนี้ เราก็อยู่ภายใต้เจตจำนงอันอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเสมอ ยากอบย้ำเตือนเราถึงความจริงนี้ในจดหมายฝากของเขาไว้ว่า
ฟังให้ดีนะ ท่านทั้งหลายที่พูดว่า “วันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนี้เมืองนั้น จะอยู่ที่นั่นสักปีหนึ่ง และจะค้าขายแล้วได้กำไร” แต่ท่านไม่รู้เรื่องของวันพรุ่งนี้ ชีวิตของพวกท่านเป็นเหมือนอะไร? ก็เป็นเหมือนหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็จางหายไป แต่พวกท่านควรจะพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะยังมีชีวิตอยู่ และจะทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” (ยากอบ 4:13-15)
ประการที่สาม อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าควรท่วมท้นเราด้วยความกตัญญูรู้คุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าในความรอดของเรา หากคุณเป็นคริสเตียน นั่นเป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงเลือกคุณในพระคริสต์ในอดีตนิรันดร์ อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทำเพื่อนำคุณกลับไปสู่พระองค์เองในความรอด และเป็นเพียงพระคุณแห่งอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์เท่านั้นที่จะนำคุณกลับบ้านสู่สวรรค์อย่างปลอดภัยแน่นอน ความรอดของเราล้วนเป็นพระคุณทั้งสิ้น! คุณคงเข้าใจได้ดีว่าทำไมจอห์น นิวตัน (1725–1807) ถึงเขียนไว้ว่า
พระคุณพระเจ้า! นั้นแสนชื่นใจ
ช่วยได้คนชั่วอย่างฉัน
ครั้งหนึ่งฉันหลง พระองค์ตามหา
ตาบอด แต่ฉันเห็นแล้ว
บ่วงมารวางไว้ ทุกข์ภัยหลายอย่าง
ตามทางฉันพ้นมาแล้ว
แต่เพราะพระคุณ ฉันจึงคลาดแคล้ว
พระองค์นำฉันกลับบ้าน4
ประการที่สี่ อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าควรเป็นเหตุให้เรานมัสการพระองค์ และมอบความไว้วางใจและการเชื่อฟังด้วยความรักต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดและเด็ดขาดเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้นของพระองค์ ดังนั้นเราจึงควรกราบลงต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเคารพยำเกรงอันบริสุทธิ์ เราจะต้องรายงานต่อพระองค์ผู้ทรงไม่มีใครเทียบเท่า ในทางกลับกัน พระองค์ไม่จำเป็นต้องรายงานต่อใครเลย พระองค์เป็นผู้เดียวที่ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น แม้แต่กษัตริย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ยังต้องทำตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย “พระทัยพระราชาเหมือนธารน้ำในพระหัตถ์พระยาห์เวห์ พระเจ้าจะทรงชักนำไปทางไหนก็ตามแต่จะโปรด” (สภษ. 21:1) หากพระเจ้าทรงกำหนดหัวใจของกษัตริย์เช่นนั้น แล้วพวกเราที่เหลือจะเป็นเช่นนั้นมากเพียงใด
ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า พระองค์จะต้องมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด หากพระองค์ไม่ได้มีอำนาจอธิปไตยสูงสุด—หากสิ่งมีชีวิตใดสามารถขัดขวางความประสงค์ของพระองค์ได้—พระองค์ก็ไม่คู่ควรแก่ความไว้วางใจอันไม่สั่นคลอน การกตัญญูขอบพระคุณ การเชื่อฟังด้วยความรัก และการนมัสการด้วยความเคารพยำเกรงจากเรา ดังที่เป็นอยู่ แม้เมื่อนรกจะเข้ามาในชีวิตของเรา เราก็สามารถพูดได้ว่า “เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28) พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลดีสูงสุดของเราและเพื่อพระสิริของพระองค์เอง ขอให้เราได้รับการปลอบประโลมใจในสิ่งนั้น และยังคงวางใจพระองค์ต่อไปท่ามกลางความทุกข์ยากของชีวิต ดังที่ จอห์น ไรแลนด์ (1753–1825) ได้กล่าวไว้อย่างเหมาะสมว่า
ผู้ปกครองสูงสุดแห่งท้องฟ้า
ทรงเมตตายิ่ง ทรงพระปัญญาทั้งสิ้น!
เวลาของเราทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
เหตุการณ์ทั้งปวงเป็นไปตามพระบัญชาของพระองค์
ภัยและความตายรอบตัวข้าปลิวว่อนไป
หากพระองค์ไม่บัญชา ข้าก็จะไม่ตาย
ไม่มีดอกธนูใดจะโดนข้าได้
หากพระเจ้าแห่งความรักไม่พอพระทัย5
ประการสุดท้าย อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าควรเป็นเหตุให้เรานมัสการพระองค์ ข้อเท็จจริงนี้เป็นหนึ่งในความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม พระเจ้าทรงวางแผนทุกสิ่งและทรงชี้นำแผนการของพระองค์อย่างเสรีเพื่อให้เกิดผลแด่พระสิริของพระองค์เอง ดังนั้น เราจึงอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาพร้อมกับอัครทูตเปาโลว่า “โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด! ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้! . . . เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดย[ทาง]พระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระเกียรติจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน” (โรม 11:33, 36) และเมื่อชีวิตสิ้นสุดลง เราจะร่วมร้องประสานเสียงกับสิ่งทรงสร้างทั้งสิ้น กล่าวว่า “ขอให้คำสดุดี พระเกียรติ พระสิริและอานุภาพจงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งและแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์!” (วิวรณ์ 5:13)