ทำไมฉันต้องเข้าร่วมสมาชิกคริสตจักร?
Why Should I Join a Church? (Thai edition) · Mark Dever
บทนำ
บางครั้งงานพันธกิจในมหาวิทยาลัยจะขอให้ผมไปพูดให้กับนักศึกษา เป็นที่รู้กันบ่อยครั้ง ผมมักจะเริ่มต้นด้วยการพูดว่า “ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกคริสตจักรที่คุณไปร่วมเป็นประจำ คุณก็อาจตกนรกได้” เรียกได้ว่าทุกคนจะตั้งใจหันมาฟังคุณทันที
ผมกำลังทำให้เกิดความตระหนกหรือ? ไม่เลย ผมกำลังทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนต้องรีบสมัครเป็นสมาชิกคริสตจักรหรือ? ก็ไม่เชิงนะ ผมกำลังบอกว่าการเข้าร่วมคริสตจักรจะทำให้บางคนเป็นคริสเตียนได้หรือเปล่า? แน่นอนว่าไม่ใช่ โยนหนังสือเล่มนั้น (หรือคนพูด) ออกหน้าต่างไปเลยถ้าจะพูดเยอะขนาดนั้น
แล้วทำไมผมถึงเริ่มต้นด้วยคำเตือนแบบนี้ล่ะ? เพราะผมต้องการให้พวกเขาเห็นบางสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในชีวิตคริสเตียนสำหรับคริสตจักรท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเริ่มต้นแบ่งปันความรักต่อคริสตจักรที่เป็นทั้งการสำแดงพระลักษณะของพระคริสต์และการเป็นสาวกของพระองค์ ผมต้องการให้พวกเขาเห็นว่าเพื่อเห็นแก่จิตวิญญาณของพวกเขา พวกเขาจำเป็นต้องเข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง
ถ้าคุณต้องการติดตามพระเยซูคริสต์ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง ขอให้พิจารณาเหตุผลเจ็ดประการต่อไปนี้ร่วมกับผม ว่าทำไมคุณต้องเข้าร่วมคริสตจักร
บทที่ 1: ทำไมฉันต้องเข้าร่วมคริสจักร?
1) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อสำแดงข่าวประเสริฐ
ยี่สิบกว่าปีที่ทำพันธกิจในฐานะศิษยาภิบาล ผมได้พบกับคนที่สงสัยเกี่ยวกับแนวคิดของการเป็นสมาชิกคริสตจักร แม้จะพูดว่า การเป็นคริสเตียนคือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ใช่การจดชื่อของคุณลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง หรือมีส่วนร่วมในการประชุมทางธุรกิจของคริสตจักร อันที่จริง ทำไมจึงมัวเสียเวลากับการพูดเรื่องการเป็นสมาชิกคริสตจักรในเมื่อเราน่าจะคุยกันเรื่องของพระเยซูคริสต์? สำหรับบางคน แนวคิดเรื่องสมาชิกคริสตจักรนั้นเป็นเหมือนสิ่งที่ดึงเราออกจากสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป-ข่าวประเสริฐ
แน่นอน ผมเห็นด้วยว่าคริสเตียนทุกคนควรให้ข่าวประเสริฐเป็นศูนย์กลางของชีวิต เราต้องการแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้อื่นและเห็นข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไปทั่วโลก เราต้องการให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความรักของพระเจ้าที่มีในข่าวประเสริฐ และอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวว่า ให้ดำเนินชีวิต “ให้สมกับข่าวประเสริฐของพระคริสต์” (ฟป. 1:27) ผมปรารถนาที่จะให้คริสเตียนทุกคนสำแดงข่าวประเสริฐในชีวิตของพวกเขา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกคริสตจักร
การเป็นสมาชิกคริสตจักรไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยศิษยาภิบาล ผู้นำผู้รับใช้ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเติบโตของคริสตจักร การเป็นสมาชิกคริสตจักรนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของข่าวประเสริฐ บางทีคุณอาจไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่ข่าวประเสริฐไม่ได้เป็นเพียงการที่พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดพ้นจาก “อำนาจของความมืด” เท่านั้น แต่ยังเป็นข่าวสารที่พระองค์ทรงย้ายเราเข้ามาไว้ใน “อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์” ด้วย-อาณาจักรที่เต็มไปด้วยคนบาปคนอื่นๆ เหมือนอย่างพวกเราที่ได้รับการไถ่แล้ว ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นพลเมืองแห่งสวรรค์ (คส. 1:13; ดูเพิ่ม อฟ. 2:19)หากคุณมีความกระตือรือร้นให้กับข่าวประเสริฐ หนึ่งในวิธีหลักที่จะสำแดงข่าวประเสริฐออกไปสู่โลกก็คือ เข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่น ให้เรามากระเทาะเปลือกแนวคิดนี้กัน
ข่าวประเสริฐเป็นข่าวสารเกี่ยวกับวิธีที่คนบาปสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ คริสเตียนคือคนที่ตระหนักดีว่าธนาคารแห่งศีลธรรมของพวกเขาล้มละลายไปแล้ว และกลับใจจากบาป หันไปหาพระคริสต์เพื่อรับการให้อภัยบาป ถูกประกาศว่าเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสต์และมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายใน บัดนี้พวกเขาดำเนินชีวิตภายใต้พระบัญญัติของพระคริสต์ด้วยความปลื้มปีติยินดี ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ และมุ่งหมายที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า และท้ายสุดนี้ คริสเตียนคือผู้ที่ได้กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด! ข่าวประเสริฐไม่เพียงแต่นำเรากลับคืนดีกับพระเจ้าเท่านั้น แต่กับประชากรของพระองค์ด้วย เหตุผลหนึ่งที่คริสเตียนหลายคนลดทอนความสำคัญของการเป็นสมาชิกคริสตจักรลง ก็เพราะว่าพวกเขาลดทอนข่าวประเสริฐลงเหลือเพียงแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าเท่านั้นและไม่มีอย่างอื่นอีก แต่พระคัมภีร์สอนบางสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
คนบาปไม่เพียงแต่เป็นศัตรูกับพระเจ้าเท่านั้น แต่กับบรรดาคนที่เป็นพระฉายาของพระองค์ด้วย ความสัมพันธ์ที่แตกหักระหว่างเรากับพระเจ้าได้สร้างความสัมพันธ์ที่แตกหักระหว่างเรากับผู้อื่น พระคัมภีร์มักจะพูดถึงความจริงนี้อยู่ตลอดเวลา อันที่จริง คุณจำเรื่องราวแรกในพระคัมภีร์หลังจากอาดัมและเอวาล้มลงในความบาป และถูกเนรเทศออกไปจากสวนเอเดนได้หรือไม่?
ที่เป็นเรื่องราวของมนุษย์คนหนึ่งที่ฆาตกรรมอีกคน-คาอินฆ่าอาเบล เรื่องของคนบาปที่อยากจะผลักพระเจ้าลงจากพระบัลลังก์ของพระองค์และนำตนเองขึ้นไปแทนที่ และอย่างที่คาอินได้แสดงให้เห็น เราจะไม่มีทางยอมให้มนุษย์คนอื่นมาแย่งชิงบัลลังค์ไปจากเรา ไม่มีวัน การกระทำของอาดัมที่ทำลายการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ส่งผลให้การสามัคคีธรรมท่ามกลางมนุษย์ทุกคนถูกทำลายลงทันทีด้วย ทุกคนต่างก็ทำเพื่อตนเอง
ดังนั้น เมื่อข่าวประเสริฐนำเรากลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า ข่าวประเสริฐก็นำเรากลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับคนบาปคนอื่นๆ ที่ได้รับการไถ่แล้วเช่นกัน เมื่อเรายกเลิกความเป็นศัตรูกับพระเจ้า เราก็ยกเลิกความเป็นศัตรูต่อกันและกันด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คริสเตียนเป็นบรรดาคนที่มีความปิติยินดีในพระบัญญัติข้อที่สำคัญที่สุด: “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน” และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มธ. 22:34-40) ข่าวประเสริฐก่อให้เกิดอะไรขึ้นในตัวเรา? รักพระเจ้า และรักประชากรของพระองค์
ดังนั้น การได้คืนดีกับพระเจ้าจึงหมายถึงการคืนดีกับทุกคนที่ได้คืนดีกับพระเจ้า เช่นกัน ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงการอนุมานถึงข่าวประเสริฐเท่านั้น พระเยซูและบรรดาสาวกของพระองค์ทรงสอนความคิดนี้อย่างชัดเจน และเป็นประจำสม่ำเสมอตลอดที่ผ่านมาในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่
ตัวอย่างเช่น ในส่วนแรกของเอเฟซัสบทที่ 2 เปาโลอธิบายถึงความรอดที่พระคริสต์ได้จัดเตรียมไว้ให้ประชากรของพระองค์ คริสเตียนหลายคนให้คุณค่าอย่างถูกต้องต่อถ้อยคำของเปาโลที่กล่าวว่าเราได้รับความรอดแล้ว “ด้วยพระคุณ…โดยทางความเชื่อ” และเป็น “ของประทานจากพระเจ้า-ไม่ใช่มาจากการกระทำ” (อฟ. 2:8-9) และหลังจากที่ท่านได้แสดงให้เห็นว่าข่าวประเสริฐนำเรากลับคืนสู่สามัคคีธรรมกับพระเจ้าอย่างไรแล้ว เปาโลก็อธิบายต่อในส่วนหลังของเอเฟซัสบทที่ 2 เพื่อแสดงให้เห็นว่าข่าวประเสริฐนำเรากลับคืนสู่สามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้นที่อยู่ในพระคริสต์อย่างไร:
เพราะว่าพระองค์เองทรงเป็นสันติภาพของเรา โดยร่างกายของพระองค์ ทรงทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่แยกระหว่างสองฝ่ายคือการเป็นศัตรูกัน ทรงทำให้ธรรมบัญญัติซึ่งประกอบด้วยบัญญัติและคำสั่งต่างๆ นั้นเป็นโมฆะ เพื่อสร้างให้เป็นคนใหม่คนเดียวกันในพระองค์จากคนสองฝ่ายนั้น เช่นนั้นแหละ พระองค์จึงทรงทำให้เกิดสันติภาพ และทำให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกับพระเจ้าเป็นกายเดียวโดยทางกางเขน จึงเป็นเหตุให้การเป็นศัตรูกันหมดสิ้นไป (อฟ. 2:14-16)
บรรดาคนที่เป็นของพระเจ้าเป็น “พลเมืองเดียวกับบรรดาธรรมิกชน” และ “เป็นสมาชิกครอบครัวของพระเจ้า” (ข้อ 19) พระคริสต์ได้ทรงทำลาย “การเป็นศัตรู” ต่อกันและกันของเราลง ในพระคริสต์ประชากรของพระเจ้ามี “สันติภาพ” และกลับคืนดีกันเป็น “กายเดียว” ถ้อยคำของเปาโลนั้นชัดเจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้: ถ้าเราคืนดีกับพระเจ้า เราก็คืนดีกับประชากรของพระองค์
แน่นอน ข่าวประเสริฐทำให้เรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า แต่ตามพระคัมภีร์ ความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นยังรวมถึงความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนของพระองค์ด้วย เมื่อเรามาหาพระคริสต์ พระองค์ทรงรวมเราเข้าไว้ในครอบครัว-ครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเลือดและเนื้อหนังจริงๆ ของคนที่อาจทำให้ขุ่นเคืองกันไปมา
ดังนั้น การเป็นสมาชิกคริสตจักรคือ ผลของการเติบโตตามธรรมชาติของข่าวประเสริฐ ผลผลิตที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปตามธรรมชาติของข่าวประเสริฐ เมื่อเราได้รับพระเมตตาของพระเจ้า เราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ประชากร” ของพระองค์ (1ปต. 2:10) เมื่อเราได้รับพระคุณของพระเจ้า (อฟ. 2:1-10) เราก็ถูกรวมเข้าไว้ในพันธสัญญาที่ทรงมีให้แก่ชุมชนของพระองค์ (อฟ. 2:11-20) คืนดีกับพระเจ้าและคืนดีกับประชากรของพระองค์
คริสตจักรท้องถิ่นต่างๆ จึงเป็นสถานที่ที่เราดำเนินชีวิตตามความจริงใหม่นี้ เราไม่เพียงพูดว่าเราคืนดีกันแล้ว แต่เราสำแดงออกมาด้วย เราสำแดงโดยการเข้าร่วมประชุมและมุ่งมั่นที่จะรักกัน ช่วยเหลือกันและกันให้เติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์ เราแสดงสิ่งเหล่านี้โดยการต้อนรับกันและกันเข้าสู่บ้านของเรา ห่วงใยดูแลและตอบสนองตามความจำเป็นของอีกฝ่าย เราแสดงโดยสารภาพบาปของเราต่อกันและให้อภัยกัน เราแสดงโดยละความต้องการส่วนตัวของเราไว้ก่อน และเห็นถึงความจำเป็นของผู้อื่นก่อนความต้องการของเรา เราแสดงโดยการเรียนรู้และยอมจำนนเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไปด้วยกันโดยการเข้าร่วมคริสตจักร เราผูกตัวเองกับคนบาปคนอื่นๆ ที่ได้รับการไถ่แล้ว และแสดงให้โลกเห็นว่าพระคริสต์ได้ทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้าและกับคนของพระองค์แล้วจริงๆ การแค่มีเพื่อนคริสเตียนและรวมตัวด้วยกันเป็นครั้งคราวนั้นไม่เพียงพอ เพื่อนที่เราเลือกคบตามความชอบใจของเราเอง สิ่งที่เป็นการสำแดงข่าวประเสริฐอย่างแท้จริงคือ เมื่อเรายอมที่จะรักและเอาใจใส่กลุ่มคน ซึ่งรวมถึงคนที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เราสำแดงข่าวประเสริฐในตอนที่เรารวมตัวกันในแต่ละสัปดาห์ ปรนนิบัติรับใช้คนที่มีสิ่งเดียวกันที่เหมือนเรา คือ พระเยซู เราแสดงว่าเราได้คืนดีกับพระคริสต์แล้ว เมื่อเรามุ่งมั่นที่จะรักผู้คนเหล่านั้นนสถานที่นั้น ไม่ว่าพวกเขาจะบกพร่อง ผิดพลาด หรืออ่อนแอก็ตาม
หากคุณมีใจกระตือรือร้นต่อข่าวประเสริฐ จงเข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น
2) เข้าร่วมกับคริสตจักร เพราะเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์กำหนดเอาไว้
ข่าวประเสริฐเองชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งของเราในการเชื่อมโยงกับชุมชนพี่น้องคริสเตียน แต่พระคัมภีร์เคยกล่าวถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักรอย่างชัดเจนหรือไม่? ถ้าเราสำแดงข่าวประเสริฐโดยการผูกมัดอย่างเป็นทางการกับคริสตจักรท้องถิ่น เมื่อนั้นเราจะไม่เห็นถึงสมาชิกภาพของคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่หรือ?
ผมเคยได้ยินคำถามแบบนี้มาหลายสิบครั้ง เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระคัมภีร์กำหนดให้เราเข้าเป็นสมาชิกคริสตจักรแม้จะไม่เคยได้เห็นคำพูด “เจ้าต้องเข้าร่วมคริสตจักร”?
ผมคิดว่าเราพูดได้ ขอให้ผมได้อธิบายเหตุผลห้าประการว่าทำไม
คริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่
มีการบันทึกประวัติของสมาชิกไว้
เป็นความจริงที่พระคัมภีร์ไม่เคยใช้คำว่า “เจ้าต้องเข้าร่วมคริสตจักร” แต่พระคัมภีร์ใหม่มีหลักฐานหลายประการที่คริสตจักรยุคแรกบันทึกเรื่องการเป็นสมาชิกไว้ ตัวอย่างเช่น ในกิจการบทที่ 2 บันทึกจุดเริ่มต้นของคริสตจักรยุคแรกในเยรูซาเล็ม พระวจนะตอนนี้ได้บันทึกไว้ขณะที่เปโตรกำลังเทศนาให้ฝูงชนในเยรูซาเล็มฟัง และกระตุ้นให้พวกเขาเข้ามาวางใจในพระคริสต์ กลับใจจากบาปของพวกเขา (กจ.2:38) ผู้คนได้ตอบสนองอย่างไร?
คนทั้งหลายที่รับถ้อยคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน (กจ. 2:41)
สังเกตดูว่าคริสตจักรในยุคแรก นับจำนวนคนที่กลับใจมาติดตามพระคริสต์โดยการรับบัพติศมา พวกเขาจดบันทึกไว้ และยิ่งกว่านั้นพระวจนะข้อนี้กล่าวว่ามีคน “เพิ่มเข้ามา” ในคริสตจักรอีกสามพันคน-จากเดิมที่มีสาวก 120 คนในห้องชั้นบน (กจ.1:15) แน่นอนว่าคริสตจักรยุคแรกมีการจัดทำระบบสมาชิก พวกเขารู้ว่าใครเป็นใครในที่ประชุม และมีสมาชิกทั้งหมดเท่าไร
ชายและหญิงสามพันคนเหล่านี้ไม่ได้รับบัพติศมาแล้วไม่ปรากฏตัวอีก พวกเขาปฏิบัติตนเป็นสมาชิกของคริสตจักรพวกเขาพบปะรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอในพระวิหารเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน และพระเจ้าทรงโปรดให้มีจำนวนคนที่จะรอดเพิ่มเข้ามาทุกๆ วัน (กจ. 2:42, 46) พวกเขานำทรัพย์สิ่งของมาแบ่งปันกันตามความจำเป็น (2:45) พบปะกันตามบ้านและร่วมกันหักขนมปัง (2:46) เรายังพบด้วยว่ามีการเรียกประชุมสาวกเพื่อหาทางช่วยเหลือบรรดาแม่ม่ายที่ถูกทอดทิ้ง (6:1-2) เรายังได้เห็นว่าคริสตจักรท้องถิ่นนี้แบ่งปันข่าวประเสริฐ และมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง:
องค์พระผู้เป็นเจ้าก็โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอด เพิ่มจำนวนเข้ามามากยิ่งขึ้นทุกๆ วัน (กจ. 2:47)
คริสตจักรในเยรูซาเล็มนี้ยังมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน และในกิจการ 4:4 ที่ประชุมของพวกเขาขยายเพิ่มขึ้นอย่างน้อยถึงห้าพันคน ต่อมาในพระคัมภีร์ใหม่เรายังพบว่าคริสตจักรบันทึกรายชื่อพวกแม่ม่ายที่เป็นสมาชิกไว้ คริสตจักรยุคแรกมีการบันทึกรายชื่อสมาชิกและบรรดาอัครทูตได้จัดให้มีระบบการบันทึกสมาชิก
คำสั่งในพระคัมภีร์ทำให้เห็น
ถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักร
คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าโดยปราศจากการมอบตัวเองต่อคริสตจักรท้องถิ่น? หากสำรวจพระคัมภีร์ใหม่คุณจะพบทันทีเลยว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันหลักคำสอนที่ถูกต้อง หรือเกี่ยวข้องกับการติดตามใครบางคน หรือปลีกตัวไปแสวงหาสัจธรรมตามลำพัง แต่พระคัมภีร์กลับย้ำอย่างหนักแน่นว่าชีวิตคริสเตียนหมุนวนอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น-ชุมชนที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายวัย หลายชาติพันธุ์ ความสนใจและฐานะภูมิหลังที่ต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาคำสั่งต่อไปนี้ในพระคัมภีร์และวิธีที่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ผูกพันและลงลึกไปด้วยกัน ระหว่างพี่น้องผู้เชื่อที่มารวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอที่คริสตจักรท้องถิ่น คริสเตียนได้รับคำสั่งให้:
- รักซึ่งกันและกัน (ยน. 13:34-35; 15:12-17; รม. 12:9-10; 13:8-10; กท. 5:14; 6:10; อฟ. 1:15; 1ปต. 1:22; 2:17; 3:8; 4:8; 1ยน. 3:16; 4:7-12; เทียบกับ สดด. 133)
- แสวงหาสันติภาพและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับที่ประชุม (รม. 12:16; 14:19; 1คร. 13:7; 2คร. 12:20; อฟ. 4:3-6; ฟป. 2:3; 1ธส. 5:13; 2ธส. 3:11; ยก. 3:18; 4:11)
- หลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท (สภษ.17:14; มธ.5:9; 1คร.10:32; 11:16; 2คร.13:11; ฟป.2:1-3)
- ดูแลกันและกันทั้งกายและจิตวิญญาณ (ฉธบ. 15:7-8,11; มธ. 25:40; ยน. 12:8; กจ. 15:36; รม. 12:13; 15:26; 1คร. 16:1–2; กท. 2:10; 6:10; ฮบ. 13:16; ยก. 1:27; 1ยน. 3:17)
- หมั่นดูแลและคอยเตือนสติกันและกัน (รม. 15:14; กท. 6:1-2; ฟป. 2:3-4; 2ธส. 3:15; ฮบ. 12:15; เทียบกับ ลนต. 19:17; สดด. 141:5)
- ขวนขวายเพิ่มพูนให้คริสตจักรจำเริญขึ้น (1คร. 14:12-26; อพ. 2:21-22; 4:12-29; 1ธส. 5:11; 1ปต. 4:10; 2ปต. 3:18)
- อดทนและให้อภัยต่อกัน (มธ. 18:21-22; มก. 11:25; รม. 15:1; กท. 6:2; คส. 3:12), รวมถึงไม่เป็นความและฟ้องร้องกัน (1คร. 6:1-7)
- อธิษฐานเผื่อกันและกัน (อฟ. 6:18; ยก. 5:16)
- ตีตัวออกห่างจากคนที่มุ่งหวังจะทำลายคริสตจักร (รม. 16:17; 1ทธ. 6:3-5; ทต. 3:10; 2ยน. 10-11)
- ปฏิเสธการวัดคุณค่าของคนตามมาตรฐานโลก (มธ. 20:26-27; รม. 12:10-16; ยก. 2:1-13)
- ยืนหยัดต่อสู้เพื่อข่าวประเสริฐ (ฟป. 1:27; ยด. 3)
- เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่กัน (ฟป. 2:1-18)
คำสั่งเหล่านี้พอให้เราอนุมานได้ว่าคริสเตียนรวมตัวพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ สั่งสอน เตือนสติกัน หรือพูดอีกแบบได้ว่าคำสั่งเหล่านี้มีไว้สำหรับสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น และหนทางเดียวที่จะเติมเต็มคำสั่งเหล่านี้ได้คือ นำมาปฏิบัติด้วยกันในกลุ่มคนที่เราผูกพัน-คนที่มารวมตัวพบปะกันอยู่สม่ำเสมอ อันที่จริง เราไม่ควรพลาดข้อเท็จจริงที่บรรดาอัครทูตเขียนคำสั่งเหล่านี้เพื่อคริสตจักรท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อให้คริสเตียนคนหนึ่งคนใด
อีกคำสั่งหนึ่งในพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ชัดเจนคือ ให้เราเข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น เช่น เราถูกเรียกให้ “นบนอบเชื่อฟัง” บรรดาผู้นำของคริสตจักรท้องถิ่น (ฮบ. 13:17) เราได้รับคำสั่งให้พบปะรวมตัวกันสม่ำเสมอกับคริสตจักรท้องถิ่นเพื่อฟังพระคำของพระเจ้าและหนุนใจกันและกัน (ฮบ. 10:25; กจ. 2:42)
ถ้าเราเชื่อฟังพระเจ้าอย่างจริงจัง เราไม่อาจทำตามพระบัญชาในพระคัมภีร์ได้ หากไม่เข้าเป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น
1 โครินธ์ 12 สอนเราเรื่องสมาชิกคริสตจักร
อีกที่หนึ่งในพระคัมภีร์ที่พูดถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักรไว้ชัดเจนคือ 1 โครินธ์ 12 ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลพูดถึงผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์ว่าเป็น “สมาชิก” (อวัยวะ) ในพระกายของพระคริสต์ คริสตจักรไม่ได้นำคำศัพท์ “สมาชิก” มาใช้ในรูปแบบของการเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนสมาชิกคลับกีฬา หรือคลับอื่นๆ ศัพท์นี้เป็นมาจากตัวของเปาโลเอง
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลกำลังพูดถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น-ไม่ใช่คริสตจักรสากล คริสเตียนเหล่านี้คือสมาชิก (อวัยวะ) ในพระกายเดียวกันอย่างถูกต้อง เพราะพวกเขาหักขนมปังและรับประทานจากก้อนเดียวกัน (1 คร. 10:17) และแบ่งปันความทุกข์ความสุขร่วมกัน (1 คร. 12:26) พวกเขาไม่ได้เป็นเพียง “สมาชิก” ในคริสตจักรสากลในรูปนามธรรม แต่เป็น “สมาชิก” ของคริสตจักรท้องถิ่น- คริสตจักรที่เมืองโครินธ์
ขณะที่คริสเตียนบางคนรู้สึกอึดอัดกับแนวคิดที่ว่าเราต้องเป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น แต่เปาโลไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น สังเกตดูว่าเขาตักเตือนชาวโครินธ์ที่ชอบพูดว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ” (1คร. 12:21) ตามความหมายโดยนัยแล้วคือ แน่นอนเราต้องการกันและกัน-เราต้องการความรักความเอาใจใส่และการลงวินัยในที่ประชุมคริสตจักร ถ้าพระคัมภีร์มีถ้อยคำที่จะพิสูจน์ถึงข้อผูกมัดของเราในการที่ต้องเข้าร่วมคริสตจักร นั่นคือ 1คร. 12:21 เราจำเป็นต้องเข้าผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรท้องถิ่น
ภาพลักษณ์ของคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่บอกถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักร
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ใช้เพื่ออธิบายถึงคริสเตียนและความสัมพันธ์ของพวกเขากับคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่ ทำให้เข้าใจได้ว่าคริสเตียนคือสมาชิกของคริสตจักรท้องถิ่น
เปาโลกล่าวถึงคริสตจักรว่าเป็นเหมือนพระกายและคริสเตียนเป็นเหมือน “อวัยวะ” ในพระกาย ท่านพูดถึงคริสตจักรว่าเป็น “ครอบครัวของพระเจ้า” (1ทธ. 3:15) ประกอบไปด้วยพี่น้องชายหญิงในความเชื่อเดียวกัน เปโตรกล่าวถึงคริสเตียนว่าเป็น “ดังศิลาที่มีชีวิต” และ “รับการสร้างขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ” (1ปต. 2:5) ท่านยังพูดถึงคริสเตียนว่าเป็นเหมือน “แกะ” ที่เป็นส่วนหนึ่งใน “ฝูงแกะ” ของพระเจ้า (1ปต. 2:25; 5:2)
ภาพลักษณ์เหล่านี้ ชี้ไปที่ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้ประชากรของพระองค์มารวมเป็นหนึ่งเดียวกันในคริสตจักรท้องถิ่น ถ้าเราเป็นอวัยวะในพระกายเราจำเป็นต้องติดอยู่กับร่างกาย มิใช่หรือ? ถ้าเราเป็นลูกของพระเจ้าแปลว่าเราต้องมีสามัคคีธรรมกับพี่น้องในพระนิเวศของพระองค์ใช่หรือไม่? ถ้าเราเป็นศิลาเราควรจะเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคารใช่ไหม? ถ้าเราเป็นแกะของพระเจ้า เราจำเป็นต้องเดินไปพร้อมกับฝูงหรือเปล่า?
การลงวินัยคริสตจักรทำให้เห็นถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักร
หลักฐานบางส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นสมาชิกคริสตจักรคือ คำสอนที่ชัดเจนในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการลงวินัยคริสตจักร การลงวินัยคริสตจักรในความหมายที่ใกล้เคียงที่สุดของคำนี้คือ การไม่อนุญาตให้บางคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนเพราะมีชื่อเป็นสมาชิกในคริสตจักรเข้าร่วมพิธีมหาสนิท คือเป็นคนที่ไม่กลับใจจากบาป-บาปที่เขาหรือเธอปฏิเสทที่จะทิ้งไป
การลงวินัยคริสตจักรเป็นวิธีที่คริสตจักรปกป้องสมาชิกของตน และเป็นวิธีที่คริสเตียนดูแลความสัตย์ซื่อของกันและกันที่มีต่อพระคริสต์
พระเยซูตรัสสั่งคริสตจักรให้ลงวินัยสมาชิกที่ไม่ยอมกลับใจใน มัทธิว 18:15-18 เช่นเดียวกับที่เปาโลสั่งคริสตจักรในเมืองโครินธ์ให้ขับชายคนหนึ่งที่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในการไม่กลับใจจากความผิดบาปทางเพศ ออกจากการสามัคคีธรรมของพวกเขา พระวจนะตอนอื่นๆ ในพระคัมภีร์ก็ได้สั่งด้วยว่าคริสตจักรต้องดูแลสมาชิกโดยการลงวินัยคริสตจักร (ดู กท.6:1; 2ธส .3:6-15; 1ทธ. 1:20; 5:19-20; ทต. 3:9-11)
โดยมอบสิทธิอำนาจให้คริสตจักรเผชิญหน้ากับความบาป พระเยซูแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงคาดหวังให้คนของพระองค์รับผิดชอบต่อกันและกันในคริสตจักรท้องถิ่น การติดตามพระเยซูคริสต์มีราคาแพงและมีความท้าทาย โลก มาร และบาป ที่ยังคงตกค้างอยู่ในเราจะคอยชักจูงให้เราออกห่างจากการผูกพันตนในพระคริสต์ ในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ พระเยซูทรงให้คริสตจักรท้องถิ่นมีสิทธิที่จะลงวินัยเราได้เมื่อเราไม่ยอมกลับใจ เพื่อความเชื่อของเราจะไม่อับปางลง (1ทธ. 1:19) สมาชิกคริสตจักรท้องถิ่นจะคอยดูแลและหนุนใจกันและกันในความเชื่อ เช่นที่เปาโลกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องดูแลกันและกันภายในคริสตจักร แต่หน้าที่นี้ไม่ได้ขยายออกไปยังผู้ไม่เชื่อภายนอกคริสตจักร (1คร. 5:12)
การลงวินัยคริสตจักรทำให้เห็นถึงการเป็นสมาชิกคริสตจักร พระคัมภีร์ใหม่คาดหวังให้คริสเตียนทุกคนคล้องแขนร่วมกับคนอื่น ๆ ในคริสตจักรท้องถิ่น เพื่อที่สมาชิกทุกคนจะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติตามพระคริสต์-แม้จะหมายถึงการที่ต้องเผชิญบาปของเราก็ตาม
การเป็นสมาชิกคริสตจักรมีอยู่ในพระคัมภีร์ไหม? แน่นอน มีอยู่ทุกหน้าในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เพราะบรรดาอัครทูตกำลังเขียนถึงคริสตจักรท้องถิ่นที่มีตัวตน และสมาชิกที่ประกอบด้วยกันเป็นคริสตจักรจริง ๆ เหล่าอัครทูตไม่เคยกล่าวถึง “คริสเตียนฉายเดี่ยว” เพราะพวกเขาไม่เคยนึกถึงคนในประเภทนี้เลย พวกเขาไม่เคยคิดเอาเองว่าใครก็ตามสามารถเป็นคริสเตียนได้โดยไม่มีความสัมพันธ์หรือผูกพันกับคริสตจักรท้องถิ่น แนวคิดที่ว่าคริสเตียนไม่จำเป็นต้องเข้าไปผูกพันกับคริสตจักรท้องถิ่น เป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่
3) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อรักคริสเตียนคนอื่นๆ และจรรโลงคริสตจักร
ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานให้กับพันธกิจคริสเตียนในมหาวิทยาลัย ในขณะกำลังนมัสการในคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ตอนนั้นผมเป็นสมาชิกอยู่ เขามักจะโผล่เข้ามาหลังเพลงนมัสการจบ มานั่งฟังคำเทศนาเสร็จแล้วก็กลับไป วันหนึ่งผมถามเขาว่าทำไมไม่เข้ามาตั้งแต่ต้นและอยู่จนจบ
เขาตอบว่า “ก็ ผมไม่ได้อะไรกลับไปเลยในช่วงอื่นๆ”
ฉันจึงถามเขาไปว่า “คุณเคยคิดที่จะเข้าร่วมคริสตจักรหรือไม่?”
เขาคิดว่านี่เป็นคำพูดที่ไร้สาระ เขาถามกลับว่า “ทำไมผมต้องเข้าร่วมคริสตจักรด้วย? ถ้าเกิดผมเข้าร่วม ผมคิดว่าพวกเขาจะทำให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมเดินช้าลง”
ผมจึงถามว่า “คุณเคยคิดบ้างไหมว่า บางทีพระเจ้าอาจต้องการให้คุณคล้องแขนกับคนเหล่านี้ และอาจเป็นได้ที่พวกเขาดึงให้คุณให้ช้าลง แต่คุณอาจช่วยให้พวกเขาให้ไปได้เร็วขึ้น? บางทีนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าที่ต้องการให้เราดำเนินชีวิตคริสเตียนไปด้วยกัน”
เช่นเดียวกับเพื่อนของผม หลายคนมาคริสตจักรในฐานะผู้บริโภค ถามว่า “คริสตจักรนี้ทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?” ผมเคยเจอหลายคนที่มองหาคริสตจักรเหมือนมองหาซื้อรถคันใหม่: “เทศนาดี เพลงก็งั้นๆ แต่ไม่ค่อยชอบการตกแต่งห้องประชุม… และเครื่องปรับอากาศน่าจะมีปัญหา”
แน่นอน เราควรคาดหวังบางสิ่งจากคริสตจักรท้องถิ่นที่ของเรา เช่นคำเทศนาที่สัตย์ซื่อและสอนเป็นไปตามหลักพระคัมภีร์ แต่เราไม่ควรเข้าไปที่คริสตจักรเหมือนเป็นลูกค้าเพื่อมองหาข้อเสนอที่ดีที่สุดในเมือง เราไม่ใช่ผู้บริโภค เราเป็นบุตรที่กำลังเข้าร่วมกับครอบครัว
เราได้กล่าวไว้ข้าวต้นแล้วว่า พระคัมภีร์ใหม่อธิบายถึงชีวิตคริสเตียนที่ต้องเชื่อโยงกับคริสตจักรท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระเจ้าทรงบัญชาให้เรารับใช้ซึ่งกันและกัน อธิษฐานเผื่อกัน ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขไปด้วยกัน มีใจเมตตาต่อกัน ให้กำลังใจกันและกัน พบปะใช้เวลาด้วยกัน และเสริมสร้างกันและกันขึ้นด้วยพระคำของพระเจ้า คริสเตียนทุกคนได้รับคำสั่งให้ใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของตนเพื่อ “เพิ่มพูนสิ่งที่ทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น” (1คร. 14:12) พูดสั้นๆ คือ พระเจ้าบัญชาให้เรารักกัน ไม่ใช่ “ด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง” (1 ยน. 3:18 ดู 1ยน. 3:14, 16; 4:21)
สมาชิกคริสตจักรต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบเจาะจงต่อผู้นำคริสตจักรด้วย เช่นเดียวกับที่ผู้นำได้รับผิดชอบต่อพวกเขา ผู้นำในคริสตจักรควรได้รับการเคารพนับถืออย่างสูงสุดและให้เกียรติ (ฟป. 2:29; 1ธส. 5:12-13) ถ้าคริสเตียนคาดหวังให้ศิษยาภิบาลปฏิบัติตามความรับผิดชอบในพระคัมภีร์ สมาชิกคริสตจักรต้องทำตัวให้เป็นที่รู้จักกับศิษยาภิบาล ต้องนับถือท่านเป็นเสมือนของขวัญจากพระคริสต์ที่ส่งมายังคริสตจักรเพื่อประโยชน์สุขของพวกเขา ผู้รับใช้ด้านพระวจนะของพระเจ้าคือ ผู้ดูแลปกป้องครอบครัวของพระเจ้า และเป็นผู้เลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้า ท่านจะต้องรับใช้ด้วยความเต็มใจและด้วยใจกระตือรือร้น (1ปต. 5:1-3) ชื่อเสียงของท่านควรได้รับการปกป้อง ฟังคำของท่าน เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน เว้นแต่ว่ามันขัดแย้งกับพระคัมภีร์ หรือถูกบิดเบือนจากข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน (ฮบ. 13:17, 22 ; 1ทธ. 5:17-19) ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ควรได้รับการยกย่องนับถือ เพราะเขาเป็นผู้ที่นำพระวจนะของพระเจ้ามาสู่ประชากรของพระองค์ และเขาต้องไม่แทนที่พระวจนะด้วยถ้อยคำของตนเอง
สมาชิกคริสตจักรต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับศิษยาภิบาล ต้องดำเนินชีวิตตามแบบอย่างชีวิตและความเชื่อของท่าน (1คร. 4:16; 11:1; ฟป. 3:17; ฮบ. 13:7) ผู้เทศนาและผู้สอนที่ดีสมควรได้รับเกียรติเป็นสองเท่าตามที่เปาโลกล่าวไว้ใน 1 ทิโมธี 5:17 รวมถึงสนับสนุนท่านด้วยสิ่งที่จำเป็นต่างๆ (ดู กจ. 6:4; 1คร. 9:7-14; กท. 6:6) และสมาชิกคริสตจักรนั้นควรอุทิศตนในการอธิษฐานเผื่อผู้รับใช้และช่วยเหลือพวกเขาในทุกวิถีทางที่ทำได้ (อฟ. 6:18-20; คส. 4:3-4; 2ธส. 3:1; ฮบ. 13:18-19) งานรับใช้ด้านพระวจนะได้รับมอบหมายให้นำพระวจนะของพระเจ้าไปสู่ประชากรของพระองค์
ถ้าเราทำแผนผังความรับผิดชอบทั้งหมดที่พระเจ้ามอบให้คริสเตียนในพระคัมภีร์ มันอาจเป็นเหมือนภาพในหน้าถัดไป:
โดยการเข้าร่วมคริสตจักร เรามุ่งมั่นที่จะรักกลุ่มคนที่เจาะจงในลักษณะที่อธิบายไว้ข้างต้น แน่นอนว่าเรามุ่งมั่นที่จะรักคริสเตียนทุกคน แต่เราใส่ “สิ่งที่จับต้องได้” ลงในความมุ่งมั่นนั้นด้วย เราทำให้เป็นการกระทำมากกว่าคำพูด โดยการให้คำมั่นกับกลุ่มคนที่เป็นคนจริง ๆ ความรักเช่นนี้หลายครั้งไม่ง่ายและยากลำบาก ความยากลำบากเหล่านี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมในการสมาชิกคริสตจักร เราจึงต้องสัญญาร่วมกันที่จะสำแดงความรักนี้ออกไปทั้งในยามดีและในยามร้าย การขาดความมุ่งมั่นในการดูแลเอาใจใส่ ที่เกิดจากการขาดความเป็นระเบียบของการเป็นสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่น เป็นการเปิดโอกาสให้กับการทดลองฝ่ายเนื้อหนังและการหลอกลวงตนเองได้ ทำให้ความยากลำบากของความรักนี้ลดลง และผลที่ตามมาก็คือ ความรักของเราก็จะลดทอนความน่าดึงดูดและความหมายที่แท้จริงของข่าวประเสริฐลง การเป็นสมาชิกทำให้เรามีความรับผิดชอบในการปฏิบัติความรักที่แท้จริง และเป็นการหนุนใจให้เรารักคนอื่นในแบบที่พระคัมภีร์สั่งสอน
ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็นคริสเตียน แต่ปฏิเสธที่จะผูกพันกับกลุ่มคนที่อุทิศตนเพื่อติดตามพระเยซู ผมเกรงว่าคุณคงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคิดว่าตัวเองได้กลับใจจริง ใช่แล้ว การรักผู้เชื่อคนอื่น ๆ จะพาเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับความยากลำบากต่าง ๆ และทำให้เราเจ็บปวดและผิดหวัง แต่คริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงจะไม่ทิ้งคริสตจักรไว้ข้างหลัง พวกเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระคัมภีร์ในการรักพี่น้องในพระคริสต์ อดทนต่อกันในกลุ่มคนบาปที่ได้รับการไถ่แล้ว-แม้เป็นคนบาปที่อาจสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขา ในขณะที่พวกเขารัก ให้อภัย เศร้าโศก และชื่นชมยินดีไปด้วยกันกับผู้เชื่อคนอื่นในคริสตจักรท้องถิ่น พวกเขากำลังสำแดงความรักของพระคริสต์
แล้วตัวคุณล่ะ? คุณรักประชากรของพระเจ้าหรือเปล่า? คุณกำลังเป็นฝ่ายให้อย่างจริงจังหรือไม่? คุณใช้มือของคุณทำงานเพื่อพวกเขาหรือเปล่า? ทรัพยากรที่คุณมี? ปากของคุณ? คุณได้ลงมือทำบ้างหรือยัง?
ในคริสตจักร การสร้างสาวกเป็นโครงการที่ทำได้ทั้งส่วนตัว และเป็นกิจกรรมที่ทำด้วยกันในขณะที่เราติดตามพระเยซูคริสต์และช่วยเหลือกันไประหว่างทาง เราสามารถรับผิดชอบต่อกันในยามที่ต้องเผชิญการทดลอง เราสามารถเรียนรู้พระคำของพระเจ้าไปด้วยกันเพื่อพร้อมรับมือกับสงครามฝ่ายวิญญาณ เราสามารถร้องเพลงนมัสการไปพร้อมกันและอธิษฐานด้วยกัน เราสามารถที่จะหนุนใจในความชื่นชมยินดีและแบ่งเบาภาระของกันและกัน ตามที่พระเยซูได้ตรัสว่า “บัญญัติของเราคือให้พวกท่านรักกันและกัน เหมือนอย่างที่เรารักท่าน” (ยน. 15:12, 17) คล้องแขนร่วมกับคริสเตียนคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวคุณเพื่อเสริมสร้างคริสตจักรไปด้วยกัน
4) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อประกาศข่าวประเสริฐแก่โลก
อาจฟังดูแปลก แต่วิธีหนึ่งที่เราจะรักคนที่ไม่ใช่คริสเตียนและประกาศข่าวประเสริฐแก่โลกได้นั้น คือโดยการเข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่น โดยการเข้าร่วมคริสตจักรนี่แหละ ที่เราจะสำแดงให้คนที่ไม่ใช่คริสเตียนและคนที่คิดว่าตนเองเป็นคริสเตียนแล้วได้เห็นว่าการกลับใจใหม่ที่แท้จริงเป็นอย่างไร เราแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคริสตจักรและโลก และเห็นชัดเจนว่าผู้เชื่อคือคนที่ “อยู่ภายใน” คริสตจักร ขณะที่ผู้ไม่เชื่อนั้นยัง “อยู่ภายนอก” (1 คร. 5:12)
นอกจากนี้ เมื่อเราเข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น เราก็กำลังเสริมทัพความเข้มแข็งในการประกาศข่าวประเสริฐ เมื่อเรารับใช้ไปด้วยกัน เราสามารถประกาศข่าวประเสริฐไปตามชุมชนและโลกกว้างได้ดียิ่งขึ้น เราทำสิ่งเหล่านี้ผ่านการพูดและแบ่งปันข่าวประเสริฐไปพร้อมกัน ช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อมกัน เราเป็นแรงสนับสนุนและผลักดันข่าวประเสริฐออกไปด้วยการทำสิ่งดีที่มองเห็นได้
โดยทั่วไป คริสตจักรท้องถิ่นคือองค์กรที่ทำพันธกิจส่งเสริมข่าวประเสริฐโดยร่วมมือกันประกาศข่าวดีนี้ไปสู่ผู้คนที่ยังไม่เคยได้ยิน และโดยการทำให้พระกิตติคุณปรากฏแก่โลกผ่านการดำเนินชีวิตของเรา
พระเยซูสอนว่า “ทุกคน” จะรู้ว่าเราเป็นสาวกของพระองค์ ถ้าเรา “รักกันและกัน” (ยน. 13:34-35) เมื่อโลกมองมาที่คริสตจักร พวกเขาควรเห็นความรักของพระคริสต์ผ่านความห่วงใยที่เรามีต่อกันด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทำงานในเราอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงใช้ชีวิตเราเพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นความจริงของข่าวประเสริฐ นี่เป็นบทบาทพิเศษที่เราทำได้ขณะยังอยู่ในโลกนี้ซึ่งเราทำไม่ได้ในสวรรค์-เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าเพื่อนำข่าวประเสริฐไปสู่โลก
คุณเคยตระหนักว่าคริสตจักรนั้นเป็นแผนในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์หรือไม่? เมื่อเราประกาศเรื่องราวความรักของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ เราก็กำลังสำแดงความรักแบบเดียวกันในคริสตจักรท้องถิ่น เมื่อเราให้อภัยกัน เรียกร้องให้แต่ละคนกลับใจ หนุนใจกัน และประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่กันและกัน เราก็กำลังสำแดงความรักของพระคริสต์ที่ได้กระทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อเรา การดำเนินชีวิตไปด้วยกันของเราจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในข่าวสารที่เราประกาศ ถ้าเรารักอย่างจริงใจต่อเพื่อนของเราที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน เราก็กำลังเข้าสู่แผนประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู และผูกพันตนเข้ากับคริสตจักรท้องถิ่น
5) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อรับรองตัวเอง
คุณไม่ได้เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อที่จะได้รับความรอด แต่คุณอาจต้องเข้าร่วมคริสตจักรเพื่อช่วยให้คุณแน่ใจว่าคุณรอดแล้ว จำคำตรัสของพระเยซูได้ไหม:
ใครที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัติเหล่านั้น คนนั้นเป็นคนที่รักเรา และคนที่รักเรานั้น พระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขาและจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา… ถ้าพวกท่านประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะติดสนิทอยู่กับความรักของเรา เหมือนอย่างที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดาและติดสนิทอยู่กับความรักของพระองค์…ถ้าพวกท่านประพฤติตามที่เราสั่ง ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา…เมื่อพวกท่านรู้อย่างนี้แล้วและประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข (ยน.14:21; 15:10, 14; 13:17)
ผมสามารถยกคำตรัสของพระเยซูมาได้อีกมากมายที่สอนเราถึงวิธีที่จะติดตามพระองค์และวิธีที่เราจะต้องระมัดระวังที่จะไม่หลอกลวงตนเอง แต่ในการเข้าร่วมกับคริสตจักรนั้น เรากำลังขอให้พี่น้องชายหญิงของเรารับผิดชอบต่อเราในการดำเนินชีวิตตามคำให้การที่เราได้พูดไว้ เราขอให้พี่น้องชายหญิงรอบข้างคอยหนุนใจ บางครั้งคอยเตือนเราให้ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในชีวิตเรา และบางครั้งโดยการท้าทายเราเมื่อเรากำลังออกห่างจากการเชื่อฟังพระองค์
มันง่ายที่จะหลอกตัวเองให้คิดว่าเราเป็นคริสเตียนแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเราเคยตัดสินใจด้วยน้ำตานองหน้า และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร บางทีเราใช้ชีวิตในคริสตจักรมาหลายปี สนับสนุนงานขององค์กร สร้างมิตรภาพผ่านกิจกรรมต่างๆ ชอบเพลงนมัสการบางเพลง บ่นว่าคนอื่นแต่ไม่เคยรู้จักพระคริสต์จริง ๆ เลย คุณมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเยซูหรือไม่? ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณและคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ?
คุณจะพูดได้อย่างไรว่าคุณเปลี่ยนแปลง? หนึ่งในวิธีที่จะพบความจริงเกี่ยวกับชีวิตของคุณเองคือถามคำถามเหล่านี้: ฉันเข้าใจหรือไม่ว่าการติดตามพระเยซูโดยพื้นฐานแล้วเกี่ยวข้องกับวิธีที่ฉันปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนที่เป็นสมาชิกในคริสตจักรเดียวกัน? ฉันได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะรักพวกเขาและฉันทำแล้วหรือยัง?
หรือคุณได้อ้างว่าคุณรู้จักความรักของพระเจ้าในพระคริสต์แต่ยังดำเนินชีวิตขัดแย้งกับสิ่งที่อ้างอยู่? คุณอ้างหรือไม่ว่าคุณรู้จักความรักเช่นนี้ที่ไร้ขีดจำกัด แต่คุณกลับขีดวงจำกัดความรักที่มีต่อผู้อื่น อ้างว่า “ฉันมาจนสุดขอบแล้ว และจะไม่ไปไกลเกินกว่านี้?
การอ้างความรักเช่นนี้ แต่ปราศจากชีวิตที่สนับสนุนนั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย และถ้าคุณยังอยากจะเดินตามลำพัง โดยปฏิเสธไม่เข้าร่วมคริสตจักร คริสเตียนคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถช่วยคุณได้ คุณกำลังล่องเรือลำน้อย ๆ ของคุณไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ของคุณเอง คุณมาคริสตจักรเพราะชอบคำเทศนาบางบท มาคริสตจักรเพราะชอบเพลงนมัสการหรือชอบบรรยากาศบางอย่าง เสร็จแล้วก็ล่องเรือลำน้อย ๆ ของคุณไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่พอใจและอยากไป
การเป็นสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นไม่ใช่การเพิ่มเสริมเติมแต่งสิ่งที่โบราณล้าสมัย และสิ่งที่ไม่จำเป็นเข้าไปในการเป็นสมาชิกอย่างแท้จริงในพระกายของพระคริสต์ที่เป็นสากล การเป็นสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพยานถึงการเป็นสมาชิกของเราใน คริสตจักรสากล การเป็นสมาชิกคริสตจักรไม่ได้ช่วยให้รอดแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรอด ถ้าไม่มีการสะท้อนความรอดของเราออกไป เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรารอดแล้วอย่างแท้จริง? ตามที่ยอห์นอธิบายไว้: ถ้าใครกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” แต่ใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน เขาเป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่มองเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่มองไม่เห็นไม่ได้” (1ยน. 4:20)
ในการมาเป็นสมาชิกของคริสตจักร เรากำลังจับมือกับผู้อื่นเพื่อทำความรู้จักและเป็นที่รู้จักของกันและกัน เราเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจกัน เมื่อเราต้องถูกย้ำเตือนถึงการงานของพระเจ้าในชีวิตของเรา หรือเมื่อเราต้องถูกท้าทายเกี่ยวกับความขัดแย้งกันระหว่างคำพูดและการดำเนินชีวิตของเรา
6) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อเปิดโปงข่าวประเสริฐเทียมเท็จ
เมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับคริสเตียนคนอื่นๆ เรากำลังแสดงให้โลกเห็นว่าคริสเตียนแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร เราขจัดความคิดผิด ๆ ที่ว่าคริสเตียนถือตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรมจนน่าหมั่นไส้ เป็นพวกที่กังวลว่าบางคนอาจกำลังสนุกสนานที่ไหนสักแห่งและเชื่อในความดีของตนเหนือสิ่งอื่นใด คนที่ไม่เป็นคริสเตียนหลายคนมองคริสเตียนแบบนี้ เราสามารถต่อต้านกับภาพพจน์ที่ผิด ๆ นี้ได้โดยการมีคริสตจักรที่ปราศจากทัศนคติเช่นนี้
หลายปีที่แล้ว ผมได้ไปเยี่ยมญาติที่ไม่ได้พบกันมาตั้งแต่เด็ก การบอกเธอว่าผมกำลังวางแผนที่จะเป็นนักเทศน์ของแบ๊บติสต์นั้นผ่านไปได้ไม่มีนัก เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก้มลงมองถ้วยกาแฟ แล้วพูดว่า “ฉันเลิกยุ่งเกี่ยวกับองค์กรทางศาสนาแล้ว ฉันคิดและตัดสินไปแล้วว่า คริสตจักรเป็นเพียงหลุมที่เต็มไปด้วยงูพิษ”
“จริงหรือ?” ผมถาม
“ใช่สิ” เธอตอบ
“เธอคิดจริงๆ หรือว่าโลกภายนอกนั้นดีกว่ามากงั้นหรือ?” ผมถาม
เธอหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “ที่จริงก็ไม่ใช่หรอก พวกนั้นก็งูพิษเหมือนกัน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ตัวว่าเป็นงูพิษ”
ผมจึงพูดว่า “เธออาจประหลาดใจที่ฉันเห็นด้วยกับเธอ ผมรู้ดีว่าโลกภายนอกนั้นคือหลุมงูพิษ และรู้ด้วยว่าคริสตจักรเองก็คือหลุมงูพิษ แต่ความแตกต่างคือ ผมไม่คิดว่าโลกภายนอกจะรู้ว่าตัวเองเป็น และคิดว่าคริสเตียนต่างหากที่รู้ว่าตัวเองเป็น และนี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงไปคริสตจักร-เพราะเรารู้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือ เพราะเรารู้ว่าเราต้องพึ่งพาพระเจ้า และที่ว่าเราได้รับความรอดโดยพระคุณของพระองค์เท่านั้น”
สิ่งเดียวที่เรานำไปเพื่อพบกับความรอดได้คือบาปของเรา ต้องเป็นความรักของพระเจ้าในพระคริสต์เท่านั้นที่ช่วยเราให้รอด พระองค์เสด็จมาและดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบเพื่อเรา สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนคนบาปทั้งหลายที่หันมาและวางใจในพระองค์ และทรงคืนพระชนม์พร้อมกับชัยชนะเหนือความตายและความบาป ความเชื่อของเราในพระคริสต์เท่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เรารอดได้
ดังนั้น จงเข้าร่วมคริสตจักรที่เชื่อในข่าวประเสริฐนี้ เข้าร่วมกับคริสเตียนคนอื่น ๆ ในพันธสัญญาการเป็นสมาชิกเพื่อทำความจริงนี้ให้เป็นที่รู้จัก
7) เข้าร่วมคริสตจักรเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
ในตอนท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นคริสเตียน คุณควรเข้าร่วมคริสตจักรเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เปโตรได้เขียนถึงคริสเตียนในยุคแรกว่า “จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่วพวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน” (1 ปต. 2:12)
น่าทึ่งใช่ไหมล่ะ? บอกได้เลยว่าเปโตรได้ยินคำสอนนี้จากพระอาจารย์ของท่าน จำสิ่งที่พระเยซูทรงสอนในคำเทศนาบนภูเขาได้หรือไม่? “ทำนองเดียวกันพวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ. 5:16)
อีกครั้ง ข้อสันนิษฐานที่น่าประหลาดใจนี้ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติจากการทำดีของเรา หากนี่เป็นความจริงในชีวิตของเราแต่ละคน เราก็ไม่ควรแปลกใจที่มันเป็นความจริงสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของเราในฐานะคริสเตียนด้วย พระเจ้าทรงมุ่งหมายให้การที่เรารักกันและกันเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราเป็นสาวกของพระคริสต์ ขอให้ระลึกถึงคำตรัสของพระเยซูใน ยอห์น 13:34-35 “เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา”
การดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของเราเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่าเราเป็นของพระเจ้า และเป็นการถวายพระเกียรติและพระสิริแด่พระองค์
พระเยซูตรัสว่า “เราจะสร้างคริสตจักรของเรา” (มธ. 16:18) หากพระเยซูเองทรงทุ่มเทให้กับคริสตจักร เราควรทุ่มเทไม่น้อยไปกว่านี้ไม่ใช่หรือ?
คริสเตียนส่วนใหญ่ที่มาเข้าร่วมคริสตจักรอยู่เป็นประจำที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง และเทศนาพระคัมภีร์ อาจรู้สึกขุ่นเคืองใจกันเป็นบางครั้ง แต่อย่าลืมว่าทุกครอบครัวมีปัญหา ช่วงเวลาที่ขุ่นเคืองใจกันคือช่วงเวลาที่เราจะสามารถให้อภัยกัน ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน และรักผู้อื่นที่ไม่อาจให้สิ่งใดตอบแทนเราได้ ความทุ่มเทเช่นนี้แหละ เป็นความสัมพันธ์ในคริสตจักรที่ทำข้อตกลงด้วยกันที่จะนำมาซึ่งการถวายเกียรติแด่พระเจ้า
บทที่ 2: ทุ่มเทให้กับพระกายของพระคริสต์
ฉากสุดท้ายของ โรเบิร์ต โบลท์ ในหนัง (A Man for All Seasons) เม็ก ลูกสาวของโธมัส มัวร์ เธอมาที่ห้องขังเพื่อโน้มน้าวให้เขาพูดในสิ่งที่เขาจำเป็นจะต้องพูด เพื่อปลดปล่อยตัวของเขาเอง
เม็กขอร้องว่า “ถ้าเช่นนั้นให้พูดตามคำสาบาน แต่ในใจคุณคิดอีกอย่างหนึ่ง”
“เอาหละ….ท้ายที่สุดแล้ว” มัวร์ตอบ “มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่มันคือเรื่องของความรักต่างหาก”
การเข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่นใดคริสตจักรหนึ่ง เป็นการสะท้อนภาพภายนอกของความรักที่มีภายใน-เพื่อพระคริสต์และเพื่อประชากรของพระองค์ และอย่างที่เราเห็นบ่อยครั้งในชีวิตนี้ ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นแทบจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ บ่อยครั้งมักมีการวางแผนไว้แล้ว ไตร่ตรองมาก่อนล่วงหน้า และเป็นไปตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้
เอเฟซัส 5:25 กล่าวว่า “เหมือนพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร” กิจการ 20:28 ย้ำเตือนเราว่าพระองค์ได้ซื้อคริสตจักรของพระองค์ด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง ถ้าเราเป็นสาวกของพระคริสต์ เราเองก็ควรรักคริสตจักรที่พระองค์ทรงประทานพระองค์เองให้
ดังนั้นอย่าเพียงแค่มาคริสตจักร (แม้คุณทำได้) แต่ให้เข้าร่วมคริสตจักร คล้องแขนร่วมกับคริสเตียนคนอื่น ๆ ไว้ มองหาคริสตจักรที่คุณเข้าร่วมได้ เข้าเป็นสมาชิกคริสตจักรเพื่อให้คนที่ไม่เชื่อจะได้ยินและได้เห็นข่าวประเสริฐ เพื่อให้คริสเตียนที่อ่อนแอจะได้รับการดูแล เพื่อให้คริสเตียนที่เข้มแข็งจะได้นำพละกำลังของพวกเขาไปใช้ในทางที่ดี เพื่อให้ผู้นำคริสตจักรจะได้รับการหนุนใจและความช่วยเหลือ และเพื่อพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติ