บทที่ 2: ขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง
พบแล้ว: พระประสงค์ของพระเจ้า · จอห์น แมคอาร์เธอร์
พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป และมันไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาสำหรับคุณด้วย ให้เรามาเริ่มจากจุดเริ่มต้น และดูว่าพระเจ้ามีอะไรจะเปิดเผยแก่เราผ่านทางพระวจนะของพระองค์
อัครทูตเปโตรเน้นแนวคิดเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเราใน 2 เปโตร 3:9 ตลอดจดหมายฝากฉบับที่สองของเปโตร เขาเตือนให้ระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ซึ่งเขาเรียกว่า “บ่อที่ไร้น้ำ” และ “สุนัขกลับไปหาสิ่งที่มันสำรอกออกมา” เปโตรกล่าวถึงลักษณะเด่นของ “บ่อ” เหล่านี้ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแหล่งน้ำที่ให้ชีวิต แต่กลับไม่มีน้ำให้) หรือ “สุนัข” เหล่านี้ (ซึ่งกลับไปเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา คือบาปที่พวกเขาเคยทิ้งไปแล้ว) ลักษณะเด่นของพวกเขาคือการปฏิเสธสองสิ่ง อันดับแรก ผู้ละทิ้งความเชื่อหรือผู้สอนเท็จจะปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ คือปฏิเสธ “องค์เจ้านายผู้ได้ทรงไถ่พวกเขาไว้” (2 เปโตร 2:1) สิ่งที่สองที่ผู้ละทิ้งความเชื่อปฏิเสธก็คือการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ (3:1-10) เขาพูดเยาะเย้ยว่า “ไหนล่ะพระสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมา? พวกคุณนี่มีแต่พวกคลั่งศาสนาวิ่งพล่านเที่ยวบอกคนอื่นว่าพระเยซูกำลังจะมา พระองค์อยู่ไหนล่ะ? ฉันไม่เห็นพระองค์เลย” เขาอ้างเหตุผลแบบนี้ “เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษล่วงหลับไปแล้ว ทุกสิ่งก็เป็นอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่ทรงสร้างโลก” เขาบอกว่า “จะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เพราะมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง ฉันจะไม่มีวันตายเพราะฉันไม่เคยตาย ฉันไม่มีทางเป็นมะเร็ง เพราะฉันไม่เคยเป็นมาก่อน”
เปโตรจะตอบว่า “คุณลืมเรื่องน้ำท่วมโลก ทุกสิ่งไม่ได้เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมา” และมันจะไม่คงอยู่เหมือนเดิมอย่างที่มันเคยเป็น พระเจ้าจะเข้ามาแทรกแซงในการพิพากษาครั้งยิ่งใหญ่ด้วยไฟ (2 เปโตร 3:10) “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์” (ข้อ 9) พูดอีกอย่างก็คือ เพียงแค่เราไม่เห็นพระเจ้าบุกมาพิพากษาโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ มันไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงสัญญาไว้แล้วจะไม่ทำตามพระสัญญา ที่พระองค์ชะลอเวลาไว้นั้นไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่มีความสามารถหรือไม่สัตย์ซื่อ แต่หมายความว่าพระองค์ทรงอดกลั้นพระทัยไว้นาน “พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่” (ข้อ 9)
นี่คือเรื่องแรกเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระองค์ต้องการให้ผู้คนได้รับความรอด ต้องการมากจนพระองค์ยับยั้งการพิพากษาของพระองค์ไว้ เปาโลกล่าวว่า “การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและรู้ความจริง” (1 ทิโมธี 2:3-4) พระประสงค์ของพระเจ้าก็คือให้ผู้คนได้รับความรอด ถ้าคุณยังล้มลุกคลุกคลานในชีวิต และอธิษฐานต่อพระเจ้าเป็นบางครั้งบางคราวเหมือนลองเสี่ยงทาย แต่ไม่เคยมาคุกเข่าลงที่โคนไม้กางเขนและพบพระเยซูคริสต์ คุณก็ยังไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้นแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยซ้ำ พระเจ้าไม่มีเหตุผลที่จะเปิดเผยอะไรเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับชีวิตคุณ เพราะคุณยังไม่ผ่านคุณสมบัติหมายเลขหนึ่งคือความรอด
พระเจ้าทรงนำคนของพระองค์
เจ้าของภัตตาคารและไนท์คลับผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในนิวยอร์คเคยกล่าวคำพูดนี้ในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าว “ผมคงไม่ได้มาอยู่จุดนี้ ถ้าไม่มีผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ข้างบน”
แน่นอน คำพูดดังกล่าวเป็นความจริงเมื่อคุณพิจารณาสิ่งที่อัครทูตเปาโลเจตนาจะบอก เมื่อเขาบอกชาวเอเธนส์ที่นับถือพระอื่นว่า “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กิจการ 17:28) พระคริสต์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนทั้งจักรวาล และไม่มีใครมาอยู่ในจุดที่เขาอยู่ในปัจจุบันได้ถ้าปราศจากพระองค์
แต่ในเรื่องที่พระเจ้าจะนำทางผู้ที่ยังไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตนนั้น ไม่มีพระคัมภีร์แม้แต่บรรทัดเดียวที่บ่งบอกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเป็นปกติ
ตรงกันข้าม เราอ่านเจอในพระคัมภีร์ว่า “เมื่อ [พระคริสต์] ต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้วก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน” (ยอห์น 10:4)
ถ้าปราศจากพระคริสต์ มนุษย์ก็เป็นคนแปลกหน้าต่อพระเจ้า พวกเขาเป็นพวกกบฏต่อพระเจ้าเป็นคนต่างด้าวในจักรวาลของพระเจ้า
พระคัมภีร์กล่าวว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคือให้ผู้คนได้รับความรอด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด พระเยซูกล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในมาระโก 3:31-35 ขณะนั้นพระองค์กำลังสอนอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง แล้วมารดากับน้อง ๆ ของพระองค์ก็มาที่นั่น มีฝูงชนนั่งอยู่ในอาคารหลังนั้น และที่นั่นคนแน่นจนครอบครัวของพระองค์เข้าไปหาพระองค์ไม่ได้ มีคนบอกพระองค์ว่า “มารดาและพวกน้องชายของท่านมาหาท่านอยู่ข้างนอก”
พระองค์ตอบว่า “ใครเป็นมารดาของเราและใครเป็นพี่น้องของเรา?”
ผมแน่ใจว่าฝูงชนที่นั่นจะมีปฏิกิริยาทำนองนี้ “นั่นคำถามอะไรน่ะ? ทุกคนต้องรู้จักแม่กับพี่น้องของตัวเองอยู่แล้วสิ”
ถ้าพวกเขายังไม่ตกใจเมื่อได้ยินปฏิกิริยาแรกของพระเยซู พวกเขาก็คงตกใจเพราะคำกล่าวที่พระองค์ตรัสต่อจากนั้น พระองค์มองดูคนที่นั่งอยู่รอบ ๆ พระองค์ และตรัสว่า “คนเหล่านี้เป็นมารดาและพี่น้องของเรา”
พวกเขาแต่ละคนอาจมองหน้ากันและคิดว่า ใครนะ ฉันเหรอ?
แล้วพระองค์ก็บอกคุณสมบัติว่า “คนใดที่ทำตามพระทัยของพระเจ้า คนนั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”
พระเยซูกำลังบอกอะไร? พระองค์กำลังสอนว่าถ้าใครจะมีความสัมพันธ์กับพระองค์ คนนั้นต้องทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และในทางกลับกัน ถ้าใครจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า คนนั้นก็ต้องมีความสัมพันธ์กับพระเยซู
อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก… โลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไปแต่คนที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์” (1 ยอห์น 2:15-17) ใครจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป? คำตอบคือผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ใครคือผู้เดียวที่สามารถประทานชีวิตนิรันดร์? คำตอบคือพระเยซูคริสต์ ดังนั้นขั้นแรกสุดในการเดินไปบนเส้นทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าก็คือ คุณต้องได้รับความรอด
ถ้าคุณไม่เคยมอบถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ คุณก็ไม่สามารถคาดหวังสิ่งใดจากพระเจ้าได้เลยแม้แต่สิ่งเดียว พระองค์ไม่ได้ติดหนี้อะไรคุณ พระองค์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณเลยแม้แต่นิดเดียว
ผู้คนส่วนมากปฏิเสธเรื่องนี้ หลักคำสอนเรื่องความรอดนั้นไม่เป็นที่นิยม เพราะมันรวมถึงการยอมรับความบาป ไม่มีใครชอบที่จะยอมรับความบาป และหลายคนต่อต้านความคิดที่ว่าพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยให้รอด
การเผชิญหน้าที่มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ
ผมไม่มีวันลืมการไปร่วมงานระดมคนประกาศแบบสายฟ้าแลบกับองค์การแคมพัสครูเสดฟอร์ไครส์ที่มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ เด็กประมาณสองพันคนออกไปประกาศข่าวประเสริฐแบบตัวต่อตัว เวลานั้นมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอเป็นที่มั่นของศาสนายิว ทั้งสายออร์ธอด็อกซ์ สายอนุรักษ์นิยม และสายปฏิรูป นอกจากนั้นยังเป็นที่รู้กันว่าที่นี่มีกลุ่มคอมมิวนิสต์หลายกลุ่มด้วย ดังนั้นยูซีแอลเอจึงไม่ใช่สถานที่ซึ่งจะเปิดรับข่าวประเสริฐมากที่สุด แต่เราก็ออกไปประกาศพระคริสต์ที่นั่น ไม่ช้าก็มีบทความหน้าแรกในหนังสือพิมพ์เดลี บรูอิน (หนังสือพิมพ์นักศึกษาของยูซีแอลเอ) พร้อมกับการ์ตูนรูปหมีบรูอิน (หมีมาสคอตของยูซีแอลเอ) นอนอยู่บนพื้น โดยมีคริสเตียนเอาส้นเท้าเหยียบคอของหมีบรูอิน และในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นยังมีบทความซึ่งเขียนโดยคณบดีเตือนว่าการพูดคุยเรื่องพระเยซูคริสต์ภายในมหาวิทยาลัยจะต้องยุติโดยทันที มิฉะนั้นฝ่ายบริหารจะดำเนิน “มาตรการโดยตรง” คณบดีอ้างธรรมนูญของมหาวิทยาลัยมาตราหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า “มหาวิทยาลัยจะต้องไม่ถูกใช้เพื่อนำคนเปลี่ยนศาสนา”
การพูดถึงความบาปและความรอดเป็นเรื่องที่ทำให้บางคนไม่พอใจ ใครล่ะจะอยากได้ยินเรื่องความบาป? คนส่วนใหญ่ใส่หน้ากากให้มัน บาปไม่ใช่บาป โอ้ไม่หรอก นักจิตวิทยาบอกเราว่า บาปคือ “แนวโน้มความชอบตั้งแต่ก่อนคลอด” บาปคือ “ลักษณะเฉพาะของความเป็นปัจเจกบุคคล” บาปคือ “การหลั่งฮอร์โมนต่อมไร้ท่อบกพร่อง”
แต่พระประสงค์ของพระเจ้าคือให้ผู้คนได้รับความรอด และเรื่องพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความรอดก็คือการยอมรับความผิดบาป นี่จึงทำให้มันเป็นเรื่องที่คุณต้องรับผิดชอบโดยตรง มีความเป็นไปได้สองทางก็คือ คุณยังไม่ได้รับความรอดจากบาปของคุณ และคุณจำเป็นต้องมาหาพระคริสต์เพราะนั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า หรือไม่คุณก็ได้รับความรอดแล้ว และจำเป็นต้องนำข่าวสารเรื่องความรอดไปบอกคนอื่น มีคนอีกทั้งโลกที่จำเป็นต้องพบพระเยซูคริสต์ พระเจ้าต้องการให้พวกเขาได้รับความรอด และคุณกับผมก็เป็นพาหนะสำหรับการขนส่งข่าวประเสริฐ นั่นคือพระประสงค์ของพระเจ้า
คุณบอกว่าคุณไม่รู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคืออะไร แต่ผมจะบอกคุณว่าพระประสงค์นั้นคืออะไร เหนือสิ่งอื่นใดพระประสงค์ของพระองค์คือให้คุณรู้จักพระคริสต์ จากนั้นก็ให้เพื่อนบ้านคุณได้ยินเรื่องพระคริสต์ นั่นคือพระประสงค์ของพระองค์ บ่อยครั้งเหลือเกินที่เรามัวแต่นั่งกระดิกนิ้วฝันเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้าในอนาคตไกล ๆ ในขณะที่เราไม่เต็มใจแม้แต่จะลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของเราเดินไปตามถนน และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าในเวลานี้
พระเจ้าปรารถนาเหลือเกินที่ผู้คนจะได้รับความรอด จนพระองค์ถึงกับประทานผู้ที่พระองค์รักที่สุด คือพระบุตรของพระองค์และส่งพระองค์มาเพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์รักถึงขนาดนั้นและนั่นชี้ให้เห็นว่าพระองค์มีพระประสงค์มากแค่ไหนที่จะให้ผู้คนได้รับความรอด