ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 3 · ฟรี

บทที่ 3: หลักการเม็ดฟู

พบแล้ว: พระประสงค์ของพระเจ้า · จอห์น แมคอาร์เธอร์

ในฐานะผู้เชื่อ หรือคนในครอบครัวของพระเจ้า ถ้าเราไม่รู้จักพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะเป็นคนแบบไหน? คนที่ไม่รู้ข้อมูลหรือเปล่า? ไม่ใช่ คนที่กำลังค้นหาอยู่หรือเปล่า? ไม่ใช่ เรากำลังเป็นคนโง่

คุณอาจจะบอกผมว่า “พูดแรงไปหน่อยนะ พระคัมภีร์ไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”

งั้นเหรอ? ลองอ่านนี่ดูสิ “อย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจว่าอะไรคือพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (อฟ. 5:17)

ยิ่งกว่านั้น ข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านั้นยังบอกเราว่า เราจำเป็นต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ เพราะเรามีเวลาไม่เยอะ เราจะต้อง “ใช้โอกาส [ของเรา] ให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าทุกวันนี้เป็นยุคสมัยที่ชั่วร้าย” (ข้อ 16)

คุณอาจบอกว่า “แต่ฉันกำลังมองหาพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่นะ บางทีฉันอาจจะเป็นคนโง่ แต่ฉันจะทำอะไรกับเรื่องนั้นได้ล่ะ?”

ได้สิ คุณทำได้ไม่อย่างนั้นพระคัมภีร์ก็คงไม่สั่งคุณว่า “อย่าเป็นคนโง่เขลา” วิธีหลีกเลี่ยงการเป็นคนโง่เขลานั้นอยู่ในพระคัมภีร์ข้อถัดไป “อย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ” (ข้อ 18)

ประการแรกถ้าคุณต้องการรู้พระประสงค์ของพระเจ้า คุณต้องได้รับความรอด ประการที่สอง คุณต้องเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ นั่นคือคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า

คริสเตียนหลายคนบอกว่า “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้ายังไม่เปิดเผยว่าฉันควรแต่งงานกับใคร” คนอื่น ๆ อาจบอกว่า “ทำไมพระองค์ไม่สำแดงแก่ฉันว่าฉันควรทำงานอะไร ฉันควรตกลงทำธุรกิจอะไร ฉันควรซื้ออะไร ฉันควรย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังไหม หรือฉันควรทำอย่างไรกับปัญหาเฉพาะเจาะจงบางอย่าง? ทำไมพระเจ้าไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อฉัน และเปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์แก่ฉัน?” และตลอดเวลาดังกล่าว คนเหล่านี้ไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการเปิดเผยชัดเจนว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ ทำไมพระเจ้าจึงสมควรจะเปิดเผยอะไรบางอย่างแก่ใครสักคนด้วย ถ้าเขาไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างชัดเจนว่านั่นเป็นพระประสงค์ของพระองค์?

เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณหมายความว่าอย่างไร? ผมขอสอนบทเรียนศาสนศาสตร์ให้คุณสั้น ๆ เราจะเรียกบทเรียนนี้ว่าศาสนศาสตร์เรื่องชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ เมื่อคุณได้รับความรอดในห้วงเวลานั้นที่คุณยอมรับพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จมาสถิตอยู่ภายในคุณ ไม่มีคริสเตียนคนไหนไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ “ใครไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่เป็นของพระองค์” (โรม 8:9 และดู 1 คร. 6:19; 12:12-13) แต่ก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่มีคริสเตียนมากมายคิดว่าพวกเขาไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์

ผมเคยนั่งอยู่ในคริสตจักร และได้ยินหลายคนที่จริงใจอธิษฐานว่า “โอพระเจ้าโปรดส่งพระวิญญาณของพระองค์ลงมา” เมื่อได้ยินแล้วผมก็คิดในใจว่า ไม่ พระองค์อยู่ที่นี่ พระองค์อยู่ที่นี่! ผมเคยได้ยินคนอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานพระวิญญาณของพระองค์ให้ข้าพระองค์มากขึ้น” ราวกับว่าพระองค์มาเป็นโดสเหมือนยา

พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นบุคคล พระองค์สถิตอยู่ภายในคุณ “ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน?” (1 คร. 6:19) หลายครั้งเหลือเกินที่เราขอสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราอธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์อยู่ที่นี่แล้ว

คุณเคยวิเคราะห์คำอธิษฐานของคุณเองไหม? 

คุณอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความรักให้ข้าพระองค์มากขึ้นสำหรับคนนั้นคนนี้” แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า “ความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเราแล้ว” (โรม 5:5) คุณทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการพระคุณมากกว่านี้” พระเจ้าตรัสว่าพระคุณที่พระองค์ประทานแก่คุณนั้นเพียงพออยู่แล้ว (2 คร. 12:9) 

คุณร้องทูลว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ต้องการกำลังมากกว่านี้” แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าคุณ “ทำได้ทุกอย่าง” โดยพระคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังคุณ (ฟิลิปปี 4:13)

คุณอธิษฐาน “โอ พระเจ้า โปรดนำทางข้าพระองค์” แต่พระองค์ได้ประทานพระวจนะที่เพียงพอสำหรับทุกสิ่งเพื่อส่องทางให้คุณแล้ว (สดุดี 119:105)

ครบบริบูรณ์ในพระองค์ 

เมื่อไหร่คริสเตียนทั้งหลายจะตระหนักว่าพวกเขามีทุกสิ่ง? เปโตรเขียนไว้ว่า “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า” (2 เปโตร 1:3) คุณไม่ได้ขาดอะไรเลย แต่มีคริสเตียนผอมแห้งมากมายเหลือเกินที่เที่ยวพูดว่า “คือว่า ฉันไม่มีอำนาจที่จะทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น”

อัครทูตเปาโลกล่าวแก่ชาวโคโลสีว่า “พวกท่านได้รับความครบบริบูรณ์ในพระองค์” (โคโลสี 2:10) ครบบริบูรณ์! คุณกำลังหาอะไร? คุณกำลังขออะไร? ยากอบบอกว่าคุณควรขออะไร ขอ “สติปัญญา” (ยากอบ 1:5) และนั่นหมายถึงความเข้าใจที่จะรู้ว่าคุณมีอะไรอยู่แล้ว และไม่ต้องขอสิ่งนั้น โดยหลักฐานยืนยันเดียวกันนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องขอพระวิญญาณ เพราะพระองค์สถิตอยู่ในเราแล้ว 

เนื่องจากเรามีพระวิญญาณ เราจึงมีฤทธานุภาพด้วย ตามที่พระเยซูบอกพวกอัครทูตว่า “แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน” (กิจการ 1:8) คำว่า ฤทธานุภาพ ในภาษากรีกคือ ดูนามิส และจากคำนี้ก็กลายมาเป็นคำว่า ไดนาไมท์ (ระเบิด) ในภาษาอังกฤษ มันหมายถึงรูปแบบของพลังที่มหาศาลและระเบิดออกมา

คุณอาจบอกว่า “ใช่เหรอ? ฉันไม่ค่อยแน่ใจเลย ฉันคิดว่าฉันเหมือนระเบิดด้าน ฉันไม่ได้แสดงพลังเหมือนระเบิดในชีวิตของฉัน ฉันไม่ได้ส่งเสียงฟูดัง ๆ เหมือนจุดชนวนด้วยซ้ำ”

แต่ฤทธานุภาพอยู่ที่นั่นทั้งหมดแล้ว สิ่งที่มักจะไม่อยู่ที่นั่นก็คือการปล่อยฤทธานุภาพนั้นออกมา การมีพระวิญญาณก็เรื่องหนึ่งแต่การเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ฟิซซี่” เป็นเม็ดเล็ก ๆ สำหรับทำน้ำอัดลม มันได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 และเพิ่งจะพยายามกลับมาอีกครั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถ้าพูดง่าย ๆ ยาเม็ดชนิดนี้ก็เหมือนยาละลายน้ำแบบเม็ดฟูที่มีรสชาติ ถ้าคุณใส่เม็ดหนึ่งลงไปในแก้วน้ำดื่ม รสชาติของมันก็จะกระจายออกมา ยาเม็ดอัดแน่นเข้มข้นนี้ยังใช้การไม่ได้ถ้ามันยังจมอยู่ที่ก้นแก้ว มันต้องปล่อยพลังงานของมันออกไปทั่วทั้งแก้ว แล้วมันจึงจะเปลี่ยนน้ำดื่มนั้นให้กลายเป็นสิ่งใหม่ถ้ามันเป็นฟิซซี่รสองุ่นคุณก็จะได้เครื่องดื่มรสองุ่น รสชาติของเม็ดฟู่นี้จะกำหนดรสชาติของน้ำ

ในระดับหนึ่ง นี่เป็นภาพวิธีการที่พระวิญญาณของพระเจ้าทำงานในชีวิตมนุษย์ พระองค์อยู่ในคริสเตียนตลอดเวลา ในฐานะพลังจากเบื้องบนที่อัดแน่น เข้มข้น ทรงพลัง และเป็นบุคคล คำถามก็คือพระองค์เคยได้ปล่อยพลังนั้นออกมาหรือไม่? เพื่อพระองค์จะเต็มเปี่ยมในชีวิตของคุณ เพื่อคุณจะสามารถเป็นอย่างที่พระองค์เป็น คริสเตียนที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้พระวิญญาณจะไม่สำแดงชีวิตของพระคริสต์ พระวิญญาณของพระเจ้าต้องแผ่ซ่านไปในชีวิต แล้วชีวิตนั้นจึงจะฉายแสงของพระองค์ออกมา 

เราไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยถ้าเราไม่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

ผมมีถุงมือ ถ้าผมสั่งถุงมือนั้นว่า “เล่นเปียโนสิ” ถุงมือนั้นจะทำอะไร? มันจะไม่ทำอะไรเลยถุงมือเล่นเปียโนไม่ได้ แต่ถ้าผมสอดมือเข้าไปในถุงมือแล้วเล่นเปียโน จะเกิดอะไรขึ้น? มันก็จะเกิดเสียงเพลง ถ้าผมสอดมือเข้าไปในถุงมือ ถุงมือก็จะเคลื่อนไหว ถุงมือไม่ได้รู้สึกเคร่งศาสนาขึ้นมาแล้วพูดว่า “โอ มือครับ บอกหน่อยว่าผมจะต้องขยับไปทางไหน” มันไม่พูดอะไรเลย มันแค่ขยับไป คนที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณจะไม่เอาแต่พึมพำอึกอักพยายามค้นหาว่าพระเจ้าต้องการอะไร พวกเขาจะเดินไปเลย

หลายคนมักจะถามว่า “ฉันจะรู้จักของประทานฝ่ายวิญญาณของฉันได้ยังไง?” วิธีที่ดีที่สุดก็คือการดำเนินชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ ดูว่าพระเจ้าทำอะไรผ่านคุณ มองย้อนกลับไปในอดีต และบอกว่า “โอ นั่นคือสิ่งที่ฉันทำเมื่อพระเจ้าควบคุมฉัน ดูเหมือนนั่นแหละคือของประทานของฉัน” ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพยายามวิเคราะห์ ประเด็นทั้งหมดก็คือ เราต้องให้พระวิญญาณของพระเจ้าได้รับการปลดปล่อยออกมาในชีวิตของเรา นี่เป็นเรื่องของการตัดสินใจเท่านั้น เวลาคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า คุณตัดสินใจว่าคุณจะสวมใส่อะไร จากนั้นคุณก็ตัดสินใจว่าจะกินอะไรเป็นอาหารเช้า แล้วมันก็ดำเนินไปอย่างนั้นตลอดทั้งวัน เป็นการตัดสินใจเรื่องแล้วเรื่องเล่า ชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณจะยอมมอบการตัดสินใจทุกอย่างให้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณ

ประสบการณ์ของเปโตร 

ตัวอย่างหนึ่งมาจากชีวิตของอัครทูตเปโตร เวลาเปโตรอยู่ใกล้พระเยซูคริสต์ เขามีพลังที่น่าอัศจรรย์ ดังนั้นเขาจึงชอบอยู่ที่เดียวกับพระเยซู ครั้งหนึ่งพวกสาวกออกไปกลางทะเลกาลิลี (มัทธิว 14:22-33) เรือของพวกเขาโคลงเคลงอยู่กลางพายุ และพวกเขาแล่นไปเมืองคาเปอรนาอุมไม่ได้ (บ่อยครั้งมากที่ลมจะทำให้ทะเลกาลิลีกลายเป็นน้ำวน ทำให้เรือได้แต่เคลื่อนที่เป็นวงกลม)

ทันใดนั้นคนหนึ่งในเรือก็มองออกไปและพูดว่า “มีคนเดินมาบนน้ำ” แน่นอน พวกเขาเห็นเสื้อคลุมพลิ้วกระพือตามลม พระเยซูกำลังเสด็จมา ดำเนินมาบนยอดคลื่นแตกฟอง

เปโตรร้องว่า “นั่นพระองค์หรือเปล่า องค์พระผู้เป็นเจ้า?” 

องค์พระผู้เป็นเจ้าตอบว่า “ใช่ นี่เราเอง” 

เปโตรถามว่า “ข้าพระองค์ออกไปหาพระองค์ได้ไหม?”

คุณอาจสงสัยว่าทำไมเปโตรถึงพูดอย่างนั้น ทำไมไม่รอในเรือจนกระทั่งพระเยซูมาถึง? แต่นั่นคงจะไม่เหมือนเปโตร เขาคิดในใจว่า “พระเยซูอยู่ที่นั่น ฉันอยู่ที่นี่แบบนี้ไม่ดี ฉันต้องไปที่นั่น” เขาไม่ฉุกคิดเลยสักนิดว่าตามปกติเขาไม่สามารถเดินบนน้ำ เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาเลยด้วยซ้ำ พอเขาเห็นพระเยซู เขาก็ปรารถนาเหลือเกินที่จะอยู่กับพระองค์ จนเขาต้องออกไป

แต่พอเปโตรออกไปเดินบนคลื่นโคลงเคลงนั้น เขาก็ก้มลงมองและคิดว่า นี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้? เขาเริ่มจมลง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดึงเขากลับขึ้นมา

ประเด็นก็คือ เวลาเปโตรอยู่ใกล้พระเยซูเขาสามารถทำสิ่งอัศจรรย์ เขากับพระเยซูเดินบนน้ำกลับไปด้วยกัน

หลังจากนั้นระยะหนึ่ง พระเยซูคุยกับพวกสาวกและถามว่า “คนทั่วไปพูดกันว่าเราเป็นใคร?” 

พวกเขาตอบว่า “โอ้ บางคนคิดว่าพระองค์เป็นเยเรมีย์ บางคนคิดว่าพระองค์เป็นเอลียาห์ บางคนคิดว่าพระองค์เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เผยพระวจนะ” 

พระองค์ถามว่า “แล้วพวกท่านว่าเราเป็นใคร?” 

เปโตรตอบว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” (มัทธิว 16:16) ผมรู้สึกมั่นใจว่า พอพูดแล้วเขาคงสงสัยว่า คำตอบนี้มาจากไหนกันนี่?

พระเยซูตรัสว่า “เปโตร เนื้อและเลือดไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย” (ดูมัทธิว 16:13-17) 

เปโตรคงจะบอกว่า “ข้าพระองค์ก็คิดอย่างนั้น เพราะแน่นอนว่าข้าพระองค์ไม่ทราบเรื่องนั้น” คุณเห็นไหมเวลาเปโตรอยู่ใกล้พระเยซู เขาไม่เพียงแต่ทำสิ่งอัศจรรย์ แต่เขาก็ยังพูดสิ่งอัศจรรย์ด้วย ยังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหมว่าทำไมเขาจึงอยากอยู่ใกล้พระองค์?

เวลาเปโตรอยู่ใกล้พระคริสต์ เขามีความกล้าหาญอย่างอัศจรรย์ เขาอยู่ในสวนเกทเสมนีเมื่อทหารทั้งกองมากถึงห้าร้อยคนมาจับกุมพระเยซู พวกเขาแต่งกายเต็มยศยกทัพกันมา พวกหัวหน้าปุโรหิตเดินนำหน้าพวกเขา และที่เดินอยู่หน้าพวกหัวหน้าปุโรหิตก็คือพวกคนรับใช้ของปุโรหิต เปโตรยืนอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า บางทีเขาอาจคิดทำนองนี้ พวกนี้คิดจะมาจับพระเยซูไปเหรอ ไม่มีทางหรอก

เนื่องจากเปโตรไม่เคยอยากอยู่ห่างจากพระเยซู เขาจึงชักดาบ เขาเริ่มจากคนแรกในขบวน ซึ่งบังเอิญเป็นมัลคัสคนรับใช้ของมหาปุโรหิต พระคัมภีร์กล่าวว่าเปโตรตัดหูของมัลคัสขาด แต่ถ้าผมรู้จักเปโตร ผมว่าเขาตั้งใจจะฟันทั้งหัว เปโตรพร้อมจะสู้กับทหารโรมันทั้งกองทัพ คุณเห็นไหม เวลาเขาอยู่กับพระเยซู เขามีความกล้าอย่างอัศจรรย์

หลังจากนั้นประเดี๋ยวเดียว พระเยซูเข้าไปรับการพิจารณาคดี และเปโตรยืนอยู่ข้างนอก เขาอยู่ห่างจากพระเยซูแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชายผู้ทรงพลังคนนี้? ชายคนนี้ที่เคยเดินบนน้ำได้ เคยพูดด้วยการดลใจจากพระเจ้า เคยแสดงความกล้าหาญอย่างอัศจรรย์เมื่อเขาแยกจากพระเยซูเขากลายเป็นคนล้มเหลว เขาปฏิเสธพระคริสต์สามครั้ง เมื่อแยกจากพระเยซู เขาไม่เหลืออะไรเลย

พร้อมจะถูกตั้งหรือยัง? 

แต่วันนั้นก็มาถึง เมื่อพระเยซูกำลังจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ คุณอาจบอกว่า “โอ ไม่นะ ถ้าเปโตรเป็นคนขี้ขลาดเมื่อเขาอยู่ห่างจากพระเยซูสามสิบเมตร แล้วเราจะทำยังไงกับเขาดีเมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นไปสู่สวรรค์? เราน่าจะฝังเขาอีกคน เขาไม่มีค่าแล้ว!”

แต่หลังจากพระคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไม่นาน เปโตรก็ยืนอยู่ต่อหน้าบรรดาศัตรูของพระคริสต์และกล่าวว่า “พี่น้องชาวยิวกับทุกท่านที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า” (กิจการ 2:14) ผัวะ! เขายกข้อความจากหนังสือโยเอลแล้วก็พูดต่อ เขากล่าวว่าคนเหล่านั้นสังหารพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต และปล่อยผู้ฆ่าคนให้กับเขาทั้งหลายและปฏิเสธพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ แล้วเขาก็ต่อด้วยการประกาศพระคริสต์อย่างไม่เกรงกลัว ยิงข่าวประเสริฐออกไปเหมือนใช้ปืนสองกระบอก เปโตรไปได้ความกล้าหาญแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ครั้งต่อมาที่เราได้อ่านเรื่องของเปโตรคือในกิจการบทที่ 3 เปโตรกับยอห์นเข้าไปในพระวิหารทาง “ประตูงาม” ซึ่งมีชายคนหนึ่งเป็นง่อยมานานสี่สิบปี เปโตรพูดกับเขาว่า “จงดูเราทั้งสองเถิด” ชายคนนั้นก็มองแล้วเปโตรก็พูดว่า “เงินและทองเราไม่มี แต่สิ่งที่เรามีนั้นเราจะให้ท่าน คือในพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด” (กิจการ 3:4-6) คนง่อยคนนั้นยืนขึ้นและเริ่มกระโดดโลดเต้นและสรรเสริญพระเจ้า เปโตรไม่เพียงพูดสิ่งอัศจรรย์ เขาทำการอัศจรรย์ด้วย

ในกิจการบทต่อมา เปโตรถูกข่มเหงเขาสำแดงความกล้าที่น่าทึ่ง เป็นความกล้าหาญแบบเดียวกับที่เขาเคยแสดงออกในสวนนั้น คุณอาจคิดในใจว่า “ฉันไม่เข้าใจ เปโตรเคยมีลักษณะเหล่านี้เฉพาะตอนที่พระเยซูอยู่ใกล้ แต่ตอนนี้พระเยซูกลับไปสู่สวรรค์แล้วเปโตรก็ยังสำแดงลักษณะที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้อีก มันเกิดอะไรขึ้น?” กิจการ 2:4 บอกความลับของเรื่องนี้แก่เรา คือก่อนที่เปโตรจะสำแดงวีรกรรมใดๆ เขาเป็นคนหนึ่งที่ “เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กิจการ 2:4)

ผมขอสรุป คือเมื่อเปโตรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาก็มีพลังแบบเดียวกับเวลาที่เขายืนอยู่ข้างพระเยซูคริสต์ ทีนี้เรื่องน่าตื่นเต้นก็คือ คุณรู้ไหมว่าชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณเป็นอย่างไร? มันคือการมีชีวิตอยู่ทุก ๆ ขณะเหมือนกับคุณกำลังยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูคริสต์ เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินไปใช่ไหมล่ะ?

บางคนอาจคิดว่าผมกำลังสับสนเรื่องนี้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระคริสต์แตกต่างกัน แต่เปาโลเรียกพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยพระนามใด? เขาเรียกพระองค์ว่า “พระวิญญาณของพระคริสต์” (โรม 8:9) พระเยซูตรัสว่าเมื่อพระองค์เสด็จไปแล้ว พระองค์จะประทานผู้ช่วยอัลโลสซึ่งแปลว่า “อีกผู้หนึ่ง” (ยอห์น 14:16) คำว่า อีกหนึ่งในภาษากรีกมีสองคำ คือ เฮเทโรส กับ อัลโลส คำว่า เฮเทโรส หมายถึงอีกหนึ่งที่เป็นคนละอย่าง แต่อัลโลส หมายถึงอีกหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกันทุกประการ

นี่คือพระคัมภีร์ของผม ถ้าผมบอกคุณว่า “ผมขอเฮเทโรส บีโบลส” คุณก็อาจจะหยิบหนังสืออะไรก็ได้มาให้ผม แต่ถ้าผมบอกคุณว่า “ผมขออัลโลส บีโบลส” คุณคงจะต้องหยิบพระคัมภีร์ที่เหมือนกับของผมเป๊ะ ๆ มาให้ คือมีการทำเครื่องหมาย และรอยขาด รอยปริทั้งหมดเหมือนกับของผม นี่คือคำว่า อัลโลส และเมื่อพระเยซูตรัสว่า “พระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน” พระองค์ก็ตรัสว่า อัลโลส หรืออีกผู้หนึ่งที่เหมือนกับพระองค์ทุกประการ ชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณนั้นไม่ต่างอะไรจากการดำเนินชีวิตโดยสำนึกว่ากำลังอยู่ต่อพระพักตร์พระคริสต์ผู้ทรงสถิตอยู่ภายใน

เรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกคลุมเครือสับสนเหลือเกินเรื่องชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ เปาโลกล่าวว่าที่เราต้องทำก็แค่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ แทนที่จะเมาเหล้าเราต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณ แทนที่จะอยู่ภายใต้ฤทธิ์เหล้าองุ่น (อฟ. 5:18)

ชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณจะสำแดงตัวมันเองออกมาอย่างไร? มันจะสำแดงออกมา “ด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ คือร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (อฟ. 5:19-20) แล้วเปาโลก็แจกแจงเรื่องนี้อย่างครบถ้วนทีละส่วน ด้วยการบรรยายวิถีชีวิตของคนที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ คนที่เป็นภรรยาจะยอมเชื่อฟัง คนที่เป็นสามีจะรักภรรยา คนที่เป็นพ่อจะไม่ยั่วยุลูกให้เกิดโทสะ คนที่เป็นลูกจะเชื่อฟัง คนที่เป็นคนรับใช้จะทำงานอย่างดี และคนที่เป็นนายจะให้ความเป็นธรรม คนที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณควรจะดำเนินชีวิตแบบนี้ (อฟ. 5:22-6:9)

เต็มเปี่ยมด้วยพระวจนะ 

ที่น่าสนใจก็คือโคโลสีบทที่ 3 ก็มีรายการคุณลักษณะแบบเดียวกัน คือการยอมเชื่อฟัง การพูดด้วยเพลงสดุดีและเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้ที่เป็นภรรยายอมเชื่อฟัง ผู้ที่เป็นสามีรักภรรยา ผู้ที่เป็นลูกเชื่อฟัง ผู้ที่เป็นพ่อแม่ไม่ยั่วยุ ผู้ที่เป็นคนรับใช้ ผู้ที่เป็นนาย เพียงแต่ในตอนนี้เปาโลไม่ได้โยงการใช้ชีวิตแบบนั้นกับการเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ เขากล่าวว่ามันเป็นผลของการให้ “พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น” (โคโลสี 3:16)

คุณเห็นไหมว่าชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณคืออะไร? มันก็คือการเต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของพระคริสต์ พระวจนะของพระองค์ ตัวตนของพระองค์

คุณอาจบอกว่า “เอาล่ะ คุณรู้ว่าฉันอยากจะเป็นแบบนั้น ฉันอยากจะเต็มเปี่ยมด้วยพระคริสต์ แล้วฉันจะทำได้ยังไง?”

ทางเดียวก็คือการศึกษาหนังสือที่เปิดเผยทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น!

คุณอาจบอกว่า “ฉันพยายามอ่านพระคัมภีร์แล้ว แต่ฉันไม่ได้อะไรเลย”

ขอผมแบ่งปันวิธีที่ผมศึกษาพระคัมภีร์ และวิธีที่พระคัมภีร์มีชีวิตขึ้นมาสำหรับผม ผมเริ่มต้นอ่าน 1 ยอห์น วันหนึ่งผมนั่งลงและอ่านพระธรรมเล่มนี้ทั้งห้าบทแบบรวดเดียวจบ ผมใช้เวลายี่สิบนาที การอ่านพระธรรมหนึ่งเล่มแบบรวดเดียวจบนั้นยอดเยี่ยมมาก (พระธรรมเล่มต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนในลักษณะของหนังสือรวบรวมข้อพระธรรมดี ๆ ข้อเล็กข้อน้อย แต่เขียนโดยมีเนื้อหาต่อเนื่องและมีบริบท)

วันต่อมาผมนั่งลงและอ่าน 1 ยอห์นรวดเดียวจบอีกครั้ง วันที่สาม ผมนั่งลงและอ่าน 1 ยอห์นรวดเดียวจบ วันที่สี่ รวดเดียวจบอีกครั้ง วันที่ห้า ผมนั่งลงและอ่านพระธรรมเล่มนี้อีกครั้ง ผมทำแบบนี้สามสิบวัน คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อสิ้นสุดสามสิบวันนั้น? ผมรู้แล้วว่ามีอะไรอยู่ใน 1 ยอห์น

ถ้ามีคนถามคุณว่า “ตรงไหนในพระคัมภีร์ที่พูดถึงการสารภาพบาปของเรา?” คุณก็มีภาพในใจเป็นพระธรรม 1 ยอห์น บทแรก คอลัมน์ขวามือ ต่ำลงมาตรงกลาง (ขึ้นอยู่กับพระคัมภีร์ของคุณ) แล้วตรงไหนที่บอกว่าอย่ารักโลก? บทที่สอง คอลัมน์ขวามือ ต่ำลงมาตรงกลาง แล้วตรงไหนพูดถึงบาปที่นำไปสู่ความตาย? บทที่ 5 หน้าสุดท้าย คุณรู้จัก 1 ยอห์นแล้ว!

จากนั้นผมก็อ่านพระกิตติคุณยอห์น ผมแบ่งพระกิตติคุณยอห์นออกเป็นสามส่วน ส่วนละเจ็ดบท ผมอ่านเจ็ดบทแรกสามสิบวัน อ่านเจ็ดบทต่อไปในช่วงสามสิบวันถัดไป แล้วก็อ่านเจ็ดบทสุดท้ายอีกสามสิบวัน ในเก้าสิบวัน ผมได้อ่านพระกิตติคุณยอห์นทั้งเล่มสามสิบรอบ

ตรงไหนที่พระธรรมเล่มนี้พูดถึงผู้เลี้ยงแกะที่ดี? บทที่ 10 คอลัมน์ขวามือ เริ่มจากตรงกลาง ต่อเนื่องลงไป พพลิกไปอีกหน้า และอ่านต่อลงไปอีก ตรงไหนที่พูดถึงเถาองุ่นและแขนง? บทที่ 15 ตรงไหนที่พูดถึงมิตรสหายของพระเยซู? บทที่ 15 ข้ามไปคอลัมน์ถัดไป และลงไปข้างล่างเล็กน้อย ตรงไหนพูดถึงพระเยซูถูกจับกุมในสวน? อยู่ในยอห์นบทที่ 18 แล้วเรื่องการช่วยเปโตรให้เข้มแข็งอีกครั้งล่ะ? อยู่ในยอห์นบทที่ 21 เรื่องผู้หญิงที่บ่อน้ำล่ะ? อยู่ในยอห์นบทที่ 4 เรื่องอาหารแห่งชีวิตล่ะ? อยู่ในยอห์นบทที่ 6 เรื่องนิโคเดมัสล่ะ? อยู่ในยอห์นบทที่ 3 เรื่องงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานาล่ะ? อยู่ในยอห์นบทที่ 2

คุณอาจบอกว่า “โอ้โห คุณฉลาดนี่” ไม่ ผมไม่ฉลาด ผมอ่านมาสามสิบรอบแล้ว แม้แต่คนอย่างผมก็เข้าใจได้ อิสยาห์บอกให้เรียนรู้ “กฎซ้อนกฎ … เป็นบรรทัดซ้อนบรรทัด ที่นี่นิด ที่นั่นหน่อย” (อสย. 28:10-13) แล้วคุณก็จะซ่อนพระวจนะไว้ในใจของคุณ หลังจากนั้นสักระยะคุณก็จะไม่รู้สึกยากลำบากอีกต่อไปว่าจะหาข้อความต่าง ๆ ได้จากที่ไหน!

ละเลยแผนการที่วางไว้ 

ยิ่งคุณศึกษาพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าไร พระวจนะก็จะยิ่งซึมซาบเข้าไปในจิตใจและชีวิตของคุณมากเท่านั้น เคยมีรายงานข่าวบอกว่ามีคนถามนักไวโอลินระดับแสดงคอนเสิร์ตในโรงมหรสพคาร์เนกี้ฮอลล์ของนครนิวยอร์ค เขาถามว่าเธอเก่งขนาดนั้นได้อย่างไร เธอตอบว่าเป็นเพราะ “การละเลยตามแผนการที่วางไว้” เธอวางแผนละเลยทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเธอ

บางสิ่งที่สำคัญรองลงไปในชีวิตคุณสามารถถูกละเลยตามแผนการที่วางไว้ได้ เพื่อคุณจะทุ่มเทศึกษาพระวจนะของพระเจ้า คุณรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ยยิ่งศึกษาพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าใด จิตใจคุณก็จะยิ่งเต็มเปี่ยมด้วยพระวจนะมากเท่านั้น เมื่อนั้นคุณจะไม่มีปัญหาที่จะคิดถึงพระคริสต์ คุณจะไม่สามารถหยุดคิดถึงพระองค์ได้เลย

การเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณคือการดำเนินชีวิตที่มีจิตสำนึกถึงพระคริสต์ และเรื่องนี้ไม่มีทางลัด คุณไม่สามารถไปทำให้ตัวเองอุทิศตัวสุดๆ เพื่อจะดำเนินชีวิตที่มีจิตสำนึกถึงพระคริสต์ได้ ทางเดียวที่คุณจะเต็มเปี่ยมด้วยความคิดเรื่องพระคริสต์ก็คือการทำให้ตัวคุณเองเต็มเปี่ยมด้วยหนังสือที่มีแต่เรื่องของพระองค์และนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ต้องการให้คุณได้รับความรอดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้คุณเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณด้วย

แชร์

  • Facebook