ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 6 · ฟรี

บทที่ 6: เผชิญหน้าการต่อต้าน

พบแล้ว: พระประสงค์ของพระเจ้า · จอห์น แมคอาร์เธอร์

หลายคนที่อยากจะเป็นสาวกของพระเยซู มาหาพระองค์พร้อมกับความใฝ่ฝันว่าพวกเขาจะยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในสถานการณ์ของพวกเขา พระเยซูบอกให้พวกสาวกหยุดเถียงกันว่าในพวกเขาใครจะเป็นใหญ่ที่สุด และบอกพวกเขาว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้นมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การรับใช้คนอื่น (มก. 9:33–35) แต่พระเยซูก็สนับสนุนที่พวกเขาปรารถนาจะเป็นใหญ่ด้วย เช่นในประโยคที่พระองค์ตรัสว่า “พวกท่านที่ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า” (มัทธิว 19:28)

แต่ในพระประสงค์ของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่นั้นมาหลังการทนทุกข์ และมักจะตามหลังไกลมาก ถ้าคุณตกลงติดตามพระเยซูด้วยใจที่นึกถึงความยิ่งใหญ่ คุณควรจะรู้ไว้ว่าการทนทุกข์จะมาก่อน มิเช่นนั้นพระประสงค์ของพระเจ้าอาจเริ่มดูเหมือนไม่น่าปรารถนา หลังจากคุณเดินตามทางนี้ไปได้ไม่นาน

ชายคนหนึ่งมาหาพระเยซู เขาบอกว่าเขาต้องการทำตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาประกาศว่า “ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”

พระเยซูตอบว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” (ลูกา 9:57–58) พระองค์ต้องการให้ผู้ที่ต้องการจะเป็นสาวกของพระองค์รู้ว่า พระประสงค์ของพระเจ้านั้นมีการทนทุกข์รวมอยู่ด้วย

อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “และหลังจากพวกท่านทนทุกข์ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว พระเจ้าแห่งพระคุณทั้งสิ้น ผู้ได้ทรงเรียกให้พวกท่านเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ของพระองค์ในพระคริสต์พระองค์เองก็จะทรงฟื้นฟูจะทรงค้ำจุนให้มั่นคง จะทรงเสริมเรี่ยวแรง และจะทรงให้พวกท่านตั้งมั่นอยู่” (1 เปโตร 5:10) การทนทุกข์นั้นเป็นราคาสำหรับเส้นทางของคริสเตียน

นั่นคือเหตุผลที่อัครทูตเปโตรได้เขียนไว้อีกเช่นกันเกี่ยวกับ “คนทั้งหลายที่ทนทุกข์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:19)

บางคนอาจบอกว่า “ฉันควรจะทนทุกข์ด้วยเหรอ เรื่องนั้นฉันผ่านมาแล้วนะ ฉันทนทุกข์มาแล้วจริง ๆ ฉันแบกกางเขนของจริงมาแล้ว พ่อแม่ฉันนั่นแหละกางเขนของฉัน” หรือ “สามี/ภรรยาฉันนั่นแหละกางเขนของฉัน” หรือ “แม่ยาย/แม่สามีฉันนั่นแหละกางเขนของฉัน”

แต่นั่นไม่ใช่การทนทุกข์แบบที่เปโตรพูดถึงเขาเขียนว่า “เพราะว่าการทนทุกข์เพราะทำดีถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ก็ดีกว่าการทนทุกข์เพราะทำชั่ว” (1 เปโตร 3:17) เราจะต้องทนทุกข์ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เป็นคนแบบที่เราควรเป็นเมื่อเราอายุน้อยกว่านี้ไม่ใช่เพราะเราไม่ถูกกับคนอื่น เป็นคนบูดบึ้ง เจ้าอารมณ์ หรือทำอะไรบางอย่างไม่ถูก แต่เราควรจะทนทุกข์เพราะเราทำสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น เปโตรกล่าวว่า “แต่จงชื่นชมยินดีเสมอ ที่ได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์” (1 เปโตร 4:13) คุณควรจะมีความสุขเพราะเรื่องนั้น “ถ้าพวกท่านถูกด่าเพราะพระนามของพระคริสต์พวกท่านก็เป็นสุข เพราะว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริคือพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับพวกท่าน แต่อย่าให้ใครในพวกท่านทนทุกข์ฐานเป็นฆาตกร หรือเป็นขโมย หรือเป็นคนทำชั่ว หรือเป็นคนที่เที่ยวยุ่งกับธุระของคนอื่น” (1 เปโตร 4:14–15)

พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวต่อไปว่า “แต่ถ้าทนทุกข์เพราะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน…” (ข้อ 16) คุณเข้าใจไหมว่าเปโตรกำลังพูดเรื่องอะไร? คุณเห็นไหมว่าอะไรคือราคาของเส้นทางนี้? ถ้าคุณเป็นคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าในโลกที่ไม่เดินในทางของพระเจ้าคุณจะทนทุกข์

อัครทูตเปาโลกล่าวไว้แบบนี้ “แท้จริงทุกคนที่ตั้งใจจะดำเนินชีวิตตามทางพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกข่มเหง” (2 ทิโมธี 3:12)

คุณอาจจะบอกว่า “แต่ฉันไม่ถูกข่มเหงเลย” ถ้าอย่างนั้นคุณก็อาจไม่ได้ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโลกนี้ แต่ถ้าคุณทนทุกข์ มันก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม พระวิญญาณแห่งพระคุณและพระสิริประทับอยู่เหนือคุณ (1 เปโตร 4:14)

การประกาศข่าวประเสริฐไม่ใช่งานเฉพาะสำหรับนักเทศน์ มันเป็นงานของคุณ และมันไม่ได้เสร็จแค่การแจกใบปลิวไปทุกที่ ถึงแม้ว่านั่นจะดีแค่ไหนก็ตาม การประกาศข่าวประเสริฐนั้นรวมถึงการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโลกที่ไม่เดินในทางของพระเจ้า และนั่นจะนำการข่มเหงมาหาเรา เพราะโลกนี้ไม่ชอบพระเยซู

ไปอยู่ในป่าหรือเปล่า? 

ขอให้พิจารณาถ้อยคำของเปาโลที่บันทึกไว้ในฟิลิปปี 1:29 “เพราะพระเจ้าทรงให้พระคุณแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ไม่ใช่ให้ท่านทั้งหลายเชื่อในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ทนทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์ด้วย” ตรงนี้มีบางอย่างที่น่าตกใจมาก การทนทุกข์นี้เชื่อมโยงกับความเชื่อศรัทธา พระคัมภีร์ไม่เคยเห็นคริสเตียนคนไหนในยุคสมัยไหนที่ไม่ทนทุกข์ เพราะทุกคนที่ดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในโลกนี้จะเจอกับการต่อต้านที่โลกขว้างปาใส่ ถ้าคุณกำลังใช้ชีวิตเหมือนเต้นรำพลิ้วไปอย่างสบาย นั่นก็หมายความว่าคุณไม่ได้ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า หรือไม่คุณก็ดำเนินชีวิตแบบนั้นเหมือนหลบอยู่ในป่า ในที่ซึ่งโลกที่ต่อต้านพระเจ้ามองไม่เห็นคุณ

พระคัมภีร์แสดงให้เห็นวิธีที่เราสามารถดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในโลกที่ต่อต้านพระเจ้าได้อย่างประสบความสำเร็จ กิจการบทที่ 4 บันทึกว่าเปโตรเทศนาเหมือนโยนระเบิดใส่พวกผู้นำของอิสราเอล เขาจี้ใจคนเหล่านั้นหลายครั้งจนผมแปลกใจที่พวกเขาไม่เอาหินขว้างเปโตรเสียตรงนั้นเลย พอเปโตรเทศนาเสร็จ พระคัมภีร์ในภาษาเดิมกล่าวว่าคนยิวเหล่านั้น “วางมือ” บนเปโตรและยอห์น (ข้อ 3) เราแน่ใจได้ว่านั่นไม่ใช่การวางมือสถาปนาแต่งตั้งพวกเขา! แต่มันหมายถึงการจับพวกเขาไปขัง แต่ผลจากคำเทศนาของเปโตรก็คือคนมากมายมาเชื่อ จำนวนผู้ชายที่มาเชื่อเพิ่มขึ้นเป็นห้าพันคน และบางทีอาจมีผู้หญิงและเด็กอีกห้าพันคนในเวลาที่คริสตจักรมีอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ พวกเขาอาจจะนำคนมาเชื่อถึงสองหมื่นคน และในบทต่อจากนั้น เราได้ยินเรื่องการทวีคูณ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่ามากแค่ไหน เพราะมันมากเกินจะนับได้!

แต่ให้เรากลับไปดูเปโตรกับยอห์นซึ่งถูกจับขังคุกคืนนั้น ในตอนเช้าพวกเขาถูกพาตัวออกมา และถูกตั้งคำถามว่า “เจ้าทั้งสองทำการนี้โดยฤทธิ์เดชหรือโดยนามของใคร?” (กิจการ 4:7)

ผมจินตนาการว่าเปโตรคงคิดว่า คำถามนี้ยอดมาก เขารู้ไหมนี่ว่าเขาพูดอะไรออกมา? ข้าจะได้ตอบคำถามนี้

ในแง่หนึ่งซาตานก็โง่เขลา มันทำอะไรเกินตัว มันคิดว่า ข้าจะจัดการพวกมัน ข้าจะทำให้พวกมันถูกจับ คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาถูกตบต่อหน้าสภาแซนเฮดริน (คณะผู้นำสูงสุดของอิสราเอล) และพวกเขาได้ประกาศพระเยซูแก่สภาแซนเฮดริน นี่เป็นโอกาสที่พวกเขาคงจะหาไม่ได้ ถ้าซาตานไม่ได้จัดแจงให้ ซาตานทำแบบนั้นตลอด มันจับเปาโลขังในคุกเมืองฟิลิปปี แล้วนายคุกกับทั้งครอบครัวก็ได้รับความรอด มันจับพระเยซูตรึงกางเขน แล้วเกิดอะไรขึ้น? พระเยซูทรงไถ่โลกนี้ ซาตานไม่รู้จริงๆ ว่ามันกำลังจะเจออะไร และพระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด

เปโตรกับยอห์นเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ และพวกเขาก็แค่ทนรับความทุกข์ยาก พวกเขาไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีการต่อสู้ วิ่งหนี หลบอยู่หลังระเบียงหรืออะไรทำนองนั้น พวกเขาเดินหน้าด้วยความมั่นใจว่านี่เป็นโอกาสของพระเจ้า

“ขณะนั้นเปโตรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กิจการ 4:8) เขาประกาศพระนามของพระเยซูคริสต์ และจบด้วยคำเชื้อเชิญตามแนวทางการประกาศข่าวประเสริฐแบบดั้งเดิม “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (ข้อ 12)

ไม่ทำอะไรผิดระเบียบ 

ขอให้คุณนึกภาพเปโตรยืนอยู่ในห้องโถงซึ่งสร้างด้วยหินสกัดใกล้ ๆ กับพระวิหาร สมาชิกสภาแซนเฮดรินทั้งหมดนั่งอยู่ที่นั่น รวมทั้งคายาฟาส ซึ่งนั่งประจำตำแหน่งอยู่ด้านหลังคนเหล่านั้นบนเก้าอี้มหาปุโรหิตเปโตรประกาศพระเยซูและเขาไม่ได้พูดอะไรผิดระเบียบเพราะก่อนหน้านี้คนเหล่านั้นถามเขาว่าเขารักษาคนง่อยที่ประตูงามด้วยนามใด และเขาก็แค่ตอบคนเหล่านั้นอย่างซื่อตรง

แล้วการทนทุกข์ก็เลวร้ายลงอีก 

ผู้มีอำนาจเหล่านั้นสั่งเปโตรกับยอห์นว่าห้ามพูดหรือสอนในพระนามของพระเยซู (กิจการ 4:18) เปโตรกับยอห์นตอบว่า “เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเราควรเชื่อฟังพวกท่านหรือควรเชื่อฟังพระเจ้า ขอพวกท่านพิจารณาดู” (ข้อ 19) นั่นเป็นคำถามซึ่งสภาแซนเฮดรินลำบากที่จะตอบ เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองเคร่งศาสนา และบอกว่าตนเชื่อในพระเจ้า ถ้าพวกเขาตอบว่า “เจ้าควรจะเชื่อฟังเราแทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้า” มันก็จะทำให้พวกเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่ถ้าพวกเขาตอบว่า “เจ้าควรจะเชื่อฟังพระเจ้าไม่ใช่พวกเรา” มันก็จะทำให้พวกเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าเช่นกัน และจะทำให้สาวกสองคนนี้พ้นข้อกล่าวหา เปโตรทำให้พวกเขาอึ้ง

ผู้มีอำนาจเหล่านั้นสั่งสอนเปโตรกับยอห์น แล้วก็ข่มขู่พวกเขาเพิ่มเติม พวกเขาหาวิธีลงโทษเปโตรกับยอห์นไม่ได้ เพราะพวกเขากลัวประชาชน พวกเขาจึงปล่อยเปโตรกับยอห์นไป

เปโตรกับยอห์นรีบกลับไปยังที่ประชุมของคริสเตียน และพวกเขาทั้งหมดก็มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในการสรรเสริญพระเจ้า แล้วพวกเขาก็อธิษฐาน พวกเขาไม่ได้อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดปกป้องพวกเรา พวกนั้นกำลังตามล่าเรา”

พวกเขาอธิษฐานว่า “บัดนี้ พระองค์เจ้าข้า ขอทอดพระเนตรการข่มขู่ของพวกเขา และทรงให้บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์กล่าวถ้อยคำของพระองค์ด้วยใจกล้า” (กิจการ 4:29)

พวกเขาไม่ได้อธิษฐานว่า “โปรดช่วยพวกเรา” แต่พวกเขาอธิษฐานว่า “โปรดประทานฤทธิ์เดชแก่เรา และใช้เรากลับไปอีก”

“เมื่อเขาทั้งหลายอธิษฐานแล้ว ที่ซึ่งพวกเขาประชุมอยู่นั้นก็หวั่นไหวแล้วพวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ” (ข้อ 31)

พระคัมภีร์ข้อต่อไปบอกว่าอะไร? “คนทั้งหลายที่เชื่อนั้น…” (ข้อ 32) พวกเขาเกิดผล! พวกเขาออกไปและคว่ำเมืองนั้น

นี่เป็นสิ่งที่สวยงาม เห็นไหม เพราะพวกเขายอมทนทุกข์ พวกเขาเผชิญหน้ากับโลกนี้อย่างกล้าหาญ พวกเขาไม่ยอมถอย พวกเขาไม่หนีงาน หรือหันไปใช้กลวิธีประกาศแบบไม่ต้องเผชิญหน้าอย่างในภาพยนตร์เรื่อง “เรือเหาะข่าวประเสริฐ” (Gospel Blimp) พวกเขาไม่พยายามแอบสอดข่าวประเสริฐลงไปในกระเป๋ากางเกงคนอื่น พวกเขาเผชิญหน้ากับโลกตรง ๆ ด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่พระคริสต์ยืนยันและด้วยความรัก และพวกเขาพร้อมจะเจออะไรก็ได้ที่จะเกิดขึ้น แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรเกิดขึ้น? พวกเขาได้โอกาสแบบที่พวกเขาจะไม่ได้ถ้าพวกเขาไม่ทำอย่างนั้น และพระเจ้าประทานความกล้าให้พวกเขามากยิ่งกว่าที่เคย

ปัญหาอย่างหนึ่งของการประกาศข่าวประเสริฐในปัจจุบันก็คือ คริสเตียนไม่เต็มใจที่จะยืนเผชิญหน้ากับโลก และบอกโลกเรื่องพระเยซูคริสต์ตามความเป็นจริง ข่าวประเสริฐถูกทำให้อ่อนลงเพื่อให้เข้ากับอคติของทุกคนได้ เราต้องการความกล้า น่าเศร้าที่ความกล้าของเปโตรกับยอห์นนั้นห่างไกลจากสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในชีวิต ผมขออธิษฐานต่อพระเจ้าขอพระองค์ประทานความกล้าให้พวกเรามากขึ้น

เผชิญหน้ากับกลุ่มหัวรุนแรง 

ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญไปบรรยายที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส ซึ่งมีนักศึกษาหนึ่งหมื่นห้าพันถึงสองหมื่นคน เขาขอให้ผมบรรยายเรื่องรากฐานทางปรัชญาของคริสต์ศาสนา มีคนจำนวนมากมาฟัง รวมถึงกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงที่ต่อต้านคริสเตียน และพวกเขามาฟังว่าผมจะพูดอะไร

บางครั้งเวลาคุณเทศนา คุณจะรู้สึกว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้าไหลผ่านคุณ มันเหมือนกับว่าคุณแค่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่พระเจ้าคือผู้ทำทุกสิ่ง พระเจ้าประทานความคิดที่แจ่มชัดและน้ำเสียงที่ไหลลื่นแก่ผม ห้องบรรยายนั้นเงียบสงัดและผมก็พร้อมแล้วที่จะถูกขว้างปาด้วยมะเขือเทศและไข่ ตลอดหนึ่งชั่วโมงผมบรรยายเรื่องรากฐานทางปรัชญาของคริสต์ศาสนา และผมใช้เวลาสิบนาทีสุดท้ายพิสูจน์ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์

พอผมพูดจบ องค์กรหัวรุนแรงนั้นก็ยื่นคำขาดให้วิทยาลัยนั้นห้ามอย่างถาวรไม่ให้ผมไปพูดที่นั่นอีก ผมเริ่มได้รับจดหมายหยาบคายและถูกข่มขู่ว่าจะเอาชีวิตผมและครอบครัว พวกเขายังบอกด้วยว่าจะระเบิดคริสตจักรของผมในเช้าวันอาทิตย์ซักวันหนึ่ง ผมเริ่มได้รับโทรศัพท์ด่าหยาบคายและข่มขู่ในเวลาตีสองตีสาม

เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ผมเริ่มตระหนักว่า การเผชิญหน้ากับโลกและเจอความเกลียดชังซึ่งมุ่งหมายไปที่พระเยซูพุ่งเป้ามาที่ผมนั้นเป็นอย่างไร ผมไม่อาจบอกได้ว่าผมเคยเจอประสบการณ์ครั้งไหนที่ทำให้ผมเบิกบานใจและตื่นเต้นมากยิ่งกว่าช่วงเวลานั้น (และมันยังคงเกิดขึ้นเรื่อยมา) ผมเผชิญหน้ากับโลกด้วยความกล้าโดยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า และหลายสิ่งก็เกิดขึ้น

วันนั้นผมอาจเลี่ยงการไปวิทยาลัยแห่งนั้นก็ได้เพราะกลัวว่ามันจะทำลายล้างพันธกิจของผม หรือทำให้ชีวิตผมได้รับอันตราย แต่ผมก็ไป มีนักศึกษาคนหนึ่งมาหาผมหลังจากการประชุมนั้น ในระหว่างที่เรายังอยู่ที่นั่นและยังคงมีความชุลมุน เขามาพูดกับผมว่า “ผมขอไปคุยกับคุณได้ไหม?”

หนึ่งสัปดาห์หลังจากเราได้คุยกัน เขาก็มาที่สำนักงานของผม นั่งลง และพูดว่า “สิ่งที่คุณพูดมีเหตุผล และผมอยากรู้จักพระเยซูคริสต์” เวลานี้เขาเป็นพี่น้องในพระคริสต์และความรอดของเขาก็เป็นผลลัพธ์จากการที่ผมเข้าไปลุยไฟที่นั่น และเขาได้เพิ่มพูนตัวเองแล้วโดยการนำคนอื่นมาหาพระคริสต์

คุณอาจบอกว่า “แมคอาร์เธอร์ คุณไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเลย”

โอ้ ผมจำเป็นต้องเสี่ยง ผมเป็นสิ่งที่สูญเสียได้เพื่อเห็นแก่ชายหนุ่มคนหนึ่ง! ถ้าพระเจ้าต้องการแม้กระทั่งให้ผมสละชีวิต ผมก็ควรจะสละชีวิตด้วยความเต็มใจเพื่อเห็นแก่พระองค์ นั่นคือท่าทีของเปาโล เปาโลกล่าวว่าเขาพอใจในความอ่อนแอ ความทุกข์ยาก ความลำบาก แม้กระทั่งในการถูกข่มเหง เพราะเมื่อเขาถูกข่มเหง หลายคนได้รับความรอด และนั่นเป็นสิ่งที่ดี

คริสเตียนเป็นสิ่งที่สูญเสียได้ คุณอาจไม่เจอการต่อต้านทางร่างกาย แต่ก็อาจเจอการข่มเหงทางสติปัญญาแทน คุณอาจถูกสังคมเลิกคบหาสมาคมแบบเงียบ ๆ คนอื่นอาจเดินหนีคุณอย่างสุภาพเวลาคุณไปกดน้ำดื่ม หลายคนอาจมีท่าทีแบบ “ไอ้คนเพี้ยนมานั่นแล้ว” ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ทุกคนต้องการเหลือเกินที่จะเป็นที่ยอมรับ แต่คุณไม่สามารถเป็นที่ยอมรับของโลกและเกิดผลเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้

ผมไม่ใช่พวกโรคจิตชอบความเจ็บปวด ผมไม่ได้มีความสุขกับการถูกทำร้าย ไม่ว่าเรื่องฝ่ายวิญญาณหรือเรื่องอื่น และผมไม่ได้พูดถึงการเที่ยวพูดว่า “โอ้ ฉันเป็นคนน่าสงสาร ฉันถูกข่มเหง ฉันยังไม่อยู่ฝ่ายวิญญาณอีกเหรอ?” ขอพระเจ้าช่วยเรา ไม่ใช่อย่างนั้น ผมกำลังพูดถึงความเต็มใจที่จะกล้าหาญเต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับโลกและเจออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น อย่าทำให้ข่าวประเสริฐเจือจางลงเด็ดขาด ถ้าความจริงทำให้คนอื่นไม่พอใจ ก็ให้พวกเขาไม่พอใจไป หลายคนทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยมาทั้งชีวิต ปล่อยให้พวกเขาไม่พอใจไปสักพัก

ขอให้พิจารณาถ้อยคำของเปาโลในจดหมายที่เขาเขียนถึงชาวฟิลิปปี “แต่ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าถูกเทดุจเครื่องดื่มบูชาลงบนเครื่องบูชาที่ท่านถวายเพราะความเชื่อ ข้าพเจ้าก็ยินดีและร่วมยินดีกับพวกท่านทุกคน” (ฟิลิปปี 2:17) เปาโลหมายความว่าอย่างไร? ถ้าผมต้องตายเหมือนเป็นเครื่องบูชาเพื่อให้คุณรอด นั่นก็เป็นเรื่องดี ถ้าผมต้องสละชีวิตเป็นเครื่องบูชาเพื่อความชื่นชมยินดีของคุณ ผมก็ยินดีมาก

ในจดหมายถึงชาวโคโลสี เปาโลชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเขา คุณอาจคิดว่าเปาโลเสียสติไปแล้ว แต่เขาไม่ได้เสียสติ เขากล่าวว่า “เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า” (โคโลสี 1:24) เขาหมายความว่าอย่างไร? โลกนี้อยากจะเล่นงานพระเยซู พวกเขาไม่ได้ข่มเหงคริสเตียนเพราะไม่ชอบคริสเตียน แต่พวกเขาข่มเหงคริสเตียนเพราะพวกเขาไม่ชอบพระเยซู พวกเขาเล่นงานพระเยซูไม่ได้เพราะพระองค์อยู่ในสวรรค์ พวกเขาจึงเล่นงานคุณและผม

เปาโลกล่าวว่าเขาทนรับความทุกข์ยากซึ่งมุ่งหมายไปที่พระเยซู เขารับความยากลำบากอย่างพระเยซูให้ครบถ้วนในร่างกายของเขา โลกนี้ยังฆ่าพระเยซูไม่เสร็จ เปาโลยืนขวางทางโลก เพื่อเขาจะตายเพื่อพระองค์ผู้ทรงตายเพื่อเขา และเช่นเดียวกัน เราก็ควรนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่จะยืนรับลูกธนูซึ่งมุ่งหมายไปที่พระเยซู

เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซูติดอยู่ที่กายของข้าพเจ้าแล้ว” (กท. 6:17) แผลเป็นเหล่านี้มันไม่ใช่สำหรับผม แต่สำหรับพระเยซู แต่ผมรับรอยแผลเหล่านี้เพื่อพระองค์ คุณเต็มใจจะทนทุกข์เพื่อพระเยซูผู้ทรงทนทุกข์เพื่อคุณหรือไม่? คุณเต็มใจจะเผชิญหน้ากับโลกนี้หรือไม่? นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

แชร์

  • Facebook