คำนำ
Risk Is Right · John Piper
เดวิด แพลทท์
ถอยหรือเสี่ยง? ตลอดประวัติศาสตร์แห่งการทรงไถ่ ประชากรของพระเจ้าต้องเผชิญกับคำถามนี้เสมอมา ดังที่จอห์น ไพเพอร์ ได้กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับการตัดสินใจที่ชาวอิสราเอลจะต้องเผชิญในวันสำคัญ ณ คาเดชบารเนีย ขณะที่พวกเขายืนอยู่ตรงเขตแผ่นดินแห่งพระสัญญาพร้อมกับคำมั่นของพระเจ้า แต่กระนั้นพวกเขายังไม่กล้าที่จะเสี่ยงบุกเข้าไป หากแต่ได้เลือกที่จะถอยแทนที่พวกเขาจะปักหลักชีวิตบนความสัตย์ซื่อของพระเจ้า แต่พวกเขากลับรู้สึกหดหู่ด้วยความหวาดกลัว ผลลัพธ์นั้นก็ยิ่งใหญ่มาก ด้วยว่าพระเจ้าทรงปล่อยให้คนในช่วงอายุนั้นต้องเสียเวลา และวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร กระทั่งพวกเขาตายไปในที่สุด
พระมหาบัญชานั้นชัดเจน
ลองหมุนเวลาไปข้างหน้าเร็วๆ สักพันสองพันปี แล้วคุณจะพบว่ามีคนของพระเจ้ากำลังยืนอยู่ในช่วงเวลาอย่างเดียวกัน เราดำรงอยู่ในโลกที่พลเมืองครึ่งหนึ่ง ใช้ชีวิตประจำวันด้วยเงินน้อยกว่าสองเหรียญ (ประมาณ 70 บาท) และยังมีคนอีกนับล้านที่มีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ความขัดสนทางกายภาพ ทำให้ความยากจนฝ่ายวิญญาณถูกมองข้ามไปเสีย ผู้คนนับล้านยังคงสาละวนอยู่กับการนมัสการพระเทียมเท็จ และประมาณการว่าผู้คนอีกสองพันล้านคน ยังไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐเลย หมายความว่าคนเหล่านั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ยินเรื่องราวการสละชีพของพระคริสต์เพื่อความบาปของพวกเขาก่อนตาย ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ข่าวประเสริฐยังเข้าไปไม่ถึงนั้น อาศัยอยู่ในดินแดนที่ข่าวประเสริฐเข้าถึงยาก เป็นดินแดนที่ถือว่าคริสเตียน คือศัตรูของพวกเขาดินแดนที่พี่น้องชายหญิงของเราถูกข่มเหง ถูกขังคุก หรือแม้แต่ถูกฆ่าตาย
แม้คริสตจักรต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่พระมหาบัญชาของพระคริสต์นั้นชัดเจน: จงสร้างสาวกจากทุกประชาชาติ ใช้ชีวิตของคุณในการแพร่ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพื่อพระสิริของพระองค์ จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก ในขณะที่คุณออกไป จงวางใจในสิทธิอำนาจอันอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า และพึ่งพาอาศัยการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า พร้อมประสบกับความชื่นชมยินดีที่ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ของพระองค์
พระเยซูทรงคุ้มค่าพอ
ขณะยืนอยู่ที่คาเดชบารเนียของเรา เราต่างก็มีตัวเลือกเหมือนกัน เราสามารถทิ้งโอกาสแล้วถอยกลับเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร แล้วดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างสะดวกสบาย ใช้ชีวิตง่ายๆ ทำงานหาเงิน ที่ทำให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยตามระบบสังคมที่โลกนี้มีให้ ซึ่งทำให้ชีวิตและบุคลิกภาพของเราถูกคลอบงำด้วยวัฒนธรรมนิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุ หรือการบริโภคต่างๆ เราสามารถยอมรับกับชีวิตฝ่ายวิญญาณในยุคปัจจุบันนี้และเลือกที่จะใช้ชีวิตแสวงหาความสุข ทรัพย์สมบัติ และทะเยอทะยานตามแบบชาวโลก - ด้วยความคิดที่ว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คริสเตียนทั่วไปเขาก็ทำกัน
หรือเราจะตัดสินใจว่า พระเยซูคริสต์ทรงคุณค่ามากยิ่งกว่าทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ เราสามารถตระหนักได้ว่า พระองค์ได้ทรงสร้างเรา ทรงช่วยเราให้รอด และได้ทรงเรียกเราสำหรับจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าทุกสิ่งที่โลกนี้จะสามารถให้เราได้ เราสามารถตายต่อตนเอง ตายต่อความหวัง ตายต่อความฝัน ตายต่อความต้องการ ตายต่อความสำคัญ และตายต่อแผนการทั้งสิ้นของเรา เราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะเราเชื่อว่าพระคริสต์และแผนงานของพระองค์นั้น จะนำมาซึ่งรางวัลที่ทำให้การเสี่ยงใดๆ ของเรานั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ขับเคลื่อนด้วยความยินดีในข่าวประเสริฐ
ในมัทธิว 13:44 พระเยซูว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความยินดี จึงไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น”
ผมชอบเรื่องนี้มาก ลองนึกภาพดูว่าคุณกำลังเดินอยู่ในทุ่งนา แล้วสะดุดเข้ากับขุมสมบัติที่มีมูลค่ามหาศาล มากกว่าทุกสิ่งที่คุณจะหาได้หรือได้มาในชีวิตนี้ มีมูลค่ามากยิ่งกว่าทุกสิ่งที่คุณมีอยู่ในตอนนี้หรือทุกสิ่งที่คุณจะมีในอนาคต คุณมองซ้าย มองขวา แล้วสังเกตเห็นว่าไม่มีใครเห็นขุมสมบัติอันล้ำค่านี้ คุณจึงกลับซ่อนขุมสมบัตินั้นอีก แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นว่าคุณไม่ได้เห็นอะไรเลย แล้วก็รีบเข้าไปในเมือง เริ่มขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่คุณมีอยู่ เพื่อจะมีเงินมากพอที่จะซื้อนาผืนนั้น คนทั้งโลกคงคิดว่าคุณต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ
เพื่อนๆ และครอบครัวของคุณ ถามคุณว่า “คิดอะไรอยู่ บ้าหรือเปล่า?”
คุณตอบว่า “ผมกำลังจะซื้อที่นาผืนนั้น”
พวกเขาจ้องมองคุณอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วบอกว่า “ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ” แล้วถามต่อไปว่า “เหตุใดคุณจึงยอมทิ้งทุกอย่างที่มี เพื่อซื้อที่นาผืนนั้น?”
คุณจึงตอบว่า “ผมมีลางสังหรณ์น่ะ” แล้วคุณก็ยิ้มกับตนเองและเดินจากไป คุณยิ้ม เพราะคุณรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว การเสี่ยงใดๆ ที่ทุกคนเข้าใจนั้น ไม่อาจเทียบได้กับรางวัลที่คุณจะได้รับเลย ดังนั้นด้วยความยินดีอย่างยิ่ง คุณจึงขายทุกสิ่งที่มีอยู่ เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่าคุณได้พบสิ่งมีค่ามากพอที่จะเสียทุกอย่างที่คุณมีไปเสียอีก
นี่คือภาพของพระเยซูในข่าวประเสริฐ พระองค์เป็นคนที่หรือสิ่งที่คุ้มค่าต่อการเสียทุกอย่างเพื่อจะได้มา เมื่อเราเชื่ออย่างนี้จริงๆ แล้ว การเสี่ยงทุกสิ่งที่เราเป็นหรือทุกอย่างที่เรามีอยู่เพื่อรู้จักและเชื่อฟังพระคริสต์นั้น ก็จะไม่ใช่เรื่องของการเสียสละอีกต่อไป แต่จะเป็นเพียงความเข้าใจโดยทั่วไปที่จะทิ้งความปรารถนา ทรัพย์สมบัติ ความสนุกสนาน ความมั่นคงปลอดภัยของโลกนี้เพื่อจะติดตามพระเยซูคริสต์ ไม่สำคัญว่าพระองค์จะนำไปที่ไหน หรือเราต้องสูญเสียอะไร ก็จะไม่ใช่เรื่องของการเสียสละหรือเป็นเรื่องโง่อีกต่อไป อย่างที่ จิม เอลเลียต (มิชชันนารีอเมริกัน พร้อมกับเพื่อนอีกสี่คนถูกฆ่าตาย ขณะไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ชนพื้นเมืองในประเทศเอกวาดอร์ ในวันที่ 8 มกราคม 1956 ขณะมีอายุเพียง 28 ปี เท่านั้น—ผู้แปล) ได้กล่าวไว้ว่า “คนที่ยอมทิ้งสิ่งซึ่งเขาเองไม่สามารถรักษาไว้ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาจะไม่มีวันสูญเสียไปนั้น ไม่ใช่คนโง่เขลาเลย”
ไร้ความกลัวเมื่อเผชิญกับความเสี่ยง
ผมสรรเสริญพระเจ้าสำหรับ จอห์น ไพเพอร์ ที่ได้ชี้แนะแนวทางและแสดงถึงสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคริสต์ให้ผมได้เห็นนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ เมื่อผมได้ยินคำเทศนาหัวข้อ “พระคริสต์ได้ตายเพื่อพระเจ้า” ของท่านเป็นครั้งแรก ผมถูกสะกดด้วยทัศนะเรื่องความเป็นศูนย์กลางของพระเจ้าในพระคัมภีร์ ซึ่งทำให้ผมเริ่มตระหนักทางเนื้อหนังได้ว่า เหตุผลสำคัญที่สุดของการดำรงอยู่ของตัวผมเองนั้น คือ การยกย่องสรรเสริญพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น ผมเริ่มตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ว ความยินดีที่สุดในชีวิตของผมนั้น พบได้ในพระเกียรติสิริอันรุ่งโรจน์ที่สุดของพระเจ้า และชัดเจนว่า พระคริสต์ทรงเป็นขุมทรัพย์ที่คุ้มค่าต่อการยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อจะได้พระองค์ นี่คือใจความสำคัญอย่างหนึ่ง (หรืออาจเป็นใจความสำคัญเดียว) ของพระคัมภีร์ และเป็นความจริงโดดเด่นความจริงเดียวที่แผ่ซ่านไปในพันธกิจของ จอห์น ไพเพอร์ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือที่เกี่ยวกับความเสี่ยงของท่านเล่มนี้จึงดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ผมอธิษฐานขอพระเจ้าทรงใช้หนังสือเล่มนี้ รวมทั้งกับสิ่งอื่นๆ เพื่อสร้างกองทัพศิษยาภิบาล มิชชันนารี ผู้นำคริสตจักรและสมาชิกคริสตจักร คนที่ปราศจากความกลัวเมื่อเผชิญกับความเสี่ยง เพราะพวกเขาต่างตระหนักดีว่าในพระคริสต์นั้น แม้การตายก็ได้กำไร เมื่อเทียบพระสิริอันรุ่งโรจน์ของพระเจ้าที่มีอยู่เหนือเรากับความต้องการแสงสีของโลกที่อยู่รอบตัวเราแล้ว การถอยเป็นการทำผิดอย่างมหันต์ เพื่อประโยชน์แก่จิตวิญญาณของเรา และเพื่อพระเกียรติสิริของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา การเสี่ยงเป็นการกระทำที่ถูกต้องที่สุด