บทที่ 1: ความหมายสูงสุดของชีวิต
เสี่ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง · จอห์น ไพเพอร์
เกือบทุกเรื่องที่ผมจะกล่าวถึงนี้ สามารถสรุปได้ด้วยถ้อยคำจริงจังของเปาโลที่ได้เขียนถึงคริสตจักรในเมืองฟีลิปปีว่า
ข้าพเจ้าคาดหมาย และหวังว่าจะไม่ได้รับความละอายใดๆ เลย แต่โดยความกล้าหาญอย่างยิ่ง พระคริสต์จะทรงได้รับการยกย่องสรรเสริญในร่างกายของข้าพเจ้าในเวลานี้ดังเช่นที่เคยได้ตลอดมา ไม่ว่าจะโดยชีวิต หรือความตาย เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร (ฟีลิปปี 1:20-21)
หากคุณมีโอกาสได้ถามเปาโลว่าเป้าหมายหรือความหมายสูงสุดของชีวิตนั้นคืออะไร—ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของท่านหรือชีวิตของคนอื่นที่ไม่ได้สูญเสียไปอย่างเปล่าๆ—ผมคิดว่าคำตอบของท่าน คือถวายพระเกียรติสิริแด่พระคริสต์ ยกย่องสรรเสริญพระคริสต์ และให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์ นี่คือความหมายชีวิตของเปาโล ซึ่งควรเป็นความหมายชีวิตของเราด้วย เปาโลยังได้อธิษฐานอีกว่า ขอให้เป็นความหมายเดียวกันในความตายของท่านด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตายก็เพื่อให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์
จักรวาลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ คือ ให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์ เปาโลกล่าวในโคโลสี 1:16 ว่า “ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” คำว่า เพื่อพระองค์ หมายความว่า เพื่อพระสิริของพระองค์ เพื่อชื่นชม ยกย่อง อัศจรรย์ สรรเสริญ วางใจ เชื่อฟัง จงรักภักดี และนมัสการพระองค์ ความหมายของชีวิตเช่นนี้ เป็นสากล รวมไปถึงคนทุกคนในโลกนี้ด้วย ทำไมพระเจ้าจึงเรียกเปาโลและทำให้ท่าน—พร้อมกับคนอื่นๆ อีกนับพันคนหลังจากท่าน—เป็นทูตนำข่าวประเสริฐไปยังชนชาติต่างๆ มากมายล่ะ? ท่านตอบว่า “โดยทางพระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหน้าที่เป็นอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ให้ไปประกาศแก่ชนทุกชาติ ให้เขาวางใจและเชื่อฟัง” (โรม 1:5) เพื่อเห็นแก่พระนามของพระเยซู
หลังจากพระคริสต์สิ้นพระชนม์และถวายเครื่องบูชาลบล้างบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงทำให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย และ “ทรงยกพระองค์ขึ้นสูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งหมดแก่พระองค์” (ฟีลิปปี 2:9) เหตุผลที่พระเจ้าทรงทำเช่นนี้ ก็เพื่อประกาศพระคริสต์ต่อสากลโลก พระเจ้าทรงทำให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย “เพื่อที่ว่าเพราะพระนามของพระเยซูนั้น [ทุกเข่า] ในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงกราบพระองค์” (ฟีลิปปี 2:10) จอห์น สต็อตต์ ได้เตือนเรื่องการทรยศต่อจักรวรรดินิยม โดยการใช้พันธกิจโลกมาเป็นเกราะกำบังตนเองเพื่อแสวงหาเกียรติยศให้กับประเทศชาติ คริสตจักร องค์กร หรือแม้แต่ตัวเอง จากนั้นท่านได้กล่าวต่อไปอย่างน่าทึ่งว่า “แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มีเพียงจักรวรรดินิยมเดียวเท่านั้น คือ คริสเตียน และนั่นเกี่ยวข้องกับความเป็นจักรพรรดิสูงส่งของพระองค์ คือ พระเยซูคริสต์ และเพื่อพระสิริแห่งจักรวรรดิหรืออาณาจักรของพระองค์” 1
ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปก็เพื่อจุดประสงค์นี้ คือ ให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์ และเพื่อความรุ่งโรจน์แห่งอาณาจักรของพระองค์ ที่ทรงครอบคลุมจักรวาลทั้งสิ้น หัวใจที่ร่ำไห้จากชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา ชายหรือหญิง เศรษฐีหรือยาจก คือ พระสิริของพระเยซูคริสต์ เพื่อว่าโดยความกล้าหาญอย่างยิ่ง พระคริสต์จะทรงได้รับการยกย่องสรรเสริญในร่างกายของ [เรา] ในเวลานี้ ดังเช่นที่เคยได้ตลอดมา ไม่ว่าจะโดยชีวิต หรือความตาย
มีหลายพันวิธีที่จะยกย่องพระคริสต์ไม่ว่าจะในชีวิตหรือความตาย และไม่มีวิธีไหนที่ควรถูกดูหมิ่น ทุกวิธีล้วนมีความสำคัญ แต่ไม่มีวิธีไหนสามารถทำให้คุณค่าของพระคริสต์ส่องสว่างออกไปได้มากกว่าความรักที่พร้อมยอมเสียสละเพื่อคนอื่นในพระนามของพระเยซูอีกแล้ว ถ้าพระคริสต์ทรงคุณค่ายิ่งถึงขนาดที่ว่าความหวังของการได้สามัคคีธรรมทันทีและตลอดนิรันดร์หลังจากความตายกับพระองค์ ปลดปล่อยเราจากความกลัวตาย และทำให้เรายอมที่จะสละชีวิตของเราเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นได้ ความรักเช่นนี้แหละ ที่เป็นการยกย่องพระสิริของพระคริสต์อย่างที่ไม่มีอะไรในโลกนี้จะเปรียบเทียบได้เลย
พระคัมภีร์บอกเราว่า พระคริสต์ทรงสู้ทนต่อไม้กางเขน “เพื่อความยินดีที่อยู่ต่อหน้าพระองค์” (ฮีบรู 12:2)—ความยินดีของการถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากตาย การกลับคืนสู่พระสิริของพระบิดา การช่วยคนจำนวนนับไม่ถ้วนให้รอดจากความพินาศ การสร้างจักรวาลขึ้นใหม่ และการถูกแวดล้อมไปด้วยผู้นมัสการจำนวนนับไม่ถ้วนตลอดไปเป็นนิตย์ ไม่มีการกระทำแห่งรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้คือการที่พระคริสต์ได้ทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อช่วยคนบาปให้รอด (ยอห์น 15:13, โรม 5:6-8) ด้วยเหตุนี้ การกระทำด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงเกิดขึ้นได้ด้วยความหวังแห่งความยินดีหลังจากอุโมงค์ว่างเปล่า
ถ้าพระคริสต์ทรงผ่านชั่วโมงแห่งความตายเพื่อผู้อื่น โดยความหวังแห่งความยินดีจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า คงจะเป็นการยิ่งยะโสเกินไป หากเราจะพูดว่า เราเองก็สามารถผ่านชั่วโมงแห่งความตายเพื่อผู้อื่นได้เช่นกัน แต่ไม่มีความหวังดังกล่าว คริสเตียนในยุคแรกได้มอบทรัพย์สมบัติและชีวิตของพวกเขาแก่คนอื่น เพราะพวกเขารู้ว่า เมื่อไปถึงอีกด้านหนึ่งของความตายนั้น พระคริสต์จะเป็นรางวัลอันล้ำค่ายิ่งของพวกเขา “ท่านทั้งหลายมีใจเมตตาต่อผู้ที่ถูกคุมขังเหล่านั้น และเมื่อมีคนปล้นชิงเอาทรัพย์สิ่งของของท่านไป ท่านก็ยอมให้ด้วยใจยินดี เพราะท่านรู้แล้วว่าท่านมีทรัพย์สมบัติที่ดีกว่าและถาวรกว่านั้นอีก” (ฮีบรู 10:34)
เมื่อถึงจุดนี้ เราก็พร้อมที่จะพูดถึงความเสี่ยงแล้ว