ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 3 · ฟรี

บทที่ 2: ความเสี่ยงคืออะไร?

เสี่ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง · จอห์น ไพเพอร์

หากความปรารถนาอันแรงกล้าทั้งสิ้นหนึ่งเดียวของเรา คือ เพื่อให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์ ไม่ว่าจะในชีวิตนี้หรือความตาย และหากชีวิตที่ยกย่องพระคริสต์ได้มากที่สุด คือชีวิตที่ต้องแลกมาด้วยความรัก ชีวิตก็คือความเสี่ยง และเสี่ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การวิ่งหนีจากความเสี่ยงคือการเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

ความเสี่ยงคืออะไร? 

ผมขอนิยามคำนี้ในความหมายง่ายๆ ว่า เป็นการกระทำที่อาจทำให้คุณเกิดการสูญเสียหรือเกิดความเสียหายได้ หากคุณเสี่ยง คุณอาจเสียเงิน เสียหน้า เสียสุขภาพ หรือ แม้แต่เสียชีวิตได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ หากคุณเสี่ยง คุณอาจทำให้คนอื่นต้องตกอยู่ในอันตราย หรือ พวกเขาอาจต้องเดิมพันด้วยชีวิตเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น ฉลาดและมีความรักจะเสี่ยงดีหรือไม่? เป็นเรื่องฉลาดหรือเปล่า ที่จะทำให้ตนเองต้องเสี่ยงต่อการสูญเสีย? จะเป็นความรักอยู่หรือไม่หากทำให้คนอื่นต้องตกอยู่ในอันตราย? การเสียชีวิตเท่ากับการเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ ไหม?

แน่นอน มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร หากคุณใช้ชีวิตเละเทะ ทำผิดบาปทุกรูปแบบและต้องตายจากการกระทำนั้น การเสียชีวิตก็เท่ากับการเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ แต่การเสียชีวิตไม่ใช่การเสียเวลาชีวิตเสมอไป จะเป็นอย่างไร ถ้าต้องพบกับสถานการณ์ที่หากคุณไม่ยอมเสี่ยง มันอาจส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียหรือเสียหายได้? อาจเป็นการโง่เขลา หากเกิดการสูญเสียหรือเสียหายจากการไม่ยอมเสี่ยงนั้น และถ้าเกิดการเสี่ยงนั้นประสบความสำเร็จ มันก็จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์แก่ผู้คนจำนวนมาก แต่ถ้าล้มเหลว ก็จะเกิดความเสียหายแก่คุณคนเดียวล่ะ? จะไม่เป็นความรักเลย หากจะเลือกเอาความสะดวกสบายหรือความปลอดภัย (เมื่อมีบางอย่างที่ควรค่าแก่การเสี่ยงหากทำได้สำเร็จ) แทนการกระทำเพื่อพระคริสต์ และเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น

ความเสี่ยงเป็นเส้นใยที่ถักทออยู่ในชีวิตอันจำกัดของเรา 

ทำไมต้องมีสิ่งที่เป็นความเสี่ยงด้วย? ก็เพราะมีสิ่งที่เป็นความไม่รู้อยู่ เพราะถ้าหากมีความรู้เกี่ยวกับอนาคตแล้ว ก็จะไม่มีความเสี่ยงเลย ความเสี่ยงมีขึ้น ก็เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งนี่หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้เสี่ยงเลย 1 พระองค์ทรงรู้ผลทุกอย่างตามการทรงเลือกของพระองค์ ก่อนที่อะไรๆ จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว นี่แหละที่เป็นความหมายของความเป็นพระเจ้าของพระเจ้าเหนือบรรดาพระของชนชาติต่างๆ (อิสยาห์ 41:23; 42:8–9; 44:6–8; 45:21; 46:8–11; 48:3) และเนื่องจากพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งจากทุกอย่างที่พระองค์จะทรงกระทำ ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น พระองค์จึงทรงวางแผนการตามนั้น ความสัพพัญญูรอบรู้ทุกอย่างของพระองค์ทรงอยู่เหนือทุกๆ ความเป็นไปของการเสี่ยงทั้งสิ้น 2

แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสำหรับเรา เพราะเราไม่ใช่พระเจ้า เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น พระเจ้าไม่ได้บอกรายละเอียดแก่เราถึงสิ่งที่พระองค์ประสงค์จะให้เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีชีวิตอยู่ และใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่รู้และความไม่แน่นอนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง

ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงตรัสกับเราใน ยากอบ 4:13–15 ว่า 

ฟังให้ดีนะ ท่านทั้งหลายที่พูดว่า “วันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนี้เมืองนั้น จะอยู่ที่นั่นสักปีหนึ่ง และจะค้าขายแล้วได้กำไร” แต่ท่านไม่รู้เรื่องของวันพรุ่งนี้ ชีวิตของพวกท่านเป็นเหมือนอะไร? ก็เป็นเหมือนหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็จางหายไป แต่พวกท่านควรจะพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะยังมีชีวิตอยู่ และจะทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น”

คุณไม่มีทางรู้ได้เลย หากหัวใจของคุณจะหยุดเต้นก่อนอ่านหนังสือหน้านี้จบ คุณไม่มีทางรู้เลย หากคนที่กำลังขับรถสวนทางมา จะหักเลี้ยวออกจากเลนแล้วพุ่งชนคุณในสัปดาห์หน้า คุณไม่รู้ว่าอาหารร้านโปรดของคุณ อาจมีเชื้อโรคร้ายแรงปนเปื้อนอยู่ในอาหาร คุณไม่มีทางรู้ หากเส้นเลือดในสมองของคุณจะแตก แล้วต้องเป็นอัมพาตก่อนสิ้นสุดสัปดาห์นี้ หรือคุณอาจถูกใครบางคนยิงด้วยปืนไรเฟิลที่ศูนย์การค้าใครจะรู้ได้ เราไม่ใช่พระเจ้า เราไม่อาจรู้ถึงวันพรุ่งนี้ได้

ไขความลึกลับเรื่องความปลอดภัย 

เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงจึงถูกถักทออยู่ในชีวิตอันจำกัดของเรา เราไม่อาจหลีกหนีจากความเสี่ยงนี้ไปได้ แม้เราจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ความไม่รู้และความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้ เป็นเสมือนอากาศที่ล้อมรอบตัวเรา แผนการทั้งหมดของเราที่จะทำในวันพรุ่งนี้ อาจเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลที่คาดเดาไม่ได้ นับร้อยพันประการ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้านใต้หลังคาเรือน หรือจะขับรถอยู่บนทางด่วน เป้าหมายหนึ่งของผมก็คือเพื่อไขความลึกลับเรื่องความปลอดภัย และช่วยปลดปล่อยคุณจากการลุ่มหลงในความปลอดภัย เพราะมันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาซึ่งไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าคุณจะหันไปทิศทางไหนก็มีแต่สิ่งที่คุณไม่รู้ และสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ความไร้ประโยชน์ของการแสวงหาพื้นที่ที่ปราศจากความเสี่ยงนั้น ทำให้พวกเราหลายคนทำอะไรไม่ได้เลย ผมเคยประสบกับเรื่องนี้ในการเป็นผู้นำศิษยาบาลของผมมาแล้ว มีหลายเรื่องที่ต้องตัดสินใจ แต่ไม่รู้ว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุดคืออะไร มีเรื่องที่ไม่รู้มากมาย การทดลองคือการวิ่งหนีไปเสีย—ไม่ทางกายภาย ก็ทางจิตใจ หันไปคิดถึงเรื่องอื่น ทิ้งเรื่องที่ยังตัดสินไม่ได้ เลื่อนออกไปเรื่อยๆ หันไปทำสิ่งอื่นก่อน โดยหวังว่าปัญหาจะหมดไปเอง แต่ความจริงไม่อย่างนั้นเลย ความเฉยชาไม่เป็นประโยชน์กับผู้ใด ความกลัวไม่กล้าตัดสินใจ ไร้ประโยชน์ ต่อทุกคน มันทำให้ อ่อนแอ ท้อแท้ หมดกำลังใจ ความเสี่ยงจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ก้าวต่อไปได้

ความไม่กล้าตัดสินใจคือการไม่มีความรักของบอนฮอฟเฟอร์ 

ตลอดชีวิตของ ดีทริช บอนฮอฟเฟอร์ (ท่านเป็นศิษยาภิบาลและนักศาสนศาสตร์ นิกายลูเทอแรนชาวเยอรมัน ซึ่งต่อต้านพวกนาซี ท่านถูกจับและลงโทษด้วยการแขวนคอ วันที่ 9 เมษายน 1945 ขณะมีอายุเพียง 39 ปี เท่านั้น—ผู้แปล) เขาต้องเผชิญกับวิกฤติมากมายในช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขา ซึ่งทำให้การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเรื่องระหว่างความเป็นและความตาย แต่ก่อนหน้านั้น เป็นเรื่องของความรัก

ทุกแห่งในยุโรปที่บอนฮอฟเฟอร์ได้เห็นในปี 1934 นั้น เขาพบแต่ความไม่กล้าตัดสินใจของบรรดาคริสเตียน ไม่ว่าจะเป็น “คริสเตียนชาวเยอรมัน” หรือ การเคลื่อนไหวของตัวแทนคริสเตียนสากลทุกคน ไม่มีใครกล้าตัดสินใจทำอะไรเลย—นอกจากฮิตเลอร์ ที่เผยแพร่ลัทธินาซีและขยายครอบคลุมคริสตจักรได้เกือบทั้งสิ้น และดูเหมือนไม่มีใครที่จะกล้าตัดสินใจทำอะไรเลย

แต่จากนั้นไม่นาน บอนฮอฟเฟอร์และเพื่อนๆ ของเขา จึงได้ออกมารวมกลุ่มแสดง “จุดยืนของคริสตจักร” ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นจากอำนาจการปกครองของพวกนาซี (Third Reich) แล้วต่อมา “คำแถลงการณ์บารเมน” ก็ถูกตีพิมพ์ เมื่อถึงจุดนี้บอนฮอฟเฟอร์จึงได้เรียกร้องให้มีการเคลื่อนไหว

ในวันที่ 7 เมษายน 1934 ท่านได้เขียนจดหมายถึง เฮนรี หลุยส์ เฮนเรียด นักศาสนศาตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสมาพันธ์คริสเตียนโลก เพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะทั้งบรรดาศิษยาภิบาลและคริสเตียนในประเทศเยอรมันนี ต่างรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึงพวกเขา เพราะว่าคริสจักรไม่เป็นคริสตจักรอีกแล้ว จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญของอันตรายที่เกิดจากการไม่กล้าตัดสินใจ

บอนฮอฟเฟอร์ ได้เขียนว่า 

การตัดสินใจจะต้องเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่ง และไม่เป็นการดีเลย หากจะรอหมายสำคัญจากสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากโดยไม่มีปัญหาอื่นๆ ตามมา แม้แต่การเคลื่อนไหวของสมาพันธ์ ก็ต้องรีบตัดสินใจ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความผิดพลาดเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่หากชักช้าและไม่ยอมเสี่ยงที่จะพูดความจริง เพราะกลัวว่าอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ในขณะที่คนอื่น—พี่น้องของเราในประเทศเยอรมันนี—ต้องเผชิญกับการตัดสินใจอย่างยากลำบากทุกๆ วัน ซึ่งสำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่ามันเป็นการสวนทางกันกับความรัก การชักช้าหรือการไม่กล้าที่จะตัดสินใจ อาจเป็นความบาปมากกว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาด ที่ทำด้วยความเชื่อและความรักก็เป็นได้ 3

ข้อความประโยคสุดท้ายนี้ สมควรแก่การใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน การหลีกเลี่ยงที่จะเสี่ยงอาจเป็นบาปมากกว่า—และไม่มีความรักมากกว่า—การยอมเสี่ยงด้วยความเชื่อและความรัก แม้ว่าผลสุดท้ายอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็ตาม ในพันธกิจของผม หลังจากตัดสินใจเรื่องยากๆ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจ็บปวด ผมมักจะพูดเสมอว่า “นี่คือเหตุผลที่ผมรักข่าวประเสริฐ” การไม่ยอมทำอะไรเลยนั้น จำเป็นต้องได้รับการอภัยมากเท่าๆ กันกับการพยายามทำดีที่สุดแล้วแต่เกิดข้อผิดพลาด

บ่อยครั้ง ความเห็นแก่ตัวทำให้เราไม่กล้าที่จะเสี่ยง หรือตรงกันข้าม เป็นเพราะความอยากเด่น อยากดัง ทำให้เรากล้าเสี่ยงเพื่อตนเอง แต่กลับเพิกเฉยต่อการเสี่ยงเพื่อคนอื่นบนเส้นทางสู่กลโกธาด้วยความรัก พวกเรามักหลงผิดและคิดว่าความเสี่ยงดังกล่าว อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ซึ่งแท้จริงแล้ว มันไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำไป วิธีที่ผมหวังว่าจะเป็นการไขความลึกลับเรื่องความปลอดภัย และปลดปล่อยคุณจากการลุ่มหลงในภาพลวงตาแห่งความปลอดภัยก็คือ การกลับไปที่พระคัมภีร์และชี้ให้คุณได้เห็นว่าการยอมเสี่ยงเพื่อพระคริสต์นั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้อง การยอมเสี่ยงด้วยความรักเพื่อแสวงหาให้ความสำคัญทั้งสิ้นกับพระคริสต์นั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูก

แชร์

  • Facebook