บทที่ 5: เมื่อคนของพระเจ้ายอมเสี่ยงและเมื่อไม่ยอมเสี่ยง
เสี่ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง · จอห์น ไพเพอร์
คริสตจักรของคริสเตียนยุคเริ่มต้นในสามศตวรรษแรกนั้น ได้กำหนดรูปแบบของการเติบโตภายใต้การถูกขู่เข็ญรังแก สตีเฟน นีล ได้เขียนในหนังสือประวัติศาสตร์พันธกิจคริสเตียน (History of Christian Missions) ของเขาไว้ว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คริสเตียน ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันนั้น ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการแสดงตัวว่าเป็นคริสเตียนได้เลย และยังต้องรับผิดชอบต่อข้อกฎหมายอันเข้มงวด…คริสเตียนทุกคนต่างรู้ดีว่า ในไม่ช้าก็เร็ว เขาอาจต้องเป็นพยานถึงความเชื่อของตนเองด้วยชีวิต” 1
ความเสี่ยงมีอยู่เสมอตลอดเวลา เราอาจถูกฆ่าเพราะเหตุเป็นคริสเตียน หรือบางทีก็อาจจะไม่ มันเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และการเป็นคริสเตียนคนหนึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ความเสี่ยงก็ย่อมเกิดขึ้น
ยุคของผู้คนที่ยอมเสี่ยง
แท้จริงแล้ว เป็นความรักอันสูงส่งของพระคริสต์ที่คริสเตียนแสดงออกมาแม้จะมีความเสี่ยง ที่ทำให้โลกนอกรีตต้องแปลกประหลาดใจ จักรพรรดิจูเลียนแห่งโรม (ค.ศ. 332–363) ต้องการที่จะรื้อฟื้นศาสนานอกรีตโบราณ แต่กลับเห็นผู้คนจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นคริสเตียน เขาได้เขียนกล่าวหาด้วยความไม่พอใจต่อพวก “อเทวนิยม” (ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อบรรดาเทพเจ้าของโรมัน แต่เชื่อในพระคริสต์) ว่า
พวกอเทวนิยม (นั่นคือ คริสเตียน) ก้าวหน้าเป็นพิเศษโดยการรับใช้คนแปลกหน้าด้วยความรัก และโดยการเอาใจใส่ในการฝังศพคนตาย มีข่าวลือว่าไม่มีสักคนเดียวในพวกยิวที่เป็นขอทาน และพวกกาลิเลียนที่ไม่มีพระนั้น เพียงแต่ดูแลคนจนของพวกตนเท่านั้น แต่ยังได้ดูแลคนของเราด้วย ในขณะที่คนของเราเอง มองหาความช่วยเหลือซึ่งเราควรจะจัดหาให้ แต่กลับต้องพบกับความว่างเปล่า 2
การติดตามพระเยซูคริสต์นั้น มีราคาสูงที่ต้องจ่าย ความเสี่ยงอยู่ทุกที่ทุกแห่ง แต่ความเสี่ยงนี้ กลับกลายเป็นวิธีที่ทำให้คุณค่าของพระคริสต์ส่องสว่างมากขึ้น
ยุคของผู้คนที่ไม่ยอมเสี่ยง
แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อคนของพระเจ้าไม่ยอมหนีจากการลุ่มหลงในภาพลวงตาแห่งความปลอดภัย? จะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาพยายามใช้ชีวิตในภาพลวงตาแห่งความปลอดภัยนี้? คำตอบคือ พวกเขาจะเสียเวลาชีวิตไปอย่างเปล่าๆ คุณจำได้ไหมว่ามันเกิดขึ้นในตอนไหน?
เป็นเวลาไม่ถึงสามปีที่คนอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ขณะนี้พวกเขาอยู่ที่พรมแดนของแผ่นดินแห่งพระสัญญา พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงส่งคนไปสอดแนมแผ่นดินคานาอันที่เราให้แก่คนอิสราเอล” (กันดารวิถี 13:2) ดังนั้น โมเสสจึงส่งคาเลบ โยชูวา และชายอีกสิบคนเพื่อไปสอดแนม เมื่อผ่านไปสี่สิบวัน พวกเขาก็กลับมาจากการสอดแนมพร้อมกับตัดองุ่นพวงหนึ่งกลับมาด้วย องุ่นพวงนั้นใหญ่มาก กระทั่งต้องใช้สองคนหามด้วยไม้คาน คาเลบจึงพูดกับประชาชนว่า “ให้เราขึ้นไปทันที และยึดแผ่นดินนั้น เพราะเราจะชนะแน่นอน” (กันดารวิถี 13:30) แต่คนอื่นกลับพูดว่า “เราไม่สามารถเข้าไปและชนะคนเหล่านั้นได้ เพราะพวกเขามีกำลังมากกว่าเรา” (ข้อ 31)
คาเลบไม่อาจไขความลึกลับเรื่องความปลอดภัยนี้ได้ ประชาชนต่างลุ่มหลงในภาพลวงตาแห่งความปลอดภัย—คิดว่ายังมีที่กำบังชีวิตอื่นอีก นอกเหนือจากเส้นทางแห่งการเชื่อฟังเพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติ พวกเขาบ่นต่อว่าโมเสสและอาโรน และตัดสินใจที่จะกลับไปอียิปต์—ที่ที่ความปลอดภัยเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น โยชูวาได้พยายามทำให้พวกเขาหลุดจากการหลงผิดนั้น โดยพูดว่า
“แผ่นดินที่เราไปสอดแนมดูมาตลอดนั้นเป็นแผ่นดินที่ดีเหลือเกิน ถ้าพระยาห์เวห์พอพระทัยในเรา พระองค์จะทรงนำเราเข้าไปและประทานแผ่นดินนี้แก่เรา เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ขอเพียงอย่าให้เรากบฏต่อพระยาห์เวห์ อย่ากลัวชาวแผ่นดินนั้น เพราะเขาทั้งหลายเป็นเหมือนขนมปังของเราแล้ว เกราะกำบังของพวกเขาก็ถูกนำออกไปแล้ว พระยาห์เวห์สถิตกับเรา อย่ากลัวพวกเขาเลย” (กันดารวิถี 14:7–9)
แม้แต่โยชูวาเองก็ยังไม่สามารถที่จะไขความลึกลับเรื่องความปลอดภัยได้ ประชาชนต่างเมามายอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ปลอดภัย พวกเขายังได้พยายามเอาหินขว้างคาเลบและโยชูวาให้ตาย ผลที่ตามมาก็คือ คนนับพันต้องเสียเวลาชีวิตไปอย่างเปล่าๆ และเสียเวลาไปหลายปีอย่างไร้ประโยชน์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งผิดที่พวกเขาไม่ยอมเสี่ยงทำสงครามกับคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ในแผ่นดินคานาอัน เช่นเดียวกัน จะเกิดการสูญเสียมากมายเพียงใด เมื่อเราไม่ยอมเสี่ยงเพื่อเห็นแก่พระเจ้า