ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 4 · ฟรี

บทที่ 3: เรื่องราวการเสี่ยงในพันธสัญญาเดิม

เสี่ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง · จอห์น ไพเพอร์

น่าแปลกใจมากที่อัครทูตเปาโลได้กล่าวบางอย่างที่ครอบคลุมพันธสัญญาเดิมได้ทั้งหมด—และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงมากกว่าในพันธสัญญาใหม่ ท่านได้กล่าวว่า “เพราะว่าสิ่งที่เขียนไว้ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อเราจะได้มีความหวังโดยความทรหดอดทน และโดยการหนุนใจจากพระคัมภีร์” (โรม 15:4) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ บัญญัติทุกข้อ สดุดีและสุภาษิตทุกบท ผู้พยากรณ์ทุกคน—ใครก็ตามที่ถูกเขียนเอาไว้—ก็เพื่อให้ความหวังแก่เรา

และความหวัง คือ พลังยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราสามารถรักคนอื่นแม้ต้องเผชิญกับอันตรายร้ายแรง ความหวังที่พระเจ้าประทานมาให้นี้ เป็นพลังให้เรากล้าที่จะเสี่ยงเพื่อเห็นแก่ผู้อื่น เปาโลกล่าวกับพี่น้องในเมืองโคโลสีถึง “ความรักที่พวกท่านมีต่อธรรมิกชนทุกคน เพราะความหวังที่เก็บไว้เพื่อพวกท่านในสวรรค์” (โคโลสี 1:5) ความรักเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความหวัง ดังนั้น เพื่อเห็นแก่ความรักนี้ให้เรามาดูว่า “พระคัมภีร์บันทึกเกี่ยวกับความหวังของเราไว้อย่างไร”—เรื่องราวการเสี่ยงอันยิ่งใหญ่ในพันธสัญญาเดิม

“ขอ[พระเจ้า]ทรงทำตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” 

เริ่มจาก 2 ซามูเอล 10 คนอัมโมนได้ทำสิ่งที่น่าอับอายต่อทูตของอิสราเอล พวกเขาทำให้ตัวเองเป็นที่เกลียดชังต่อดาวิด ดังนั้น เพื่อจะป้องกันตัวเอง พวกเขาจึงไปจ้างคนซีเรียมาช่วยพวกเขาสู้รบกับอิสราเอล แล้วโยอาบผู้เป็นแม่ทัพของอิสราเอลต้องตกอยู่กลางวงล้อมของคนอัมโมนและซีเรีย ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ดังนั้น โยอาบจึงได้แบ่งกำลังทหารออกเป็นสองกอง โดยบัญชาให้อาบีชัยน้องชายของท่านเป็นผู้นำทหารกองหนึ่ง ส่วนตัวท่านเองนำทหารอีกกองหนึ่ง

ในข้อ 11 พวกเขาสัญญาว่าจะช่วยเหลือกันและกัน จากนั้นในข้อ 12 จึงมีประโยคที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นว่า “จงเข้มแข็ง ทำตนให้กล้าหาญเพื่อชนชาติของเรา และเพื่อบรรดาเมืองของพระเจ้าของเราและขอ[พระเจ้า]ทรงทำตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” ถ้อยคำตอนท้ายนี้ที่บอกว่า “ขอ[พระเจ้า]ทรงทำตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” มีความหมายว่าอย่างไร? ก็ความหมายว่า โยอาบได้ตัดสินใจวางแผนการรบเพื่อบรรดาเมืองของพระเจ้าแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอะไรจะขึ้น เขาไม่ได้รับการสำแดงพิเศษใดๆ ในเรื่องนี้จากพระเจ้า เขาเองต้องตัดสินใจตามพื้นฐานปัญญาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาจะต้องเสี่ยงหรือหนีเท่านั้น ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจโดยการมอบผลลัพธ์นั้นไว้กับพระเจ้า และมันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

“ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” 

ราชินีเอสเธอร์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในเรื่องของความกล้าเสี่ยงเพื่อการรับใช้ด้วยความรัก และเพื่อพระสิริของพระเจ้า มียิวคนหนึ่งชื่อโมรเดคัยผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ 500 ปี ก่อนพระเยซูในช่วงระหว่างที่ชาวยิวตกเป็นเชลย เขามีลูกพี่ลูกน้องกำพร้าคนหนึ่งชื่อเอสเธอร์ซึ่งเขาได้รับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเอาไว้ เธอได้เติบโตขึ้นเป็นหญิงรูปงาม และต่อมากษัตริย์แห่งเปอร์เซียคืออาหสุเอรัส ได้แต่งตั้งนางให้เป็นพระราชินีของพระองค์ แต่ฮามานข้าราชการตำแหน่งสูงของกษัตริย์อหสุเอรัสนั้น เกลียดชังโมรเดคัย รวมถึงคนยิวทุกคนที่เป็นเชลยด้วย เขาจึงได้โน้มน้าวให้พระราชาออกคำสั่งกำจัดพวกยิว ซึ่งพระราชาไม่ทรงทราบเลยว่าราชินีของพระองค์ก็เป็นคนยิวด้วย โมรเดคัยจึงได้ส่งข่าวถึงราชินีเอสเธอร์ให้เข้าเฝ้าและทูลขอร้องเพื่อชนชาติของพระนาง เอสเธอร์รู้ดีว่ามีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งที่หากใครเข้าเฝ้าพระราชาโดยไม่ได้ถูกเรียกให้เข้าเฝ้า เขาคนนั้นจะต้องถูกลงโทษถึงตาย นอกเสียจากว่าพระองค์จะทรงยกคธาสุวรรณขึ้นออกรับ คนนั้นจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่เอสเธอร์ยังรู้อีกว่าประชาชนของเธอกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน พระนางจึงส่งข่าวไปถึงโมรเดคัยว่า

“ไปเถิด ให้รวบรวมพวกยิวทั้งสิ้นที่หาพบในสุสา และถืออดอาหารเพื่อฉัน อย่ารับประทานและอย่าดื่มเป็นเวลาสามวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ฉันและสาวใช้ของฉันจะอดอาหารอย่างท่านด้วย แล้วฉันจะเข้าเฝ้ากษัตริย์แม้ว่าเป็นการฝืนกฎ ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (เอสเธอร์ 4:15–16)

“ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” มีความหมายว่าอย่างไร? ก็หมายความว่าเอสเธอร์ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการกระทำของเธอในครั้งนี้? เธอไม่ได้รับการสำแดงพิเศษใดๆ จากพระเจ้า แต่เธอก็ได้ตัดสินใจด้วยสติปัญญา ด้วยความรักที่มีต่อคนของเธอ และด้วยความวางใจในพระเจ้า เธอจะต้องเสี่ยงหรือวิ่งหนีเท่านั้น เธอไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น เธอจึงได้ตัดสินใจและมอบผลลัพธ์นั้นไว้กับพระเจ้า “ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

“พวกข้าพระบาทจะไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท” 

ขอให้ดูอีกตัวอย่างหนึ่งจากพันธสัญญาเดิม เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ชาวยิวตกเป็นเชลยในบาบิโลน ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ผู้สร้างรูปเคารพทองคำ แล้วบัญชาว่า เมื่อเสียงแตรดังขึ้น ทุกคนต้องกราบลงนมัสการต่อรูปทองคำนี้ แต่ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกไม่ได้กราบนมัสการ เพราะพวกเขานมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ของอิสราเอลเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

เนบูคัดเนสซาร์จึงได้ขู่พวกเขา และตรัสกับพวกเขาว่าถ้าไม่ยอมนมัสการรูปเคารพทองคำ พวกเขาจะต้องถูกโยนลงในเตาที่ไฟลุกอยู่ทันที แต่พวกเขากลับตอบว่า 

“ข้าแต่เนบูคัดเนสซาร์ ข้าพระบาททั้งหลายไม่จำเป็นจะต้องตอบฝ่าพระบาทในเรื่องนี้ ข้าแต่พระราชา ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาท ผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัตินั้น พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่า พวกข้าพระบาทจะไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งฝ่าพระบาทได้ทรงตั้งขึ้น” (ดาเนียล 3:16-18)

นี่คือความเสี่ยงอย่างแท้จริง “พวกเราเชื่อว่าพระเจ้าของเราจะช่วยกู้พวกเราเอง หรือแม้หากพระองค์ไม่ช่วย พวกเราก็จะไม่ปรนนิบัติพระของท่าน” พวกเขาไม่รู้เลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่พวกเขาพูดออกมา ก็เหมือนกับที่เอสเธอร์ได้พูดเอาไว้ “ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” และพวกเขาก็มอบผลที่จะเกิดตามมาไว้กับพระเจ้าเหมือนโยอาบและอาบีชัยที่ได้ทำไว้เช่นกัน “ขอ[พระเจ้า]ทรงทำตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นเรื่องถูกต้องที่จะเสี่ยงเพราะเห็นแก่พระเจ้า

แชร์

  • Facebook