ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 1 · ฟรี

บทนํา

ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์

มีความผิดพลาดสองอย่างที่มีน้ำหนักพอ ๆ กันและอยู่กันคนละด้าน ซึ่งทำให้เราพลาดพลั้งไปในเรื่องเกี่ยวกับมารซาตาน ความผิดพลาดอย่างแรกคือการไม่เชื่อว่ามารซาตานมีอยู่จริง อย่างที่สองคือการเชื่อว่ามารซาตานมีจริงแต่มีความรู้สึกอย่างมากและให้ความสนใจอย่างผิด ๆ เกี่ยวกับมาร ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดแบบไหนก็ตาม ก็ล้วนทำให้มารดีอกดีใจทั้งสิ้น 1

ซี. เอส. ลูว์อิส

ลูว์อิสพูดได้ถูกต้องเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ความผิดพลาดดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ในคริสตจักรทุกวันนี้ คริสเตียนบางคนเป็นพวกวัตถุนิยมและไม่เข้าใจเลยว่าชีวิตคริสเตียน คือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอย่างดุเดือด

เหตุผลอย่างหนึ่งของท่าทีแบบพวกวัตถุนิยมคือ ความเฉยเมย เมื่อคุณมีชีวิตที่สุขสบาย มันเป็นเรื่องง่ายและก็ดีกว่าที่จะมีสงครามฝ่ายวิญญาณ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าจิตวิญญาณนับล้าน ๆ ดวงในโลกตกอยู่ใต้อุ้งมือของซาตาน และเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าซาตานมักจะได้เปรียบคริสเตียนที่เฉื่อยชาเกียจคร้าน หรือคริสเตียนที่ไม่เติบโตทางฝ่ายวิญญาณ

ซาตานพึงพอใจมากที่คริสเตียนได้เปิดช่องว่างฝ่ายวิญญาณไว้ โดยการไม่ต่อสู้ในสงคราม และนั่นคือลักษณะของคริสตจักรหลายแห่งในทุกวันนี้ ผู้คนพากันทำลายการสามัคคีธรรมและในขณะเดียวกันพวกเขาไม่แยแสต่อการต่อสู้ในสงคราม

อีกเหตุผลหนึ่งของการเป็นพวกวัตถุนิยมคือ โลกียวิสัย มีคริสเตียนจำนวนมากที่ปรารถนาทรัพย์สิ่งของในโลก ปรารถนาความสุขชั่วครู่ชั่วยามแทนที่จะยืนหยัดต่อสู้ในสงคราม เขาแสวงหาชีวิตสบาย ๆ ซึ่งเป็นชีวิตที่สนุกสนานโดยไม่ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการต่อสู้ ผู้เชื่อที่หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องโลกียวิสัยจะไม่เข้าใจเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณเลย

คริสเตียนคนหนึ่งที่ขาดความเข้าใจเรื่องพระคุณของพระเจ้าได้พูดกับผมว่า “ความน่ามหัศจรรย์อย่างหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตคริสเตียนก็คือ เราสามารถทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราอยากทำ” แต่ผู้เชื่อไม่ใช่ผู้ที่มีอิสระอยากจะทำอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ เขาถูกเรียกให้เชื่อฟังพระคริสต์ผู้ทรงเป็นองค์เจ้าชีวิตของเขา ในมัทธิว 16:24-25 พระเยซูตรัสว่า “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเองรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด”

เราไม่อาจปล่อยให้สงครามฝ่ายวิญญาณกระหน่ำอยู่รอบ ๆ ตัวเรา โดยที่เราไม่เข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะประเมินเรื่องฝ่ายวิญญาณโดยการถามตนเองว่า ฉันกำลังเฉยเมยต่อสงครามนี้หรือไม่ มีหลายคนที่พึงพอใจกับความเฉยเมยและค่านิยมแบบโลก ซาตานดีอกดีใจกับคริสเตียนประเภทนี้ คำอธิษฐานของผมก็คือ ขอให้ระดับของความสนิทสนมและการอุทิศตัวของคุณเพิ่มมากขึ้นเมื่อคุณเข้าใจถึงวิธีการที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูของคุณ

ในอีกด้านหนึ่ง มีคริสตจักรจำนวนมากในทุกวันนี้ที่เน้นและให้ความสนใจกับเรื่องมารซาตานมากเกินไป ข้อความต่อไปนี้ซึ่งคัดมาจากนิตยสาร Los Angeles Times ได้อธิบายถึงแนวความคิดที่ถูกครอบงำนี้ได้เป็นอย่างดี:

ใน “สงครามฝ่ายวิญญาณ” ที่ว่านี้ ผู้นำคริสเตียนในกลุ่มอีแวนเจลิคอลและคาริสเมติกได้เตรียมการจู่โจมเรื่องนี้ ซึ่งพวกเขาเรียกว่าโลกแห่งอำนาจมืด ความประหลาดใจจากข้อสังเกตที่ว่าซาตานคือ เจ้าแห่งอาณาจักรของวิญญาณชั่ว ทำให้หน่วยงานมิชชั่นบางแห่งและศิษยาภิบาลของคริสตจักรใหญ่ ๆ บางคนคิดวางแผนที่จะ “จู่โจม” บรรดาวิญญาณชั่วเหล่านั้นที่อ้างว่าเป็นผู้ควบคุมประเทศหรือเมืองนั้น ๆ บางคนสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อหลีกเลี่ยง เน้นการอธิษฐานขอให้คำแช่งสาปเหนือสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหมดไป การเคลื่อนไหวนี้เคยเกิดขึ้นในปี 1987 ในเมืองออริกอน และในปี 1984 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่เมืองลอสแองเจลลีส การเคลื่อนไหวนี้เป็นเหตุทำให้อัตราของอาชญากรรมลดลง บรรยากาศแห่งมิตรภาพและการได้รับการปลดปล่อยเกิดขึ้น บรรดาภาพยนตร์และหนังสือทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณคงไม่ได้เป็นผลมาจากศาสนา เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณเลย

ปีเตอร์ แว๊กเนอร์ ซึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนพระคริสต์ธรรมฟูลเลอร์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ทุกวันจันทร์เขาจะประชุมกับคน 24 คน ในหัวข้อสงครามฝ่ายวิญญาณ นอกจากนั้นในที่อื่น ๆ ก็ยังมีการจัดประชุมในลักษณะนี้ด้วย เช่นที่เท็กซัส หรือที่ออริกอน 2

ดูเหมือนว่าผู้นำคริสเตียนจำนวนมากพยายามที่จะเป็นเลิศในด้านนี้ ผมรู้จักองค์กรมิชชั่นที่เคร่งครัดแห่งหนึ่ง องค์กรนี้ขอร้องให้มิชชันนารีทุกคนในคณะของเขาเข้ารับการอบรมพิเศษในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเผชิญหน้าและการจัดการกับอำนาจมืด กลยุทธ์ที่พวกเขาได้เรียนรู้รวมไปถึงการพูดกับวิญญาณชั่ว และเทคนิคในการขับไล่ การตำหนิ และการผูกมัดซาตานนั้นกำลังเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก

ความหลงใหลนี้คืออะไร ผู้เชื่อจำเป็นต้องเข้าค่ายฝึกฝนเพื่อทำสงครามฝ่ายวิญญาณหรือไม่? เราสามารถทำลายฐานที่มั่นของวิญญาณชั่วเพื่อยึดเมืองหรือประเทศกลับคืนมาได้หรือไม่? ผู้เชื่อควรจะพูดกับวิญญาณชั่วและขับไล่มันไปหรือไม่? เราสามารถสั่งผูกมัดและตำหนิต่อว่าซาตานได้จริงหรือ?

แน่นอนว่าคริสเตียนจะต้องมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับอำนาจแห่งความมืด ดังที่เปาโลกล่าวไว้ในเอเฟซัส 6:12 ว่า “เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือดแต่ต่อสู้กับพวกภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพ ในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน” แต่การปฏิบัติต่างๆ ในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ ช่างตรงกันข้ามกับคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า

ดร. อาร์ชิบาลด์ อเล็กซานเดอร์ ศาสตราจารย์ท่านแรกของโรงเรียนพระคริสตธรรมพรินซ์ตัน และถือเป็นนักศาสนศาสตร์ที่อัจฉริยะคนหนึ่ง ได้เขียนไว้ว่า

ไม่มีอะไรจำเป็นมากไปกว่าการแยกแยะระหว่างประสบการณ์ทางศาสนาที่แท้จริงและเทียมเท็จ ซึ่งนั่นก็คือการ “พยายามทดสอบวิญญาณว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่” และในการแยกแยะนี้ก็ไม่มีแบบทดสอบใดนอกเหนือไปจากพระวจนะของพระเจ้าซึ่งถูกต้องแม่นยำ นั่นก็หมายความว่าเราต้องนำความคิดทุกอย่าง แรงจูงใจทุกอย่าง แรงกระตุ้นทุกอย่าง และอารมณ์ความรู้สึกทุกอย่าง มาตรวจสอบกับมาตรฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า ถ้ามันไม่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ก็แสดงว่ามันไม่จริง” 3

พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นแนวทางในความเชื่อและในการปฏิบัติของเรา ขอให้เราตรวจสอบว่า พระวจนะของพระเจ้าได้ตรัสสอนอย่างไรเกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณที่ตรงข้ามกับความเชื่อ การปฏิบัติและประสบการณ์ของการเคลื่อนไหวในเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณอย่างในทุกวันนี้

แชร์

  • Facebook