บทที่ 5: การทรงเรียกให้ถวายตัว
ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์
หลายปีก่อน ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้กล่าวเรียกร้องให้คนถวายตัวด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า
ไม่ใช่นักวิจารณ์ที่จะเป็นคนให้คะแนน ไม่ใช่ผู้ชายที่จะชี้แจงว่าคนแข็งแรงจะล้มลงอย่างไร หรือผู้ที่ทำการจะทำให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร คนที่ควรได้รับการยกย่องคือคนที่ทำการนั้นอยู่ซึ่งต้องคลุกฝุ่น เหงื่อโทรมกายและโลหิตไหล ผู้ซึ่งแสดงความกล้าหาญ ผู้ซึ่งเคยทำผิดและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะว่าไม่มีความพยายามใดที่จะไม่มีข้อผิดพลาดและจุดอ่อน คนที่สมควรได้รับคำชมเป็นคนที่พยายามที่จะกระทำการ เป็นคนที่กระตือรือร้น และอุทิศชีวิตของเขาเพื่อสิ่งที่มีคุณค่า คนที่ถ้าล้มเหลวก็จะล้มอย่างรุนแรง อย่างน้อยก็ล้มเหลวในขณะที่กล้าทำสิ่งใหญ่ ๆ สิ่งที่ดีกว่าก็คือกล้าที่จะทำสิ่งใหญ่ ๆ เพื่อที่จะได้รับชัยชนะอันรุ่งโรจน์แม้จะถูกมองว่าล้มเหลว แทนที่จะอยู่ร่วมกับคนขี้ขลาดซึ่งไม่เคยชื่นชมหรือทนทุกข์มาก เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ในโทนสีเทา ๆ ที่ไม่รู้แม้แต่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ 1
แน่นอนว่าอัครทูตเปาโลไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโทนสีเทา ๆ ท่านรู้ว่าต้องต่อสู้กับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว เป็นศัตรูที่คอยต่อต้านพระเจ้าในสวรรค์และเคยต่อต้านมนุษย์ที่ไร้เดียงสาในสวนเอเดน ยิ่งกว่านั้นศัตรูผู้นี้ได้พยายามหาโอกาสที่จะทำลายล้างชนชาติอิสราเอล มันพยายามหยุดยั้งการกำเนิด ชีวิต และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์ มาถึงตอนนี้มันพยายามที่จะทำลายคริสตจักรและขัดขวางการรับใช้อุทิศตัวของผู้เชื่อ ในอนาคตมันจะยุยงให้คนทั้งโลกต่อต้านพระคริสต์ทั้งก่อนและหลังจากการสถาปนายุคอาณาจักรพันปี
ถ้าคุณไม่รู้จักศัตรูผู้นี้ ไม่เข้าใจลักษณะบางอย่างของมัน และไม่เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ คุณจะเกิดความสูญเสียในชีวิตและจะไม่สามารถกระทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อคุณสำเร็จได้เลย
ยุทธอุบายของศัตรู
ความสงสัย
ซาตานพยายามที่จะทำลายพระลักษณะและความน่าเชื่อถือของพระเจ้า เพราะว่ามันต้องการให้คุณสงสัยพระองค์ ด้วยวิธีการเช่นนี้มันจึงสามารถผลักมนุษยชาติให้ทำบาปได้สำเร็จ มันใช้ความเจ้าเล่ห์ในการตั้งข้อสงสัยพระวจนะของพระเจ้า โดยการพูดกับเอวาว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสว่า…?” (ปฐมกาล 3:1) หลังจากนั้นก็กล่าวหาว่าพระเจ้าเห็นแก่ตัว และปิดบังอะไรบางอย่างเพราะว่าพระองค์ทรงห้ามไม่ให้อาดัมและเอวากินผลไม้จากต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว (ข้อ 5) มันกำลังบอกว่าพวกเขาไม่อาจไว้วางใจพระเจ้าได้อีกต่อไป เพราะว่าพระองค์อาจจะตรัสอย่างหนึ่งแต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ซาตานอ้างว่ามันคือผู้อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่มนุษย์ แต่ความเป็นจริงแล้วมันคือบิดาแห่งการมุสา (ยอห์น 8:41) สำหรับพระเจ้านั้นพระองค์ไม่อาจตรัสเท็จได้ (ทิตัส 1:2)
ซาตานต้องการให้คุณสงสัยพระเจ้า คือให้สงสัยพระวจนะและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ และบ่อยครั้งที่เราก็ตกในกับดักของมัน เราถูกทดลองให้กระวนกระวาย และสูญเสียการควบคุมตนเองเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะว่าเราไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถแก้ไขปัญหาของเราได้ บางครั้งเราสงสัยในพระคุณ พระเมตตา และการอภัยโทษของพระเจ้า มันจึงทำให้เรารู้สึกกระวนกระวายใจและรู้สึกผิด บางคนสงสัยว่าถ้าพระเจ้าทรงรักเราจริง ๆ แล้วทำไมพระองค์จึงยอมให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเรา เช่น คู่สมรสหนีจากเราไปหรือคนที่เรารักเสียชีวิต
เราจะจัดการกับความสงสัยเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่ใช่ด้วยการพูดว่า “เจ้าผีร้ายแห่งความสงสัย เราสั่งให้เจ้าออกมา” ไม่ใช่ด้วยการกล่าวว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เราขอตำหนิซาตาน และสั่งให้มันปลดปล่อยสิ่งที่มันได้ควบคุมไว้” พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่มีฤทธิ์อำนาจที่จะกระทำเช่นนี้ได้ เรามีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต่อสู้กับความสงสัยและการทดลอง แต่เราจะต้องไม่ล้อเล่นกับวิญญาณชั่ว ดร.ปีเตอร์ มาสเตอร์ อธิบายไว้ว่า
คริสเตียนต้องต่อสู้กับเล่ห์กลอุบายและการทดลองของมาร แต่ไม่มีที่ไหนในพันธสัญญาใหม่ที่บอกให้เราต่อสู้ด้วยการออกคำสั่งวิญญาณชั่วให้ปล่อยสิ่งที่มันยึดครองและออกจากความคิดหรือร่างกายของผู้เชื่อ ซาตานจะถูกต่อต้านได้ด้วยการปฏิเสธการทดลองของมัน 2
การทดลองมีวิธีการดังนี้ “ทุกคนถูกล่อลวงด้วยตัณหาของตัวเอง คือถูกตัณหานั้นล่อลวงและชักนำ เมื่อตัณหาฟักตัวขึ้นแล้วก็ก่อให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็ก่อให้เกิดความตาย” (ยากอบ 1:14-15)
คุณตระหนักหรือไม่ว่าการทดลองทุกอย่างไม่ได้มาจากซาตาน? เราสามารถตกลงไปในการทดลองได้เมื่อเราปล่อยตัวไปกับเนื้อหนังของเรา และมันไม่จำเป็นเลย ที่คุณจะต้องรู้ว่าการทดลองนั้นมาจากซาตาน วิญญาณชั่ว หรือจากเนื้อหนังของคุณเอง ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่าการตอบสนองของเรานั้นควรเป็นเหมือนเดิมคือ จงต่อต้าน
การข่มเหง
ซาตานไม่เพียงแต่ใช้ความสงสัยเท่านั้น แต่มันยังใช้ความยากลำบากอีกด้วย มันต้องการให้คริสเตียนพบความยุ่งยาก บ่อยครั้งที่ซาตานใช้การข่มเหงเป็นอาวุธสำคัญ ผมจำได้ถึงชายคนหนึ่งที่เล่าให้ผมฟังถึงความพยายามของเขาที่จะพูดกับพี่ชายเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อในพระคริสต์ เมื่อเขาเอาพระคัมภีร์มาให้พี่ชายเขาดู พี่ชายของเขาคว้าพระคัมภีร์แล้วขว้างไปที่มุมห้อง พี่ชายบอกกับเขาว่า “อย่าพยายามยัดเยียดเจ้าสิ่งนี้ให้พี่!” การข่มเหงเช่นนี้ถือว่าเป็นแบบที่ไม่รุนแรง ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสเตียนมีผู้เชื่อจำนวนมากมายที่ทนทุกข์ทรมานและถูกฆ่าเพราะความเชื่อของพวกเขา ซาตานพยายามใช้การข่มเหงทุกรูปแบบเพื่อโจมตีคริสเตียน
คำสอนผิดๆ
ผมมักจะพูดคุยกับคนที่เป็นคริสเตียนมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าพระคัมภีร์สอนอะไร คนหนึ่งที่ผมเคยพูดคุยด้วยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการชำระให้บริสุทธิ์คืออะไร อีกคนหนึ่งพูดว่า “ผมจะต้องเชื่ออะไร ผมสับสนมาก” ผมเชื่อว่าความสับสนคือส่วนหนึ่งในยุทธวิธีของซาตานที่จะทำให้คริสเตียนวุ่นวายใจ มันทำเช่นนี้ด้วยการทำให้มีคนสอนคำสอนที่ตรงกันข้ามกับคำสอนในพระคัมภีร์ที่ทำให้ผู้คนเกิดความงงงันสับสน
ทำไมจึงมีคำสอนมากมายที่คริสเตียนไม่เห็นด้วย? เหตุผลหนึ่งก็คือผู้สอนมากมายมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริงตามสัญชาตญาณหรือตามประสบการณ์ที่ลึกลับของเขา การปฏิบัติเช่นนี้มีปรากฏให้เห็นอยู่กันทั่วไปในกลุ่มความเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งได้เขียนถึงประสบการณ์ของเขาไว้ว่า
ผมมักจะพบว่าตัวเองได้คร่ำครวญต่อพระเจ้าสำหรับการฟื้นฟูในช่วงเวลาของการอธิษฐาน ครั้งหนึ่งในขณะที่กำลังอธิษฐานอยู่ ทันใดนั้นผมรู้สึกสัมผัสกับบรรยากาศฝ่ายวิญญาณอย่างท่วมท้น ผมไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร แม้ผมจะไม่ได้ยินเสียง แต่ก็มีการสื่อสารอันทรงพลังมาถึงวิญญาณจิตของผมว่า ก่อนที่การฟื้นฟูเช่นที่เจ้ากำลังอธิษฐานนี้จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการต่อสู้กับซาตานอย่างหนักเสียก่อน 3
ประสบการณ์ของศิษยาภิบาลคนนี้อาจจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ไม่ปกติ และรุนแรง แต่เขาผิดที่บอกว่ามันเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าสื่อสารกับเราผ่านทางพระวจนะที่สำแดงไว้แล้วของพระองค์ ไม่ใช่ด้วยประสบการณ์ที่ลึกลับ หลายคนได้สร้างระบบความเชื่อบนประสบการณ์ที่เขาคิดขึ้นเอง การแสวงหาประสบการณ์เช่นนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ซาตานเข้ามามีอิทธิพลหรือเข้ามาล่อลวง
มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่การเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้มักจะเน้นแต่ประสบการณ์ลึกลับเช่นที่ว่านี้ หนทางที่จะแก้ไขสิ่งผิด ๆ เหล่านี้คืออะไร? ก็โดยการตีความพระคัมภีร์อย่างระมัดระวัง (ไม่ใช่ใส่ความคิดของเราลงไปในพระคัมภีร์) และสอนพระวจนะของพระเจ้าอย่างเป็นระบบ
การพึ่งพาตนเอง
ซาตานต้องการให้เราเชื่อว่าเราสามารถพึ่งพาตัวเราเองได้ และมันจะกระตุ้นให้เราไว้วางใจในสิ่งที่เรามีมากกว่าพระเจ้า ในพันธสัญญาเดิมซาตานก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ต่อสู้กษัตริย์ดาวิด
ซาตานยืนขึ้นต่อสู้อิสราเอล และดลใจให้ดาวิดนับจำนวนอิสราเอล ดาวิดจึงตรัสกับโยอาบและบรรดาผู้นำของกองทัพว่า “จงไปนับอิสราเอลตั้งแต่เมืองเบเออร์เชบาถึงเมืองดาน แล้วนำรายงานมาให้เรา เพื่อจะได้ทราบจำนวนรวมของเขาทั้งหลาย” (1 พงศาวดาร 21:1-2)
ดาวิดต้องการรู้ว่าเขามีความเข้มแข็งขนาดไหน ดังนั้น เขาจึงสั่งให้ที่ปรึกษาทางทหารของเขานับจำนวนทหารที่มีอยู่ แต่พระเจ้าตรัสกับดาวิดว่า นั่นเป็นความบาปที่ร้ายแรงมาก เพราะว่าความเข้มแข็งของดาวิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนทหาร แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ในสดุดี 147:10-11 ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “พระองค์มิได้พอพระทัยในกำลังของม้า พระองค์มิได้ทรงปรีดีในขาของมนุษย์ แต่พระยาห์เวห์ทรงปรีดีในคนที่ยำเกรงพระองค์ ในคนที่เฝ้าคอยความรักมั่นคงของพระองค์” การที่ดาวิดตกลงไปในกับดักของซาตานนั้นมีผลเสียหายร้ายแรงมาก เพราะว่าเขาถูกพระเจ้าพิพากษา และมีคนอิสราเอลถึง 70,000 คนต้องตาย
มันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเกิดความมั่นใจในสิ่งที่ผิด คุณอาจจะพูดว่า “ฉันได้ท่องจำชื่อพระธรรมในพระคัมภีร์ ฉันมีความรู้ในหลักการที่สำคัญ ฉันไปศึกษาในโรงเรียนพระคริสต์ธรรม ฉันพร้อมและสามารถที่จะจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดกับฉันได้” แต่ “คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังไม่ให้ล้มลง” (1 โครินธ์ 10:12) การอธิษฐานของคุณอาจจะหายไป และการเฝ้าเดี่ยวของคุณอาจจะกลายเป็นเรื่องผิวเผินได้อย่างง่าย ๆ พระเจ้าตรัสว่า
“อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดความมั่งคั่งของตน แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ (เยเรมีย์ 9:23-24)
เราได้เห็นแล้วว่าซาตานทดลองเราด้วยความสงสัย ความยากลำบาก คำสอนผิด ๆ และการพึ่งพาตนเอง ซึ่งมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่า แล้วฉันจะจัดการกับการจู่โจมของซาตานได้อย่างไร? ฉันจะต่อต้านกับกลอุบายอันซับซ้อนและแยบยลของมันได้อย่างไร? ความน่าอัศจรรย์ก็คือ เราสามารถจัดการกับการโจมตีของซาตานทุกอย่างได้ด้วยวิธีการง่ายๆ นั่นก็คือการสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า อย่าสนใจในสิ่งที่ซาตานกำลังทำ แต่ให้สนใจในสิ่งที่คุณจะต้องทำ ไม่มีทางที่คุณจะรู้อย่างแน่ชัดว่าซาตานจะลงมือเล่นงานคุณเมื่อไหร่และอย่างไร เราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย แต่สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือสวมยุทธภัณฑ์ของคุณเสีย ถ้าคุณสวมยุทธภัณฑ์ของคุณแล้ว คุณก็พร้อมสำหรับการต่อสู้
พร้อมสำหรับการต่อสู้
ในเอเฟซัส 6:14 เปาโลอธิบายถึงยุทธภัณฑ์ชิ้นแรกไว้ดังนี้ “เพราะฉะนั้นจงยืนหยัดไว้ เอาความจริงคาดเอว” เราจะเรียกอาวุธชิ้นนี้ว่า เข็มขัดแห่งความจริง เพราะมันหมายถึงการเตรียมตัว เตรียมความพร้อม และการถวายตัว
เมื่อพระเจ้าทรงเรียกชนชาติอิสราเอลให้เดินทางไปยังแผ่นดินแห่งพระสัญญา พระองค์ตรัสบอกพวกเขาให้คาดเอวไว้ให้พร้อม นี่เป็นคำพูดที่มักจะบ่งบอกถึงการเตรียมตัวเดินทาง เมื่อพระเยซูตรัสถึงการเสด็จมาครั้งที่สองพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงคาดเอวไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่” (ลูกา 12:35) นั่นหมายถึงพร้อมที่จะไปในทุกขณะ
ในยุคสมัยของเปาโล ทหารจะสวมเสื้อเกราะซึ่งเป็นแผ่นโลหะสี่เหลี่ยมที่มีรูไว้สำหรับสวมหัวและแขน เสื้อชั้นในจะถูกปล่อยยาวลงมา ดังนั้น เหล่าทหารจะเอาเข็มขัดพันรอบเสื้อตัวนี้ไว้ที่เอว เมื่อทหารพร้อมที่จะออกไปต่อสู้แล้ว เขาจะดึงชายเสื้อชั้นในทั้งสี่มุมโดยมีเข็มขัดรัดเอวเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นที่รู้จักกันในชื่อสายคาดเอว ซึ่งทำให้ทหารเกิดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้แบบประชิดตัว
มันยังเป็นเรื่องปกติที่ทหารโรมันที่จะสวมสายหนัง สายหนังนี้จะเกี่ยวกับเข็มขัดที่ด้านหน้าและวางพาดไหล่ไปเกี่ยวกับเข็มขัดที่ด้านหลัง ทหารมักจะสอดดาบไว้ที่สายหนังนี้พร้อมกับเครื่องประดับหรือเหรียญตราที่ได้รับจากการต่อสู้ เมื่อทหารโรมันสวมเข็มขัด คาดสายหนัง และสอดดาบเข้าไป เขาก็พร้อมที่จะต่อสู้
ในสงครามฝ่ายวิญญาณ คริสเตียนจะต้องคาดเอวของเขาด้วย “ความจริง” (เอเฟซัส 6:14) ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเนื้อหาของความจริง (นั่นคือพระคัมภีร์) หรือทัศนคติที่ตั้งอยู่บนหลักความจริง ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม แต่เนื่องจากเปาโลกล่าวไว้ในข้อ 17 ว่าพระคัมภีร์คืออาวุธฝ่ายวิญญาณ ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าความจริงที่คาดเอว หมายถึง ทัศนคติของคริสเตียน ผู้เชื่อที่คาดเอวของเขาด้วยความจริงจะมีจิตใจที่พร้อมในการต่อสู้ เพราะว่าเขาได้อุทิศตัวต่อพระคริสต์และพระประสงค์ของพระองค์
ทัศนคติของการอุทิศตัวคือรากฐานของชัยชนะ นายพลโซนิค ซาฮาม แห่งกองทัพอิสราเอลเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ฟังคำเทศนาของผมในหัวข้อนี้ เขาพูดกับผมว่า “ผมรู้สึกประทับใจกับสิ่งที่คุณพูดในเรื่องของการอุทิศตัว เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา คนมักจะคิดว่า ชาวอิสราเอลเป็นยอดคนที่มีสติปัญญาล้ำเลิศและพละกำลังมหาศาล พวกเขาคิดว่าเรารบชนะเพราะสาเหตุเหล่านี้ แต่เราชนะ เพราะเราอุทิศตัวต่างหาก เรายังคงใช้ประโยคที่ว่า “จงคาดเอวของคุณ” เพื่อหมายถึง “การอุทิศตัวและการเตรียมความพร้อม”
“ขอผมยกตัวอย่างสำหรับเรื่องนี้ให้คุณฟัง” นายพลกล่าว “ผมมีเพื่อนชาวยิวคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย แต่ลูกชายของเขาอยากไปอยู่ในประเทศอิสราเอล หลังจากที่ลูกชายไปใช้ชีวิตอยู่ในอิสราเอลหลายปีจนถึงวัยที่จะต้องเลือกเอาว่า จะเข้าเป็นทหารหรือเดินทางกลับสหรัฐ ผมคิดว่าเขาคงเลือกชีวิตที่สุขสบาย (เหมือนคนอเมริกันทั่วไป) และเดินทางกลับสหรัฐมากกว่าที่จะไปเป็นทหารในกองทัพอิสราเอล ผมรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเขาตัดสินใจจะเข้าเป็นทหาร”
“จากนั้นผมก็ได้รับจดหมายนัดพบเป็นการส่วนตัวจากเขา ผมเดาว่าเขาคงจะมาขอผมให้หางานง่าย ๆ ให้เขาทำ เขามาหาผมที่ห้องทำงานพร้อมกับขอร้องให้ผมทำอะไรบางอย่างเพื่อเขา เขาบอกผมว่าหน้าที่ของเขาในกองทัพนั้นสบายเกินไป เขาอยากจะไปทำงานในส่วนที่ดีที่สุด สำคัญที่สุด บากบั่นมากที่สุด และยากที่สุดในกองทัพอิสราเอล”
นายพลชาฮามแนะนำเขาว่าทหารในแนวหน้าและกองทหารพลร่มเป็นหน่วยที่มีหน้าที่สำคัญที่สุด คนพวกนี้จะเข้าไปในพื้นที่ของข้าศึกก่อนคนอื่น ๆ นายพลยังบอกกับเขาอีกว่า การทำหน้าที่นี้ต้องใช้ความพยายามสูงมาก การฝึกจะจบลงด้วยการเดินเท้า 4 วัน ผ่านทะเลทรายซึ่งต้องแบกสัมภาระไปด้วย และในที่สุดจะปีนเขาเพื่อมุ่งสู่ป้อมมาซาดา แต่นั่นคือสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการ แล้วเขาก็ลงชื่อสมัคร นายพลซาฮามกล่าวสรุปว่า “นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราชนะ เพราะว่าเรามีคนเช่นเดียวกับเขาที่ยอมอุทิศตัวนั่นเอง”
แต่น่าเสียดาย คริสเตียนหลายคนต้องพบกับความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ เพราะว่าพวกเขาไม่สนใจและไม่ยอมอุทิศตัว พวกเขาไม่สนใจที่จะเตรียมตัวเองให้พร้อม
เครื่องบูชาที่มีชีวิต
การอุทิศตนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเรียกร้องนั้นรุนแรงสุดโต่งเพียงใด? นั่นคือการเสียสละตนเองทั้งหมดและทั้งสิ้น เปาโลเขียนไว้ว่า
ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิตและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:1-2)
การเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตหมายถึงอะไร? ก็หมายถึงจิตใจที่ยอมจำนนทั้งสิ้นของคนๆ หนึ่งสำหรับการรับใช้ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนี่เป็นการพูดถึงการตัดสินใจอันแน่วแน่เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อพระเจ้า ถ้าคุณไม่ได้ใช้ความสามารถเพื่อปรนนิบัติรับใช้อย่างเกิดผล คุณก็ไม่ได้ถวายตัวเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอย่างแท้จริง การรับใช้พระเจ้านั้นเป็นขบวนการตามธรรมชาติของการอุทิศตนต่อพระคริสต์
หลายคนอ้างว่าเขาได้ถวายตัวแด่พระคริสต์แล้ว แต่เรากลับไม่พบหลักฐานอะไรในชีวิตของเขาเลย ดังตัวอย่างในจดหมายที่ผมได้รับ:
ได้โปรดมาพบผมและอธิษฐานกับผม ผมได้ไล่ภรรยาของผมออกไป เพราะผมได้เป็นแบบอย่างแก่เธอว่าจะดำเนินชีวิตเยี่ยงธรรมิกชนในวันอาทิตย์ได้อย่างไร ส่วนอีกหกวันที่เหลือนั้นจะทำอะไรก็ได้ และจากนั้นก็เกิดปัญหาขึ้นในชีวิตสมรสของเรา และผมได้พยายามชักชวนให้เราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ด้วยกัน แต่เธอคิดว่านี่คือหน้ากากอีกอันหนึ่งของผม ภายนอกนั้นผมดำเนินชีวิตเหมือนคริสเตียนทั่วไป มีหน้าที่รับผิดชอบในคริสตจักร แต่เวลาส่วนที่เหลือนั้น ผมใช้ชีวิตอยู่กับคำโกหก
นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ชายคนนี้ยังตระหนักได้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ผู้เชื่อที่ถวายตัวเองเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอย่างแท้จริง จะติดตามพระคริสต์โดยปราศจากความหน้าซื่อใจคด ไม่ว่าค่าใช้จ่ายนั้นจะมากแค่ไหนก็ตาม
เครื่องบูชาไม่เพียงแต่ต้องมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องบริสุทธิ์ด้วย คำว่า “บริสุทธิ์” ในภาษากรีกหมายถึง “แยกออก หรือแยกไว้ต่างหาก” พระคัมภีร์กำลังหมายถึงความบริสุทธิ์และความเป็นไทจากความบาป ในโรม 6:13 เปาโลกล่าวว่า “อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนคนที่เป็นขึ้นมาจากตายแล้ว และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า”
แทนที่จะแยกตัวเองออกเพื่อพระเจ้า หลายคนที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียนกลับดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบายมากเกินไปในสังคมของเรา พวกเขาอยากรับใช้พระเจ้าตามวิธีการของเขาเอง และจะไม่ยอมรับใช้หากต้องใช้เวลาและพละกำลังมาก หรือถ้างานรับใช้นั้นกระทบกระเทือนรายการโทรทัศน์ที่เขาชื่นชอบ พวกเขาก็จะเลือกที่จะหลงระเริงอยู่กับความสุขของโลกนี้ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเองแทนที่จะอุทิศตัวเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เซนต์ออกัสติน ได้เขียนไว้ว่า “เมืองสองเมืองเกิดขึ้นจากความรักสองแบบ โลกมนุษย์เกิดขึ้นจากการรักตัวเองโดยไม่คำนึงถึงพระเจ้า สวรรค์เกิดจากความรักของพระเจ้าโดยไม่คำนึงถึงตนเอง โลกมนุษย์นั้นเน้นที่ตัวเอง แต่โลกสวรรค์เน้นที่พระเจ้า” 4 เป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะบอกว่า หลายคนนั้น อาศัยอยู่ในเมืองของโลกแห่งการรักตนเอง
พระเจ้าไม่ประสงค์การมีตนเองเป็นศูนย์กลาง การอุทิศตัวแบบครึ่งๆ กลาง ๆ ตามที่เราได้อภิปรายในบทก่อน เมื่อเราได้ศึกษาพระธรรมวิวรณ์ พระเจ้าต้องการให้เราเย็นมากกว่าอุ่น ๆ (3:15-16) พระองค์ต้องการให้เราถวายตัวแด่พระองค์โดยสิ้นเชิง ทำไมเราจึงทำเช่นนั้นน่ะหรือ? ก็เพราะพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเรา (โรม 12:1) พระองค์ทรงกระทำให้เราเป็นอิสระพ้นจากความบาป พระองค์ทรงไถ่เราไว้ในพระคริสต์ ทรงรับเราเป็นบุตรในครอบครัวของพระองค์ ทรงประทานฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้เราและประทานความหวังให้กับเรา
การยอมจำนนต่อพระเจ้าเรียกร้องให้เรา “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้” (โรม 12:2) เพราะว่าโลกนี้กลาดเกลื่อนไปด้วยความคิด ความเห็น ความหวัง และเป้าหมายในเวลาใดก็ได้ของโลก โลกนี้เป็นเครื่องมือของซาตานซึ่งมันใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายและความทะเยอทะยานของมัน (1 ยอห์น 5:19) การประพฤติตามอย่างโลกนั้นสวนทางกับสภาพที่แท้จริงของคุณในพระคริสต์
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น คุณจะต้อง “รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่” (โรม 12:2) ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงและเกี่ยวข้องกับการเลือก คือ เลือกสำแดงธรรมชาติใหม่ผ่านทางการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ หรือเลือกอนุญาตให้เนื้อหนังประพฤติการอธรรม เมื่อคุณเข้าสนิทอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้คุณมีสง่าราศีขึ้นเป็นลำดับจนเหมือนพระฉายของพระคริสต์ (2 โครินธ์ 3:18) ผู้เชื่อที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่แล้วเท่านั้นที่จะสามารถต่อสู้กับโลก กับเนื้อหนัง และกับวิญญาณชั่วได้
แผนการของพระเจ้านั้นไม่ได้ซับซ้อน คุณไม่จำเป็นต้องเข้ารับการอบรมสงครามฝ่ายวิญญาณ คุณไม่จำเป็นต้องเรียนรู้กลยุทธ์หรือหลักสูตรตำราลึกลับอะไร แผนการของพระเจ้าก็คือการที่คุณอุทิศถวายตัวคุณเองเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตให้กับพระเจ้า โดยการทำเช่นนั้น คุณก็จะมีชีวิตที่มีชัยชนะเหนือวิธีการของซาตานและลูกสมุนของมัน
วิธีการเทียบกับคุณลักษณะ
น่าเสียดายที่หลายคนที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณถือว่าการสวมใส่ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าตามที่กล่าวไว้ในเอเฟซัสบทที่ 6 และการถวายตัวเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตนั้นยังไม่เพียงพอ พวกเขาเชื่อว่าเราต้องเรียนรู้หลักสูตรของการพูด การเผชิญหน้า การออกคำสั่ง การขับไล่ และการทำลายวิญญาณชั่วด้วยคำพูด พวกเขากล่าวว่าถ้าเราไม่ได้ฝึกหัดวิธีการดังกล่าวนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้ พวกเขาเชื่อว่าการต่อสู้กับวิญญาณชั่วนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมากสำหรับคริสเตียนที่ไม่ได้เรียนรู้เทคนิคพิเศษเหล่านี้ สงครามฝ่ายวิญญาณกลายเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้มากกว่าลักษณะทางฝ่ายวิญญาณเสียแล้ว
คำบอกกล่าวของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณสมัยใหม่นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวดังต่อไปนี้
เจเนลีเป็นสตรีคริสเตียนที่มีปัญหาทางอารมณ์หลายอย่าง ศิษยาภิบาลของเธอได้นำเธอมาพบผม เคิร์ทคู่หมั้นของเธอก็มาด้วย..
ผมพูดว่า “เจเนลี เราแก้ปัญหาของคุณได้ เพราะว่ามีการต่อสู้ภายในจิตใจของคุณอยู่ตลอดเวลาและพระเจ้าทรงประทานสิทธิอำนาจให้เราสามารถเอาชนะมันได้” ทันทีที่ผมพูดถ้อยคำนี้ เจเนลีก็แสดงความวิตกกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอนั่งนิ่งราวกับก้อนหิน ดวงตาของเธอเหม่อลอย…
“แต่ไม่ต้องกังวลหรอกนะ” ผมพูด “เพราะผมเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนแล้ว เราจะใช้อำนาจเพื่อเอาชนะมัน แต่มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่คุณทั้งสอง (เคิร์ทและศิษยาภิบาล) จะต้องยืนยันสถานะของคุณกับพระเจ้าเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจวิญญาณชั่วเข้ามาในชีวิตของคุณ”…
เมื่อผมหันมานำเคิร์ทอธิษฐาน ตัวเขาเริ่มสั่น… เขาเริ่มสารภาพบาปในชีวิตของเขา ซึ่งก็รวมถึงการเปิดเผยที่เขาร่วมหลับนอนกับเจเนลี… ในขณะที่เจเนลียังนั่งนิ่ง ทุกอย่างเงียบสงบ
หลังจากที่เราได้อธิษฐานด้วยกันทำให้ชีวิตของเคิร์ทซื่อตรงกับพระเจ้าแล้ว ผมจึงส่งกระดาษคำอธิษฐานให้เขาอ่าน ทันทีที่เคิร์ทเริ่มอ่านคำอธิษฐานเท่านั้น เจเนลีก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่คุกคามชีวิตของเธออยู่ได้ส่งเสียงร้องคำรามออกมาพร้อมคำสาปแช่ง แล้วก็กระชากแผ่นกระดาษนั้นออกมาจากมือของเคิร์ท… ผมจึงพูดกับวิญญาณชั่วที่อยู่ในเจเนลีว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์และโดยสิทธิอำนาจของพระองค์ ฉันขอผูกมัดเจ้าไว้ที่เก้าอี้นั้น และขอสั่งเจ้าให้นั่งลง”…..
จากนั้นผมก็อธิษฐาน “ข้าแต่พระเจ้า เราขอพึ่งพาอาศัยพระองค์ เพราะหากแยกจากพระคริสต์แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย ในพระนามและสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ เราขอสั่งซาตานและสมุนของมันให้ปล่อยเจเนลีและสิ่งผูกมัดชีวิตของเธออยู่ เพื่อเธอจะเป็นอิสระที่จะเชื่อฟังพระเจ้าและพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเธอ” ทันใดนั้นเจเนลีก็พ้นจากสภาพของความวิตกกังวล
ผมถามเธอว่า “คุณจำอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้บ้าง?”
“ไม่ เกิดอะไรขึ้น” เธอตอบด้วยความรู้สึกงง ๆ
ผมจึงบอกเธอว่า “ไม่มีอะไรต้องกังวล ซาตานได้เข้ามาสิงอยู่ในชีวิตของคุณ แต่เราจะขอพาคุณก้าวไปสู่อิสรภาพในพระคริสต์” ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมาเจเนลีก็ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ…
เมื่อเจเนลีตัดความสัมพันธ์กับความบาปและซาตาน ข้ออ้างของซาตานในชีวิตของเธอก็ถูกยกเลิก และวิญญาณชั่วก็จากไป 5
แล้วการเผชิญหน้าเช่นนั้นล่ะ? นอกจากข้ออ้างของผู้เขียนต่อสิทธิอำนาจที่เขาไม่ได้ครอบครองแล้ว 6 นี่ยังทำให้เกิดคำถามจริงจังมากมายเกี่ยวกับธรรมชาติของความรอดอีกด้วย เราสามารถอนุมานได้ว่าเจเนลีเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงได้หรือไม่? คนที่ไม่ได้ตัดสัมพันธ์กับบาปและซาตานมาก่อน จะเป็นคนที่กลับใจเชื่ออย่างแท้จริงได้หรือ? ดังที่เราได้อภิปรายกันมาก่อนแล้ว ว่าคนที่ยังมีวิญญาณชั่วเข้าสิงแสดงว่าเขายังไม่ได้รับความรอด เนื่องจากบรรดาคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ มีทัศนคติในเรื่องความรอดที่ผิวเผินและคลุมเครือ พวกเขายอมรับคำสารภาพรับเชื่อของผู้คนอย่างง่ายๆ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเลยสักนิดที่แสดงถึงการอุทิศถวายตัวแด่พระคริสต์เลย
ชาร์ล สเปอร์เจียน เขียนไว้ว่า
ถ้าคนนั้นไม่ได้มีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมที่เขามีเมื่อก่อน (ทั้งในบ้านและนอกบ้าน) การกลับใจของเขาจะต้องกลับใจใหม่ และการกลับใจเชื่อของเขาเป็นเพียงเรื่องโกหกเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำและคำพูดเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่ยังรวมถึงจิตวิญญาณและสภาวะจิตใจด้วย… การติดอยู่ใต้อำนาจของความบาปใด ๆ คือเครื่องหมายของการที่เรายังเป็นทาสของความบาปอยู่ เพราะ “ท่านยอมตัวรับใช้เชื่อฟังใคร ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น” 7
ทัศนคติอันผิวเผินของความรอดนั้นเป็นบ่อนทำลายหลักคำสอนเรื่องการชำระให้บริสุทธิ์ เมื่อพระเจ้าทรงช่วยใครให้รอด พระองค์สัญญาว่าพระองค์จะเปลี่ยนแปลงคนนั้นให้เป็นไปตามพระฉายของพระคริสต์ (โรม 8:29; ฟิลิปปี 1:6) โธมัส วัตสัน ได้ให้คำจำกัดความของคำว่าการชำระให้บริสุทธิ์ไว้ ดังนี้
การชำระให้บริสุทธิ์ คือ หลักการของพระคุณแห่งการช่วยให้รอดโดยกระทำให้จิตใจเกิดความบริสุทธิ์ และถูกทำขึ้นตามพระทัยของพระเจ้า คนที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ไม่เพียงมีพระนามของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีพระฉายาของพระองค์ด้วย…
การชำระให้บริสุทธิ์ คือ คุณลักษณะที่บริสุทธิ์ที่สุดของเรา มันทำให้เราเป็นเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว มันคือสง่าราศีของเราอันเป็นผลจากการที่เราบังเกิดจากพระเจ้าและได้เข้าส่วนในพระลักษณะของพระองค์ มันเป็นความมั่งคั่งของเราซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับอัญมณีล้ำค่า….
มันคือใบรับรองที่ดีที่สุดของเราเพื่อเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ มีหลักฐานอื่นใดอีกที่เราจะต้องแสดงหรือ? เรารู้หรือยัง? มารก็เช่นกัน เพราะเรานับถือศาสนาหรือ? ซาตานมักจะปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างซึ่งภายนอกอาจดูเป็นคนชอบธรรม… การชำระให้บริสุทธิ์ คือ ผลแรกของพระวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะนำเราผ่านไปยังอีกโลกหนึ่งได้ 8
บรรดาผู้ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณสมัยใหม่เชื่อว่าพวกเขามีความสามารถในการออกคำสั่งกับซาตานและสมุนของมัน แต่ตามที่เราได้คุยกันมาแล้วว่า ไม่มีใครจะมีอำนาจเช่นนั้น แม้แต่มีคาเอลหัวหน้าทูตสวรรค์ (ยูดา 9) คนที่คิดว่าตนเองมีอำนาจก็ถูกหลอก วิธีการทั้งหมดดังที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกตัวเองและลดคุณค่าความรอดของพระคริสต์ ในพระเยซูคริสต์เราได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากซาตานทันที (โคโลสี 1:13) ซึ่งไม่ต้องรอเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อสั่งสอนหรือขับไล่วิญญาณชั่วออกก่อน
เราจะไม่พบสูตรในการเผชิญหน้ากับวิญญาณชั่วเช่นนี้เลยในพระคัมภีร์ใหม่ ถ้าเรื่องนี้มีความจำเป็นในการต่อสู้กับอำนาจของความมืด ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดนี้ในเอเฟซัส 6 ล่ะ? ทำไมพระคัมภีร์จึงไม่มีคำเตือนเหมือนที่ปรากฏในหนังสือที่เกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณที่เขียนขึ้นมากันอย่างมากมายในทุกวันนี้? ถ้าคริสเตียนจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคในการขับผีออก ทำไมพระคัมภีร์ไม่กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้เลย?
เหตุผลนั่นก็คือ สงครามฝ่ายวิญญาณนั้นไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือวิธีการ แต่มันเป็นลักษณะของฝ่ายวิญญาณ นี่เป็นเรื่องที่กล่าวเน้นในคำสอนของเหล่าอัครทูต อ่านจดหมายฝากในพันธสัญญาใหม่สิ คุณจะพบว่าไม่มีการกล่าวถึงการถูกครอบงำด้วยอำนาจวิญญาณชั่วเหมือนดังที่คริสตจักรทุกวันนี้เน้นเลย อันที่จริงแล้ว คุณจะไม่สามารถพบคำสอนของคริสเตียนในเรื่องการแสวงหา การพูดคุย การท้าทาย การเยาะเย้ย หรือการขับผีเลย
แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
สิ่งที่คุณจะพบก็คือ คำสั่งให้ละทิ้งความบาปและสวมใส่คุณลักษณะฝ่ายวิญญาณ เปโตรเขียนไว้ว่า “พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง” (2 เปโตร 1:5-7) จากนั้นเพิ่มเติมว่า “ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะของพวกท่านและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้พวกท่านเป็นคนไม่ไร้ประโยชน์ และไม่ไร้ผลในการรู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 8)
เราจะต้องแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐในฝ่ายวิญญาณไม่ใช่แสวงหาวิญญาณชั่ว เปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าขอให้ความรักของท่านทวียิ่งๆ ขึ้นพร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกด้าน เพื่อท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด เพื่อท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนไม่มีที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์” (ฟิลิปปี 1:9-10)
“ความรู้” ในที่นี้เป็นการพูดถึงความรู้ที่เต็มขนาดหรือความรู้ที่ก้าวหน้า เปาโลไม่ได้พูดถึงความรู้ในเรื่องลี้ลับ แต่พูดถึงความรู้ในเรื่องพระเจ้าและความรู้ในเรื่องพระวจนะของพระองค์ คุณรู้หรือไม่ว่าความรักของพระเจ้าที่หลั่งไหลผ่านผู้เชื่อนั้นเป็นผลมาจากความเข้าใจในพระวจนะของพระองค์? มันไม่ใช่อารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ความรักที่แท้จริงจะถูกตรึงไว้บนความจริงที่ได้สำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ ความรักของเราเป็นความรักที่สมบูรณ์ด้วย “วิจารณญาณทุกอย่าง” ในที่นี้พูดถึงความรู้ทางศีลธรรม ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และการประพฤติปฏิบัติที่มาจากความรู้ความเข้าใจนั้น
ทำไมเราจะต้องมีความรู้และวิจารณญาณนี้? เพื่อ “ท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด” ในที่นี้พูดถึงความสามารถที่จะตัดสินใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณได้อย่างถูกต้อง ความรู้และวิจารณญาณเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีก่อนที่เราจะสังเกตได้ว่าสิ่งไหนประเสริฐที่สุดในสงครามฝ่ายวิญญาณ การแสวงหาความรู้และวิจารณญาณมีความสำคัญกว่าการแสวงหาศัตรูที่พ่ายแพ้แล้ว
รัดเข็มขัดแห่งความจริง
ความรักที่บริบูรณ์ด้วยความรู้และวิจารณญาณไม่เพียงแต่จะทำให้เราสามารถสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุดเท่านั้น แต่ยังทำให้เรา “เป็นคนบริสุทธิ์ (ใจ) เป็นคนไม่มีที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์” (ข้อ 10) ด้วยเช่นกัน สิ่งนี้นำเราย้อนกลับมายังเข็มขัดแห่งความจริง คำว่าบริสุทธิ์ใจที่นี้หมายถึง “แท้จริง” มันเป็นการกล่าวถึงความมุ่งมั่นและความจริงใจ ซึ่งเข็มขัดแห่งความจริงนั้นทำมาจากสิ่งเหล่านี้ บางคนคิดว่าคำในภาษากรีกให้ภาพของการฝัดเมล็ดข้าว นั่นคือ ผู้เชื่อต้องฝัดเอาความไม่บริสุทธิ์ในชีวิตออกไปเพื่อเขาจะได้บริสุทธิ์
มีคำเปรียบเปรยในสมัยโบราณกล่าวดังนี้ว่า
ในสมัยโบราณ… เครื่องปั้นดินเผาที่ดีที่สุดนั้นจะบางมาก สีสันที่ชัดเจนทำให้มีราคาแพงมาก เครื่องปั้นดินเผาที่พอใช้ได้จะเปราะมากทั้งก่อนและหลังเข้าเตาเผา และ… เครื่องปั้นดินเผาแบบนี้มักจะมีรอยร้าวเมื่ออยู่ในเตาเผา เครื่องปั้นดินเผาที่มีรอยร้าวควรจะถูกทิ้งไป แต่พ่อค้าที่ไม่ซื่อสัตย์มักจะเอาขี้ผึ้งมาเคลือบรอยร้าวนั้นแล้วลงสีทับ เมื่อไปวางขายในร้านจึงไม่มีใครสังเกตเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ทาสีและเคลือบมันด้วยแล้ว แต่ถ้านำเครื่องปั้นดินเผานั้นมาส่องดูกับแสงโดยเฉพาะกับแสงอาทิตย์ ก็จะมองเห็นขี้ผึ้งนั้นได้ทันที เครื่องปั้นดินเผาที่มีรอยร้าวจะทึบแสงกว่า เราเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าการตรวจสอบโดย “ทดสอบด้วยแสงอาทิตย์” พ่อค้าที่ซื่อสัตย์จะทำสัญลักษณ์ไว้บนผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าของเขาว่า “ไม่เคลือบ” 9
ชีวิตของเราจะต้องไม่ถูกเคลือบไปด้วยความหน้าซื่อใจคด การยอมจำนนของเราจะต้องกระทำด้วยความจริงใจ บางคนในคริสตจักรที่แสดงว่าเขาเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย ชีวิตของเขามีรอยร้าวซึ่งเคลือบด้วยขี้ผึ้งของกิจกรรมทางศาสนา เมื่อเราส่องตรวจสอบด้วยแสงแห่งพระวจนะของพระเจ้า ขี้ผึ้งแห่งความเท็จก็จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
คริสเตียนหลายคนปกปิดปัญหาของเขาไว้โดยไม่ยอมจัดการกับมัน เขาไม่ยอมให้ใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นอย่างไร เขาไม่ยอมให้พี่น้องคริสเตียนเข้ามาช่วยเหลือเขาด้วยพระวจนะของพระเจ้า ถ้าคุณเสแสร้งว่าคุณเป็นคนน่านับถือและมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง คุณก็กำลังเล่นอยู่บนอุ้งมือของซาตานอยู่ เพราะว่ามันต้องการให้คุณปกปิดความบาปของคุณ แทนที่จะยอมให้มันได้เปรียบ คุณควรเผชิญหน้ากับความบาปและจัดการกับมันเสียตามแนวทางของพระคัมภีร์ จงจริงใจกับคนอื่นและจงเต็มใจยอมรับความช่วยเหลือ
แผนการการต่อสู้ของพระเจ้าคืออะไร? โดยการพูดว่า “ซาตาน เราขอผูกมัดเจ้า” ใช่ไหม? เหล่านี้เป็นเพียงแค่คำพูด คุณจะต้องสวมใส่ยุทธภัณฑ์ ยุทธภัณฑ์ชิ้นแรกของคุณก็คือเข็มขัดแห่งความจริง ถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยความมุ่งมั่นต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง เราก็จะไม่มีที่ว่างสำหรับซาตานเพื่อให้มันได้เปรียบในสนามรบได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็คือ พระเจ้าจะได้รับพระเกียรติสิริในตัวเรา