ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 8 · ฟรี

บทที่ 7: ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข

ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์

ตอนที่ผมยังเล่นฟุตบอลในวิทยาลัยอยู่ หนึ่งในเกมการแข่งขันของเราจะต้องลงแข่งในสนามกลางซึ่งเป็นสนามที่ใหญ่มาก ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่ม ผมจะต้องเลือกรองเท้าคู่ใดคู่หนึ่งในสองคู่ คู่ที่มีปุ่มยาวสำหรับพื้นสนามที่มีหญ้ายาว แต่ถ้าพื้นสนามเรียบดี ผมก็จะเลือกรองเท้าที่มีปุ่มสั้น ดูเหมือนว่าสนามนั้นมีสภาพดีมาก หญ้าดูเขียวและสมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงเลือกรองเท้าที่มีปุ่มสั้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แย่ เพราะก่อนหน้านั้นมีฝนตกมาหลายสัปดาห์แล้ว สนามจึงอยู่ในสภาพที่แย่ ผู้ดูแลสนามได้ทำการทาสีเขียวไว้เพื่อความสวยงามสำหรับการแข่งขัน ผมได้แต่หวังว่าผมจะตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น

ผมถือลูกบอลมาตั้งที่เส้นสี่หลา ถอยได้เพียงสองก้าวเท่านั้น ผมก็ลื่นล้มต่อหน้าต่อตาคนทั้งสนาม ในระหว่างการแข่งขันผมลื่นล้มครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นเป็นเพราะว่าผมเลือกรองเท้าผิดประเภท ผลก็คือทีมของเราเสียเปรียบคู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก ผมพยายามจะขอแลกเปลี่ยนรองเท้ากับคนอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยได้ลงเล่น แต่ไม่มีใครยอมแลกกับผมเลย ดังนั้น ผมจึงล้มลุกคลุกคลานตลอดการแข่งขัน

รองเท้าของทหารโรมัน

ถ้ารองเท้าที่ถูกประเภทยังมีความสำคัญในการแข่งขันกีฬา คุณสามารถจินตนาการได้เลยว่ามันมีความสำคัญต่อทหารที่ต้องอยู่ในสนามรบขนาดไหน ในระหว่างสงครามกลางเมืองอเมริกา ทหารภายใต้การนำของนายพลวอชิงตันต้องใช้ผ้าพันเท้าของพวกเขา เพราะว่ารองเท้าขาด ผลก็คือทหารหลายคนได้รับบาดเจ็บและหลายคนเสียชีวิตเนื่องจากอากาศที่หนาวเหน็บ

รองเท้าสำหรับทหารโรมันสมัยของเปาโลนั้น จะมีพื้นหนาเป็นลักษณะบูทครึ่งแข้ง และผูกติดกับเท้าให้แน่นด้วยสายหนัง ที่พื้นรองเท้าจะมีโลหะเล็ก ๆ ยื่นออกมาคล้าย ๆ ปุ่มรองเท้าฟุตบอล จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทหารมีรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดในการต่อสู้ได้ นั่นก็คือในการต่อสู้ตัวต่อตัวเขาจะยืนหยัดมั่นคงและเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลื่นไถลหรือล้มลง 

รองเท้าของทหารไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงเท่านั้น แต่ยังเพื่อป้องกันเท้าเมื่อต้องเดินทางไปบนพื้นผิวที่ขรุขระด้วย ยิ่งกว่านั้น โดยปกติแล้วกองทัพของคู่ต่อสู้มักจะฝังของมีคมไว้บนพื้นเพื่อทำให้ทหารที่บุกเข้ามาได้รับบาดเจ็บที่เท้า ดังนั้น เพื่อป้องกันตัวเอง ทหารจะต้องสวมรองเท้าที่มีพื้นแข็งและหนาเพื่อจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ถ้าเท้าของทหารบาดเจ็บ เขาก็ไม่สามารถเดินได้ และเขาก็จะไม่สามารถทำการรบอย่างมีประสิทธิภาพได้

รองเท้าของทหารคริสเตียน

ในสงครามฝ่ายวิญญาณ มันเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เชื่อจะต้องสวมรองเท้าให้ถูกประเภท หากคุณไม่ยืนอย่างมั่นคงและไม่ป้องกันเท้าของตน คุณก็มีสิทธิ์ที่จะล้มลง แม้คุณจะคาดเอวอย่างมั่นคงด้วยการอุทิศถวายตัวและสวมเกราะป้องกันอกแห่งการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์แล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ในเอเฟซัส 6:15 เปาโลจึงบอกให้เรา “เอาความพรั่งพร้อมในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขมาสวมเป็นรองเท้า”

เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้

หลายคนคิดว่าเปาโลกำลังบอกให้เราประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาตีความหมายเช่นนี้โดยอ้างอิงไปที่โรม 10:15 ซึ่งกล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครใช้พวกเขาไป เขาจะไปประกาศได้อย่างไร? ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ “

ไม่มีข้อสงสัยที่ว่าเราจะต้องไปประกาศข่าวประเสริฐ นั่นเป็นสิ่งที่เปาโลกล่าวถึงในโรม 10:15 แต่ไม่ใช่ในเอเฟซัส 6:15 ในเอเฟซัสเปาโลกล่าวถึงยุทธภัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในการปกป้องตัวเรา และเมื่อท่านเขียนถึง “ความพรั่งพร้อมในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข” ท่านกำลังกล่าวถึงการน้อมรับข่าวประเสริฐ เราสวมรองเท้าชนิดนี้เมื่อเราได้รับความรอด “เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” (โรม 5:1 TNCV) นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราสามารถยืนอย่างมั่นคงได้

ถ้าคุณได้สวมรองเท้าข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข คุณก็ได้รับการปกป้องและคุณจะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับวิญญาณชั่วได้อย่างมั่นคง (เอเฟซัส 6.13) เมื่อคุณถูกโจมตี คุณจะไม่ลื่นไหลหรือล้มลง เพราะ “ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข” ที่ใช้ในการต่อสู้กับวิญญาณชั่วนั้นมีประสิทธิภาพมาก ดังนั้น ขอให้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อพระคัมภีร์ตอนนี้อ้างถึงอะไร

สงครามระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับพระเจ้า ยกเว้นคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า หลายคนอ้างว่าเขาเองเป็นคนชอบธรรม คือ เชื่อในพระเจ้าและสนใจในพระดำริของพระเจ้า แน่นอน พวกเขาไม่เห็นว่าตนเองเป็นศัตรูกับพระเจ้าที่กำลังโจมตีอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ แต่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ก่อนที่คนใดคนหนึ่งจะมาหาพระคริสต์ เขาหรือเธอเป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า และเขาจะต้องได้รับพระพิโรธและการพิพากษาจากพระเจ้า (โรม 5.8-10)

เป็นที่ชัดเจนว่าพระเจ้าและมนุษยชาตินั้นอยู่คนละฝ่ายกัน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ตั้งตัวทำสงครามกับพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงทำสงครามกับมนุษย์ ในโรม 1:18 เปาโลกล่าวว่า “พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง” ทำไมพระเจ้าต้องทำสงครามล่ะ? ก็เพราะว่าพระองค์เป็นศัตรูกับความบาปและบิดาของความบาปคือซาตาน ถ้าคุณไม่ได้อยู่ฝ่ายพระเจ้า คุณก็อยู่ฝ่ายซาตาน (มัทธิว 12:30; ยอห์น 1:12; 8:44)

นาฮูมผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้ว่า

“พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าผู้หวงแหนและแก้แค้น พระยาห์เวห์ทรงแก้แค้นและทรงพระพิโรธ พระยาห์เวห์ ทรงแก้แค้นคู่อริของพระองค์ และทรงเก็บความโกรธไว้ ให้ศัตรูของพระองค์ พระยาห์เวห์กริ้วช้า และทรงฤทธานุภาพ ใหญ่ยิ่ง พระยาห์เวห์จะไม่ทรงปล่อยให้คนผิดลอยนวล พระมรรคาของพระองค์อยู่ในพายุหมุนและพายุ และเมฆ เป็นผงคลีแห่งพระบาทของพระองค์” (นาฮูม 1:2-3)

ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับพระเจ้าจะได้รับรู้และได้ลิ้มรสการพิพากษาของพระองค์ สงครามนี้รุนแรงมากซึ่งในวันหนึ่งพระเจ้าจะทิ้งบรรดาคนที่ไม่เชื่อลงในบึงไฟที่ลุกไหม้อยู่เป็นนิตย์ (วิวรณ์ 21:8)

ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข

ใกล้ ๆ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีก มีที่ราบอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่ามาราธอน ที่ราบแห่งนี้มีความยาวโดยประมาณ 8 กิโลเมตร กว้างประมาณ 3 กิโลเมตร ในปี 490 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์ดาริอัสแห่งเปอร์เซียได้ออกคำสั่งให้ทหารยกกองทัพมาบุกเมืองของกรีกคือเมืองเอเธนส์และเมืองอีเรเทรีย เมืองอีเรเทรียนนั้นถูกทำลายและประชาชนของเมืองนั้นถูกจับไปเป็นทาส แล้วทหารเปอร์เซียก็เดินทางมาถึงมาราธอนโดยหวังจะเข้ายึดเมืองเอเธนส์ การต่อสู้ที่มาราธอนเป็นการต่อสู้ที่มีความสำคัญมาก ถ้าเปอร์เซียได้รับชัยชนะ วัฒนธรรมของกรีกก็คงจะไม่หลงเหลือยู่ในโลกนี้อีก ด้วยความกลัวนั้นจึงทำให้กรีกต่อสู้จนได้รับชัยชนะ

เมื่อศัตรูพ่ายแพ้ เฟดิพพิเดสซึ่งเป็นทหารสื่อสารของกรีกได้วิ่งจากที่ราบมาราธอนกลับไปยังกรุงเอเธนส์ เป็นระยะทางมากกว่า 40 กิโลเมตร เพื่อไปรายงานต่อเจ้าเมือง เมื่อเขารายงานแล้วเขาได้ล้มลงขาดใจตาย ข่าวสารของเขาคืออะไร? ข่าวสารของเขาก็คือสงครามจบลงแล้วและชัยชนะเป็นของกรีก การแข่งขันวิ่งมาราธอนทุกวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความซื่อสัตย์ of ทหารผู้ซึ่งได้ประกาศถึงข่าวดีแห่งสันติสุข

ในโลกฝ่ายวิญญาณก็มีเรื่องข่าวดีแห่งสันติสุขเช่นกัน คือ มีสงครามระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สงบสุขแล้ว พระองค์ทำอย่างไร? โดยการนับบรรดาคนที่พระองค์ทรงเรียกให้มารับความรอดนั้นว่าเป็นผู้ชอบธรรม และ “เมื่อเราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” (โรม 5:1 TNCV)

สันติสุขที่ว่านี้คืออะไร? บางคนบอกว่าหมายถึงความสงบภายในจิตใจ แต่สันติสุขนี้ไม่ใช่อัตวิสัย แต่เป็นภววิสัย ไม่ใช่ความรู้สึกแต่เป็นความสัมพันธ์ การมีสันติสุขกับพระเจ้าหมายความว่า เราไม่ได้อยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้าอีกต่อไป นั่นเป็นข่าวดี พระพิโรธของพระเจ้าซึ่งท้ายที่สุดจะส่งเราไปนรกได้ถูกยกเลิกแล้ว สงครามระหว่างเราและพระเจ้าจบสิ้นลงแล้ว

พระเจ้าทรงกระทำให้เราคืนดีกับพระองค์อย่างไร? ก็โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์เพื่อเรา เปาโลเขียนไว้ว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน!” (โรม 5:8-9 TNCV)

พระเจ้าทรงเทการแก้แค้นและพระพิโรธของพระองค์ลงบนพระคริสต์ซึ่งยอมรับโทษทัณฑ์แทนเรา พระเยซูทรงชำระโทษบาปแทนเราและพระพิโรธของพระเจ้าสงบลงแล้ว สถานภาพใหม่ของเราก็คือสันติสุขกับพระเจ้า เพราะว่าพระเยซูทรงแบกรับความบาปของเราทั้งหมด ในสายพระเนตรของพระเจ้าเราจึงเป็นคนบริสุทธิ์และปราศจากความผิดตลอดไป

พระเจ้าทรงรักษาสันติสุขนี้อย่างไร? ก็โดยทางพระเยซูมหาปุโรหิตของเราผู้ซึ่งทรงชำระล้างเราจากบาปทั้งสิ้น (1 ยอห์น 1:7) พระองค์ทรงรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ผ่านทางการงานบนไม้กางเขนในอดีตและการทูลขอของพระองค์ในขณะนี้ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (ฮีบรู 7:25) ในโรม 5:10 เปาโลกล่าวไว้ว่า “ถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์” เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระผู้ช่วยให้รอดนำเราให้มาถึงพระเจ้าได้สำเร็จแล้ว พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงพระชนม์อยู่จะทรงสามารถรักษาเราไว้ที่นั่นได้อย่างแน่นอน

พระเจ้าจะทรงรักษาความสัมพันธ์แห่งสันติสุขนี้นานเท่าไหร่? ตลอดไป! ในฮีบรู 10:14 ผู้เขียนกล่าวว่า “โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์ตลอดไป”

ความมั่นคงในสมรภูมิ

เย็นวันหนึ่งผมถูกเรียกให้ไปที่คริสตจักรและพบว่าผู้ปกครองคนหนึ่งของเรากำลังโต้แย้งอยู่กับหญิงคนหนึ่งที่ถูกผีเข้า ผีใช้ปากของหญิงผู้นี้ในการพูด แต่เสียงที่ออกมานั้นไม่ใช่เสียงของเธอเอง สิ่งแปลกประหลาดยังคงดำเนินต่อไปในห้องนั้น เธอจับโต๊ะคว่ำลงและขว้างปาสิ่งของ

เมื่อผมเดินเข้าไปในห้อง เธอรีบนั่งลงบนเก้าอี้ทันที เธอมองมาที่ผมอย่างบ้าคลั่ง และเธอกล่าวกับผมด้วยเสียงที่ไม่ใช่ของเธอเองว่า “ไล่เขาออกไป! อย่าให้เขาเข้ามา! ไล่เขาออกไป!” ผมดีใจที่มันรู้ว่าผมอยู่ฝ่ายไหน ในตอนแรกนั้นพวกเราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เราพยายามพูดกับมัน และเราสั่งมันในพระนามของพระเยซูให้มันลงไปยังนรกขุมลึก เราใช้เวลาถึงสองชั่วโมงในการพยายามขับไล่ผีออกจากผู้หญิงคนนี้

ในท้ายที่สุด เมื่อเราหยุดที่จะพยายามพูดกับผีและหันมาช่วยเหลือหญิงผู้นี้โดยตรง เราก็เริ่มที่จะมีความคืบหน้าบ้าง

เรานำเสนอข่าวประเสริฐให้กับเธอ เราอธิบายว่าเธอจำเป็นต้องสารภาพบาปและทิ้งบาปของเธอเสีย เธอได้อธิษฐานด้วยความจริงใจ สารภาพบาปของเธอและได้พบความรอดอย่างแท้จริง โดยการทำเช่นนี้ เธอได้สวมเท้าของเธอด้วย “ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข” ในคืนนั้นเธอจากไปด้วยรากฐานที่มั่นคง ผีได้ออกจากเธอไป และตั้งแต่นั้นมา มันก็ไม่ได้กลับมารบกวนเธออีกเลย

เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างเรา เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์และเราได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในพระคริสต์ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงสามารถยืนอย่างมั่นคงได้ในการต่อสู้กับซาตาน ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องลื่นล้ม คริสเตียนที่มีความมั่นคงจะมีท่าทีอย่างนี้ คือ “ซาตาน เจ้าอาจจะเข้ามารุกรานเรา แต่เราจะยืนอยู่อย่างมั่นคง เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา” นี่คือความมั่นคงที่เปโตรมี

การตัดสินใจของเปโตร

ในยอห์น 18:4-6 เปโตรยืนอยู่กับสาวกคนอื่น ๆ ในสวนเกทเสม ในขณะที่มีทหารกองหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาจับพระเยซูในคืนนั้น ในหนึ่งกองจะมีทหาร 600 คน พวกเขาถือคบเพลิงและอาวุธมาด้วย แน่นอน พวกเขาคงคิดว่าจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น เมื่อพวกเขามาถึงพระเยซู พระองค์ได้ตรัสถามเขาว่า “พวกท่านมาหาใคร”

พวกเขตอบว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ”

พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า “เราเป็นผู้นั้น” เมื่อพระเยซูทรงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ศัตรูของพระองค์ก็หงายหลังล้มลงที่พื้น ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำให้เปโตรฮึกเหิม เขาได้ชักดาบออกมาและฟันหูทาสของมหาปุโรหิตคนหนึ่งขาด เปโตรคงจะคิดว่า อำนาจอะไรช่างยิ่งใหญ่ขนาดนี้! ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามีอำนาจมาก จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมให้จับ และผมเชื่อว่าเปโตรคงไม่ได้ตั้งใจที่จะฟันหูของทาสคนนั้นหรอก เขาเล็งไปที่หัวอย่างแน่นอน แต่ทาสคนนั้นหลบได้ทันก่อน

เปโตรพร้อมที่จะต่อสู้กับกองทัพโรมัน อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนี้? จากการที่เปโตรได้เห็นทหารล้มลงอย่างไม่เป็นท่าด้วยพระนามของพระเยซู เขาสัมผัสได้ว่าไม่มีอะไรจะเอาชนะเขาได้ เพราะเขารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเขา

แต่สิ่งที่เปโตรทำนั้นผิด เขากระทำตามความรู้สึกของเขาเอง ไม่ใช่ตามความจริงที่พระคริสต์ได้ทรงสำแดงให้เขารู้ ถ้าเปโตรฟังคำสั่งของพระเยซูตั้งแต่ตอนเย็น เขาก็คงจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า

น่าเสียดายที่หลายคนในทุกวันนนี้ที่หมกมุ่นอยู่กับการเผชิญหน้ากับวิญญาณชั่ว กลับกระทำผิดมากยิ่งกว่าสิ่งที่เปโตรทำในสวนเกทเสมเนในคืนนั้นเสียอีก ความกระตือรือร้นของพวกเขาเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ผิด ๆ อันเกิดจากประสบการณ์ของเขา ไม่ใช่จากพระวจนะของพระเจ้า เราจะต้องตรวจสอบประสบการณ์ทุกอย่างด้วยมาตรฐานแห่งความจริงคือพระวจนะของพระเจ้า นั่นจึงเป็นเหตุที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “ไปดูธรรมบัญญัติและถ้อยคำพยาน แน่ทีเดียวคนที่ไม่พูดเช่นข้าพเจ้าก็จะเป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเลย” (อิสยาห์ 8:20)

ทำไมอิสยาห์จึงกล่าวเช่นนี้? เพราะพระเจ้าต้องการให้ชนชาติอิสราเอลแสวงหาพระองค์จากพระวจนะของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความจริงเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่แสวงหาพระองค์ทางคนทรงหรือพ่อมดหมอผี (ข้อ 19)

เปาโลได้กล่าวเตือนแม้กระทั่งทีโมธีซึ่งเป็นผู้นำและได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี ท่านสั่งให้ทีโมธีหลีกหนีความเท็จและให้หันมามุ่งมั่นที่ความจริงอันบริสุทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า (1 ทิโมธี 6:20-21) การยอมให้ตัวเองรับฟังคำสอนเท็จคือการไม่เชื่อฟังพระเจ้านั่นเอง

ดร. ปีเตอร์ มาสเตอร์ ได้กล่าวอย่างถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

เมื่อหมายสำคัญและการอัศจรรย์ซึ่งกระทำโดยมือของมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความเชื่อ ความเชื่อที่แท้จริงก็จะหายไป มันเป็นชัยชนะของซาตาน ถ้ามันสามารถเอาความเชื่อออกไปจากคริสเตียนได้ ดังนั้น แทนที่เขาจะตั้งความหวังของเขาไว้บนพระดำรัสของพระเจ้า เขากลับพึ่งอาศัย “ข้อพิสูจน์” ที่มองเห็นได้ด้วยตา โดยที่เขาคิดว่า “ฉันต้องเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์”… โดยการทำเช่นนี้เขากำลังหมิ่นประมาทพระบุคคลและพระวจนะของพระเจ้า 1

อย่ายอมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้ว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม มาดึงเราออกไปจากพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้าได้

การเชื่อฟังของกิเดโอน

กิเดโอนได้เรียนรู้หลักการในการยืนหยัดต่อสู้กับศัตรู กองทัพมีเดียนได้ยกมาบุกอิสราเอล พระคัมภีร์กล่าวว่า “บรรดาคนมีเดียน และคนอามาเลขกับชาวตะวันออกนอนอยู่ตามหุบเขาเหมือนตั๊กแตนปาทังกาเป็นฝูงๆ ฝูงอูฐของเขาก็นับไม่ถ้วน มากดุจเม็ดทรายที่ฝั่งทะเล” (ผู้วินิจฉัย 7:12) อิสราเอลตอบสนองเรื่องนี้ด้วยการรวบรวมทหาร 32,000 คน แต่พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่าพระองค์ไม่ต้องการทหารมากขนาดนั้น ในที่สุดเหลือทหารเพียง 300 คนเท่านั้นที่ออกไปต่อสู้กับศัตรู (ข้อ 6)

พระเจ้าทรงสัญญากับกิเดโอนว่า ทหารเพียงไม่กี่ร้อยคนนี้จะเอาชนะกองทัพใหญ่ของพวกมีเดียนได้ (ข้อ 7) เป็นไปได้อย่างไร? พระเจ้าบอกกิเดโอนว่าให้ทหารแต่ละคนถือหม้อซึ่งข้างในมีคบเพลิงและถือเขาสัตว์ไปด้วย แล้วให้ล้อมกองทัพของมีเดียนซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาข้างล่างไว้ เมื่อพระเจ้าตรัสสั่งกิเดโอน ให้ทหารทุกคนเป่าเขาสัตว์พร้อมกัน ให้ทุบหม้อ และชูคบเพลิงขึ้น (ข้อ 16-21) เมื่อทหารทำตามคำสั่งของพระเจ้า เหล่าทหารมีเดียนก็โกลาหลและลุกขึ้นฆ่าฟันซึ่งกันและกัน (ข้อ 22) ทำไมกิเดโอนจึงกล้าออกไปต่อสู้กับกองทัพใหญ่ด้วยคนเพียง 300 คน? เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเขา

คุณเองก็สามารถยืนอย่างมั่นคงด้วยอำนาจของพระคริสต์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าซาตานจะเล่นงานคุณด้วยวิธีอะไร คุณไม่มีเหตุผลที่จะกลัวเมื่อคุณได้สวมเท้าของคุณด้วย “ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข”

แชร์

  • Facebook