บทที่ 4: หน้าที่ของผู้เชื่อ
ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์
ผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้คนหนึ่ง กล่าวอ้าง ว่าเราที่เป็นคริสเตียนจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดนี้ ศิษยาภิบาลคนหนึ่ง เขียนถึงการเผชิญหน้าของเขากับวิญญาณชั่วไว้ ดังนี้
ศิษยาภิบาล: “ด้วยสิทธิอำนาจที่ข้าพเจ้ามีเหนือเจ้าผ่าน ความเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าขอสั่งให้เจ้าเปิดเผยว่า เจ้าเข้ามาควบคุมชีวิตของ คนนี้ได้อย่างไร โดยพระโลหิตของพระคริสต์ ข้าพเจ้า ขอต่อต้านเจ้าและสั่งให้เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้
วิญญาณชั่ว: “เธอกลัว พวกเราทำให้เธอกลัว เธอเต็ม ไปด้วยความกลัว”
ศิษยาภิบาล: “นั่นคือข้ออ้างของเจ้าในการเล่นงาน ลูกของพระเจ้าใช้ไหม? เจ้าสามารถทรมานและทำลายชีวิต ของเธอด้วยความกลัวใช้ไหม?”
วิญญาณชั่ว: “ใช่ เธอกลัวตลอดเวลา พวกเราทำงาน ผ่านความกลัวของเธอ”
บทสนทนานี้ถูกถอดออกมาได้มากเท่าที่ข้าพเจ้า จะจำความได้ และจากการจดบันทึกในขณะที่เกิดการ เผชิญหน้าต่อต้านอำนาจของความมืดที่ก่อความยุ่งยาก ในชีวิตของผู้เชื่อ 1
การเผชิญหน้าอย่างดุดันเช่นนี้คือสิ่งที่คุณและผมควรกระทำในสงคราม ฝ่ายวิญญาณใช้ไหม? เราจะต้องสนทนากับวิญญาณชั่วและออกคำสั่งกับมัน ใช่หรือไม่? ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน! พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้เห็นชัดเจน ว่าการเผชิญหน้าดังกล่าวไม่มีหลักฐานยืนยัน
ผมไม่แน่ใจว่าผู้คนหมายถึงอะไรเมื่อพวกเขาพูดถึง “การใช้สิทธิอำนาจ ในพระนามของพระเยซู” การศึกษาแนวความคิดเรื่องสิทธิอำนาจ (เอคซูเซีย) ในพันธสัญญาใหม่นั้นเปิดเผยให้เห็นว่า คำนี้มักจะถูกใช้อธิบายสถานะพิเศษ ที่เป็นของพระเยซูคริสต์และเหล่าอัครสาวกของพระองค์
พระคริสต์ทรงมีสิทธิอำนาจเพราะความเป็นพระเจ้าของพระองค์ (มัทธิว 28:18; ยอห์น 5:27) และเหล่าอัครสาวกได้รับสิทธิอำนาจจากพระองค์เพราะ พวกเขาเป็นตัวแทนของพระองค์ (1 เธสะโลนิกา 2:6; 2 โครินธ์ 13:10)
พวกเขาได้รับความสามารถที่เหนือธรรมชาติ ซึ่งรวมไปถึงอำนาจในการ ขับผีออกและรักษาโรค (มาระโก 6:7; ลูกา 9:1-23; 10:19) ดังนั้น คนที่ได้ยิน พวกเขาก็จะตระหนักว่าพวกเขาพูดแทนพระเจ้า (2 โครินธ์ 12:12; ฮีบรู 2:3-4)
ปัจจุบันนี้ไม่มีใครได้รับสิทธิอำนาจเหนือวิญญาณชั่วและโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนที่เหล่าอัครทูตได้รับอีก อันที่จริง 2 เปโตร 2:10-11 และยูดา 8-10 พูดเป็นนัยว่า ผู้เชื่อมีฐานะต่ำว่าวิญญาณชั่วใน “ลำดับสิทธิอำนาจ” และจำเป็น ต้องทูลขอพระเจ้าเมื่อต้องจัดการกับพวกมัน
ดังนั้น “การอ้างสิทธิอำนาจ” เหนือวิญญาณชั่วหรือเหนือสถานการณ์ชั่ว ร้ายจึงไม่ใช่คำสอนของพระคัมภีร์ วิธีการของเราในการต่อสู้กับซาตานคือ จงต่อสู้กับมาร จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ (ยากอบ 4:7; 1 เปโตร 5:8-9)
พระคัมภีร์กล่าวถึงหน้าที่ของเราในฐานะทหารของพระเยซูคริสต์อย่างไร? พระคัมภีร์กล่าวเรียบง่ายว่า จงอดทนต่อความยากลำบาก จงต่อสู้อย่างเต็มกำลัง จงมั่นคงในการต่อสู้ ต่อไปนี้ให้เรามาพิจารณาในแต่ละด้าน
อดทนต่อความยากลำบาก
ใน 2 ทีโมธี 2:3-4 เปาโลเขียนไว้ว่า
จงมีส่วนร่วมในความทุกข์ยากเหมือนทหารที่ดีของ พระเยซูคริสต์ ทหารประจำการย่อมไม่ไปพัวพันกับการงาน ฝ่ายพลเรือน เพราะเขามุ่งที่จะทำให้ผู้บังคับบัญชาพอใจ
มันช่างขัดแย้งกันเสียจริงที่คริสต์ศาสนามักจะถูกมองว่าเป็นความยาก ลำบากที่ง่ายกว่า ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์ นั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การเป็นคริสเตียนหมายถึงการแบกไม้กางเขนทุกวัน มันหมายถึงการดำเนินชีวิตอุทิศถวายภายใต้การถูกข่มเหงและการถูกเยาะเย้ย ถากถาง
บางคนคิดว่าเขาสามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์ ยากลำบาก แต่นั่นเป็นการหลอกลวงตนเอง เขากำลังนอนหลับอยู่ที่แนวรบ ซึ่ง ไม่มีที่ไหนที่จะอันตรายมากไปกว่านี้แล้ว
การอดทนต่อความยากลำบากเป็นลักษณะของทหารที่ดีซึ่งกำลัง “ประจำ การอยู่” (2 ทิโมธี 2:4) ทหารแบบนี้จะไม่ยุ่งกับเรื่องที่ไร้สาระของชีวิต
ลูกาบทที่ 9 ได้ให้ตัวอย่างของคนสามคนที่ไม่ยอมติดตามพระเยซูคริสต์ เพราะว่าพวกเขามัวยุ่งอยู่กับธุระส่วนตัวของเขา คนแรกได้พูดกับพระเยซูว่า “ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น” (ข้อ 57) พระเยซูตรัสตอบ เขาว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะ วางศีรษะ” (ข้อ 58) คนนี้เป็นห่วงเรื่องความสะดวกสบายส่วนตัว
พระเยซูตรัสกับอีกคนหนึ่งว่า “จงตามเรามาเถิด” แต่คนนั้นทูลตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ไปฝังศพพ่อก่อน” (ข้อ 59) คนๆ นี้ต้องการมรดกของเขาก่อน พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ปล่อยให้คนตายฝัง คนตายของเขาเองเถิด ส่วนท่านจงไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า” (ข้อ 60) ตามบริบทแล้ว พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้บอกว่าชายคนนี้ได้รับพระคำของพระเยซู
ชายคนที่สามพูดว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป แต่ ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์อำลาคนที่บ้านก่อน” (ข้อ 61) เขาไม่เต็มใจที่จะ มอบถวายชีวิตทั้งสิ้นให้กับพระคริสต์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขา พระเยซู ตรัสตอบว่า “ไม่มีใครที่เอามือจับคันไถแล้วหันหลังกลับ จะสมควรกับแผ่นดิน ของพระเจ้า” (ข้อ 62)
พระคริสต์ทรงให้โอกาสทั้งสามคนที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาติดตาม พระองค์ แต่พวกเขาไม่ยอมทำเช่นนั้น แล้วคุณล่ะ? คุณเต็มใจที่จะติดตาม พระเยซูคริสต์หรือไม่? หรือว่าคุณยอมให้สิ่งของของโลกมาผูกมัดคุณไว้แล้ว?
คุณจะเป็นทหารที่ดีได้อย่างไร? ไม่ใช่ด้วยการจ้องที่จะคอยต่อสู้กับมาร แต่ คุณจะเป็นทหารที่ดีได้ด้วยการไม่ยุ่งอยู่กับกิจธุระของโลกนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ยุ่ง อยู่กับเรื่องราว of โลกเท่านั้น ผู้เชื่อยังต้อง “มุ่งที่จะทำให้ผู้บังคับบัญชาพอใจ” (2:4) ผู้บังคับบัญชาก็คือ พระเยซูคริสต์ เป็นที่ปรากฏชัดว่าเปาโลปรารถนาที่จะ ให้พระคริสต์พอพระทัย เพราะเขาเต็มใจที่จะยอมตายถ้าจำเป็น (กิจการ 20:24) เปาโลได้มอบถวายชีวิตของเขาเพื่อพระคริสต์ เราเองก็ควรทำเช่นเดียวกัน
หลังจากที่เปาโลได้สั่งเราให้อดทนต่อความยากลำบากในฐานะทหารที่ ดีแล้ว เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ที่พระเจ้าทรงทำให้เป็นขึ้นจากตาย ทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด” (2 ทิโมธี 2:8) ภาพของการเป็นขึ้น มาจากความตายเป็นภาพที่พระเยซูทรงทำลายความตายซึ่งเป็นอาวุธที่สำคัญ ของซาตาน ภาพของการเป็นขึ้นมาจากความตายยังเป็นภาพของความรอดด้วย เพราะว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป การที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ หมายความว่า โทษแห่งความบาปได้ถูกชำระแล้ว
นัยของเรื่องนี้คือ เราต้องระลึกถึงการทนทุกข์ของพระเยซูด้วย ฮีบรู 12:2 กล่าวว่า พระเยซูทรงสู้ทนต่อกางเขนและความอับอายก่อนที่พระองค์จะได้ ประทับบนบัลลังก์เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงถ่อมพระทัยก่อนที่ จะได้รับการยกขึ้น เนื่องจากการทนทุกข์เป็นหนทางที่พระบุตรของพระเจ้าทรง ปฏิบัติ เราเองก็ควรปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน (ยอห์น 15:20)
ในปัจจุบันนี้ เป็นที่นิยมที่นักเทศน์จะเทศนาข้อความข่าวสารที่แตกต่าง ออกไป บางคนแม้แต่เปลี่ยนข่าวประเสริฐมาเป็นคำสัญญาแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย พวกเขาส่งเสริมแนวคิดที่ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ให้ผู้เชื่อทุกคนนั้นมีสุขภาพ ที่ดีและมีความมั่งคั่ง การหมกมุ่นอยู่กับซานตานและวิญญาณชั่วสอดคล้องกัน กับหลักคำสอนที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักของพระคัมภีร์
กิจการของวิญญาณชั่วที่ปรากฏในชีวิตคริสเตียนนั้นเป็น คำกล่าวอ้างที่สำคัญในเรื่องเกี่ยวกับความมั่งคั่งรุ่งเรือง พวกเขาเชื่อว่าการสำแดงของวิญญาณชั่วในทุกวันนี้ไม่มี อะไรต่างไปจากในศตวรรษแรก พวกเขามีแนวโน้มที่จะ บอกว่า อะไรก็ตามที่ผิดปกติหรือสิ่งที่อธิบายไม่ได้นั้น เป็นอิทธิพลของวิญญาณชั่ว
ตัวอย่างของเรื่องนี้ก็เช่น “เมื่อหมอบอกว่าไม่มีทาง รักษาโรคนี้ เราก็จะคิดว่านี่เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ” พวกเขา จะสรุปว่าโรคที่ไม่มีทางรักษาได้นั้นมีสาเหตุมาจาก วิญญาณชั่ว วิญญาณชั่วนั้นจะเข้าสิงไม่เพียงแต่เฉพาะ ในคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบ้าน รถยนต์ และสิ่งของอื่น ๆ ด้วย สิ่งนี้จะทำให้ผู้เชื่อที่ต้องการได้รับพระพรจากพระเจ้า หวาดกลัวเป็นอย่างมาก
กระบวนการขับ ออกนั้นช่วยลดปัญหา “ความ กระอักกระอ่วนเกี่ยวกับวิญญาณชั่ว” ของผู้เชื่อ ใน ขั้นตอนของการขับผีออกนั้น ซาตานจะถูกผูกมัดไว้ด้วย สิทธิอำนาจของพระเยซู เพื่อมันจะไม่สามารถช่วยเหลือ สมุนของมันได้อีก หลังจากนั้นวิญญาณชั่วจะถูกจับได้ สั่งการให้บอกชื่อของมันและถูกขับออกไป เมื่อวิญญาณ ชั่วสามารถทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและหยุดยั้งการ หมุนเวียนทางการเงิน การขับวิญญาณชั่วจึงจำเป็นเพื่อ จะทำให้คนเรากลับมามีสุขภาพที่ดีและมีความมั่งคั่ง ต่อไปอีก… ขั้นตอนไปสู่ความมั่งคั่งนั้นเกี่ยวข้องกับการ ถูกวิญญาณชั่วเข้าสิงอย่างไม่ต้องสงสัย…ดูเหมือนว่ามัน เป็นรูปแบบหนึ่ง of ความเชื่อผีซึ่งถือว่าวิญญาณชั่วนั้น เข้าสิงและควบคุมทั้งสิ่งที่เคลื่อนที่ได้และเคลื่อนที่ ไม่ได้ ผู้บำบัดรักษาจึงคล้ายคลึงกับพวกหมอผีมากกว่า หมอที่ใช้ยา 2
ข่าวสารแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นเป็นข่าวประเสริฐปลอม” 3 มันขัดแย้งกับ ความหมายของการเป็นสาวกตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์ เพราะพระเยซู กล่าวว่า “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตน แบกและตามเรามา” (มัทธิว16:24) ฮีบรู 12:3 ชี้ให้เราเห็นแบบอย่างของ พระเยซูคริสต์ ดังนี้ “จงคิดถึงพระองค์ผู้ทรงยอมทนต่อการคัดค้านของคนบาป เพื่อท่านจะไม่อ่อนล้าและไม่ท้อใจ” การติดตามพระองค์จะช่วยให้คุณสามารถ อดทนต่อความยากลำบากได้
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เราควรทำตามคืออัครทูตเปาโล แน่นอนว่าท่านรู้ว่าการ อดทนต่อความทุกข์ยากคืออะไร ท่านเขียนขณะถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินสกปรกว่า
เพราะข่าวประเสริฐนี้ ข้าพเจ้าจึงทนทุกข์กระทั่งถูกล่ามโซ่ เหมือนกับผู้ร้าย แต่พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่อาจถูก ลล่ามโซ่ไว้ได้ เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงยอมสู้ทนทุกอย่าง เพราะเห็นแก่พวกที่ทรงเลือกไว้นั้น เพื่อเขาทั้งหลายจะ ได้รับความรอดที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์พร้อมทั้งศักดิ์ศรี นิรันตร์ (2) ทิโมธี 2:9-10)
เปาโลเห็นว่าผู้ร้ายและการปฏิบัตินั้นเหมือนกัน เมื่อท่านเขียนจดหมาย สองทิโมธี ท่านอาจติดคุกอยู่ในกรุงโรม ซึ่งเป็นคุกที่สกปรกและแออัดไปด้วย คนที่รอคอยการถูกประหารชีวิต
แล้วเปาโลตอบสนองต่อการติดคุกของท่านอย่างไรล่ะ? ท่านกล่าวว่า “ซาตาน เราขอต่อว่าเจ้าและขอสั่งเจ้าให้ปล่อยเราให้เป็นอิสระ” อย่างนั้นหรือ? ท่านผูกมัดวิญญาณชั่วแห่งกรุงโรมอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่เลย ท่าทีของท่าน ตรงข้ามกับที่กล่าวมานี้ การตระหนักถึงอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าช่วยให้ท่าน สามารถอดทนต่อความทุกข์ยากได้ ชีวิตของเปาโลได้สะท้อนให้เห็นว่า พระเจ้า ทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลดีต่อคนของพระองค์ ซึ่งก็รวมถึงการติดคุกด้วย (โรม 8:28) ท่านรู้ว่าไม่มีใครสามารถกักขังพระวจนะของพระเจ้าได้ และความตาย จะนำท่านไปสู่พระสิริของพระคริสต์
จงเอาอย่างท่าทีของเปาโลและจงอดทนต่อความยากลำบาก แรงจูงใจที่จะ ทำแบบนั้นได้คือพระสัญญาของพระเจ้าที่ว่า เราจะได้ครองร่วมกับพระองค์ (2 ทีโมธี 2:12) แต่ก่อนที่จะถึงตอนนั้น จงไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์จะประทาน กำลังและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้แก่คุณตามความจำเป็น (2 เปโตร 1:3)
ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง
ตอนนี้เมื่อเรามีแรงจูงใจที่จะปรนนิบัติรับใช้พระคริสต์ไม่ว่าจะต้องเสียสละ มากขนาดไหนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไรล่ะ? เปาโลกล่าวว่า “[จง]ต่อสู้อย่าง เข้มแข็ง จงยึดมั่นในความเชื่อและจิตสำนึกอันดี” (1 ทิโมธี 1:18-19 TNCV) ขอให้สังเกตว่าในการต่อสู้นี้ เปาโลไม่ได้กล่าวว่าเราจะต้องพูดคุย ออกคำสั่ง หรือ ขับผีออก แผนการของพระเจ้าในเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง กับการขับผีออก เวทมนตร์คาถา บทสวด หรือไสยศาสตร์เลย การต่อสู้อย่าง เข้มแข็งหมายถึงการยึดมั่นในความเชื่อ (ยึดมั่นในหลักคำสอนที่ถูกต้อง) และ มีจิตสำนึกที่ดี (ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์)
เปาโลจบจดหมายของท่านด้วยคำกำชับคล้าย ๆ กันนี้ คือ “จงต่อสู้อย่าง เต็มที่เพื่อความเชื่อ” (6:12) คำภาษากรีก (agonizomai) ที่เราแปลว่า “ต่อสู้” หมายความว่าเราจะต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องโดยยืนหยัดอยู่บนความจริงใน พระวจนะของพระเจ้า คำนี้ถูกใช้ทั้งในด้านการทหารและการกีฬาเพื่ออธิบายถึง จิตใจที่จดจ่อ ความพยายาม และวินัย ซึ่งสิ่งหล่านี้จำเป็นต่อชัยชนะ คุณสมบัติ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมีในการต่อสู้กับซาตานและสมุนของมันซึ่งปลอมตัว แทรกซึมอยู่ในโลกและในคริสตจักร แต่เราจะต้องระวังให้มาก เพราะว่าศัตรู ของเราต่อสู้อย่างสกปรก “เพราะว่าคนพวกนั้นเป็นอัครทูตปลอม เป็นคนงานที่ หลอกลวง พวกที่ปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์ การทำเช่นนั้นไม่ประหลาด เลย เพราะว่าซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์ของความสว่าง เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ปรนนิบัติของซาตาน จะปลอมตัวเป็นผู้ปรนนิบัติของความ ชอบธรรม บั้นปลายของพวกเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา” (2 โครินธ์ 11:13-15)
เปาโลรู้วิธีที่จะต่อสู้กับศัตรูแบบนั้น วิลเลี่ยม เฮนดริกสัน ได้อธิบายการ ต่อสู้ที่ไม่หยุดยั้งของเปาโล ดังนี้
มันเป็นการต่อสู้กับซาตาน ต่อสู้กับเทพผู้ครองศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะ ความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับยิวและคนต่างชาติที่โหดร้าย ต่อสู้กับลัทธิยูตาที่ระบาด อยู่ในกาลาเทีย ต่อสู้กับความคลั่งไคล้ที่ระบาดอยู่ใน เธสะโลนิกา ต่อสู้กับความขัดแย้ง การผิดประเวณี การเป็น ความกันซึ่งเกิดขึ้นในโครินธ์ ต่อสู้กับลัทธินอสติกที่ระบาด อยู่ในเอเฟซัสและโคโลสี ต่อสู้กับสิ่งภายนอกและความกลัว กายใน และท้ายที่สุดแต่ไม่ใช่สุดท้าย ท่านต้องต่อสู้กับกฎ แห่งความบาปและความตายที่อยู่ในจิตใจของท่าน 4
เปาโลพูดถึงรอยแผลซึ่งเขาได้รับในการรับใช้พระคริสต์ว่า “ข้าพเจ้ามีรอย ประทับตราของพระเยซูติดอยู่ที่กายของข้าพเจ้าแล้ว” (กาลาเทีย 6:17) รอยแผล นั้นคือคำยืนยันถึงความตั้งใจของท่านในการต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ทัศนคติ ของท่านทำให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายของทหารฝรั่งเศส เรื่องเล่าว่า ทหารหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกลับมาจากสนามรบอย่างเร่งรีบเพื่อรายงานต่อนโปเลียน ถึงชัยชนะของกองทัพ เขาตื่นเต้นมากที่จะรายงานข่าวดีและรู้สึกเป็นเกียรติ อย่างมากที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สื่อสารเรื่องนี้ จนไม่สนใจต่อความบาดเจ็บของ เขา นโปเลียนได้สังเกตเห็นบาดแผลของเขาและตะโกนออกมาว่า
“ท่านบาดเจ็บนี่!” “ไม่” ทหารหนุ่มตอบด้วยความภูมิใจ ด้วยความเจ็บปวดเขาจึงพูดว่า
“ข้าพเจ้าถูกฆ่าแล้ว!” และหัวหน้าของเขาก็ยิ้ม แล้วทหารคนนั้นก็ล้มลงขาดใจ
การยึดมั่นในความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ามีคนจำนวนมากที่เป็นศัตรูกับความจริงของ พระเจ้า แต่ถ้าคุณและผมดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง ความขัดแย้ง ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย ความพากเพียรในการดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาล นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เปาโลเรียกมันว่า “[จง]ต่อสู้ อย่างเข้มแข็ง” (1 ทิโมธี 1:18 TNCV)
เจ. ซี. ไรลี ให้ความเห็นต่อไปว่า
ขอให้เราจำไว้ว่าการต่อสู้ในชีวิตคริสเตียนนั้นเป็นการต่อสู้ ที่ดี ซึ่งเราได้เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เราเห็นความขัดแย้ง แต่ไม่เห็นตอนจบ เราเห็นวิธีการแต่ไม่เห็นรางวัล เราเห็น ไม้กางเขนแต่ไม่เห็นมงกุฎ เราเห็นการถ่อมใจ จิตใจที่ แตกสลาย การสำนึกผิด คนที่อธิษฐาน ความอดทนต่อ ความยากลำบากและการถูกดูหมิ่นจากโลก แต่เราไม่เห็น พระหัตถ์ของพระเจ้าที่อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น เราไม่เห็น พระพักตร์ที่ยิ้มแย้มของพระเจ้า เราไม่เห็นแผ่นดินของ พระเจ้าที่เต็มด้วยสง่าราศีที่ได้จัดเตรียมไว้เพื่อเรา สิ่งเหล่านี้ ยังไม่ได้สำแดงให้เห็น ขอให้เราอย่าเพิ่งตัดสินด้วยสิ่งที่ ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา ยังมีสิ่งดีอีกมากมายเกี่ยวกับการ ต่อสู้ในชีวิตคริสเตียนซึ่งเรายังไม่เห็น 5
แล้วคุณล่ะ? คุณต่อสู้อย่างดีหรือเปล่า? คุณได้ต่อสู้เพื่อความเชื่อหรือเปล่า (ยูดา 3)? คุณปรารถนาที่จะเชื่อฟังและประกาศความจริง แม้ว่าจะต้องเสียสละ มากแค่ไหนก็ตามหรือเปล่า?
ยืนหยัดมั่นคง
เมื่อผมอยู่ในสก๊อตแลนด์ ชายคนหนึ่งได้เข้ามาหาผมและถามว่า “คุณพ่อ ของคุณชื่อ แจ็ค แมคอาร์เธอร์ใช้ไหม?”
ผมตอบเขาไปว่า “ใช่”
เขาพูดว่า “เมื่อประมาณสามสิบปีก่อน คุณพ่อของคุณและชายอีกสองคน ได้มาที่ไอร์แลนด์เพื่อจัดการฟื้นฟูที่เบลฟาสต์และบริเวณรอบๆ ไอร์แลนด์ ผม ได้ไปฟังพ่อคุณพูด และในการประชุมครั้งนั้นผมได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์และ ผมได้ถวายตัวเพื่อรับใช้ ผมเป็นศิษยาภิบาลเพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พ่อของคุณ มาปรนนิบัติรับใช้ เมื่อคุณกลับไป ช่วยบอกเรื่องนี้ให้พ่อของคุณทราบได้ไหม?”
ผมบอกเขาว่าผมจะบอกให้พ่อทราบ
จากนั้นเขาได้ถามว่า “พ่อของคุณอยู่ที่ไหนตอนนี้”
ผมบอกเขาว่าพ่อของผมกำลังปรนนิบัติรับใช้อยู่ดังเช่นที่ท่านเคยทำ
เขาถามว่า “พ่อของคุณยังคงสัตย์ซื่อในพระวจนะของพระเจ้าอยู่ใช่ไหม?”
ผมตอบว่า “ใช่ครับ ท่านยังคงสัตย์ซื่อ - ยังคงยืนหยัดอยู่”
“ดีแล้ว” เขาตอบ “แล้วชายอีกสองคนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผมตอบว่า “ผมรู้สึกเสียใจที่จะต้องบอกว่าคนหนึ่งละทิ้งความเชื่อไปแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งตายเพราะว่าติดเหล้า”
ชายสามคนเดินทางไปประเทศไอร์แลนด์และได้ปรนนิบัติรับใช้กับคน เป็นจำนวนมาก แต่สามสิบปีต่อมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่
ใน 1 โครินธ์ 10:12 เปาโลกล่าวว่า “คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จง ระวังไม่ให้ล้มลง” ซาตานไม่ต้องการให้เรายืนหยัดอยู่ในความเชื่อ นั่นจึงเป็น สาเหตุที่เปเตรเตือนเราว่า
จงควบคุมตัวเอง จงระวังระไวให้ดี ศัตรูของพวกท่านคือ มาร ดุจสิงโตคำรามเดินวนเวียนเที่ยวเสาะหาคนที่มันจะ กัดกินได้ จงต่อต้านมันด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ โดยรู้ว่า พวกพี่น้องของพวกท่านทั่วโลก (1 เปโตร 5:8-9)
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจำเป็นต้องตื่นและระแวดระวังฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ ความคิดของเราจะต้องไม่เอนเอียง ไม่วุ่นวาย ไม่สับสน หรือเห็นแก่ตัว นั่นก็เพราะว่าซาตานซึ่งเป็นศัตรูของเราต้องการจับเราไว้ในความบาป ในความ พยายามของมันที่จะทำให้เราล้มลง มันไล่ล่าเราเหมือนสิงโต คุณรู้หรือไม่ว่า สิงโตจะคำรามก็ต่อเมื่อมันพบเหยื่อแล้ว นอกจากนั้น เหยื่อยังได้รับการเตือน ล่วงหน้าถึงการเข้ามาของมัน นั่นก็คือเมื่อสิงโตตะครุบเหยื่อหรือฆ่าเหยื่อ ของมันได้แล้ว มันจะคำรามก่อนที่จะลงมือกินเหยื่อของมัน
เพราะว่าซาตานออกไปเที่ยวเสาะหาเหมือนสิงโต เราจึงได้รับคำสั่งให้ ต่อต้านกับมัน (ข้อ 9) คำภาษากรีกที่แปลว่า “ต่อต้าน” เป็นคำที่ใช้ในทางทหาร ซึ่งหมายถึง การต้านทานกับศัตรูด้วยใจมั่นคง เราจะต้องต้านทานศัตรูของเรา ด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ (ข้อ 9) นั่นเป็นการพูดถึงความบริสุทธิ์ทั้งในหลัก ความเชื่อและในการประพฤติ คุณต้องการยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อหรือไม่? จง หลีกเลี่ยงความชั่วและเข้ามาใกล้พระเจ้า เมื่อซาตานหรือความปรารถนาของ เนื้อหนังมาทดลองคุณ จงต่อต้านมัน ถ้าเราทำเช่นนั้น พระคัมภีร์ยืนยันว่ามัน จะหนีเราไป (ยากอบ 4:7)
การต่อต้านวิญญาณชั่วไม่ได้หมายถึงการพูดคุยกับมันหรือการขับไล่มัน พระคัมภีร์ได้อธิบายถึงอาวุธที่เราจะใช้ในการต่อสู้นี้อย่างชัดเจน และอาวุธนี้คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้เพื่อให้เราใช้ ในเอเฟซัส 6:11 และ 13 เปาโลได้ กล่าวถึงอาวุธเหล่านี้ ดังนี้ “จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะสามารถ ต่อสู้กับอุบายของมารได้…เพราะเหตุนี้จงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น และเมื่อทำทุกอย่างแล้วจะยังยืนหยัด อยู่ได้” “ยุทธภัณฑ์ทั้งชุด” หมายถึง ทุกอย่างที่จำเป็น:
เรื่อง
ถ้าคุณเป็นทหารในกองทัพนี้ ถ้าคุณต้องการได้รับชัยชนะ ในการสงครามนี้ คุณจะต้องสวมใส่ยุทธภัณฑ์ทุกชิ้นที่คุณ ได้รับ นี่เป็นระเบียบในทุกกองทัพ… สิ่งนี้เป็นจริงใน ฝ่ายวิญญาณและในการต่อสู้ที่เราทุกคนกังวล… เพราะว่า เรามีความเข้าใจที่ผิด ๆ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้จักศัตรูของคุณ และพระองค์ทรงทราบดีว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณ ถ้าคุณจะต้องต่อสู้ ทุก ๆ ชิ้นส่วนในยุทธภัณฑ์นี้ล้วนมีความ จำเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งแรกที่คุณต้องเรียนรู้ก็คือ คุณไม่ได้ อยู่ในฐานะที่จะเลือกเอายุทธภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง 6
ในข้อ 14-17 คือ รายการของยุทธภัณฑ์ทั้งชุดซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ทรงประทานให้คริสเตียนในวินาทีที่เขาได้รับความรอด ยุทธภัณฑ์เหล่านี้คือ
- เข็มขัดแห่งความจริง
- เกาะป้องกันอกแห่งความชอบธรรม
- รองเท้าของข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข
- โล่แห่งความเชื่อ
- หมวกเหล็กแห่งความรอด
- ดาบของพระวิญญาณ
อาวุธฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมาเอง เพราะเปาโล เขียนไว้ว่า
ถึงแม้ว่าเราดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายมนุษย์ แต่เราก็ไม่ได้ สู้รบตามแบบมนุษย์ทั่วๆ ไป เพราะว่าอาวุธของเราที่ใช้ สู้รบไม่ใช่แบบมนุษย์ แต่เป็นฤทธานุภาพจากพระเจ้าที่จะ ทำลายป้อมปราการได้ คือทำลายเหตุผลปลอมทั้งหลาย และความเย่อหยิ่งทุกรูปแบบที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ ของพระเจ้า และจะยึดกุมความคิดทุกประการให้มาเชื่อฟัง พระคริสต์ (2 โครินธ์ 10:3-5)
“อาวุธ” หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกสงคราม แต่อาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธ ที่พิเศษมาก มันไม่ได้เป็นผลงานทางสติปัญญาofมนุษย์ และก็ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ซึ่งจะเข้าใจด้วย มันเป็นอาวุธจากเบื้องบนที่สามารถทำลายล้างป้อมปราการ อันเข้มแข็งของซาตานได้ คำที่ใช้ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ให้ภาพของกองทหาร ซึ่งเคลื่อนเข้าไปเข้ายึดเมืองและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
อาวุธฝ่ายวิญญาณของเราสามารถสรุปได้เป็นคำเดียวคือ การเชื่อฟัง การเชื่อฟังเกิดจากการให้ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้ามาควบคุมจิตใจ ของเรา โดยการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า คุณจะยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง “ในวันอันชั่วร้าย” (เอเฟซัส 6:13) เมื่อไรคือวันอันชั่วร้าย? ทุกวันคือวันอันชั่วร้าย เพราะว่าซาตานคือเจ้าผู้ครองโลกนี้ และมันจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่ามันจะ ถูกทิ้งลงไปในหลุมบึงไฟนรก
ยิ่งเรายืนหยัดเพื่อพระคริสต์ในโลกนี้มากเท่าไร การต่อสู้ก็จะยิ่งรุนแรงมาก ขึ้นเท่านั้น ถ้าเราเต็มใจที่จะอดทนในความยากลำบาก ต่อสู้อย่างเต็มกำลังและ ยืนหยัดต่อสู้อย่างมั่นคง ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะประทานความชื่นชมยินดีให้กับ เราอย่างที่เราไม่เคยพบมาก่อน นั่นก็เป็นเพราะว่าความปีติยินดีที่สุดนั้นมาจาก ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
จะดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะได้อย่างไร
ในพระธรรม 2 พงศาวดาร 20:15 พระวิญญาณของพระเจ้าได้ตรัสว่าการรบนี้ ไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นของพระเจ้า พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นคติประจำตัวของพวกคน ที่ดำเนินชีวิตแบบยึดหลักคำสอนของความสงบนิยม นักสงบนิยมพวกนี้เชื่อว่า หนทางเดียวที่จะดำเนินชีวิตคริสเตียนคือการยอมจำนนแทนที่จะสอนวินัย ให้กับตนเอง แนวความคิดของการดำเนินชีวิตคริสเตียนของพวกเขาสะท้อน ให้เห็นคำพูดที่ว่า “ปล่อยไปและปล่อยให้กับพระเจ้า” และ “ฉันทำไม่ได้ แต่ พระองค์ทำได้” แทนที่จะดิ้นรนและกระเสือกกระสน พวกเขาบอกว่าผู้เชื่อต้อง “ยอมจำนน” โดยไม่ต้องทำอะไรกับขบวนการชำระให้บริสุทธิ์
อีกด้านหนึ่งของแนวความคิดนี้ก็คือ ความภักดีนิยม คนที่ยึดถือความภักดี เน้นเรื่องการควบคุมตนเองและการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์นั้น มักจะนำเอากฎเกณฑ์ การดำเนินชีวิตมาใช้อย่างเข้มงวด คนพวกนี้จะเน้นความชอบธรรมภายนอก และเน้นที่ความพยายามของมนุษย์ซึ่งทำให้พวกเขาละเลยบทบาทของพระเจ้า ในการชำระให้บริสุทธิ์ พวกฟาริสีคือคนที่มีลักษณะเช่นนี้
มีความสมดุลระหว่างแนวความคิดที่สุดขั้วทั้งสองอย่างนี้หรือไม่? ผมเชื่อ ว่ามี ในด้านหนึ่ง เราต้องพึ่งอาศัยพระเจ้า คือ พึ่งอาศัยกำลัง ฤทธิ์เดชและแหล่ง ช่วยเหลือจากพระองค์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราต้องเชื่อฟังพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ พระคัมภีร์เรียกร้องให้เราอุทิศตัวและควบคุมตนเอง
ความสมดุลระหว่างการกระทำของพระเจ้าและการกระทำของเรานั้นสอน อยู่ทั่วไปในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น เปโตรเขียนไว้ว่า
ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและ ต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง โดย สิ่งเหล่านี้พระองค์จึงได้ประทานพระสัญญาอันล้ำค่าและ ยิ่งใหญ่แก่เรา เพื่อว่าโดยพระสัญญาเหล่านี้ พวกท่านจะ พ้นจากความเสื่อมทรามที่มีอยู่ในโลกอันเกิดจากความ ปรารถนาชั่ว และจะมีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า (2 เปโตร 1:3-4)
พระเจ้าได้ทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีและจำเป็นต่อชีวิตให้กับเราแล้ว ดังนั้น เราจึงมีทุกสิ่งที่เราจำเป็นเพื่อการดำเนินชีวิตตามทางพระเจ้า เราไม่ได้ ขาดอะไรเลย
เปโตรกล่าวต่อไปว่า
ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอา คุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่ม คุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความ ทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรง พระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้อง เพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉัน พี่น้อง (ข้อ 5-7)
นี่คือส่วนของเรา เราได้รับทุกอย่างที่เราจำเป็นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ นำมันไปใช้เท่านั้น เราจะพบความสมดุลเช่นเดียวกันนี้ได้ในฟิลิปปี 2:12-13 เปาโลเขียนไว้ว่า “จงอุตส่าห์ประพฤติอย่างสมกับความรอดของท่านทั้งหลาย ด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่น” จากนั้นเพิ่มเติมว่า “พระเจ้าเป็นผู้ทรงทำการ อยู่ภายในพวกท่าน ให้ท่านมีความประสงค์และมีความสามารถทำตามชอบ พระทัยของพระองค์” ในโคโลสี 1:29 เปาโลกล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้า จึงตรากตรำต่อสู้ตามกำลังที่พระองค์ทรงทำกิจในตัวข้าพเจ้าอย่างมากมาย” พระเจ้าและผู้เชื่อทำงานร่วมกัน ชีวิตฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นการร่วมมือกัน
พระคัมภีร์สอนว่าเราเติบโตได้ด้วยการเชื่อฟังพระคริสต์ ซึ่งนั่นรวมถึงการ อดทนต่อความยากลำบาก การต่อสู้อย่างเต็มกำลัง และการยืนหยัดอย่างมั่นคง ในการต่อสู้ การกระทำหน้าที่ของเราให้สำเร็จนั้นไม่ได้เป็นภาระหนักเลยเพราะ ว่าพระเจ้าทรงสามารถ “ทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด โดยฤทธานุภาพ ที่ทำกิจอยู่ภายในเรา” (เอเฟซัส 3:20)