บทที่ 6: ปกป้องความคิดและอารมณ์ของเรา
ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์
จอห์น บันยัน ผู้เขียนหนังสือ ปริศนาธรรม ได้เขียนหนังสือเชิงเปรียบเทียบแบบเดียวกันนี้อีกชื่อ สงครามศักดิ์สิทธิ์ โดยเริ่มต้นดังนี้ว่า
ในประเทศจักรวาลที่สวยงามนี้ มีเมืองหนึ่งที่น่าอยู่และสงบสุขชื่อว่า วิญญาณมนุษย์ เมืองนี้มีสถาปัตยกรรมสวยงาม เป็นเมืองที่สะดวกสบาย และไม่มีเมืองใดทั่วใต้ฟ้าจะเปรียบเทียบได้….
ครั้งหนึ่ง มียักษ์ใหญ่ตนหนึ่งชื่อไดโบลัสได้เข้ามาโจมตีเมืองนี้ มันพยายามทำให้เมืองนี้มีอันเป็นไปตามแบบของมัน เจ้ายักษ์ตัวนี้เป็นเจ้าแห่งความชั่ว แรกเริ่มเดิมทีนั้นมันเป็นผู้รับใช้ของกษัตริย์ชัดได มันมีตำแหน่งที่สูงและมีความสำคัญมาก…
เมื่อมันรู้ว่ามันสูญเสียตำแหน่งและความโปรดปรานจากกษัตริย์ มันจึงหันมาต่อต้านกษัตริย์ชัดไดและพระบุตรของพระองค์ มันท่องไปทั่วด้วยความโกรธเพื่อแสวงหาสิ่งที่เป็นของกษัตริย์เพื่อมันจะได้แก้แค้น
ในตอนท้ายปรากฏว่า มันได้ค้นพบเมืองที่พิเศษนี้ มันจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองนี้ มันพบว่าเมืองนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของกษัตริย์และเป็นที่ชื่นชมของพระองค์มาก มันจึงตัดสินใจโจมตีเมืองนี้….
เมื่อมันมาถึงเมืองนี้ มันตะโกนก้องด้วยความพอใจและคำราม เหมือนสิงโตเมื่อมันพบเหยื่อของมัน “ตอนนี้เราได้พบของดีและพบวิธีแก้แค้นกษัตริย์ชัดไดแล้ว” ดังนั้นมันจึงเรียกประชุมสมัครพรรคพวกเพื่อทำสงครามและตกลงกันว่าจะใช้วิธีใดที่จะเอาชนะเมืองที่มีชื่อว่าวิญญาณมนุษย์แห่งนี้ได้ 1
ทุกวันนี้ซาตานยังคงโจมตีเมืองวิญญาณมนุษย์อยู่ ศูนย์กลางการโจมตีของมันก็คือ ความคิดและอารมณ์ ซาตานต้องการฉกฉวยพระวจนะของพระเจ้าไปจากคุณ และใส่ถ้อยคำโกหก การผิดศีลธรรม และคำสอนที่ผิด ๆ เข้าไปในความคิดและอารมณ์ของคุณแทน มันอยากให้คุณคิดว่าความบาปนั้นไม่เลวร้ายเท่าไหร่ มันอยากให้คุณจมลงในทะเลแห่งความผิดบาปเพื่อให้คุณทุกข์ทรมานกับมัน มันอยากให้คุณพึงพอใจกับความบาปเพื่อให้คุณไม่คิดว่ามันชั่วร้ายอย่างที่มันเป็น มันอยากให้คุณหัวเราะกับความบาปที่ปรากฏในสื่อหรือในหนัง มันต้องการบิดเบือนความคิดของคุณด้วยการสอดแทรกความคิดที่ผิดบาปลงไปในดนตรีที่ดึงดูดใจ มันต้องการทำให้อารมณ์ของคุณสับสนโดยการทำให้คุณไม่สมปรารถนาและชักนำคุณให้พึงพอใจในสิ่งที่ผิด ๆ มันอยากจะทำลายจิตสำนึกของคุณเพื่อจะไม่มีอะไรคอยเตือนคุณ มันต้องการทำลายความตั้งใจของคุณและนำคุณให้ทำในสิ่งที่คุณไม่ควรทำ
เราจะรับมือกับซาตานอย่างไร? ผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ เรียกอำนาจเหนือธรรมชาติในการเผชิญหน้ากับอำนาจของความชั่วนี้ว่า “ฤทธิ์อำนาจแห่งการเผชิญหน้า” นักเขียนคนหนึ่งได้อธิบายไว้ดังนี้
เราจะต้องเตรียมพร้อมในการเผชิญหน้ากับอำนาจฝ่ายวิญญาณ และจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเปิดโปงอุบายล่อลวงของซาตานด้วยความจริง และใช้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในการเอาชนะวิญญาณที่ล่อลวงนี้ ไม่ใช่เพียงแต่พูดถึงมันเท่านั้น 2
เขากำลังพูดถึงการขับไล่ซาตานด้วยการใช้ประโยคเช่นนี้ “ซาตาน เราขอผูกมัดเจ้า” เป็นการออกคำสั่งกับมันและการขับไล่มันออกไป ความเข้าใจของเขาในเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นการอนุมานมาจากข้อพระคัมภีร์เพียงไม่กี่ข้อในพันธกิจของพระเยซู ผู้ซึ่งรักษาคนเจ็บป่วยและขับผีออก
ฤทธิ์อำนาจแห่งการอัศจรรย์ยังคงมีอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?
คำถามเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใจความหลักของการอัศจรรย์ของพระเยซู พระเยซูไม่ได้กระทำการอัศจรรย์เพื่อเป็นแบบอย่างให้เรากระทำตาม แต่เป็นการกระทำเพื่อแสดงว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ การอัศจรรย์เหล่านั้นเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซู นี่คือสิ่งที่อัครสาวกยอห์นเข้าใจ:
“พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยอห์น 20:30-31)
พระเยซูเองได้ตรัสว่า “งานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำจนสำเร็จและเป็นงานที่เรากำลังทำอยู่นั้น เป็นพยานให้กับเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา” (ยอห์น 5:36)
เมื่อยอห์นบัพติศมาเริ่มสงสัยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์หรือไม่นั้น พระเยซูทรงบอกสาวกของยอห์นให้ไปหนุนใจยอห์นว่า “ไปบอกยอห์นในสิ่งที่พวกท่านได้ยินและได้เห็น คือว่าบรรดาคนตาบอดเห็นได้ พวกคนง่อยเดินได้ บรรดาคนที่เป็นโรคเรื้อนหายสะอาด บรรดาคนหูหนวกได้ยิน บรรดาคนตายเป็นขึ้น และคนยากจนทั้งหลายได้รับข่าวดี” (มัทธิว 11:4-5)
ผู้ที่อยู่ในการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่ไม่รู้ถึงจุดประสงค์หลักของการอัศจรรย์ของพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังล้มเหลวที่จะกระทำให้สำเร็จเหมือนพระเยซูด้วย การรักษาโรคของพระเยซูนั้นจะหายทันที และคนที่ทนทุกข์ทรมานก็จะกลับมีสุขภาพปกติ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธการอัศจรรย์ของพระองค์ ทุกคนรวมทั้งศัตรูของพระองค์รู้สึกประหลาดใจและไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือไม่ยอมรับ (มัทธิว 9:1-8; ยอห์น 9:1-41)
แต่ผลของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณในสมัยนี้กลับขัดแย้งกับตัวอย่างของพระคริสต์ ตามสถิติของเขาเอง ผู้สนับสนุนคนหนึ่งยอมรับว่า
71 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ผมได้อธิษฐานเผื่อในสองปีที่ผ่านมายังคงป่วยอยู่..ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องแปลก… ผมเคยได้ยินจอห์น วิมเบอร์ (ผู้สนับสนุนอีกคนหนึ่ง) กล่าวว่า “คนที่ผมได้อธิษฐานเผื่อแล้วยังไม่หายโรคมีมากกว่าคนที่หายโรค” 3
ถ้าผู้ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ สามารถกระทำตามแบบอย่างของพระเยซูได้ พวกเขาก็คงจะสามารถกระทำในสิ่งที่คนปฏิเสธไม่ได้ เกิดผลทันทีทันใด และประสบความสำเร็จในการรักษาโรคและการขับผีออก
การเผชิญกับความกระอักกระอ่วนนั้น บางคนกลับเน้นไปที่ตัวอย่างของพวกอัครทูตแทน พวกเขาพยายามสนับสนุนความเชื่อของพวกเขาโดยการกล่าวอ้างลูกา 9:1 ซึ่งกล่าวว่าพระคริสต์ “ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกันทั่วทรงให้พวกเขามีฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจเหนือผีทั้งหลาย และรักษาโรคต่างๆ ให้หายได้”
ในมัทธิว 10:5-10 ซึ่งเป็นข้อความคล้าย ๆ กัน พระเยซูตรัสกับสาวกสิบสองคนว่า
อย่าไปยังที่อยู่ของพวกต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลนั้นดีกว่า จงไปพลางประกาศพลางว่า “แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย จงทำให้คนตายแล้วเป็นขึ้น จงทำให้คนโรคเรื้อนหายสะอาด และจงขับผีออก ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ อย่าหาเหรียญทองคำหรือเหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงไว้ในเข็มขัดของพวกท่าน อย่าเอาย่าม หรือเสื้อสองตัว หรือรองเท้าอีกคู่ หรือไม้เท้า เพราะว่าคนที่ทำงานก็สมควรจะได้อาหารกิน
นั่นหมายความว่าผู้เชื่อทุกวันนี้จะต้องเป็นเช่นนี้หรือ? ไม่ใช่เลย การอัศจรรย์เหล่านั้นเป็นสิ่งยืนยันถึงสิทธิอำนาจของเหล่าอัครทูต มันเป็นหลักฐานรับรองความเป็นอัครทูต อัครทูตเปาโลกล่าวถึงการอัศจรรย์ว่าเป็น “หมายสำคัญของอัครทูตแท้” (2 โครินธ์ 12:12) ถ้าผู้เชื่อทุกคนถูกคาดหวังให้กระทำการอัศจรรย์ การอัศจรรย์เหล่านั้นก็คงจะไม่เป็นหมายสำคัญแท้ของอัครทูต นั่นเป็นเพราะว่าหมายสำคัญจะต้องพิเศษจึงจะเกิดประโยชน์ การอัศจรรย์ของอัครทูตเป็นเรื่องโดดเด่นเฉพาะสำหรับอัครทูตเท่านั้น
ขอให้สังเกตว่าพระเยซูตรัสสั่งให้สาวกสิบสองคนไปหาคนยิวโดยเฉพาะ ปีเตอร์ มาสเตอร์ เขียนไว้ว่า
ความจริงแล้วพระเยซูกำลังตรัสถึงประชากรแห่งพันธสัญญาว่า “ด้วยหมายสำคัญซึ่งกระทำในนาของเรา ท่านจะรู้ว่าแผ่มดินของพระเจ้าได้มาถึงแล้ว และยุคใหม่ก็มาถึงแล้วเช่นกัน พระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ทรงเสด็จมาแล้ว”
ไม่มีทางที่รูปแบบพันธกิจเหล่านี้จะเป็นงาน “ปกติ” ของสาวกทั่วไป เรากล่าวเช่นนี้ได้ โดยดูจากความจำกัดของหน้าที่ซึ่งพวกเขาได้รับมอบหมาย พระเยซูทรงปรารถนาให้เราจำกัดการทำพันธกิจของเราแค่กับชาวยิวหรือ? พระองค์ทรงห้ามผู้ประกาศไม่ให้รับเงินหรือมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหรือ? พระองค์สั่งให้เราพึ่งอาศัยการต้อนรับจากคนในท้องถิ่นที่เราไปประกาศหรือ?….
ปัญหาก็คือว่า การขับผีออกนั้นถูกพัฒนารูปแบบการเผชิญหน้าด้วยความคิด… แทนที่จะเห็นว่าสงครามฝ่ายวิญญาณตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์นั้น เป็นกล่าวถึงการต่อสู้กับวิญญาณชั่วด้วยการอธิษฐาน การเทศนา การเป็นพยาน การดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม การเชื่อฟังคำสอนของพระคัมภีร์และการเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า พวกนักขับผีกลับต้องการต่อสู้แบบตัวต่อตัว อาศัยความรู้สึกต้องการเห็นและฟังเกี่ยวกับอำนาจแห่งความชั่ว รวมทั้งขับมันด้วยถ้อยคำที่คิดว่าเป็นสิทธิอำนาจ… บรรยากาศตอนนี้ขุ่นมัวไปด้วยแนวความคิดที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างไสยศาสตร์ของยุคกลางที่โรมมีอำนาจกับความเชื่อของพวกตะวันออกที่เป็นศาสนานอกรีต 4
เกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรม
เมื่อซาตานเข้าโจมตีเมืองวิญญาณมนุษย์ คือโจมตีความคิดและอารมณ์ของเรา เราจะทำอย่างไร? ใช้อำนาจแห่งการเผชิญหน้าหรือ? ไม่ใช่เลย ตามที่เราได้ศึกษากันไปแล้วว่า พระคัมภีร์มีคำแนะนำที่ชัดเจน นั่นก็คือ เราจะต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าซึ่งก็รวมถึง “เกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรม” ด้วย (เอเฟซัส 6:14) เกราะป้องกันอกของทหารโรมันนั้นมีหลายแบบ บางชนิดทำมาจากผ้าลินินหนา ๆ เมื่อสวมใส่แล้วจะยาวเกือบถึงเข่า บางชนิดทำมาจากแผ่นโลหะหรือกีบเท้าสัตว์ หรือเขาสัตว์ซึ่งทำเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ แล้วนำไปเย็บติดกับผ้าลินิน
เกราะป้องกันอกที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือ เกราะที่เป็นแผ่นโลหะหล่อปกคลุมไปทั่วบริเวณที่สำคัญของลำตัวตั้งแต่คอจนถึงต้นขา ทหารจำเป็นต้องป้องกันส่วนเหล่านี้ของร่างกาย เพราะว่าในสมัยนั้นการต่อสู้ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัวด้วยการใช้ดาบสั้น
เกราะป้องกันอกนี้จะปกคลุมอวัยวะสำคัญสองอย่างคือ หัวใจและอวัยวะในช่องท้อง หรือเป็นที่ชาวยิวอ้างว่าเป็น “ลำไส้” ซึ่งตามวัฒนธรรมของชาวฮีบรูนั้น หัวใจเป็นสัญลักษณ์หมายถึงจิตใจหรือกระบวนการของความคิด (เช่น สุภาษิต 23:7) ส่วนลำไส้นั้นใช้อ้างถึงอารมณ์ เพราะว่าลำไส้จะได้รับผลกระทบจากอารมณ์ที่เกิดขึ้น ความคิดและอารมณ์จะอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นต้นเหตุแห่งการกระทำของบุคคล เช่น ความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึก ความตั้งใจ ความปรารถนา และพลังขับเคลื่อน
พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรมไว้เพื่อป้องกันความคิดและอารมณ์ของเรา ความชอบธรรมที่เฉพาะเจาะจงนี้คืออะไร? มีความเป็นไปได้สามอย่างคือ ความชอบธรรมของเราเอง ความชอบธรรมที่ได้รับ และความประพฤติที่ชอบธรรม
ความชอบธรรมของเราเอง?
เป้าหมายอันสูงสุดของซาตานคือการทำลายทั้งชายและหญิงด้วยการกีดกันไม่ให้พวกเขาเข้ามาเป็นพลเมืองของฟ้าสวรรค์ ซาตานพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายนี้อย่างไร? ก็โดยการทำให้ผู้คนเชื่อว่า เขาสามารถไปสวรรค์ได้ด้วยกระทำดีของเขาเอง พระเยซูได้ตรัสถึงเรื่องนี้ในลูกา 18:10-13 ด้วยคำอุปมาว่า
“มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร คนหนึ่งเป็นฟาริสีและคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี คนที่เป็นฟาริสีนั้นยืนอยู่คนเดียวอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นคนฉ้อโกง เป็นคนอธรรม และเป็นคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพระองค์ถืออดอาหารสองวันต่อสัปดาห์ และสิ่งสารพัดที่ข้าพระองค์หาได้ ข้าพระองค์ก็เอาทศางค์มาถวายเสมอ” ส่วนคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่ยอมแม้แต่แหงนหน้าดูฟ้า แต่ อกชกตัวกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด”
ฟาริสีรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง เขาคิดว่า “เราช่างดีเหลือเกิน เราบรรลุขั้นสุดยอดแล้ว” ในทางตรงกันข้าม คนเก็บภาษีรู้สึกสำนึกผิด เพราะเขาตระหนักว่าเขาเป็นคนบาปเมื่อเปรียบเทียบกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า “เราบอกพวกท่านว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปถึงบ้านของตนก็ถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม ไม่ใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น” (ข้อ 14)
ใครเป็นคนชอบธรรม? ฟาริสีหรือคนเก็บภาษี? คนที่คิดว่าเขาสามารถเป็นคนชอบธรรมได้ด้วยเอง หรือคนที่รู้ว่าตัวเองนั้นทำไม่ได้? คุณอาจตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “คนดีที่ไปนรกและคนเลวที่ไปสวรรค์”
อย่าปล่อยให้ซาตานล่อลวง ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถไปสวรรค์ได้ด้วยการกระทำดีของคุณ คุณก็สวมใส่เกราะป้องกันอกที่ผิด ความพยายามของคุณที่ปราศจากพระเจ้าย่อมไร้ความหมาย ดังที่อิสยาห์กล่าวไว้ว่า “ความชอบธรรมทั้งหมดของพวกข้าพระองค์เหมือนเสื้อผ้าสกปรก” (อิสยาห์ 64:6) นั่นคือสิ่งดีที่สุดซึ่งเราสามารถให้พระเจ้าได้
หากจะมีใครสามารถไปสวรรค์ได้ด้วยความชอบธรรมของตนเอง คนนั้นก็คงจะเป็นเปาโล ในฟิลิปปี 3:4 เขากล่าวว่า “ถ้าคนอื่นคิดว่าเขามีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็มีมากยิ่งกว่านั้นอีก” เปาโลมีเรื่องที่จะอวดอ้างมากกว่าคนอื่น ๆ ท่าน “เข้าสุหนัตในวันที่แปดที่คลอดมา เป็นชนชาติอิสราเอล อยู่ในเผ่าเบนยามิน เป็นชาวฮีบรูที่เกิดจากคนฮีบรู ในด้านธรรมบัญญัติก็อยู่ในคณะฟาริสี ในด้านความกระตือรือร้นก็ได้ข่มเหงคริสตจักร ในด้านความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติก็ไม่มีที่ติ” (ข้อ 5-6) ถ้าความชอบธรรมของเราเองเป็นหนทางไปสู่แผ่นดินสวรรค์ได้ เปาโลคงกล่าวอ้างตัวเองไปแล้ว แต่เขาทำไม่ได้ ไม่มีใครทำได้
ในโรม 3:10-12 (TNCV) เปาโลกล่าวแบบนี้เกี่ยวกับมนุษย์ทุกคนว่า “ไม่มีสักคนที่ชอบธรรม ไม่มีแม้สักคนเดียวเลย ไม่มีใครที่เข้าใจ ไม่มีใครที่แสวงหาพระเจ้า ทุกคนล้วนหันเหไป พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่าไปด้วยกัน ไม่มีสักคนที่ทำดี ไม่มีแม้แต่คนเดียว” คำภาษากรีกคำว่า “ไร้ค่า” เป็นคำที่ใช้พูดถึงนมที่บูดเปรี้ยว มนุษยชาติบูดเปรี้ยวไปหมด “เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (ข้อ 23) คุณจะกลายเป็นเหยื่อของบึงไฟนรก ถ้าคุณพยายามปกป้องตัวเองด้วยความชอบธรรมของคุณ
ความชอบธรรมที่ได้รับ?
อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณาก็คือ เกราะป้องกันอกหมายถึงความชอบธรรมที่ได้รับมา นี่เป็นการกล่าวถึงการที่พระเจ้าทรงสวมความชอบธรรมของพระคริสต์ให้กับคนๆ หนึ่งในวินาทีที่เขาได้รับความรอด นี่คือสิ่งที่เปาโลอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นถึงความชอบธรรมของตัวเองที่ไร้ประโยชน์ดังนี้
ข้าพเจ้าถือว่าทุกสิ่งเป็นการขาดทุน เพราะเหตุคุณค่าอันสูงยิ่งของการได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ข้าพเจยอมขาดทุนทุกอย่างและถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนเศษขยะเพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์เป็นกำไร และจะได้เห็นว่าข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมที่ได้มาจากธรรมบัญญัติ มีแต่ที่ได้มาโดยความเชื่อในพระคริสต์ คือความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้าโดยความเชื่อ (ฟิลิปปี 3:8-9)
เหมือนกับเปาโลกำลังพูดว่า “ข้าพเจ้าต้องมีความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งมาโดยทางความเชื่อในพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงจะไปสวรรค์ได้” เมื่อคุณมาเป็นคริสเตียน พระเจ้าทรงห่อหุ้มคุณด้วยความบริสุทธิ์ที่สุดของพระคริสต์ ตั้งแต่วินาทีนั้นจนชั่วนิรันดร์ เมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าทรงมองมาที่คุณ พระองค์จะทรงเห็นความชอบธรรมของพระคริสต์ ใน 2 โครินธ์ 5:21 เปาโลกล่าวดังนี้ว่า “พระเจ้าทรงทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” พระคริสต์เท่านั้นที่จะสามารถปลดปล่อยเราจากซาตานได้ โดยการสวมใส่ความชอบธรรมของพระองค์ พระองค์จะทรงปกป้องคุณไว้ให้พ้นจากมารร้าย (1 ยอห์น 5:18)
ความประพฤติที่ชอบธรรม?
ในขณะที่ความชอบธรรมซึ่งเราได้รับจากพระเจ้าจะช่วยให้เรามีชัยชนะเหนือซาตานอย่างสิ้นเชิง การประพฤติที่ชอบธรรมก็จะสามารถช่วยคุณให้มีชัยชนะในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทุกวัน การประพฤติที่ชอบธรรมคืออะไร? ก็คือการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์
ความปรารถนาของเปาโลก็คือ เพื่อความประพฤติที่ชอบธรรมของเขาจะได้ตรงกับฐานะความชอบธรรมของเขา เพราะท่านเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 3:14) คำภาษากรีกที่เราแปลว่า “บากบั่น” ให้ภาพของนักวิ่ง เป็นการพูดถึงความกระตือรือร้นและความพยายามมุมานะ เปาโลกำลังวิ่งแข่งขันอย่างเต็มกำลังของท่าน ท่านกำลังเกร็งกล้ามเนื้อฝ่ายวิญญาณทุกมัด ท่านกำลังแสวงหาอะไร? ก็คือเพื่อเป็นเหมือนพระคริสต์
การจะเป็นเหมือนพระคริสต์นั้นเรียกร้องการอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงตลอดชีวิต เจ. ซี. ไรลี อธิบายว่า
[คริสเตียนที่แท้จริง] ไม่มีเวลาที่จะหยุดหายใจ ไม่มีวันหยุดไม่มีการพัก ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างสัปดาห์หรือในวันอาทิตย์ ไม่ว่าจะในโลกส่วนตัวหรือในสังคม ไม่ว่าจะที่บ้านกับครอบครัวหรือกับคนทั่วไป ไม่ว่าจะในสิ่งเล็กน้อย เช่น การควบคุมคำพูดและอารมณ์ หรือสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เช่น การบริหารราชการแผ่นดิน สงครามฝ่ายวิญญาณไม่มีวันเลิกรา
ศัตรูที่เราจะต้องต่อสู้ด้วยไม่มีวันหยุด ไม่เคยสะลึมสะลือหรือหลับใหล ตราบเท่าที่เรายังหายใจอยู่ เราจะต้องสวมยุทธภัณฑ์ของเราและจะต้องจำไว้ว่าเราอยู่ในสนามรบ….
ขอให้เราใส่ใจว่าความเชื่อของเรานั้นเป็นความเชื่อที่มีจริง จริงใจ และแท้จริง สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือบางคนที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน กลับไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเขาต่อสู้ในชีวิตคริสเตียนของเขาเลย พวกเขากิน ดื่ม แต่งกาย ทำงาน พึงพอใจกับตนเอง พวกเขาหาเงิน ใช้จ่ายเงิน และใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณอย่างฉาบฉวยสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง พวกเขากลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณ ขอให้เราหันมาสำรวจดูตนเองว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น 5
ดร. ไรลี พูดถึงสงครามฝ่ายวิญญาณว่าเป็นเช่นเดียวกับการต่อสู้ภายในเพื่อความบริสุทธิ์ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์มากกว่าลักษณะของสงครามฝ่ายวิญญาณซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการเผชิญหน้าส่วนตัวกับวิญญาณชั่ว
น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สงครามฝ่ายวิญญาณดังที่ถูกกล่าวถึงกันในทุกวันนี้ กลับละเลยความบริสุทธิ์ส่วนตัว แทนที่จะแสวงหาความบริสุทธิ์ คริสเตียนหลายคนกลับสวมใส่ยุทธภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษ มีหลายคนที่เอาการสัมมนา เทคนิค และวิธีการ มาแทนยุทธภัณฑ์ฝ่ายวิญญาณ ดังที่กล่าวไว้ในเอเฟซัส 6
เทคนิคที่พวกเขาให้การสนับสนุนนั้นคล้ายคลึงกับวิธีการของพวกพ่อมดหมอผีที่ใช้กัน ดังเช่นตัวอย่างคำจำกัดความต่อไปนี้ที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมมาตรฐาน:
การมีญาณทิพย์: อำนาจหรือความสามารถในการหยั่งรู้ถึงที่หายไปหรือสิ่งที่ไม่ปรากฏแก่ตา… ความสามารถในการรับรู้เรื่องที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของการรับรู้ทั่วไป
การทำนาย: ศิลป์หรือการปฏิบัติที่แสวงหา…การค้นพบความรู้ที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้
เวทมนตร์คาถา: พลังชนิดพิเศษหรืออิทธิพลที่ดูเหมือนว่าได้รับมาจากแหล่งพลังงานที่เหนือธรรมชาติ
การเป็นสื่อกลาง: บุคคลที่ถือเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ
แม่มดหมอผี: พลังหรืออิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนว่ามีเวทมนต์ของขลัง 6
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คริสเตียนควรเข้าไปคลุกคลียุ่งเกี่ยวด้วยใช่ไหม? คนที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสงครามฝ่ายวิญญาณรู้เคล็ดลับเหล่านี้และรู้ว่าจะใช้คำพูดอย่างไรในการต่อสู้กับอำนาจมืดหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาก็เก่งเหนือไปกว่าเปาโล เพราะเห็นได้ชัดว่าเปาโลไม่ได้รู้จักวิธีการ “ผูกมัด” มารซาตาน เพราะมันได้ขัดขวางท่านไว้ (1 เธสะโลนิกา 2:18)
เพราะเหตุใดจึงมีการหลงไหลซาตานและวิญญาณชั่วเช่นนี้น่ะหรือ? ก็เพราะหลายคนนั้นยึดติดอยู่กับความเร้นลับนิยม จิตนาการ และความหลอนประสาท ผลก็คือพวกเขาทำให้ตัวเองมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการถูกหลอกลวงของผีร้ายวิญญาณชั่ว พระเยซูตรัสว่าจะมีหลายคนมาอ้างว่าพวกเขาขับผีออกและทำการอัศจรรย์หลายอย่างในนามของพระองค์ เพียงเพื่อจะถูกพระองค์ขับไล่ออกไปในท้ายที่สุดในฐานะพวกผู้สอนเทียมเท็จ (มัทธิว 7:21-23)
เราจะต้องไม่ยอมให้อะไรมาหันเหเราออกไปจากความบริสุทธิ์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นประสบกรณ์อันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติก็ตาม นี่คือการต่อสู้ที่แท้จริงที่เราจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ทำไมเราต้องปกป้องความคิดและอารมณ์ของเรา? ก็เพราะว่าซาตานทำงานเหมือนกับผู้บัญชาการกองทัพ เมื่อผู้บัญชาการกองทัพจะทำสงครามกับศัตรู สิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือส่งแนวหน้าออกไป งานของแนวหน้าก็คือสร้างฐานที่มั่น จากจุดนั้นพวกเขาก็จะแทรกซึมเข้าไปในแนวรบของข้าศึก ซาตานก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับผู้เชื่อ คือพยายามค้นหาจุดอ่อนในยุทธภัณฑ์ของผู้เชื่อ มันจะโจมตีไปยังจุดอ่อนที่มันค้นพบ
ในหนังสือคลาสสิค “คริสเตียนในเครื่องยุทธภัณฑ์” (The Christian in Complete Armour) ผู้รับใช้พิวริตัน วิลเลี่ยม เกอร์นอลล์ ได้เสนอวิธีการที่จะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ ดังนี้
หาเพื่อนคริสเตียนที่ไว้ใจได้มาเป็นผู้คอยตรวจสอบความสัตย์ซื่อ เช่นนี้จะช่วยคุณได้อย่างมากในการรักษาความประพฤติที่ดีไว้ เขาเป็นเพื่อนที่มีใจบริสุทธิ์ ผู้จะพูดกับคุณด้วยความจริงใจ
คนที่คอยมองดูอยู่จะสังเกตเห็นมากกว่าผู้ที่กำลังกระทำ ดังนั้น จึงเป็นการเหมาะสมกว่าที่เขาจะเป็นผู้ตัดสิน แทนที่จะตัดสินด้วยตัวเอง เพราะบางครั้ง การรักตัวเองจะทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่เรากระทำ เราจะไม่เห็นว่าตัวเราเองแย่อย่างที่เรากำลังเป็น และบางครั้ง เราก็ระแวงตัวเราเองมากเกินไปจนทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเองแย่กว่าที่เราเป็น
ดังนั้น เราจะต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือนี้จากเพื่อนของเรา เราจะต้องพร้อมที่จะยอมรับคำชี้แนะด้วยใจถ่อมและด้วยใจขอบคุณ คนที่ไม่สามารถรับคำตักเตือนกำลังทำร้ายตัวเอง เพราะเขาเห็นแก่ตัวที่จะฟังความจริง 7
เราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร? ก็โดยการดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์ ไม่ใช่โดยการใช้อำนาจแห่งการเผชิญหน้า ในโรม 13:12-14 เปาโลกล่าวว่า
กลางคืนล่วงไปมากแล้ว และรุ่งเข้าก็ใกล้เข้ามา ให้เราเลิกบรรดากิจการแห่งความมืด และสวมเครื่องอาวุธแห่งความสว่าง ให้เราประพฤติตัวเรียบร้อยสมกับเวลากลางวัน ไม่ใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย ไม่ใช่หยาบโลนลามก ไม่ใช่วิวาทริษยากัน แต่ท่านทั้งหลายจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้เพื่อสนองตัณหาของเนื้อหนัง
ความสว่างเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ ส่วนความมืดเป็นเครื่องหมายของความชั่ว การเลิกการกระทำของความชั่วและสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง ก็คือ การสวมเกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรมนั่นเอง จงกำจัดความชั่วออกจากชีวิตและจงชื่นชมกับความบริสุทธิ์และความชอบธรรมอันเกิดจากความสัมพันธ์สนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยการปกป้องความคิดและอารมณ์ คุณก็กำลังหยุดยั้งการโจมตีของชาตาน
แต่ถ้าปราศจากเกราะป้องกันอกแห่งการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ คุณก็จะไม่เกิดผล ความสามารถในการรับใช้พระเจ้าของคุณก็จะลดลง และพระเจ้าก็จะเสื่อมเสียเกียรติ อัครทูตยอห์นเตือนว่า “จงระวังตัวให้ดี เพื่อว่าพวกท่านจะไม่สูญเสียสิ่งที่ท่านทำมาแล้ว แต่จะได้รับบำเหน็จเต็มที่” (2 ยอห์น 8) ดังนั้น จงสวมเกราะป้องกันอกเอาไว้เสมอ