ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 3 · ฟรี

บทที่ 2: ซาตานเป็นเครื่องมือของพระเจ้า

ยืนหยัดอย่างมั่นคง · จอห์น แมคอาร์เธอร์

ผีสามารถสิงในผู้เชื่อได้หรือไม่? คนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนแนวความคิดเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณอย่างในทุกวันนี้ต่างก็คิดว่าผีเข้าสิงผู้เชื่อได้ ศาสตราจารย์ ซี. เฟรด ดิกคาสัน ได้กล่าวไว้ว่า “คริสเตียนแท้อาจถูกผีเข้าสิงได้ในระดับหนึ่งหรือถึงขนาดที่พูดด้วยเสียงแปลกๆ หรือพูดภาษาต่างประเทศ” 1

ในหนังสือเล่มต่อจากเล่มนั้น เขามักจะใช้คำว่า “ถูกผีควบคุม” (demonization) มากกว่าใช้คำว่า “ถูกผีเข้าสิง” (demon possession) เขาอธิบายว่า “การถูกผีควบคุมจะเกิดขึ้นได้เสมอ [ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์] ในขณะที่วิญญาณตนนั้นอาศัยอยู่ในมนุษย์” 2 ดังนั้น ดร.ดิกคาสัน จึงกล่าวอ้างว่า ผู้เชื่อคนหนึ่งแม้จะมีพระเจ้าเป็นเจ้าของแล้ว แต่ผีก็ยังสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเขาได้

เขายอมรับว่า เราไม่อาจจะหาข้อสนับสนุนในเรื่องนี้จากพระคัมภีร์ได้ 3 เขาได้พยายามที่จะพิสูจน์เรื่องนี้โดยได้เข้าไปสังเกตการณ์ในคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อช่วยตัดสินใจ โดยการอาศัยประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของเขาเองและของคนอื่นๆ (ซึ่งเคยสนทนากับผู้ให้คำปรึกษาและผี) เขาสรุปว่า “จากการค้นคว้าหลักฐานต่างๆ ทั้งจากพระคัมภีร์และคลินิกให้คำปรึกษา เราอาจสรุปได้ว่า คริสเตียนสามารถถูกผีเข้าได้” 4 และเขายังได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาอีกด้วยว่า “สิ่งแรกและสิ่งที่สำคัญที่สุดของผลลัพท์ในการขับผีออกก็คือ การขับไล่วิญญาณชั่วที่เคยอาศัยอยู่ในบุคคลนั้นออกไป” 5 ดิกคาสันไม่ใช่คนเดียวที่มีแนวคิดเช่นนี้ ศาสตราจารย์อีกคนหนึ่ง เมอร์รีล อังเกอร์ กล่าวไว้ว่า

ใครจะกล้าบอกว่าผีจะไม่จู่โจมชีวิตของผู้เชื่อซึ่งทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัยด้วยการทำบาปและดับพระวิญญาณด้วยการไม่เชื่อฟังพระองค์? … วิญญาณชั่ว… เข้ามาเหมือนสัตว์ร้ายที่หมอบคอยอยู่และพุ่งกระโจนเข้ามา และพร้อมที่จะเล่นงานเราในทุกขณะ เพียงแค่ผู้เชื่อล้มเหลวที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ มันก็ทำให้เขาล้มลงในความบาป ซึ่งถ้าเขาไม่สารภาพและไม่ควบคุมมัน ผลสุดท้ายก็คือเขาจะสูญเสียฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณที่ปกป้องเขาไว้จากการรุกรานของวิญญาณชั่ว 6

ข้อยกเว้นเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ของคนเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม คนที่สอนว่าวิญญาณชั่วสามารถเข้าสิงผู้เชื่อได้นั้นถูกบีบคั้นให้แสดงหลักฐานสนับสนุน จนทำให้พวกเขาต้องนำประสบการณ์ส่วนตัวมาสนับสนุนมากกว่าค้นหาจากคำสอนที่ชัดเจนจากพระวจนะของพระเจ้า

มาตรฐานในการตรวจสอบความจริง

การใช้ข้อมูลจากคลินิกให้คำปรึกษาหรือจากการพูดคุยกับวิญญาณชั่วมากกว่าคำสอนในพระคัมภีร์นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โยนาธาน เอ็ดเวิร์ด หนึ่งในนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกาเขียนอย่างถูกต้องไว้ว่า

ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณคือการเข้าใจตามพระคัมภีร์ที่ได้สอนไว้ ไม่ใช่เป็นการสร้างความหมายใหม่ การสร้างความหมายใหม่ให้กับพระคัมภีร์ก็เท่ากับการสร้างพระคัมภีร์อีกเล่มหนึ่ง มันเป็นการเพิ่มเติมพระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นเหตุให้ถูกลงโทษ (สุภาษิต 30:6) ศาสนาเทียมเท็จส่วนใหญ่ในโลกเกิดขึ้นจากการนำเอาประสบการณ์และข้อสังเกตผิด ๆ ที่พวกเขาได้ก่อขึ้น คำสอนต่าง ๆ นอกเหนือไปจากพระคัมภีร์เต็มไปด้วยสิ่งที่กล่าวมานี้ ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนหลงใหล เพราะซาตานสามารถปลอมเป็นทูตของความสว่างเพื่อหลอกลวงประชาชนและบิดเบือนความจริงของพระคัมภีร์ได้ ผู้นำคริสตจักรจะต้องยืนหยัดต่อต้านการล่อลวงเหล่านี้ 7

พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นแหล่งแห่งความจริงเกี่ยวกับซาตานและวิญญาณชั่วของเรา ดร. ชาร์ลส์ ฮอดจ์ ได้กล่าวเตือนอย่างถูกต้องไว้ว่า

ไม่มีการเรียนรู้ใดหรือความสามารถพิเศษใด หรือแม้แต่แรงบันดาลใจใดๆ ที่จะสามารถโต้แย้งความจริงซึ่งบรรดาคนที่ได้การดลใจจากพระเจ้าได้เป็นพยานเอาไว้ นี่คือมาตรฐานที่จะใช้ตรวจสอบคำสอน หากแม้ทูตสวรรค์สอนต่างไปจากสิ่งที่กล่าวไว้ในพระวจนะของพระเจ้า ก็จะถูกแช่งสาป (กาลาเทีย 1:8) เราต้องขอบคุณพระเจ้าที่เรามีมาตรฐานไว้ใช้เพื่อทดสอบว่าวิญญาณนั้น ๆ มาจากพระเจ้าหรือไม่ 8

พระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นมาตรฐานในการตรวจสอบความจริงกล่าวว่าอย่างไร? ผีสามารถเข้าสิงผู้เชื่อที่มีความเชื่ออย่างแท้จริงได้หรือไม่? มันสามารถเดินผ่านประตูเข้ามาและกลายเป็นสัตว์ที่หมอบอยู่ได้หรือไม่? ผู้สนับสนุนแนวความคิดการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้จะตอบว่า “ได้” แต่คำตอบของพวกเขานั้นตั้งอยู่บนประสบการณ์ของพวกเขาเอง ไม่ใช่จากพระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างเช่นนี้ไม่มีมูลฐานอันสมเหตุสมผล

ไม่มีตัวอย่างในพระคัมภีร์ที่ชัดเจนว่าผู้เชื่อแท้สามารถถูกผีเข้าหรือถูกร้าวรานได้ จดหมายฝากในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ไม่เคยเตือนผู้เชื่อให้ระวังการถูกผีเข้าสิง ทั้งยังไม่พบว่ามีใครที่ขับผีออกจากผู้เชื่อ ในจดหมายฝากไม่เคยสั่งให้ผู้เชื่อขับผี ไม่ว่าจะเป็นการขับออกจากผู้เชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ พระเยซูคริสต์และเหล่าอัครทูตเท่านั้นที่เคยขับผีออก แต่ทุกๆ ครั้งเป็นการขับผีที่เข้าสิงในคนที่ไม่เชื่อ

คำสอนโดยสรุปจากพระคัมภีร์คือ พระคัมภีร์สอนว่าผีไม่สามารถเข้าสิงผู้เชื่อที่แท้จริงได้ เราจะพบตัวอย่างที่ชัดเจนใน 2 โครินธ์ 6 ที่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่อาจอยู่ร่วมกับผีวิญญาณชั่วได้

“พระคริสต์กับเบลีอัลจะไปด้วยกันได้อย่างไร? หรือคนที่เชื่อจะมีส่วนอะไรกับคนที่ไม่เชื่อ? วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพ? เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา” (ข้อ 15-16)

ในโคโลสี 1:13 เปาโลกล่าวว่า พระเจ้า “ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และทรงย้ายเราเข้ามาไว้ในอาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์” ความรอดนำมาซึ่งการปลดปล่อยอย่างแท้จริงและการปกป้องจากมารซาตาน ในโรม 8:37 เปาโลกล่าวว่าเรามีชัยชนะอย่างเหลือล้นโดยพระเยซูคริสต์ ใน 1 โครินธ์ 15:57 ท่านกล่าวว่าพระเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะให้แก่เรา ใน 2 โครินธ์ 2:14 ท่านกล่าวว่าพระเจ้าทรงนำเราให้มีชัยชนะเสมอ ใน 1 ยอห์น 2:13 ยอห์นกล่าวว่าเราได้ชนะมารร้ายแล้ว และใน 4:4 ท่านได้กล่าวว่า พระวิญญาณที่ประทับอยู่ในเราเป็นใหญ่กว่าซาตาน ในเมื่อความจริงจากพระวจนะของพระเจ้ากล่าวอย่างชัดเจนเช่นนี้ แล้วผีจะเข้าสิงผู้เชื่อที่แท้จริงได้อย่างไร

ความหมายที่แท้จริงของการกลับใจเชื่อ

ผู้นำจำนวนมากที่เป็นเสียงของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ด่วนแสดงความดีใจเมื่อมีใครรับเชื่อ โดยถือว่าเขาคนนั้นได้รับความรอดแล้ว นี่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อแบบง่ายดายกำลังครอบงำคนในรุ่นเรา

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำสอนของการกลับใจเชื่อตามหลักพระคัมภีร์อย่างละเอียดนั้นเป็นที่ชัดเจนว่า ผีหรือวิญญาณชั่วไม่สามารถเข้าสิงหรือมีอิทธิพลต่อผู้เชื่อ โยนาธาน เอ็ดเวิร์ด ได้เขียนถึงการกลับใจเชื่อไว้ว่า

พระคัมภีร์อธิบายถึงการกลับใจเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่เป็นอยู่คือ เป็นการบังเกิดอีกครั้งหนึ่ง การเป็นคนใหม่ การเป็นขึ้นมาจากความตาย การได้รับการสร้างความคิดจิตใจเสียใหม่ การตายต่อบาปและดำเนินชีวิตอย่างผู้ชอบธรรม การทิ้งตัวเก่าและสวมใส่สภาพใหม่ การเข้าส่วนในธรรมชาติของพระเจ้า และอีกมากมาย

คนที่คิดว่าตนเองกลับใจเชื่อแล้วแต่ไม่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเลยนั้น ความเชื่อของเขาก็ไร้ค่า แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม การกลับใจเชื่อคือ การหันกลับจากความบาปมาหาพระเจ้า แน่นอน พระเจ้าสามารถหยุดยั้งคนที่ยังไม่ได้กลับใจเชื่อไม่ให้ทำบาปได้ แต่คนที่กลับใจเชื่อแล้วจะหันจิตใจและธรรมชาติของเขาจากความบาปไปสู่ความบริสุทธิ์ คนที่กลับใจเชื่อแล้วจะเป็นศัตรูของบาป

แล้วเราจะทำอย่างไรกับคนที่กล่าวว่าเขามีประสบการณ์ในการกลับใจเชื่อแล้ว แต่ความเชื่อตามศาสนาอารมณ์ความรู้สึกของเขากำลังตายไป ปล่อยเขาให้เป็นคนเดิมอย่างที่เคยเป็นล่ะ? ดูเหมือนเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัว หลงระเริงอยู่กับโลกียวิสัย ประพฤติผิดศีลธรรม และไม่มีลักษณะชีวิตคริสเตียนเหมือนอย่างที่เขาเคยเป็น ถ้อยคำเหล่านี้จะวิเคราะห์ชีวิตของเขาได้ดีกว่าประสบการณ์ใด ๆ ที่เขามี

ในพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ว่าจะเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัต ไม่ว่าจะมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนหรือเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะมีคำพยานที่น่าตื่นเต้นหรือไม่ค่อยมีคำพยาน ทุกอย่างล้วนไม่มีความหมายทั้งสิ้น สิ่งเดียวเท่านั้นที่มีความหมายคือ การถูกสร้างใหม่ 9

ในมัทธิว 12 พระเยซูทรงตำหนิบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์เพียงเพราะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ว่า

“เมื่อผีโสโครกออกมาจากใครแล้ว มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก แต่เมื่อไม่พบ มันจึงกล่าวว่า “ข้าจะกลับไปที่บ้านของข้า ที่ข้าจากมานั้น” และเมื่อมาถึงก็พบว่าบ้านนั้นว่าง ถูกปัดกวาดและจัดเป็นระเบียบ มันจึงไปพาผีอื่นอีกเจ็ดตัวที่ร้ายกว่าตัวมันเองเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น แล้วในที่สุดคนนั้นก็ตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายกว่าตอนแรก คนในยุคชั่วร้ายนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น” (ข้อ 43-45)

แทนที่พระเยซูจะตอบสนองความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระองค์กลับตรัสถึงความรอดซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา มีหลายคนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบ แต่ในความเป็นจริง เขายังไม่ได้ไว้วางใจพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย จิตวิญญาณของเขาก็ยังอยู่ในสภาพ “ว่างเปล่า” นั่นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้ทรงสถิตอยู่ในชีวิตของเขา นั่นก็หมายความว่าเขากำลังเปิดใจคอยต้อนรับการเข้ามาของวิญญาณชั่ว เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่ร่างกายของเขาเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (อ้างอิง 2 โครินธ์ 6:16)

ตามที่กล่าวไว้ใน 1 เปโตร 1:5 เมื่อพระคริสต์ทรงครอบครองอยู่ในชีวิตของผู้ใด ผู้นั้นก็จะได้รับการปกป้องไว้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ผลก็คือ “มารร้ายไม่แตะต้องเขา” (1 ยอห์น 5:18) เมื่อพระวิญญาณประทับอยู่ในชีวิตของใคร วิญญาณร้ายก็ไม่อาจบุกรุกชีวิตของคนนั้นได้ การที่มีวิญญาณชั่วสิงอยู่แสดงให้เห็นว่าคนนั้นยังไม่ได้รับความรอด

ทุกสิ่งเพื่อผลดี

แม้ว่าซาตานจะไม่สามารถเข้าสิงผู้เชื่อได้ แต่บางครั้งพระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มันใช้สภาพแวดล้อมเลวร้ายเพื่อทำให้คริสเตียนทุกข์ยากลำบากทางเนื้อหนัง เราไม่ทราบเหตุผลจริง ๆ ว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น แต่เราทราบว่าพระเจ้าสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ได้ ความทุกข์ยากลำบากทุกอย่างในชีวิตของเราจะก่อให้เกิดผลดีต่อตัวเราเอง (โรม 8:28) ให้เราดูตัวอย่างจากพระคัมภีร์ว่านี่เป็นไปได้อย่างไร

การยืนหยัดของโยบ

พระธรรมโยบเป็นภาพคำอธิบายที่ยอดเยี่ยมว่า ทำไมบางครั้งพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ซาตานนำความเดือดร้อนมาถึงคนของพระองค์ พระธรรมโยบทำให้เราได้เห็นถึงบทสนทนาสำคัญระหว่างพระเจ้าและซาตานในสวรรค์

พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย?” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ? พระองค์ไม่ได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา ครอบครัวของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ? พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และฝูงปศุสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน แต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด ทุกสิ่งที่เขามี ก็อยู่ในมือของเจ้า เพียงแต่อย่ายื่นมือแตะต้องตัวเขา” ซาตานจึงออกไปจากเบื้องพระพักตร์พระยาห์เวห์ (โยบ 1:7-12)

โยบเป็นคนชอบธรรมซึ่งพระเจ้าทรงอวยพรท่านด้วยทรัพย์สมบัติอันมั่งคั่ง คือ แกะ 7,000 ตัว อูฐ 3,000 ตัว วัว 500 คู่ ลา 500 ตัว และคนใช้จำนวนมากมาย ตามที่บันทึกไว้ในข้อที่ 3 “ชายผู้นี้จึงมั่งคั่งที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก”

ซาตานได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าบนสวรรค์และกล่าวหาโยบว่ารับใช้พระเจ้าด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัว เพราะเขาได้รับการปกป้องและได้รับความเจริญรุ่งเรือง ซาตานท้าทายพระเจ้าให้นำบรรดาพระพรของพระองค์ออกจากชีวิตของโยบชั่วคราว มันหวังว่าสิ่งนี้จะพิสูจน์ให้เห็นธาตุแท้ของโยบ พระเจ้าทรงยอมรับคำท้านี้ และพระองค์ทรงอนุญาตให้ซาตานนำความเดือดร้อนมาถึงโยบ พระองค์ยอมให้ซาตานทำลายทรัพย์สมบัติของโยบ แต่พระองค์ห้ามไม่ให้มันทำอันตรายต่อตัวโยบ

ไม่นานนักความวิบัติก็เกิดขึ้น มีลูกไฟตกลงมาจากท้องฟ้าและทำลายชีวิตแกะของโยบ มีโจรมาปล้นอูฐของเขาไป คนใช้ทุกคนถูกฆ่าเหลือคนเดียวที่หนีรอดมาได้ ซาตานจบการทำลายโยบด้วยหมัดเด็ดของมันคือขณะที่ลูก ๆ ของโยบนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน “และดูเถิด มีพายุข้ามถิ่นทุรกันดารมาปะทะบ้านทั้งสี่มุมจนพังลงทับคนหนุ่มสาว และพวกเขาก็ตาย” (โยบ 1:19) มันเป็นหายนะสุดรุนแรงพอที่จะทำลายความเชื่อของโยบได้

แต่โยบไม่ได้ตอบสนองอย่างที่ซาตานหวังไว้ และยิ่งไปกว่านั้น พระคัมภีร์กล่าวว่า “แล้วโยบก็ลุกขึ้น ฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึงดินนมัสการ ท่านว่า “ข้ามาจากครรภ์มารดาตัวเปล่า และข้าจะกลับไปตัวเปล่า พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์ ในเหตุการณ์นี้ทั้งสิ้น โยบไม่ได้ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้า” (ข้อ 20-22) โยบกราบลงนมัสการพระเจ้า ยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงต้องได้รับความทุกข์ทรมาน

เจ. ไอ. แพคเกอร์ เขียนไว้ว่า

เหตุผลที่พระเจ้าทรงให้ชีวิตของเราประสบกับความยุ่งยากและความยุ่งเหยิงครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพื่อให้เราได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพระองค์ สาเหตุที่พระคัมภีร์กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังอันเข้มแข็ง เป็นผู้ปกป้องที่มั่นคง เป็นที่ลี้ภัย และเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือสำหรับคนที่อ่อนแอ ก็เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เวลาอย่างมากที่ช่วยให้เรารู้ว่าเราเป็นคนที่อ่อนแอทั้งทางด้านจิตใจและด้านศีลธรรม และพระองค์ไม่ต้องการให้เราวางใจตัวเราเองในการแสวงหาหนทางที่ถูกต้อง…พระเจ้าต้องการให้เรารู้สึกว่า วิถีชีวิตของเราช่างมีแต่ความยุ่งยากและความยุ่งเหยิง เพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงกระทำให้เราละความมั่นใจในตัวเอง แล้วมาไว้วางใจในพระองค์ 10

แต่ซาตานยังไม่ยอมแพ้:

และอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเหล่าทูตสวรรค์มารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ ซาตานได้มาในหมู่เขา เพื่อรายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ด้วย… “และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย? เขายังยึดมั่นในความซื่อสัตย์ของเขาอยู่ ถึงแม้เจ้าชวนเราให้ต่อสู้กับเขาเพื่อทำลายเขาโดยไม่มีเหตุ” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “หนังแทนหนัง คนย่อมให้ทุกอย่างที่เขามีอยู่แทนชีวิตของเขา แต่บัดนี้ขอเหยียดพระหัตถ์แตะต้องกระดูกและเนื้อของเขา แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น” ซาตานจึงออกไปจากเบื้องพระพักตร์พระยาห์เวห์ และทำให้โยบเป็นฝีร้าย ตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่อม” (โยบ 2:1, 3-7)

ซาตานกล่าวหาโยบว่าที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าก็เพราะพระองค์ยังทรงปกป้องสุขภาพของเขาอยู่ อีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานนำความเดือดร้อนมาสู่โยบ แต่ห้ามไม่ให้เอาชีวิตของโยบไป ซาตานจึงทำให้โยบเป็นฝีร้ายตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่อม (ข้อ 7) สภาพของโยบนั้นน่าสงสารมากจนทำให้ภรรยาของเขาแช่งด่าพระเจ้า แต่โยบไม่ได้ทำเช่นนั้น (ข้อ 10)

โยบยังคงไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงได้รับความทุกข์ทรมาน เขาร้องออกมาว่า “โอ ข้าอยากทราบว่าจะพบพระองค์ได้ที่ไหน เพื่อข้าจะมาถึงที่ประทับของพระองค์ ข้าจะยื่นคดีของข้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และบรรจุข้อโต้แย้งให้เต็มปากข้า” (โยบ 23:3-4) แต่สวรรค์นิ่งเงียบ โยบไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้นระหว่างพระเจ้าและซาตาน ในภายหลังพระเจ้าได้ตรัสตอบเขาออกมาจากพายุ แต่โยบก็ยังคงไม่เข้าใจเหตุผลอยู่ดีว่าทำไมเขาจึงต้องได้รับความทุกข์ทรมาน

รูปแบบของการให้คำปรึกษาในทุกวันนี้ คงจะแนะนำโยบให้พูดว่า “ซาตาน เราขอผูกมัดเจ้า” แม้ว่าโยบจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ได้รับการเลือกสรรมาเป็นพิเศษ แต่ความทุกข์ของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระองค์ และมันเป็นอย่างเดียวกันนี้กับคนจำนวนมากมายที่ได้รับความทุกข์ยากอยู่ในทุกวันนี้ด้วย บรรดา “ผู้เชี่ยวชาญ” ของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้สามารถบรรลุถึงพระประสงค์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและต่อว่าซาตานได้หรือไม่? แน่นอนว่าทำไม่ได้

ความเดือดร้อนที่เกิดจากซาตานสามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้เชื่อได้หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” โยบเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น และพบว่าตนเองเป็นคนบาป (โยบ 40:4-5) เขายังได้เรียนรู้ที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้าไม่ว่าจะต้องสูญเสียมากขนาดไหน (42:2-6) กรีสัน อาร์เชอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสืออรรถาธิบายพระคัมภีร์พระธรรมโยบไว้ว่า

พระธรรมโยบชี้ให้เราได้เห็นว่า โดยการยอมจำนนต่อความทุกข์ยากทุกอย่างที่โยบได้รับ ทำให้พระประสงค์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จ โยบได้รับเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าได้ทรงเลือกเขาไว้เป็นพิเศษเพื่อสาธิตให้เห็นถึงการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้า ซาตานได้ท้าทายพระเจ้าให้ทดสอบว่าความเอาจริงเอาจังของโยบขึ้นอยู่กับสิ่งของเท่านั้น….

มันเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่สำหรับโยบที่ได้รับการทรงเลือกเพื่อพิสูจน์ว่าซาตานเป็นฝ่ายผิดในเรื่องที่สำคัญเรื่องนี้ ถ้าโยบรู้ล่วงหน้าว่าประสบการณ์ทุกข์ทรมานที่เขาได้รับจะทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ มันก็คงง่ายสำหรับโยบที่จะยอมรับความทุกข์อย่างเต็มใจและด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าเขารู้ตัวมาก่อน การทดสอบก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ทำไมนะหรือ ก็เพราะว่ามันจำเป็นที่ผู้ซึ่งได้รับความทุกข์ทรมานจะต้องไว้วางใจพระเจ้าและยอมจำนนต่อพระองค์ทุกประการ แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมพระเจ้าจึงปล่อยเขาไว้ในอุ้งมือของซาตาน 11

คุณอาจจะกำลังทนทุกข์หรือรู้จักใครบางคนที่กำลังได้รับความทุกข์ยาก แต่คุณก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทำไม การดูตัวอย่างของโยบจะทำให้คุณจะได้รับการเล้าโลมใจ กำลังใจ และความหวัง อัครทูตเปโตรได้เขียนไว้ว่า “ดังนั้นขอให้คนทั้งหลายที่ทนทุกข์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ฝากวิญญาณจิตของตนไว้กับพระผู้สร้าง ผู้ซื่อสัตย์ และทำดีต่อไป” (1 เปโตร 4:19) ขอพระเจ้าทรงโปรดช่วยเราในการเสริมสร้างทัศนคติของชีวิต

หนามของเปาโล

พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานนำความเดือดร้อนมาถึงเปาโลด้วยเช่นกัน เปาโลได้รับนิมิตเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์ในสามโอกาส เห็นได้ชัดว่าเปาโลได้ต่อสู้กับความโอ้อวด ท่านกล่าวว่า “และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป เนื่องจากการสำแดงอันยิ่งใหญ่ ก็ทรงให้มีหนามในเนื้อของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นทูตของซาตานที่คอยโบยตีข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะไม่ยกตัวเกินไป” (2 โครินธ์ 12:7)

เปาโลมีหนามในกายของเขา มีหลายคนได้ให้ความเห็นว่าหนามนี้คืออะไร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวของเปาโล การข่มเหง รูปร่างกายภาพของเปาโล โรคลมบ้าหมู มาเลเรีย หรือปัญหาสายตา หนามนี้คืออะไร? เราไม่รู้จริงๆ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันก็ทำให้เปาโลเจ็บปวด เนื่องจากความทุกข์ทรมานจากหนามนี้ เปาโลได้อธิษฐานถึงสามครั้งเพื่อขอพระเจ้านำมันออกไป (ข้อ 8) 

ขอให้สังเกตว่าเปาโลไม่ได้พยายามผูกมัด ตำหนิ หรือขับไล่ผีมารตัวนี้ออกไป ท่านเพียงแต่อธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้เอามันออกไป แน่นอนพระเจ้าสามารถทำตามที่เปาโลอธิษฐานได้ แต่พระองค์เลือกที่จะไม่ทำ (ข้อ 9) เจอร์รี บริดเจส ได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่า

ด้วยพระสติปัญญาอันล้ำลึกของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าความทุกข์ทรมานแบบไหนที่จะทำให้เราเติบโตมากยิ่งขึ้นเพื่อจะมีลักษณะเหมือนพระบุตรของพระองค์ พระองค์ไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรจำเป็นสำหรับเรา แต่พระองค์ทรงรู้ด้วยว่าเมื่อไรที่เราจำเป็นและมันจะเกิดขึ้นอย่างไรจึงจะเป็นผลดีต่อชีวิตของเรา พระองค์เป็นพระอาจารย์ที่ดีเลิศ เป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม การฝึกวินัยของพระองค์เหมาะสมกับความจำเป็นของเราเสมอ พระองค์ไม่เคยฝึกสอนเรามากจนเกินไปโดยการยอมให้มีความทุกข์เกิดขึ้นมากในชีวิตของเรา 12

เปาโลเต็มใจยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของตน “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะอวดบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้ามากขึ้นด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพื่อว่าฤทธานุภาพของพระคริสต์จะอยู่ในข้าพเจ้า เพราะเหตุนี้ เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงพอใจในบรรดาความอ่อนแอ ในการถูกเยาะเย้ยต่างๆ ในความลำบาก ในการถูกข่มเหง ในเหตุวิบัติต่างๆ เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะเข้มแข็งมากเมื่อนั้น” (ข้อ 9-10)

ถ้าเป็นไปได้ที่จะเอาหนามนี้ออกจากเนื้อหนังโดยการกล่าวว่า “ทูตของซาตาน เราขอผูกมัดเข้า” แผนการของพระเจ้าก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ ในตอนท้ายเปาโลชื่นใจในบรรดาความทุกข์ของท่าน เพราะว่ามันช่วยให้ท่านเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ

การฝัดร่อนของเปโตร

ในลูกา 22:31-32 พระคริสต์ตรัสกับเปโตรว่า “ซาตานได้ขอพวกท่านไว้ เพื่อจะฝัดร่อนเหมือนฝัดข้าวสาลี แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะได้ไม่ขาด และเมื่อท่านได้หันกลับแล้ว จงชูกำลังพี่น้องทั้งหลายของท่าน”

ซาตานต้องการเปโตรเพราะว่าเขาเป็นบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาคริสตจักรในยุคแรก เมื่อเปโตรได้ยินว่าซาตานต้องการท่าน ท่านตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์พร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ ถึงจะต้องติดคุกหรือตายก็ดี” (ข้อ 33) ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน เปโตรปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง หลังจากนั้นเขา “ก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์นัก” (ข้อ 62) นั่นเป็นเครื่องหมายของการกลับใจเชื่อและการกลับคืนดีกับพระเจ้า

เปโตรได้เรียนรู้อะไรจากการฝัดร่อนของซาตานน่ะหรือ? ก็คือท่านจะยืนอยู่ด้วยกำลังของตนเองไม่ได้ และเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเป็นภาชนะที่มีประโยชน์มากสำหรับพระเจ้า เพราะพระเยซูตรัสสั่งให้ท่านชูกำลังคนอื่นหลังจากที่ท่านกลับใจ (ข้อ 32) เปโตรรู้ดีถึงคุณค่าของกระบวนการกลั่นกรอง เพราะว่าหลายปีหลังจากนั้นท่านได้เขียนจดหมายถึงผู้เชื่อที่ถูกข่มเหงว่า

ในสิ่งนี้พวกท่านชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จำเป็นที่พวกท่านต้องทนทุกข์ในการทดลองต่างๆ นานาชั่วระยะหนึ่ง เพื่อการทดสอบความเชื่อของพวกท่าน (อันล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำที่แม้ว่าจะเสื่อมสลายไปได้ก็ยังถูกทดสอบด้วยไฟ) จะนำไปสู่การสรรเสริญ ศักดิ์ศรี และเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ (1 เปโตร 1:6-7)

พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ยากที่เกิดจากซาตานเพื่อประโยชน์ฝ่ายวิญญาณของโยบ เปาโล และเปโตร พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้ออกคำสั่ง ต่อว่า หรือผูกมัดซาตานเลย เพราะว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นไม่ได้เป็นงานของซาตาน แต่เพื่อให้สำเร็จตามพระประสงค์อันสูงสุดของพระเจ้า เราเองก็ไม่ควรจะมีท่าทีที่แตกต่างไปจากนี้

การพิพากษาของพระเจ้า

บางครั้งพระประสงค์ของพระเจ้าไม่ได้อ่อนโยนขนาดนั้น พระคัมภีร์เปิดเผยให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงมอบผู้คนไว้ในมือของซาตานเพื่อลงโทษความบาปและความไม่เชื่อฟังของพวกเขา ขอให้พิจารณาตัวอย่างสองสามเรื่องต่อไปนี้

ความทุกข์ทรมานของซาอูล

พระคัมภีร์บอกเราว่า “วิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็ทรมานซาอูล” (1 ซามูเอล 16:14) ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเป็นวิญญาณชั่ว หรือวิญญาณชั่วเข้าสิงในพระเจ้า แต่หมายความว่าซาอูลได้รับการทรมานจากวิญญาณชั่วซึ่งได้รับอนุญาตจากพระเจ้าแล้ว ซาตานและสมุนของมันไม่อาจทำอะไรได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า

ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้วิญญาณชั่วทรมานซาอูลล่ะ? ก็เพราะซาอูลต้องการทำตามวิธีการของตนเองแทนที่จะทำตามวิธีการของพระเจ้า ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้เกิดขึ้นใน 1 ซามูเอล 13 ผู้เผยพระวจนะซามูเอลสั่งให้ซาอูลรอเจ็ดวัน เพื่อท่านจะได้เดินทางมาถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าที่กิลกาล และจะได้บอกซาอูลถึงสงครามกับชนชาติฟิลิสเตีย แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่เจ็ดซามูเอลก็ยังไม่ยอมมา บางทีซามูเอลอาจต้องการทดสอบซาอูลว่าเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าหรือไม่ จะเห็นได้ว่า ในขณะที่เขารอคอยอยู่นั้น ซาอูลไม่ได้แสวงหาการทรงนำของพระเจ้าจากพระคัมภีร์หรือจากการอธิษฐานเลย

จากนั้นเกิดอะไรขึ้น? ซาอูลถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง (ข้อ 9-10) นั่นเป็นความบาปที่รุนแรงมาก เพราะว่าคนที่ถูกเลือกเป็นพิเศษเท่านั้นที่จะสามารถปรนนิบัติในฐานะของปุโรหิตได้ (กันดารวิถี 16:40; 18:1-7) เมื่อซาอูลถวายเครื่องบูชาเสร็จ ซามูเอลก็เดินทางมาถึง และคำสนทนาของพวกเขาเป็น ดังนี้

ซามูเอลทูลว่า “ท่านได้ทำอะไรไปแล้วนี่?”

และซาอูลตรัสตอบว่า “เมื่อข้าพเจ้าเห็นประชาชนแตกกระจายไปจากข้าพเจ้า และท่านก็ไม่ได้มาภายในวันที่กำหนดไว้ และพวกฟิลิสเตียก็ชุมนุมกันที่มิคมาช ข้าพเจ้าจึงว่า “บัดนี้ พวกฟิลิสเตียจะยกมารบกับข้าพเจ้าที่กิลกาล และข้าพเจ้ายังไม่ได้ทูลวิงวอนเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์” ข้าพเจ้าจึงบังคับตัวเองขึ้นไปถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัว”

และซามูเอลทูลซาอูลว่า “ท่านได้ทำการที่โง่เขลา ท่านไม่ได้รักษาพระบัญชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้ เพราะพระยาห์เวห์จะได้ทรงสถาปนาราชอาณาจักรของท่านเหนืออิสราเอลตลอดไป แต่บัดนี้ราชอาณาจักรของท่านจะไม่ยั่งยืน พระยาห์เวห์ทรงหาชายอีกคนหนึ่งตามชอบพระทัยพระองค์แล้ว และพระยาห์เวห์ทรงแต่งตั้งชายผู้นั้นให้เป็นเจ้านายเหนือชนชาติของพระองค์ เพราะท่านไม่ได้รักษาสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาท่านไว้” (1 ซามูเอล 13:11-14)

เพราะว่าซาอูลแก้ตัวในความบาปที่เขาได้ทำไปแทนที่จะกลับใจ ราชอาณาจักรของเขาจึงตกไปเป็นของดาวิด

วิญญาณชั่วทรมานซาอูลอย่างไร? โดยการที่ซาอูลอยากเห็นดาวิดตาย ดาวิดได้รับการเจิมตั้งเพื่อทำพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงมอบหมายให้ (16:13) ตั้งแต่เวลาที่พระวิญญาณของพระเจ้าพรากไปจากซาอูล (ข้อ 14) เขาก็สูญเสียทั้งความปรารถนาและความสามารถในการเป็นกษัตริย์ที่ดี ผลก็คือประชาชนนิยมชมชอบดาวิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน 1 ซามูเอล 18:6-9 ผู้เขียนพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวว่า

เมื่อพวกเขากำลังกลับเข้ามา ดาวิดก็กลับจากการฆ่าคนฟิลิสเตีย พวกผู้หญิงก็ออกมาจากเมืองทั้งหมดของอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชาซาอูลด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดนตรี และพวกผู้หญิงร้องรับเมื่อเต้นรำกันว่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” ซาอูลกริ้วยิ่งนัก คำที่ร้องนี้ไม่เป็นที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า “พวกเขายกย่องดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็นพันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า” ซาอูลก็ทรงจับตาดูดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป

ซาอูลอิจฉาดาวิด และเขารู้สึกเจ็บปวดที่รู้ว่าพระเจ้าทรงอวยพรชีวิตของดาวิดให้มีตำแหน่งเท่าเทียมกับพระองค์

เรื่องดำเนินต่อไปว่า

ในวันต่อมาวิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิงซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้ออยู่ในวังของพระองค์ ดาวิดก็กำลังดีดพิณอย่างที่เขาเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูลทรงถือหอกอยู่ และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยทรงนึกว่า “ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย” แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึงสองครั้ง

ซาอูลก็ทรงกลัวดาวิด เพราะว่าพระยาห์เวห์สถิตกับเขา แต่ได้ทรงละจากซาอูลแล้ว (ข้อ 10-12)

ดาวิดได้รับใช้อยู่ในวังของซาอูล เมื่อวิญญาณชั่วเข้าสิงซาอูล เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ดาวิดจะต้องช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของซาอูลด้วยการเล่นดนตรีถวาย แต่ด้วยอิทธิพลของวิญญาณชั่ว ซาอูลได้พุ่งหอกใส่ดาวิดโดยหวังว่าจะสำเร็จ ตามความปรารถนาชั่วของตนเพื่อจัดการดาวิดเสีย

เรื่องราวของซาอูลดำเนินจากจุดที่แย่ไปจนถึงจุดที่แย่ที่สุด ซาอูลไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ซาอูลเปลือยกายและนอนหลับอยู่บนพื้น (19:22-24) และไปขอให้คนทรงเรียกวิญญาณของคนตายมาพูดคุยด้วย (28:7-20) จนในท้ายที่สุด พระองค์ก็ทรงฆ่าตัวตาย

บางทีคุณอาจสงสัยและถามว่า “ซาอูลเป็นตัวอย่างของผู้เชื่อที่ถูกผีเข้าไม่ใช่หรือ?” ไม่ใช่เลย คำถามที่ว่าซาอูลเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่นักศึกษาพระคัมภีร์โต้เถียงกันอยู่ ทางที่ดีที่สุดซึ่งเราอาจจะพูดได้ก็คือ พระคัมภีร์กล่าวถึงบั้นปลายของซาอูลเป็นสองนัย ยิ่งกว่านั้น เมื่อซาอูลมีปัญหาและตกอยู่ใต้อิทธิพลของวิญญาณชั่ว ไม่มีอะไรยืนยันว่าซาอูลถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง เขาไม่อาจถูกอ้างเป็นอ้างข้อพิสูจน์จากพระคัมภีร์ได้ว่าวิญญาณชั่วสามารถเข้าสิงผู้เชื่อได้ พระเจ้าทรงมอบซาอูลไว้ในมือของซาตานเพื่อพิพากษาความบาปของเขา

ยูดาสผู้ทรยศ

บนห้องชั้นบนก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงบนไม้กางเขน พระเยซูได้บอกกับสาวกของพระองค์ว่าจะมีสาวกคนหนึ่งที่ทรยศพระองค์ (ยอห์น 13:21) เมื่อสาวกทูลขอให้พระเยซูบอกถึงลักษณะของคนที่จะทรยศพระองค์ พระเยซูตอบว่า

“เป็นคนที่เราจะเอาขนมปังนี้จิ้มส่งให้” เมื่อพระองค์ทรงเอาขนมปังนั้นจิ้มแล้วก็ทรงยื่นให้กับยูดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอท เมื่อยูดาสกินขนมปังนั้นแล้ว ซาตานก็เข้าไปสิงในตัวเขา พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจะทำอะไรก็จงทำเร็วๆ” (ข้อ 26-27)

ยูดาสได้อยู่กับพระเยซูมาเป็นเวลาสามปี เขาได้เห็นการงานที่พระเยซูทำและได้ฟังคำสอนของพระองค์ เขารู้ถึงความสมบูรณ์และฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ แต่ปฏิเสธที่จะกลับใจและเชื่อในพระคริสต์เพื่อรับความรอด ดังนั้น พระเจ้าจึงมอบเข้าไว้กับซาตาน ข้อพระคัมภีร์ตอนเดียวกันในพระธรรมลูกากล่าวว่า

ซาตานเข้าดลใจยูดาสที่เรียกว่าอิสคาริโอทซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน ยูดาสไปปรึกษากับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกนายทหารรักษาพระวิหารว่าจะมอบพระองค์ให้กับพวกเขาด้วยวิธีใด พวกเขาดีใจและสัญญากับยูดาสว่าจะให้เงิน (ลูกา 22:3-5)

ด้วยอิทธิพลของซาตาน ทำให้ยูดาสขายพระเยซู

ซาตานได้ให้ยูดาสเป็นเครื่องมือด้วยการดลใจให้ยูดาสคิดทรยศและเร่งเร้าให้เขาทรยศ นี่เป็นการครอบครองทางความคิด คือซาตานเข้าควบคุมความคิด จิตใจและความตั้งใจ “ ซาตานเข้าสิงในใจ” ยูดาส ไม่ได้เป็นเรื่องของการถูกบีบบังคับ แต่เป็นเหมือนกับการที่เรายอมเป็นทาสของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอย่างเต็มใจ 13

ผลบั้นปลายในชีวิตของยูดาสก็เหมือนกับของซาอูลคือ เขาฆ่าตัวตาย

การผิดประเวณีของชาวโครินธ์

พระเจ้าทรงใช้ซาตานเป็นเครื่องมือในการพิพากษาคนของพระองค์ในคริสตจักรหรือไม่? แน่นอน พระองค์ทรงใช้เปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรเมืองโครินธ์ว่า “มีเรื่องที่ได้ยินมากับหูว่า ในพวกท่านมีการผิดประเวณี และแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีการผิดประเวณีเช่นนี้ คือคนหนึ่งได้เอาภรรยาของบิดามาเป็นเมีย” (1 โครินธ์ 5:1) “ภรรยาของบิดา” อาจจะหมายถึงแม่เลี้ยง ไม่ใช่แม่จริง ๆ ของเขา แต่ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดในสายพระเนตรของพระเจ้า (เลวีนิติ 18:7-8)

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อสำหรับชาวโครินธ์ แทนที่พวกเขาจะรู้สึกโศกเศร้ากับสถานการณ์ที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้ พวกเขากลับอวดอ้างตัวเอง (ข้อ 2) เปาโลตอบสนองด้วยคำตักเตือนว่า “พวกท่านจงมอบคนเช่นนี้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนัง เพื่อจิตวิญญาณของเขาจะได้รับความรอด ในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 5)

การมอบไว้กับซาตานหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าให้คนที่ทำผิดออกไปจากคริสตจักร คือ ตัดคนนั้นออกจากการปกป้องของพี่น้องคริสเตียน ในข้อ 2 เปาโลได้พูดอย่างรุนแรงว่าพวกเขาควรจะตัดคนที่กระทำผิดออกเสียจากท่ามกลางพวกเขา คนที่ทำผิดจะต้องถูกตัดออกจากชุมชนของบุตรของพระเจ้าและจากโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

เปาโลย้ำถึงความสำคัญของการลงวินัยคริสตจักรโดยการกล่าวอุทาหรณ์ว่า

การที่พวกท่านโอ้อวดนั้นไม่ใช่สิ่งดีเลย ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเชื้อขนมเพียงนิดเดียว ย่อมทำให้แป้งดิบฟูขึ้นทั้งก้อน? จงชำระเชื้อเก่าเสีย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นแป้งดิบก้อนใหม่ ดังเช่นที่ท่านเป็นพวกไร้เชื้อ เพราะพระคริสต์ผู้ทรงเป็นปัสกาของเราถูกถวายบูชาแล้ว เพราะฉะนั้นให้เราถือปัสกานั้น ไม่ใช่ด้วยเชื้อเก่าซึ่งเป็นเชื้อของความชั่วและความเลว แต่ด้วยขนมปังที่ไม่มีเชื้อ คือความจริงใจและสัจจะ (1 โครินธ์ 5:6-8)

เชื้อคือตัวแทนของความบาป และแป้งดิบเป็นตัวแทนของคริสตจักร ถ้าเราเปิดโอกาสให้มัน ความบาปก็จะแทรกซึมเข้าไปทั้งคริสตจักรเหมือนดังที่เชื้อแทรกซึมเข้าไปในก้อนขนมปังทั้งก้อน โดยธรรมชาติแล้ว เชื้อบาปจะแพร่กระจาย แต่พระคริสต์ลูกแกะปัสกาอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะแยกเราออกมาจากการครอบงำของบาป เหตุฉะนั้น เราจะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างจากชีวิตเก่าที่อาจจะแทรกซึมเข้าไปในชีวิตเสีย เราจะต้องกินขนมปังแห่งความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจได้ และความจริง ไม่ใช่ขนมปังแห่งความอธรรม

จากนั้นเปาโลก็ได้ประยุกต์อุทาหรณ์นี้กับชาวโครินธ์ว่า

แต่บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังเขียนบอกพวกท่านว่า จงอย่าคบคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี โลภ ไหว้รูปเคารพ ชอบกล่าวร้าย เป็นคนขี้เมา และเป็นคนฉ้อโกง แม้จะกินด้วยก็อย่าเลย… จงกำจัดคนชั่วออกจากพวกท่านเสียเถิด (ข้อ 11, 13)

พระเยซูได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าใครก็ตามที่อ้างว่าเขาเป็นผู้เชื่อแต่ยังทำบาปอยู่เสมอและไม่ยอมรับคำแนะนำของคริสตจักร เขาจะต้องถูกตัดออกจากการสามัคคีธรรมของคริสตจักรและรับการปฏิบัติเสมือนคนที่ไม่เชื่อ (มัทธิว 18:15-17) นั่นก็คือปล่อยให้คนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตานอย่างเต็มที่ 1 ยอห์น 5:19 กล่าวว่า “โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย” โโลกอยู่ในมือของมารร้ายก็เพราะความบาป แต่เนื่องจากคริสตจักรคือ สิ่งที่พระเจ้าทรงห่วงใย รัก และทรงอวยพร คริสตจักรจึงถูกแยกออกมาจากบาปและได้รับการปกป้องจากพระเจ้า การลงวินัยคริสตจักรคือการตัดสมาชิกที่ทำบาปออกจากการปกป้องที่ว่านี้แล้วมอบเขาไว้กับซาตาน

เปาโลบอกให้ชาวโครินธ์มอบคนที่ทำผิดนั้นไว้กับซาตานเพื่อ “ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย” (1 โครินธ์ 5:5) นั่นอาจหมายถึง ความเจ็บป่วยหรือความตายฝ่ายร่างกาย แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คำแนะนำของเปาโลก็ยังคงแตกต่างไปจากการปฏิบัติของกลุ่มการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณสมัยใหม่ แทนที่จะเป็นการช่วยคนออกมาจากซาตาน เปาโลกล่าวว่าบางครั้งคริสตจักรมีความรับผิดชอบที่จะมอบคนไว้กับซาตาน นี่เป็นรูปแบบของ “พันธกิจแห่งการปลดปล่อย” ที่ทุกวันนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดถึง

คนที่ล่วงประเวณีกับภรรยาของพ่อนั้นเป็นผู้เชื่อหรือไม่? เราไม่รู้ จริง ๆ เปาโลเพียงแต่อธิบายลักษณะของเขาว่า “ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้อง” (ข้อ 11) 

บางครั้งพระเจ้าก็ทรงใช้วิธีอื่นแทนที่จะเป็นการลงวินัยเพื่อตัดคนเช่นนี้ออกจากคริสตจักร บางทีคุณอาจจะเคยเห็นบุคคลที่ถอนตัวออกจากการมาเกี่ยวข้องกับคริสตจักรซึ่งคุณเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร และต่อมาคุณก็ได้ยินว่าการดำเนินชีวิตของเขาน่าอับอายมาก ชีวิตแต่งงานของเขาล้มเหลว เขาทำเรื่องผิดศีลธรรม หรือติดเหล้า บางทีพระเจ้าทรงชำระพวกเขาออกจากคริสตจักรเพราะความบาปของพวกเขา

ความเชื่อที่อับปางของฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์

นอกจาก 1 โครินธ์ 5 แล้ว 1 ทิโมธี 1 ก็ยังเป็นอีกตอนหนึ่งที่เปาโลได้พูดถึงเรื่องการมอบคนบางคนไว้ในมือของซาตาน เขาบอกกับทิโมธีว่า

ทิโมธีลูกรัก คำกำชับนี้ ข้าพเจ้ามอบไว้กับท่านตามคำเผยพระวจนะซึ่งเล็งถึงท่าน เพื่อว่าข้อความเหล่านี้จะช่วยให้ท่านสู้รบได้ดี ให้ยึดความเชื่อไว้ และรักษามโนธรรมให้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนละทิ้งไป ทำให้ความเชื่อของพวกเขาอับปางลง ในคนพวกนั้นมีฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้ามอบไว้กับซาตานแล้ว เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะไม่หมิ่นพระเกียรติพระเจ้า (ข้อ 18-20)

“ยึดความเชื่อ” กล่าวถึง การเชื่อความจริงและยึดถือความจริงนั้นไว้ การรักษาความเชื่อเป็นการอุทิศเวลาในการเชื่อความจริงของพระเจ้าตลอดชีวิต “รักษามโนธรรม” กล่าวถึง ความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมทั้งต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์

ตามที่กล่าวไว้ในข้อ 19 บางคนได้ปฏิเสธทั้งสองสิ่งนี้ พวกเขาเป็นใครกัน? พวกเขาเป็นผู้นำคริสตจักรในเอเฟซัสหรือบางทีอาจจะเป็นคริสตจักรที่อยู่รอบ ๆ ก็ได้ (ข้อ 3-7) พวกเขาปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาหันไปตอบสนองตัณหาและความพึงพอใจของตนเอง ผลก็คือ ความเชื่อของพวกเขา “อับปาง” ลง คำเหล่านี้หมายถึงเรือที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งหมายถึงการพังพินาศของจิตวิญญาณและศีลธรรม เปาโลได้บอกถึงคนสองคนที่ต้องทนทุกข์กับชะตากรรมเช่นนั้น คือ ฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้เชื่อหรือไม่ใช่ผู้เชื่อ

เปาโลตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ? ท่านได้มอบคนเหล่านั้นไว้กับซาตาน นั่นก็คือ ท่านลงวินัยสองคนนี้ด้วยการตัดพวกเขาออกจากคริสตจักร “เพื่อเขาจะได้เรียนรู้และจะไม่หลู่พระเกียรติพระเจ้า” (ข้อ 20) คำภาษากรีกของคำว่า “เรียนรู้” หมายถึง การลงโทษที่ทำให้เจ็บปวดทางร่างกาย พระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ ใช้คำนี้เพื่อหมายถึงความเจ็บป่วยและความตายซึ่งเกิดขึ้นกับคนที่ทำให้โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสื่อมเสีย (1 โครินธ์ 11:32-34) การลงโทษเช่นนี้มีจุดประสงค์อะไร? ก็เพื่อสอนพวกเขาไม่ให้หมิ่นประมาทพระเจ้าด้วยคำสอนผิด ๆ และการดำเนินชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ ดร. โฮเมอร์ เคนท์ เขียนไว้ว่า

การถูกตัดออกจากคริสตจักร (การลงวินัยคริสตจักร) เป็นการส่งคนที่ทำผิดกลับไปยังโลกซึ่งซาตานครอบครองอยู่ ดังนั้น การมอบไว้กับซาตานจึงมีความหมายเดียวกันกับการนำเขากลับไปสู่โลก… การตัดคนออกจากคริสตจักรโดยตัวของมันเองแล้วเป็นการแก้ไข เพราะหากยอมให้ครูที่สอนผิดปฏิบัติสิ่งชั่วร้ายของเขาต่อไป เขาไม่เพียงแต่จะนำให้คนอื่นหลงผิดไปเท่านั้น เขายังหลอกตัวเองให้มีความมั่นใจฝ่ายวิญญาณอย่างผิด ๆ อีกด้วย แต่การมอบเขาไว้กับซาตานจะทำให้คนที่ทำผิดได้เผชิญกับประเด็นปัญหา ถ้าเขาได้รับความรอดอย่างแท้จริง ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากซาตานจะทำให้เขาเห็นความผิดพลาดของตนเองและละทิ้งบาปของเขาไปเสีย 14

คำโกหกของอานาเนียกับสัปฟีรา

ในกิจการ 5:1-11 เราได้เห็นผู้รับเชื่อสองคนในคริสตจักรยุคแรกที่หันไปหาซาตาน:

มีชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีราขายที่ดินของตน แล้วเก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้ ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย อีกส่วนหนึ่งนั้นเขานำมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต เปโตรจึงถามว่า “อานาเนีย ทำไมซาตานจึงควบคุมใจของเจ้าให้โกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้? เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ? มีอะไรทำให้ใจของเจ้าคิดทำอย่างนี้? เจ้าไม่ได้โกหกมนุษย์แต่โกหกพระเจ้า” เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้นก็ล้มลงและสิ้นใจ ทุกคนที่รู้เรื่องก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง พวกคนหนุ่มก็มาห่อศพเขาแล้วหามไปฝัง

หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขาซึ่งยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าไป เปโตรถามนางว่า “เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือ จงบอกข้าเถิด?” นางจึงตอบว่า “ได้เท่านั้นค่ะ” เปโตรจึงถามนางว่า “ทำไมเจ้าสองคนถึงพร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า? นี่แน่ะ เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีเจ้าอยู่ที่ประตู และพวกเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย” ทันใดนั้นนางก็ล้มลงสิ้นใจแทบเท้าของเปโตร เมื่อพวกคนหนุ่มเข้ามาพบว่านางตายแล้ว ก็หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง ทั่วคริสตจักรและทุกคนที่ได้ยินเหตุการณ์นั้นก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง

เป็นที่แน่ชัดว่าอานาเนียและสัปฟีราได้สัญญาว่าจะมอบเงินที่ได้จากการขายที่ดินทั้งหมดให้แก่พระเจ้า แต่พวกเขาได้ยักยอกส่วนหนึ่งไว้ เป็นเหตุให้พวกเขาโกหกต่อพระวิญญาณ พวกเขาอ้างว่าได้นำเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายที่ดินมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูตแล้ว แต่เพราะคำโกหกของพวกเขา พวกเขาจึงถูกปรับโทษถึงตาย

นี่เป็นการตัดคนออกด้วยวิธีที่รุนแรงที่สุด! อานาเนียและสัปฟีราเป็นคริสเตียนแท้หรือไม่? พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวเอาไว้ พวกเขาถูกซาตานควบคุมจิตใจอย่างไร? ซาตานเข้าสิงพวกเขาใช่หรือไม่? พระคัมภีร์ไม่มีคำตอบสำหรับเราในเรื่องนี้เลย แต่แน่นอนว่าซาตานได้ใส่ความคิดชั่วร้าย คำโกหกหลอกลวง และความโลภไว้ในใจของเขาทั้งสอง ส่วนการเข้าสิงนั้นพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวไว้ บางคนจะบอกว่าอานาเนียและสัปฟีราคือตัวอย่างของคริสเตียนที่ถูกผีเข้าหรือตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน แต่เนื้อหาพระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้ยืนยันเอาไว้อย่างนั้น

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เราได้เห็นมาแล้ว พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานเล่นงานอานาเนียและสัปฟีราเพื่อเป็นการลงโทษ

แม้ว่าซาตานและวิญญาณชั่วของมันจะไม่สามารถเข้าสิงคริสเตียนแท้ได้ พระเจ้าสามารถใช้พวกมันสำหรับการลงวินัยคริสเตียนที่ไม่กลับใจจากบาปที่เขาทำ สิ่งนี้เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนถึงท่าทีของพระเจ้าต่อความบาพและการปกป้องรักษาความบริสุทธิ์ของคริสตจักร คุณจะหลีกเลี่ยงการพิพากษาความบาปได้อย่างไรน่ะหรือ? ไม่ใช่ด้วยการพูดว่า “ซาตาน เราขอผูกมัดเจ้า” ไม่ใช่ด้วยการออกคำสั่งต่อวิญญาณชั่ว แต่โดยการยอมรับเอาความจริงของพระวจนะของพระเจ้าและสะท้อนความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ออกมา

ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง ขอได้โปรดใคร่ครวญคำหนุนใจของผู้เชื่อพิวริตันท่านนี้:

พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรักในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงกระทำต่อคนของพระองค์ ความรักคือ พื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ปฏิบัติกับเรา (แม้ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นเรื่องของความบาป) พระองค์กระทำต่อเราด้วยท่าทีแห่งความรัก พระประสงค์ของพระองค์ที่ลงโทษเราก็เพราะพระองค์รักเรา พระองค์ทรงห่วงใยถึงประโยชน์ที่เราจะได้รับ คือต้องการให้เรามีส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์ และให้เราได้รับศักดิ์ศรีในภายหลัง คือมีส่วนในการรับศักดิ์ศรีของพระองค์ 15

เปาโลเองก็อธิบายความคิดเช่นเดียวกันนี้ โดยท่านกล่าวว่า “เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะว่าทุกคนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องจำนวนมาก” (โรม 8:28-29)

แชร์

  • Facebook