บทนํา
เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์
เมื่อถังแห่งความรักรั่วไหลไม่สิ้นสุด
ขอบคุณที่ร่วมเดินไปกับผมบนเส้นทางแห่งการต่อสู้ที่เราทุกคนต่างต้องเผชิญ เราเสียเวลามากมายไปกับการสงสัยว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับเรา ความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาควบคุมชีวิตของเราได้อย่างง่ายดาย บางครั้งเรารู้สึกโกรธเคืองกับสิ่งที่พวกเขาคิดหรือในสิ่งที่พวกเขาพูด และในบางคราวเราถึงกับรู้สึกว่าอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเลยทีเดียว
แต่ปัญหานี้มันมีอยู่ทุกหนแห่ง
ผู้หญิงคนหนึ่งตัดสินตัวเองว่า “เป็นคนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน ๆ ที่ดูเหมือนว่ามีความสามารถมากกว่าตัวเธอ
วัยรุ่นคนหนึ่งเหมือนพึ่งโผล่ขึ้นมาหายใจหลังจากจมอยู่กับโลกออนไลน์เป็นเวลานาน ทว่าเมื่อเธอกลับมา ความรู้สึกทั้งหมดที่เหลืออยู่มีเพียงความเหงายิ่งขึ้น หดหู่ และสับสนในตัวเอง แม้จะยังมีอารมณ์ประชดเล็กน้อย เมื่อเธอสังเกตเห็นบางคนที่ดูด้อยกว่า และรู้สึกว่าสมควรแล้วที่พวกเขาจะถูกดูแคลน
ชายหนุ่มคนหนึ่งตกเป็นทาสของความรู้สึกที่อยากให้คนอื่นเคารพตัวเอง เขามักจะแสดงออกมาในรูปของความโกรธเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่าเขาเป็นคนที่น่าประทับใจน้อยกว่าที่ตัวเขาเองคาดหวังไว้มาก
ผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยยอมรับความจริงที่ว่า ตัวเขาเองดีไม่พอและไม่สำคัญ แต่กลับชำนาญที่จะทำให้ภรรยาของเขารู้สึกแบบนั้นแทน
ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในโลกที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อถึงกันเพียงปลายนิ้วสัมผัสนี้ ก็ทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงความคิดเห็นของคนอื่นได้มากมายยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่คนอื่นแสดงความคิดเห็นแบบรุนแรงต่อสิ่งที่เราโพสต์ หรือการเลื่อนผ่านภาพของเราโดยไม่มีใครแสดงความคิดเห็นอะไร หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกับคนอื่นในโลกออนไลน์อย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เราโดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากขึ้น
ผมเองก็มีปัญหาแบบนี้มานานหลายปี และมันก็ยังไม่ได้จางหายไปจากชีวิตของผม ผมเคยเป็นผู้นำสัมมนาที่ใช้เวลาตลอดทั้งวันในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ผ่านไปครึ่งวันผู้ที่มาเข้าร่วมสัมมนาไม่พูดอะไรเลยสักคำ มันเงียบมากจนถึงขนาดที่ถ้ามีเข็มหล่นก็คงจะได้ยิน ผมค่อนข้างแน่ใจที่ทุกคนหวังว่า การสัมมนานี้จะเสร็จก่อนเวลาหากพวกเขาไม่ขัดจังหวะผม ขณะที่ผมกับภรรยากำลังจะกลับบ้าน ผมเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เธอท้วงผมด้วยความอ่อนโยนว่า ผมประเมินสถานการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นนั้นไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่สำหรับผมแล้วมันก็น่ากังขาเพราะเธอเองก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนสิ่งที่เธอพูด
ผมตอบสนองอย่างไรนะเหรอ ผมก็ได้แต่หวังจากใจจริงว่า ผมจะไม่เจอผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ใจดีแบบนี้ คนที่อดทนนั่งฟังอย่างเดียวจนถึงห้าโมงเย็น!
แน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้ผมอยากกลับมาพูดถึงหัวข้อนี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเป็นที่รู้จักโดยคนหมู่มาก ความต้องการความเคารพจากคนอื่น แรงกดดันจากเพื่อนฝูง การพยายามทำให้คนรอบตัวพอใจเสมอ หรือแม้แต่การผูกติดคุณค่าของเรากับใครบางคน ทั้งหมดนี้มันทำให้เราอาจจะถูกคนอื่นควบคุมได้ การได้หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้แม้เพียงชั่วเวลาหนึ่งก็ช่างน่ายินดีเสียเหลือเกิน
ตาเริ่มสว่าง
ผมเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจังตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ผมมักจะรู้สึกประหม่าและถูกความคิดของเพื่อน ๆ ครอบงำเสมอ แต่ผมเองไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่โรงเรียนมีพิธีมอบรางวัล
ผมเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล และผมกลัวจนหัวใจจะวายว่าผมจะได้รับรางวัลนั้น
หอประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยนักเรียนมัธยมปลายชั้นปีที่ 5 และ 6 รวมกันกว่าสองพันคน เมื่อมองจากที่นั่งทางด้านหลังซึ่งเป็นที่ที่ผมมักจะนั่งเป็นประจำ มันทำให้ดูเหมือนว่าเวทีอยู่ไกลออกไปเป็นกิโล สิ่งเดียวที่ผมคิดคือ เพื่อนร่วมชั้นจะคิดอย่างไรกับผมในขณะที่ผมเดินไปข้างหน้า ท่าเดินของผมจะดูตลกไหม ผมจะเดินสะดุดตอนก้าวขึ้นบันไดหรือเปล่า แล้วจะมีใครบางคนซึ่งผมหวังว่าจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมแอบชอบคิดว่าผมเป็นคนงี่เง่าไหม ผมจะต้องพูดอะไรดีในสุนทรพจน์สั้น ๆ ตอนที่ผมรับรางวัล
ข้าแต่พระเจ้า ได้โปรดอย่าให้ข้าพระองค์ได้รางวัลนี้เลย
หลังจากที่รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกประกาศไปแล้วหลายรางวัล รองผู้อำนวยการก็ขึ้นไปบนเวทีเพื่อประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าประวัติย่อ ๆ ของผู้ที่ได้รับรางวัล ถึงแม้ว่าฟังดูแล้วมันไม่เหมือนประวัติของผมสักเท่าไร แต่ใครจะไปรู้มันอาจจะเป็นผมก็ได้ ผมเริ่มเหงื่อแตก แต่ก็ยังนั่งนิ่งเพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจของใคร ในที่สุด รองผู้อำนวยการก็ประกาศว่า “ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรุ่นพี่ประจำปีนี้คือ… และชื่อก็ไม่ใช่เอ็ด เวลช์
คุณคงคิดว่า ผมคงจะรู้สึกโล่งใจใช่ไหม? หลังจากที่ชื่อถูกประกาศออกมาไม่เลย ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้เลย ผมกลับรู้สึกเหมือนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะผมคิดว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับผม? เพื่อน ๆ ต่างก็รู้ว่าผมเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้รางวัลนี้ แต่ในที่สุดมันกลับกลายเป็นคนอื่นไป ผมนี่มันเป็นไอ้ขี้แพ้จริง ๆ
ผมเริ่มคิดหาเหตุผลขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในทันที ถ้าเพียงแค่ผมตั้งใจทำปีนี้ ผมก็คงจะชนะไปแล้ว เพราะผมเป็นคนมีศักยภาพ ที่ผมไม่ได้รางวัลก็เป็นเพราะแค่ผมไม่ใส่ใจเท่านั้นเอง รอให้ผมเข้ามหาวิทยาลัยก่อนเถอะ แล้วผมจะแสดงให้พวกเขาเห็น
ผมรู้สึกอับอายขายขี้หน้าที่จะกลับไปห้องเรียนอีกครั้ง มันน่าสมเพชใช่ไหมล่ะ?
ในช่วงบ่ายวันนั้น เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็วนเวียนอยู่ในหัวของผมอีกครั้ง มันเละตุ้มเป๊ะไปหมด ผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กที่หวาดกลัว ผมถูกควบคุมโดยสิ่งที่ผมคิดว่าคนอื่นจะคิดเกี่ยวกับตัวผม (หรือหากคนอื่นจะคิดถึงผม ก็คงน้อยกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก นั่นก็จะกลายเป็นอีกปัญหาหนึ่ง) มันทำให้ผมไปต่อไม่เป็น เท่าที่ผมรู้ตอนนั้นคือมันไม่มีทางออก นี่มันชีวิตของผม การยึดติดกับสายตาของคนอื่น หรือถูกควบคุมโดยความคิดเห็นของคนอื่นซึ่งไม่ว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่รักษาไม่หายขาด สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่จัดการไปวัน ๆ เท่านั้น บางทีความสำเร็จในอนาคตอาจจะช่วยได้
หรือผม (และผมคิดว่านี่เป็นเรื่องฉลาดทีเดียว) จะหาเหตุผลที่จะทำให้ตัวเองดูชอบธรรมขึ้นมาได้บ้างกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ คือการคิดว่า จริง ๆ แล้วผมสามารถทำได้ดีแต่ผมแค่ไม่เคยทุ่มเทตัวเองให้กับงานใดงานหนึ่งอย่างสุดหัวใจก็เท่านั้น และเมื่อผมไม่ประสบความสำเร็จและความนับถือตนเองของผมพังทลายลง ผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า มันคงจะดีที่สุดหากผมจะพยายามมากกว่านี้ อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าผมก็ยังโอเคแหละ แม้มันจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ตาม
ผมไม่มีคำตอบ แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมนึกถึงปัญหาเหล่านี้ อย่างน้อยก็ทำให้ตาของผมเริ่มสว่างขึ้น
ในวิทยาลัย ผมพยายามต่อสู้กับเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ด้วยความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งในด้านวิชาการและกีฬา และผมใช้กลยุทธ์ที่ว่า “ผมจะทำได้ดีกว่านี้แน่นอนหากผมพยายามอย่างจริงจัง” แต่ปัญหานี้ไม่เคยจางหายไป
ผมเป็นคริสเตียน แต่การเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยให้ผมสู้กับความคิดเหล่านี้ได้ ผมยังรู้สึกเสมอเมื่อมันเกิดขึ้น ทุกการถูกปฏิเสธ ทุกความล้มเหลว และกับทุกคนที่ไม่เคยสังเกตเห็นผมทั้ง ๆ ที่ผมอยากให้เขาเห็นว่าผมมีตัวตน มันคอยย้ำเตือนผมว่า ผมยังคงเป็นแค่เด็กคนนั้นที่นั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องประชุมใหญ่ อยู่ดี
เป็นที่ยอมรับในพระคริสต์
มีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่ผมเรียนในวิทยาลัยพระคริสตธรรม ปีแรก ผมได้มีโอกาสนำการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันในพระธรรมโรม ผมเคยพิจารณาการถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้หัวข้อนั้นกลับดูมีความหมายเป็นพิเศษ เพราะผมเริ่มเห็นความเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ของผม คือ การให้สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวผมมีอิทธิพลมากในชีวิต เหตุผลของผมซึ่งก็ไม่ใช่แนวคิดที่ผมคิดขึ้นเองทั้งหมดคือ ผมไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตให้ถึงมาตรฐานของคนอื่นตามที่พวกเขาคิด เพราะสิ่งที่พระเจ้าคิดเกี่ยวกับตัวผมนั้นมีรากฐานมาจากสิ่งที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน กล่าวอีกอย่างก็คือ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนบาป แต่พระเจ้าทรงรักผมและทำให้ผมถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์ ดังนั้น ทำไมผมต้องสนใจในสิ่งที่คนอื่นคิดกับตัวผม?
ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะทำให้ผมเป็นอิสระ ซึ่งเป็นอิสรภาพที่ผมต้องการ ผมไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของคนอื่นอีกต่อไป ผมเพียงแค่ต้องตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงคิดเกี่ยวกับตัวผมเท่านั้นก็พอ ผมเป็นบุตรที่รักของพระองค์ ผมเป็นธรรมมิกชน ผมเป็นที่ยอมรับแล้วในพระคริสต์ ยอดเยี่ยมไปเลย!
ตลอดสองสามปีต่อมา ผมยังคงกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวผมมากเกินไปอยู่ดี แต่เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น ผมก็สามารถเตือนตัวเองได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมว่า ผมไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐานที่พวกเขาคิด
จะไปสนใจทำไมว่าคนอื่นจะคิดอะไร? ผมพยายามโน้มน้าวตัวเองแบบนั้น ถ้าคนอื่นคิดว่าผมไม่เก่งแล้วจะอย่างไรกัน? มันไม่สำคัญเลย ถ้าพระเยซูคิดว่าผมเก่ง นี่ต่างหากที่สำคัญ และนั่นก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ
ผมคิดว่าผมหายแล้ว ถึงแม้ว่าผมอาจจะรู้สึกสงสัยขึ้นมาเป็นครั้งคราวว่า ผมกำลังพึ่งพาพระคริสต์ทั้งหมดจริง ๆ ไหม หรือผมกำลังพึ่งกำลังของตัวเองโดยการพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จและพยายามทำตัวให้เป็นที่พอใจของคนอื่นเพื่อพวกเขาจะได้คิดถึงผมในแง่ที่ดี? ท้ายที่สุดแล้ว ผมกำลังจะไปเรียนพระคัมภีร์และหลาย ๆ คนก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผม บางทีผมอาจจะรู้สึกดีกับตัวเองเพราะพวกเขารู้สึกดีกับผม หรือบางทีผมอาจจะรู้สึกดีกับตัวเองเพราะผมทำผลงานด้านกีฬาได้ดีและได้เกรดดีเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ บางทีผมอาจจะภูมิใจในความทะเยอทะยานของตัวเองในการเป็นผู้รับใช้เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ที่มีเป้าหมายทางจิตวิญญาณที่ต่ำกว่าของผม หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะผมพบตัวตนของผมว่า ผมเป็นคนที่ “สุภาพและมีมารยาท” หรืออย่างน้อยที่สุดก็สุภาพและมีมารยาทดีกว่าใครอีกหลายคน
สรุปแล้ว ผมยังสงสัยอยู่ดีว่าตัวผมเองยังถูกสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวผมครอบงำผมอยู่หรือเปล่า แต่ด้วยเหตุที่ผมไม่ค่อยได้ร้อนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ผมจึงไม่ค่อยสนใจที่จะคิดเรื่องนี้ต่อสักเท่าไร และแน่นอนว่าผมจะไม่พูดเรื่องแบบนี้กับใครหรอก เพราะมันน่าอายเกินไป
เรื่องราวชีวิตของผมก็ดำเนินต่อไป และผมก็แต่งงาน
การตื่นรู้ครั้งใหญ่
การแต่งงานเป็นทั้งสิทธิพิเศษและพระพรสำหรับผม อีกทั้งยังเป็นการค้นพบที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจ ผมพบว่าการถูกยอมรับโดยพระคริสต์นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับผม ตอนที่ผมพึ่งแต่งงานใหม่ ๆ ผมรู้อยู่แล้วว่าพระเยซูทรงรักผม แต่ผมก็ปรารถนาให้ภรรยาป้ายแดงของผมหลงรักผมจนหมดหัวใจตลอดไป ผมต้องการความรักจากเธอ จนถึงตอนนี้ผมสามารถรับมือกับการถูกปฏิเสธเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนอื่นได้ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนเป็นอัมพาตไปเลยหากผมไม่ได้รับความรักที่ผมต้องการจากภรรยา ผมต้องการความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขจากเธอ หากเธอไม่คิดว่าผมเป็นสามีที่ดี ผมคงจะรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลาย (และหงุดหงิดด้วย)
สิ่งนี้นำไปสู่การค้นพบประเด็นที่ 2 นั่นก็คือ ผมตระหนักได้ในทันทีว่า ผมได้กลายพันธุ์จากมนุษย์ไปเป็นถังน้ำแห่งความรักเคลื่อนที่ได้ไปเสียแล้ว ถังของผมว่างเปล่าและกำลังมองหาคนอื่นมาเติมถังของผมให้เต็ม เจ้าสาวของผมมีของประทานในการมอบความรักจริง ๆ แต่ไม่มีใครที่สามารถเติมผมให้เต็มได้ เพราะผมเป็นถังน้ำที่มีรอยรั่ว
ผมพยายามนึกถึงคำตอบจากพระคัมภีร์ที่เคยใช้ได้ผลกับตัวเองก่อนแต่งงาน แต่ตอนนี้มันกลับใช้ไม่ได้ผลแล้ว จริง ๆ แล้วคำตอบที่ผมนึกออกแทบไม่มีอะไรที่เกี่ยวกันเลย แทนที่จะช่วยมันกลับทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่พ่อแม่พยายามปลอบใจหลังจากที่ผมถูกผู้หญิงทิ้งว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่รักลูกเสมอ” ผมซาบซึ้งใจในความพยายามของพ่อกับแม่ แต่พ่อแม่ทุกคนรวมถึงลูก ๆ ด้วยต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่า คำตอบทำนองนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แน่นอนว่าการที่พ่อแม่รักผมนั้นเป็นเรื่องที่ดี และอะไรๆ มันคงจะแย่กว่านี้มากหากพวกเขาไม่รักผม แต่สิ่งที่ผมต้องการเพิ่มคือ ต้องการใครสักคนที่จะรักผมนอกจากพ่อแม่ของผมแล้ว
ตั้งแต่นั้นมาเป็นต้นมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คนหลายร้อยคนที่ลงเอยด้วยความรู้สึกแบบนี้ พวกเขาค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่า พระเจ้ารักพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังอยากหรือต้องการความรักจากคนอื่นอยู่ดี หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ต้องการบางสิ่งบางอย่างจากผู้อื่นด้วย ผลก็คือพวกเขารู้สึกว่างเปล่า พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอะไรเลย และพวกเขาถูกควบคุมโดยใครสักคนหรือสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถให้สิ่งที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องการได้
มันคือความจริง อะไรหรือใครก็ตามที่คุณต้องการมากที่สุด สิ่งนั้นจะควบคุมคุณ
การเผชิญหน้ากับความกลัวมนุษย์
พระคัมภีร์ระบุว่าโรคระบาดฝ่ายจิตวิญญาณนี้คือความกลัวมนุษย์ 1 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล คนเหล่านั้นที่ติดอยู่ในบ่วงแห่งความกลัวมนุษย์เป็นผู้ที่ประกาศตนว่านับถือพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว แต่พวกเขากลับกลัวคนอื่นด้วย นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้สึกขวัญหนีดีฝ่อหรือรู้สึกหวาดกลัวคนอื่น แม้ว่าบางครั้งพวกเขาอาจจะรู้สึกแบบนั้นก็ตาม ความกลัวในความหมายตามพระคัมภีร์เป็นคำที่กว้างกว่านั้นมาก นอกจากความหมายที่หมายถึงการหวาดกลัวใครสักคนแล้ว มันยังหมายความถึงความรู้สึกยำเกรงใครบางคน การถูกผู้นั้นครอบงำหรือควบคุม การยกย่องผู้นั้นเหมือนสิ่งที่ควรบูชา การไว้วางใจใครสักคน หรือการต้องการใครสักคนมากกว่าต้องการพระเจ้า
ความกลัวมนุษย์สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ เราให้มนุษย์มาแทนที่พระเจ้า แทนที่จะยำเกรงพระเจ้าตามที่พระคัมภีร์บอก เรากลับกลัวคนอื่นแทน
แน่นอนว่าความกลัวมนุษย์นี้สามารถเรียกได้ในแบบต่าง ๆ ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น ความกลัวจะเรียกว่าแรงกดดันจากเพื่อนฝูง เมื่อเราโตขึ้น เราจะเรียกความกลัวอันเดียวกันนี้ว่า การพยายามทำให้คนรอบตัวพอใจเสมอ ส่วนผู้ชายอาจเรียกมันว่าเป็นความต้องการความเคารพ หรือในบางยุคสมัยเคยเรียกกันว่า การพึ่งพากันอย่างมากเกินไป ความกลัวแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในทุกสังคม
คุณเคยต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากเพื่อนฝูงบ้างไหม? หากคุณเคยเผชิญกับแรงกดดันเหล่านี้เมื่อตอนที่คุณยังอายุน้อยกว่านี้ เชื่อเถอะว่าแรงกดดันนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของคุณจนถึงตอนนี้ เพียงแต่มันอาจซ่อนอยู่ลึกลงไป และปรากฏกายออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันในวัยผู้ใหญ่ หรือบางทีมันอาจจะแอบพรางตัวและซ่อนอยู่ในประวัติหน้าที่การงานที่น่าประทับใจของคุณ (หรือความสำเร็จที่คุณเชื่อว่าตัวเองมี)
คุณรับภาระมากเกินไปหรือเปล่า? คุณพบว่ามันยากที่จะปฏิเสธคนอื่น ถึงแม้สมองจะบอกคุณว่าคุณควรปฏิเสธก็ตามใช่ไหม? ถ้าใช่ คุณคือคนที่ต้องการทำให้คนรอบตัวพอใจ
คุณ “ต้องการ” อะไรบางอย่างจากคู่สมรสหรือเพื่อนของคุณหรือไม่? คุณ “ต้องการ” ให้คู่สมรสของคุณฟังคุณหรือเคารพคุณหรือไม่? เมื่อเราแสวงหาชีวิตและความพึงพอใจในอะไรก็ได้ที่ถูกสร้างขึ้น (ไม่ใช่พระเจ้า) เราจะผิดหวัง ในชีวิตแต่งงาน คู่สมรสของคุณจะกลายเป็นคนที่คุณกลัว ในที่สุด เขาหรือเธอจะควบคุมคุณ สิ่งที่คุณต้องการจะควบคุมคุณ เมื่อคุณไม่ได้สิ่งนั้น คุณจะรู้สึกว่างเปล่าและสิ้นหวังเพราะคุณไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือรู้สึกโกรธเพราะคุณไม่ได้ในสิ่งที่คุณควรจะได้ คู่สมรสของคุณจะเข้ามาแทนที่พระเจ้าอย่างเงียบ ๆ ในชีวิตคุณ
คุณค่าหรือการนับถือตนเองเป็นประเด็นสำคัญสำหรับคุณหรือไม่? การกลัวมนุษย์มักจะแสดงออกมาในรูปแบบนี้ หากคุณรู้สึกว่าจำเป็นต้องเตือนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าให้เห็นคุณค่าในตัวเอง นั่นมีแนวโน้มสูงว่าชีวิตของคุณจะหมุนรอบสิ่งที่คนอื่นคิด คุณต้องการสิ่งเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์และช่วยให้คุณรู้สึกมั่นคงกับตัวเอง คุณต้องการให้พวกเขาเติมเต็มคุณ
คุณเคยรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกเปิดโปงว่าเป็นคนหลอกลวงไหม? ผู้บริหารระดับสูงและคนที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จหลายคนต่างก็รู้สึกแบบนี้ ความกลัวที่จะถูกเปิดโปงในลักษณะนี้เป็นการแสดงออกถึงความกลัวมนุษย์ นั่นหมายความว่าความเห็นของคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็นของพวกเขาที่มองว่าคุณเป็นคนล้มเหลว มันสามารถควบคุมคุณได้
คุณมักลังเลใจที่จะตัดสินใจอะไรบางอย่างเสมอใช่ไหมเพราะกังวลว่าคนอื่นคิดอย่างไร? คุณกลัวการทำผิดพลาด เพราะนั่นจะทำให้คุณดูแย่ในสายตาคนอื่นหรือเปล่า? ถ้าใช่ นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของความกลัวมนุษย์
คุณเคยรู้สึกว่างเปล่าหรือชีวิตไร้ความหมายหรือไม่? คุณเคยรู้สึก “หิวโหยความรัก” ไหม? หากคุณต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อมาเติมเต็มคุณ คุณจะถูกควบคุมโดยคนเหล่านั้น
คุณรู้สึกขายหน้าได้ง่าย ๆ แม้แต่กับสิ่งเล็กน้อยใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้น คนอื่นและความคิดเห็นของพวกเขาที่มีเกี่ยวกับตัวคุณ จะกำหนดชีวิตของคุณ หรือหากจะพูดให้สอดคล้องกับพระคัมภีร์ คุณมักจะยกย่องความคิดเห็นของผู้อื่นจนถึงจุดที่คุณถูกคนอื่นควบคุม
คุณเคยโกหกบ้างไหม? โดยเฉพาะการโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณมักจะพยายามปกปิดความจริงใช่ไหม แม้ว่าจะไม่ได้พูดโกหกออกมาตรงๆ ก็ตาม แต่ใช้วิธีปกปิดบิดเบือน? การโกหกและการใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด มักจะเป็นวิธีที่ทำให้เราดูดีขึ้นต่อหน้าคนอื่น นอกจากนี้ยังช่วยปกปิดความอับอายของเราต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย
คุณอิจฉาคนอื่นบ่อยไหม? ถ้าใช่ นั่นแสดงว่าคุณถูกคนอื่นและสิ่งของที่พวกเขา มีควบคุมชีวิตของคุณ
คนอื่นมักจะทำให้คุณโกรธหรือรู้สึกเศร้าอยู่เสมอใช่หรือไม่? พวกเขาทำให้คุณรู้สึกเป็นบ้าเป็นหลังใช่หรือเปล่า? ถ้าใช่ แสดงว่าพวกเขาอาจจะเป็นศูนย์กลางที่ควบคุมชีวิตของคุณ
คุณมักจะหลีกเลี่ยงผู้คนใช่ไหม? ถ้าใช่ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้พูดออกมาว่าคุณต้องการผู้คน แต่คุณก็ยังถูกพวกเขาควบคุมอยู่ดี ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นผู้รักสันโดษที่ถูกครอบงำโดยความกลัวมนุษย์แล้วจะเรียกว่าอะไรกัน?
คุณใฝ่ฝันที่จะลดน้ำหนักหรืออยากเพิ่มกล้ามเนื้อใช่หรือไม่? อาหารส่วนใหญ่ที่คุณเลือกไม่ใช่เพื่อสร้างความประทับใจให้คนอื่นหรอกหรือ? การปรารถนาคำชมเชยจากผู้อื่นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เรายกย่องมนุษย์ให้อยู่สูงกว่าพระเจ้า
คำอธิบายทั้งหมดก่อนหน้านี้มีอันไหนบ้างที่ไม่ตรงประเด็น? เมื่อคุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คุณรู้สึกดีกับตัวเองไหม? บางทีความกลัวมนุษย์ในรูปแบบที่อันตรายที่สุด คือความกลัวของคนที่ดูมั่นใจและ “ประสบความสำเร็จ” หมายถึงคนที่คิดว่าพวกเขาไปได้ดีในชีวิต พวกเขามีมากกว่าคนอื่น ๆ พวกเขาพอใจในตัวเอง แต่เบื้องหลังนั้น ชีวิตของพวกเขายังคงถูกกำหนดโดยคนอื่นมากกว่าพระเจ้า
ปัญหาที่ทุกคนล้วนมี
อย่าคิดว่าความกลัวมนุษย์เป็นปัญหาเฉพาะกับคนที่ขี้อายและเก็บตัวเท่านั้น คนที่โกรธง่ายหรือคนที่ชอบข่มขู่คนอื่นก็ถูกคนอื่นควบคุมเช่นกันไม่ใช่หรือ? การเอาชนะกันไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็ตามก็เข้าข่ายนี้ แล้วผู้จัดการที่พยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เพื่อความก้าวหน้าของตนเองล่ะ? อันนี้ก็ใช่ การแย่งชิงอัตตากันอย่างไม่สิ้นสุดในห้องประชุมของบริษัทก็เป็นความกลัวมนุษย์ในรูปแบบที่ดุเดือดรุนแรง คุณคิดว่านักกีฬาดาวเด่นที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงจะไม่ใส่ใจกับการที่แฟนคลับจะชอบหรือไม่ชอบเขาใช่ไหม? และไม่แคร์เลยว่านักข่าวสายกีฬาจะเขียนถึงเขาอย่างไรก็ตามใช่ไหม? การพยายามยืนกรานอย่างหัวชนฝาว่าไม่ต้องการใคร นั่นก็เป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะยืนยันว่าคนนั้นกลัวมนุษย์ ความกลัวมนุษย์มีอยู่ในรูปแบบเหล่านี้และยังมีในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย
คุณเข้าข่ายในสิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดแล้วหรือยัง? หากยังไม่ใช่ ขอให้คุณลองคิดถึงคำ ๆ หนึ่ง คือคำว่า การประกาศข่าวประเสริฐ คุณเคยรู้สึกประหม่าหรืออายที่จะแบ่งปันความเชื่อในพระคริสต์กับคนอื่น เพราะคิดว่าพวกเขาอาจจะมองว่าคุณโง่เง่าไร้เหตุผลไหม?
ความกลัวมนุษย์เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน การรู้สึกสบายใจกับตัวตนของตัวเองได้นั้นช่างดีเหลือเกิน มันดีมากกว่าการที่จะต้องพยายามเป็นใครสักคน หรือต้องพยายามแสวงหาหยดหนึ่งของความรัก หรือเศษเสี้ยวหนึ่งของการยอมรับจากคนอื่น ใช่ มันคงจะดีมากเลย แต่ดูเหมือนว่ามันเป็นได้เพียงแค่ความฝันที่เลือนลาง
การค้นหาคำตอบจากพระคัมภีร์
คำตอบทั่ว ๆ ไปที่เรามักจะได้ยินสำหรับความกลัวของมนุษย์คือ “ฉันแค่ต้องรักตัวเองให้มากขึ้น” ซึ่งจะทำให้เราพึ่งพาสิ่งที่คนอื่นพูดให้น้อยลง แต่คำตอบเช่นนี้เป็นเพียงคำตอบที่ดูดีแต่ไม่มีน้ำหนัก และไม่เคยทำให้เรารู้สึกสบายใจในตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย
อีกคำตอบที่ลึกขึ้นมาอีกหน่อย คือ “พระเจ้าทรงรักฉันมากกว่าที่ฉันรู้” พระเจ้าสามารถเติมเต็มเราด้วยความรักของพระองค์ได้ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องถูกเติมให้เต็มด้วยคนอื่น แต่คำตอบนี้ก็ยังไม่ครบถ้วน ความรักของพระเจ้าคือคำตอบสำหรับการต่อสู้ของมนุษย์ทุกประการ แต่บางครั้งเรากลับใช้ความรักนั้นเป็นเหมือนกับหน้าที่ของพระเจ้าที่ต้องทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง ราวกับว่าการรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเองเป็นความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของเรา ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาอะไรทำนองนี้ไว้กับเราเลย
จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้คือการให้คำตอบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์มากขึ้น เราจะพบกับผู้คนอย่างเช่น อับราฮัมและเปโตร ผู้ซึ่งเคยตกอยู่ในหุบเหวแห่งความกลัวมนุษย์ และมิหนำซ้ำเขายังลากคนอื่น ๆ ลงมาด้วย ในหนังสือเล่มนี้เราจะไม่เพียงแต่ได้พบกับวิธีการอันแยบยลที่ความกลัวมนุษย์ปรากฏขึ้นในชีวิตของเราเท่านั้น แต่เรายังจะได้พบทางออกของพระเจ้าอีกด้วย
เพื่อทำความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับรากเหง้าของความกลัวมนุษย์ เราต้องถามคำถามที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะถามว่า “ฉันจะรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเองและไม่ถูกควบคุมโดยสิ่งที่คนอื่นคิดได้อย่างไร?” คำถามที่ดีกว่ามากคือ “ทำไมฉันถึงต้องรู้สึกกังวลเกี่ยวกับคุณค่าในตัวเองมากถึงเพียงนี้?” หรือ “ทำไมฉันต้องมีใครสักคน หรือแม้แต่พระเยซูก็จะต้องคิดว่าฉันยอดเยี่ยม? ในตลอดทั้งเล่มเราจะได้พิจารณาหัวข้อเหล่านี้จากหลากหลายมุมมอง รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เราจำเป็นต้องคิดถึงตัวเองน้อยลง อีกทั้งเราจะได้พูดถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นและจะทำได้อย่างไร
ยาที่ใช้รักษาความกลัวมนุษย์ได้ดีที่สุดคือความยำเกรงพระเจ้า ในชีวิตของคุณ พระเจ้าต้องยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ทุกคน ยาถอนพิษตำรับนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเข้าใจ หรือจริง ๆ แล้ว มันต้องใช้เวลาทั้งชีวิต แต่ผมหวังว่ากระบวนการนี้จะเกิดได้เร็วขึ้นผ่านสิ่งที่เราศึกษาในหนังสือเล่มนี้ รวมถึงได้หล่อเลี้ยงชีวิตของเราด้วย
เมื่อพูดถึงคนอื่น ปัญหาของเราคือเราต้องการพวกเขาเพื่อตัวเราเองมากกว่าที่เรารักพวกเขาเพื่อพระสิริของพระเจ้า พระเจ้ามอบหมายให้เราต้องการพวกเขาน้อยลงและรักพวกเขามากขึ้น ใช่ มันขัดกับสัญชาตญาณของมนุษย์ เช่นเดียวกับหนทางของพระเจ้าหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจดูไม่เข้ากับความคิดแบบมนุษย์ แต่ถ้าคุณหยั่งรากลงในทางของพระองค์แล้ว คุณจะพบว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางสู่ความเป็นอิสระและการพักสงบที่แท้จริง
ข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งก่อนที่เราจะเริ่มลงไปในรายละเอียดด้วยกัน คือ ความสนใจของเราอยู่ที่การถูกครอบงำโดยความคิดเห็นของคนอื่นหรือในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นจะคิดกับตน พระเจ้าได้ทรงประทานวิธีให้เราเข้าถึงสองวิธี วิธีที่หนึ่งคือความกลัวมนุษย์ ซึ่งตามมาด้วยสิ่งที่เรานำมาสู่ปัญหานั้น และอีกวิธีหนึ่งคือความอับอาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อื่นนำมาให้และอาจจะนำมาให้ได้อย่างมากมายด้วย เมื่อคนอื่นทำผิดต่อคุณหรือล่วงละเมิดคุณ มันจะมีผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างยาวนาน และสิ่งที่จะทำให้คุณประหลาดใจคือ การตระหนักได้ว่าพระเจ้าทรงมีถ้อยคำที่จะตรัสกับคุณมากเพียงใดในท่ามกลางความอับอายนั้น
ความกลัวมนุษย์และความอับอายเกี่ยวข้องกับเราทุกคน ผมได้เจาะลึกรายละเอียดพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับความอับอายไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งแล้ว 2 ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้ แม้ว่าผมจะพูดถึงทั้งสองเรื่องนี้แต่จะเน้นที่ความกลัวมนุษย์เป็นหลัก
ให้เรามาเริ่มกันเลย