ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 10 · ฟรี

บทที่ 9: ชื่นบานในพระเจ้าผู้ทรงเติมเต็มคุณ

เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์

บทที่ 9: ชื่นบานในพระเจ้าผู้ทรงเติมเต็มคุณ

เราได้เห็นแล้วว่า คำว่าตัณหาเป็นคำที่ถูกต้องเหมาะสมมากที่จะเรียก “ความต้องการ” มากมายของเรา และสิ่งที่ตัณหาปรารถนาเรียกว่ารูปเคารพ แต่เมื่อถ้วยแห่ง “ความอยากได้” ของเราแตกสลายไป เราก็เหลือเพียงอัตลักษณ์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา ได้แก่ การเป็นปุโรหิต การเป็นทูต การเป็นบุตรของพระเจ้า และการเป็นคริสเตียน นอกจากนี้มันยังช่วยให้เราเห็นด้วยว่า เราเป็นภาชนะที่ว่างเปล่า ถ่อมใจ และขัดสน เราเป็นถ้วยที่ว่างเปล่า จิตวิญญาณต้องการได้รับการอภัยโทษบาป การปกป้องจากความอับอาย การปกป้องจากผู้กดขี่ และการยอมรับเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า ความว่างเปล่าของเรากล่าวว่า “ฉันปรารถนาพระเยซู” มันเป็นความว่างเปล่าที่ต้องการความรักของพระเจ้า และต้องเป็นความรักของพระเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะเติมเต็มได้

ดังนั้น เราจึงสารภาพบาปต่อพระเจ้าในจุดที่ความปรารถนาของเราได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจำเป็นต้องมี และหันกลับมาฟังพระองค์อีกครั้ง

เมื่อเราฟัง พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองว่า ทรงเป็นผู้ที่ยินดีต้อนรับเราเสมอ ไม่มีคำว่า “ก็เราบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ” ไม่มีการลงโทษให้เราต้องเข้าสู่ห้องขังเดี่ยวฝ่ายจิตวิญญาณ แต่กลับตรงกันข้าม พระเจ้าทรงชื่นชมยินดีที่เราได้หันกลับมาหาพระองค์อย่างสุดใจยิ่งกว่าเดิม พระเจ้าทรงสัญญาว่า “การละเมิดทุกอย่างซึ่งเขาได้ทำไปแล้วนั้นจะไม่ถูกจดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา” (อสค. 18:22) ขอให้เราหยุดสักครู่ คุณเคยคิดบ้างไหมว่า “พระเจ้าจะทรงโปรดยกโทษการละเมิดทุกอย่างที่คุณได้ทำไปแล้วอย่างไร!” (ไม่ว่าการละเมิดนั้นคืออะไรก็ตาม) คุณคิดว่าพระเจ้าทรงเต็มพระทัยที่จะยกโทษให้คุณไหม? คุณคิดว่าพระสัญญาของพระเจ้ามีไว้สำหรับใครก็ได้ที่ไม่ได้ทำผิดบาปอย่างที่คุณทำหรือเปล่า? คำตอบของคุณอาจมีนัยสำคัญของลัทธิเคร่งศาสนาแฝงอยู่ คือคิดว่าเป็นเพราะคุณยังทำไม่พอ แต่ความจริงก็คือบาปของคุณนั้นไม่ว่าจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม มันไม่เกินฤทธิ์อำนาจของพระโลหิตของพระเยซู และไม่มีวันยิ่งใหญ่กว่าความพอพระทัยของพระเจ้าที่จะยกโทษบาปให้คุณ ดังนั้น ขอให้สารภาพบาปด้วยเสรีภาพและด้วยใจขอบพระคุณว่า “พระบิดา ความปรารถนาของข้าพระองค์อาจจะสำคัญต่อข้าพระองค์มากกว่าการได้รู้จักและได้ไว้วางใจพระองค์”

และยังมีมากกว่านั้นอีก พระเจ้าทรงรู้จักเรา ทั้งความอับอาย ความกลัว และการถูกปฏิเสธในชีวิตนี้ของเรา สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถมีอำนาจเหนือเราอีกต่อไป แต่มันจะยังคงสร้างความเจ็บปวดให้กับเราได้อยู่ ในการอยู่ในความทุกข์ทรมานเหล่านี้เองที่พระเจ้าทรงประทานพรให้เราอย่างท่วมท้นยิ่งกว่าเดิม

  • พระองค์ทรงลบล้างความละอายและการถูกทำให้อับอายของเรา
  • พระองค์ทรงยอมรับผู้ที่ถูกปฏิเสธ
  • พระองค์ทรงปกป้องผู้ที่ถูกคุกคาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเจ้าทรงเติมเต็มเรา พระองค์ทรงเทความรักของพระองค์ลงในจิตใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เรา (รม. 5:5)

เนื่องจากเราถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก เราจะไม่มีวันพอใจได้เลยหากเราไม่รู้จักความรักนั้นอย่างลึกซึ้ง สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องการคือความรักของพระเยซ

เรื่องราวความรักของโฮเชยา

หนึ่งในการสำแดงอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเราพบได้ในพระธรรมโฮเชยาในพันธสัญญาเดิม พระธรรมเล่มนี้เป็นเรื่องราวความรักสองเรื่องที่ดำเนินคู่ขนานกันไป เรื่องราวที่สำคัญที่สุดคือเกี่ยวกับพระเจ้าและความรักที่พระองค์มีต่อประชากรของพระองค์ การเปรียบเทียบในโลกนี้คือเรื่องราวของโฮเชยาและโกเมอร์ โฮเชยาและโกเมอร์ชี้ให้เราเห็นถึงการปลอบโยนของพระเจ้าและความรักที่พระองค์มอบให้กับผู้ที่ถูกทำให้อับอาย ถูกคุกคาม และถูกปฏิเสธ

แต่เรื่องราวของโฮเชยาทำให้เรามีคำถามมากมาย คำถามแรกคือ ทำไมพระเจ้าจึงบอกให้โฮเชยาแต่งงานกับโกเมอร์ ผู้หญิงที่ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นโสเภณีและไม่ได้คิดที่จะเลิกสิ่งนี้แม้หลังจากแต่งงานกับโฮเชยาแล้วก็ตาม?

ในพวกเราไม่มีใครสักคนที่นึกภาพออกว่าจะยอมแต่งงานกับผู้หญิงอย่างโกเมอร์ได้เลย เธอไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดใจแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่การแต่งงานกับเธอกลับเป็นวิธีที่โฮเชยาได้มองเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงแต่งงานกับคนอย่างโกเมอร์จริงๆ

พระเจ้ากำลังตรัสกับโฮเชยา สื่อโดยนัยว่า “เจ้าและเราจะมอบหัวใจของเราให้กับคนที่ปฏิเสธเราอย่างสิ้นเชิง เราจะมอบหัวใจ พลังงาน เวลา และเงินทองทั้งหมดของเราเพื่อแสวงหาสิ่งเหล่านี้ การทำเช่นนี้จะทำให้เจ้า โฮเชยา เข้าใจความรักมั่นคงของเราที่มีต่อเจ้าและต่อประชากรของเจ้า เจ้าเห็นไหม เราเองคือสามี ชีวิตของเจ้าจะเกี่ยวกับความรักของเรา ความเจ็บปวดของเจ้าจะสะท้อนถึงความเจ็บปวดของเรา และความสัตย์ซื่อของเจ้าจะเป็นเพียงแบบจำลองของความสัตย์ซื่อของเรา”

นี่คือการแต่งตั้งโฮเชยาให้เข้าสู่การรับใช้ ขณะที่อิสยาห์ถูกนำเข้าไปอยู่ต่อหน้าพระบัลลังก์เพื่อเป็นพยานถึงพระบารมีและความบริสุทธิ์ขององค์ผู้บริสุทธิ์นั้น โฮเชยากลับได้พบกับโกเมอร์ ณ ที่นั่งของคนบาป และได้เห็นความรักอันหาที่สุดมิได้ขององค์ผู้บริสุทธิ์ ความรักนั้นคือแก่นสารของโฮเชยาถึงอิสราเอล

เมื่อพระยาห์เวห์ตรัสทางโฮเชยาเป็นครั้งแรกนั้น พระยาห์เวห์ตรัสกับโฮเชยาว่า “ไปซี ไปรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยาและเกิดลูกชู้กับนาง เพราะว่าแผ่นดินนี้เล่นชู้อย่างยิ่ง โดยการละทิ้งพระยาห์เวห์” ดังนั้นท่านจึงไปรับโกเมอร์บุตรสาวดิบลาอิมมาเป็นภรรยา แล้วนางก็มีครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่งแก่ท่าน (โฮเชยา 1:2-3)

ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธและการถูกทรยศเริ่มต้นขึ้นกับโฮเชยาอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุดก็เมื่อลูกคนที่สองของพวกเขาเกิดขึ้นมา โกเมอร์ก็กลายเป็นหญิงโสเภณีโดยสมบูรณ์แล้ว ลูกคนที่สองของโกเมอร์ชื่อ โลรุหะมาห์ แปลว่าไม่ทรงเมตตา โอกาสเป็นไปได้สูงว่าลูกสาวคนนี้ไม่ใช่ลูกของโฮเชยาด้วยซ้ำ สำหรับลูกคนที่สามนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ชื่อของเขา โลอัมมี แปลว่า ไม่ใช่ชนชาติของเรา ถึงตอนนี้ โกเมอร์ก็ได้ใช้ชีวิตตามอำเภอใจของตนเอง

เมื่อเราอ่านเรื่องการแต่งงานที่ดูเหมือนเป็นการสมรสเพียงในนามนี้ จิตใจของเราก็ข้ามจากเรื่องราวของโฮเชยาและความทุกข์ยากแสนสาหัสของเขา ไปสู่ความอดทนอันศักดิ์สิทธิ์และความสัตย์ซื่ออันไม่สิ้นสุดของพระเจ้าที่มีต่อเรา เราควรเริ่มคิดว่า พระเจ้าทรงขอให้ฉันเป็นเจ้าสาวของพระองค์ได้อย่างไรกัน? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจิตใจของโฮเชยาเองก็คงกระโจนจากสถานการณ์ของเขาไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเช่นเดียวกัน

แต่ปัญหาของโฮเชยายังไม่จบสิ้น เพราะหลังจากทำให้ทั้งโฮเชยาและตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว โกเมอร์ก็สลัดทิ้งภาพลักษณ์ของการเป็นภรรยาและทิ้งโฮเชยาไปด้วย เธอหลงไปกับกิเลสตัณหา เธอคิดว่าตัวเองน่าจะได้สิ่งที่ดีกว่า เธอกล่าวว่า “ฉันจะตามคนรักของฉันไป ผู้ให้อาหารและน้ำ ขนแกะและป่าน ทั้งน้ำมันและเครื่องดื่มแก่ฉัน” (โฮเชยา 2:5)

เมื่อโกเมอร์จากไป โฮเชยาก็จัดเตรียมเสบียงอาหารให้ เพราะเขารู้ว่าเหล่าคนรักของโกเมอร์นั้นไม่สนใจเธอเลย หากมีโอกาสพวกเขาจะปล่อยให้เธอตายด้วยความอดอยาก ดังนั้น โฮเชยาจึงยังจะจัดหาเสบียงให้โกเมอร์อยู่ดีถึงแม้ว่าเขารู้ดีว่าโกเมอร์จะเอาสิ่งของเหล่านั้นไปให้บรรดาชายชู้ของเธอก็ตาม สำหรับโกเมอร์โฮเชยาแทบจะถูกลืมเลือนไปหมดแล้ว แต่ทั้งโฮเชยาและพระเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้ให้ข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมัน และได้ให้เงินและทองมากมายแก่นาง” (โฮเชยา 2:8)

แม้จะได้รับการสนับสนุนจากโฮเชยา แต่โกเมอร์ก็ถูกเหล่าชายชู้ทอดทิ้งในที่สุด เราทำได้เพียงคาดเดาว่าพวกผู้ชายเหล่านั้นใช้ความรุนแรงกับเธออย่างไรบ้าง ทั้งการถูกข่มขืน การถูกบังคับให้ค้าประเวณี และการทุบตี เธอถูกปฏิบัติราวกับขยะ สิ่งเดียวที่เหลือให้เธอคือการเป็นทาส

บัดนี้โกเมอร์หมดสิ้นทุกสิ่งแล้ว การล่วงประเวณีทั้งหลายได้พาเธอไปเกือบถึงปากหลุมศพ เธอกลายเป็นคนจรจัดซึ่งความหวัง ความอับอาย ความกลัว และการถูกปฏิเสธได้กดทับเธออย่างไม่เคยมีมาก่อน เธอยืนอยู่ในตลาดค้าทาสเปลือยกายเพื่อให้ผู้ซื้อตรวจสอบร่างกาย ใครกันจะเป็นคนต่อไปที่จะทำทารุณกรรมกับเธออีก?

พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้า [โฮเชยา] “จงไปอีกครั้ง ไปรักกับหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักของชู้และเป็นหญิงล่วงประเวณี เหมือนที่พระยาห์เวห์ทรงรักพงศ์พันธุ์อิสราเอล” (โฮเชยา 3:1)

การประมูลไม่เคยได้ราคาสูง เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครประทับใจกับสินค้าเลย โกเมอร์ถูกขายให้กับโฮเชยาในราคาของทาสธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากจ่ายเงินแล้ว โฮเชยาก็ไปหาโกเมอร์และทำบางอย่างที่ทำให้ชาวเมืองกระซิบกระซาบกัน: เขาคลุมร่างเปลือยเปล่าของเธอไว้ บางทีตอนนั้นโกเมอร์อาจจะยังจำโฮเชยาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ตามพระบัญชาของพระเจ้า โฮเชยาปฏิบัติต่อเธอในฐานะภรรยาของเขาทันที เขายืนยันพันธสัญญาการแต่งงานของเขากับเธออีกครั้ง เขาพูดว่า “ฉันเป็นของเธอ และเธอเป็นของฉัน ฉันเป็นของเธอคนเดียว เธอเป็นของฉันไม่ใช่ของใครอื่น”

หากไม่นับรวมข่าวประเสริฐของพระคริสต์ นี่คือเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยถูกเล่าขานมา คุณเคยเห็นความรักแบบนี้บ้างไหม? ผมเคยเห็นเงาลาง ๆ ของมันนิดหน่อย มันมีให้เห็นอยู่ทั่วคริสตจักร แต่ไม่มีสิ่งใดที่เทียบเท่ากับเรื่องราวของโฮเชยาและเรื่องราวจากสวรรค์ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างแท้จริง นี่คือความรักอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ โกเมอร์ยึดติดอยู่กับความปรารถนาของตนเอง เธอมองหามันจากทุกหนทุกแห่งเพื่อเติมเต็มมัน โฮเชยากลับมุ่งมั่นที่จะเป็นภาพสะท้อนของพระเจ้าผู้ทรงเป็นสามี โฮเชยารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสนองตัณหาของภรรยาได้ แต่เขาก็ยังคงแสวงหาเธอ วิงวอนให้เธอละทิ้งความปรารถนาของตนเองและแสวงหาความพึงพอใจในความรักแห่งชีวิตสมรส ในที่สุดเขาก็ไถ่เธอกลับมา เขาได้ซื้อเธอกลับมา

โฮเชยารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้? เราไม่อาจทราบได้จริง ๆ มันคงต้องเป็นชีวิตที่เจ็บปวด เต็มไปด้วยความอับอายและความเศร้าโศก แต่โฮเชยาไม่ได้นำแง่มุมมองส่วนตัวของเขา สิ่งที่เขาบันทึกไว้คือเขายอมจำนนต่อพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์

เรื่องราวความรักของพระเจ้า

เรื่องนี้เป็นอย่างไรสำหรับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเรา? ตรงกันข้ามกับโฮเชยา พระเจ้าทรงประทานความเข้าใจลึกซึ้งในพระทัยของพระองค์แก่เรา ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในโฮเชยาบทที่ 11 แต่ก่อนที่จะพิจารณาพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ ลองพิจารณาดูว่า เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ใครจะเปิดเผยความรู้สึกลึกที่สุดของตนต่อสาธารณชนในขณะที่เขาไม่สมหวังในความรัก มันช่างน่าอับอายจริง ๆ ใช่ไหม ที่คนอื่นรู้ว่าคุณคือผู้ไล่ตามที่เปี่ยมด้วยความรักที่แม้แต่ผู้ถูกไล่ตามก็ยังนึกไม่ออกว่าคุณคือใคร? คุณรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองต่อเราในตอนหนึ่งที่สะเทือนใจที่สุดในพระคัมภีร์

ข้อพระคัมภีร์ในตอนต่อไปนี้ โปรดจำไว้ว่าเราเองคือเอฟราอิม เราคืออิสราเอล

โอ เอฟราอิมเอ่ย เราจะให้เจ้าแก่ผู้อื่นได้อย่างไร 

โอ อิสราเอลเอ่ย เราจะมอบเจ้าแก่ผู้อื่นได้อย่างไร 

เราจะให้เจ้าเหมือนเมืองอัดมาห์ได้อย่างไร 

เราจะทำให้เจ้าเหมือนเมืองเศโบยิมได้อย่างไร

จิตใจของเราปั่นป่วนอยู่ภายใน ความเอ็นดูของเราก็คุกรุ่นขึ้น 

เราจะไม่จัดการด้วยความกริ้วอันร้อนแรง เราจะไม่ทำลายเอฟราอิมอีก 

เพราะเราเป็นพระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เราเป็นผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางพวกเจ้า

เราจะไม่มาด้วยความโกรธ (โฮเชยา 11:8-9)

พระเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “เราจะให้เจ้าแก่ผู้อื่นได้อย่างไร?” จากนั้นพระองค์ก็ทรงประทานคำตอบทันทีว่า “เราจะมอบเจ้าแก่ผู้อื่นไม่ได้! เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นของเรา” พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติต่อประชากรที่กบฏของพระองค์ในแบบที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสองเมืองพี่น้องคือเมืองโสโดมและโกโมราห์ โดยปล่อยให้เมืองเหล่านั้นถูกทำลาย (ฉธบ. 29:23)

ทีนี้ลองสังเกตคำว่า “เปลี่ยนไป” ซึ่งเป็นคำที่พระเจ้าทรงใช้อธิบายพระทัยของพระองค์เองว่า “จิตใจที่อยู่ภายในเราก็เปลี่ยนไป” (TNCV) คำนี้ไม่ค่อยถูกใช้ในพระคัมภีร์เพื่ออธิบายประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ใด ตรงกันข้าม คำนี้มักถูกใช้เพื่ออธิบายถึงการโค่นล้มและการทำลายเมืองมากกว่า ดังนั้น เมื่อนำมาใช้อธิบายอารมณ์ จึงมีความหมายที่สื่อถึงความปั่นป่วนสะเทือนลึกถึงข้างในอย่างรุนแรง พระเจ้าตรัสว่า ภายในของพระองค์กำลังปั่นป่วนเพื่อประชากรของพระองค์ ฉบับ THA-ERV กล่าวว่า “เราเปลี่ยนใจแล้ว ความรู้สึกสงสารทำให้เราใจอ่อน” นี่ไม่ใช่การที่พระเจ้ากำลังพูดถึงความเจ็บปวดจากการถูกทรยศเท่านั้น แต่เป็นการที่พระเจ้าทรงสำแดงทรงพระเมตตาอันแรงกล้าที่พระองค์ทรงมีต่อประชากรของพระองค์ ซึ่งเผยให้เห็นถึงความปรารถนาอันลึกซึ้งของพระเจ้าที่จะนำผู้คนของพระองค์กลับคืนสู่พระองค์อีกครั้ง

เรื่องนี้อาจจะฟังดูดีเกินกว่าที่จะเป็นความจริง บางครั้งผมก็ยังรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปล่อยให้ผมเล็ดลอดผ่านประตูอาณาจักรของพระองค์มาอย่างหวุดหวิด ส่วนคนที่ดีจริง ๆ นั้น พวกเขาได้อยู่ข้างในกันอยู่แล้ว ผมได้เข้ามาก็เพราะพระเจ้าทรงจำเป็นต้องปล่อยให้ผมเข้ามา ผมประกาศความเชื่อในพระเยซูในฐานะพระเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์และพระคริสต์ ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่มีทางเลือก

แต่แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงมีทางเลือก และพระองค์ทรงเลือกที่จะรักเราด้วยความรักที่ลึกซึ้งและสัตย์ซื่อ ในบางครั้งเหตุผลที่ทำให้ผมสงสัยคือ ผมคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นเหมือนเรา หรือเหมือนผม ถ้าโกเมอร์เป็นภรรยาผม สัญชาตญาณของผมก็คือปล่อยเธอไปและโล่งใจ ผมคงอยากตัดใจและหลีกเลี่ยงความอับอายจากการไล่ตามคนที่ไม่ใยดีต่อผม แต่ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้จากโฮเชยาบอกว่า พระเจ้าไม่เหมือนผม พระเจ้าคือพระเจ้า พระองค์ไม่ใช่มนุษย์ “ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้” (2 ทธ. 2:13) ยิ่งไปกว่านั้น ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไม่ใช่ความสัตย์ซื่อแบบเย็นชาแข็งกระด้าง แต่เป็นความสัตย์ซื่อแบบใจอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก มันเป็นความสัตย์ซื่อที่อัดแน่นมากจนพระเจ้าทรงบรรยายว่ามันเหมือนกับการฉีกกระชากภายในพระทัยพระองค์เอง

จากตรงนี้ คุณจะสามารถเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์เดียวกันการมุมมองของมนุษย์ตัดสินสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำนั้นผิดพลาดมากเพียงไร สิ่งที่เป็นเพียงแค่ของชั่วคราวและความบาปนั้นไม่มีวันที่จะใช้เป็นมาตรฐานสำหรับความบริสุทธิ์ได้ หากเราตัดสินจากประสบการณ์ของเราเอง เราก็จะคิดว่าพระเจ้าจะเบื่อหน่ายและทิ้งเราให้เปลือยเปล่าอยู่ในตลาดค้าทาส แต่พระเจ้าตรัสกับเราว่า “เพราะเราเป็นพระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เราเป็นผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางพวกเจ้า เราจะไม่มาด้วยความโกรธ”

อะไรที่ยับยั้งพระพิโรธของพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่พระเจ้าทรงเป็นความรักอันบริสุทธิ์และความยุติธรรมอันบริสุทธิ์? เหตุผลที่พระองค์ไม่ได้เสด็จมาด้วยพระพิโรธก็คือ ความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ของพระองค์ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พระเยซูจะทรงเสด็จมาเป็นทาสแทนเรา พระองค์จะทรงรับเอาความอับอายและการถูกปฏิเสธซึ่งเราควรได้รับ และแทนที่สิ่งนั้นพระองค์ได้ทรงยกโทษและทำให้เราถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้น พระองค์จะทรงทำให้เรามีศักดิ์ศรีด้วย (รม. 8:30) พระองค์จะทรงยกชูเรา

พระเจ้าทรงมองการทรงสร้างของพระองค์จากมุมมองของวันแห่งความสมบูรณ์ จากมุมมองนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าโกเมอร์ของพระองค์จะเป็นอย่างไรในที่สุดแล้ว เธอจะเป็นเจ้าสาวที่เปล่งประกาย ได้รับเกียรติและได้รับการยกย่องเธอผู้ซึ่งปราศจากตำหนิจะถูกนำไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าอันรุ่งโรจน์ และพระองค์จะทรงต้อนรับเธอด้วยความยินดีอย่างยิ่งใหญ่ (ยูดา 1:24) หากพระเจ้าทรงตั้งพระทัยจริงในการแสวงหาภรรยาที่ล่วงประเวณีของพระองค์ คุณมั่นใจได้เลยว่าจะมีการเฉลิมฉลอง เสียงหัวเราะ และความยินดีอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อภรรยาของพระองค์ได้รับเกียรติและอยู่ในพระพักตร์ของพระองค์ตลอดไป

ฉากนี้จะคล้ายคลึงกับพิธีสมรสที่สวยงามที่สุดที่คุณเคยเห็นมา แต่เนื่องจากเป็นพิธีสมรสที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น มันจึงแตกต่างจากที่คุณเคยเห็น ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือจุดศูนย์กลางของพิธีสมรส ในพิธีสมรสแบบตะวันตกดั้งเดิมเจ้าสาวคือผู้ที่ได้รับเกียรติ ทุกคนในพิธีต่างพูดถึงความงามของเจ้าสาว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เธอเสมอ แต่ในพิธีสวรรค์นิรันดร์นี้ สายตาของเราจะจับจ้องไปที่อีกผู้หนึ่ง เจ้าสาวจะได้รับการยกย่อง ได้รับเกียรติ และได้รับพระสิริ แต่ความงามทั้งหมดของเธอจะยกย่องพระเจ้าผู้ทรงอานุภาพยิ่งกว่า เพราะพระองค์คือผู้ที่ออกตามหาตามติดด้วยความรักมั่นคง ซื้อเธอมาและเปลี่ยนแปลงเธอ ความงามใด ๆ ที่ได้ปรากฏในเจ้าสาวล้วนเป็นเพียงเงาสะท้อนถึงความงามที่ยิ่งใหญ่กว่าของเจ้าบ่าว

คุณรู้สึกอิ่มเอมใจแล้วหรือยัง? นี่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่รู้จักพระคริสต์ผ่านทางความเชื่อ

  1. ผู้ที่มีความละอายจะได้รับการคลุมปกป้อง พวกเขาไม่ต้องซ่อนตัวจากพระพักตร์ของพระเจ้าหรือจากผู้อื่นอีกต่อไป พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “จงมาเถิด จงมา”
  2. ผู้ที่ถูกปฏิเสธจะได้รับการยอมรับ พวกเขาได้รับการยอมรับอย่างลึกซึ้งจากพระเจ้า พร้อมด้วยความชื่นชมยินดีและการร้องเพลงเหนือพวกเขา
  3. ผู้ที่ถูกข่มเหงจะได้รับการปลอบประโลม พวกเขาได้รับการปลอบประโลมเพราะพวกเขารู้ว่าสามีของพวกเขาคือ จอมกษัตริย์ผู้ทรงครอบครองสูงสุดเหนือแผ่นดินโลก จะมีความทุกข์ทรมานในชีวิตนี้หรือไม่? มีแน่นอน พระองค์จะทรงอนุญาตให้ความทุกข์ทรมานมาถึงเจ้าสาวของพระองค์ แต่พระพรจะมีน้ำหนักมากกว่าความเจ็บปวด พระพรของการเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นนั้นยิ่งใหญ่กว่าความยากลำบากของไฟแห่งการขัดเกลา และความเจ็บปวดนั้นจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

พระเจ้าของเราจะไม่ทรงเรียกเราว่าผู้รับใช้อีกต่อไป โดยทางพระเยซู พระองค์ทรงเรียกเราว่ามิตรสหาย บุตร และเจ้าสาวของพระองค์ โดยทางพระวิญญาณของพระองค์ พระเจ้าทรงประทานของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะสามารถเสาะแสวงหาได้ นั่นคือ พระองค์ประทานพระองค์เองแก่เรา พระองค์ตรัสว่า “เราอยู่กับเจ้า” (ดู ยอห์น 14:27-28) พระองค์ตรัสกับเราอีกว่า “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย’ ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว ใครจะทำอะไรกับข้าพเจ้าได้เล่า’” (ฮบ. 13:5-6)

ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่ตัดสินใจทันที ในวันที่ภรรยาทิ้งเขาไปว่า เขาจะไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป เขาจะไม่มีวันเปิดเผยตัวตนของเขา เขาจะไม่สนิทสนมกับใครหรือปล่อยให้ใครสนิทสนมกับเขาอีก แน่นอนว่าเขาตระหนักดีว่าภรรยาของเขายังคงควบคุมเขาอยู่ แต่เขาคิดว่าอย่างน้อยวิธีที่เขาเลือกก็น่าจะเจ็บปวดน้อยกว่า

เมื่อพิจารณาถึงโฮเชยา การตัดสินใจทำเช่นชายคนนั้นไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคริสเตียนอีกต่อไป ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่มีราคาแพง และไม่เคยเลือกเส้นทางที่ง่ายหรือเส้นทางที่หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ แต่กลับเป็นความรักที่คิดหาหนทางที่จะเข้าใกล้ผู้อื่นอย่างไร และคิดหาวิธีที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างความประหลาดใจให้พวกเขาด้วยความรัก

เส้นทางแห่งความรักของพระเจ้าไม่ได้ปราศจากความทุกข์ อันที่จริง ผู้ที่รักมากกว่าย่อมทุกข์มากกว่า แต่เส้นทางแห่งความรักของพระเจ้าเป็นเส้นทางที่ทำให้เราเต็มล้น จนถ้วยของเราไม่อาจจะบรรจุสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้เราได้ดังนั้น จึงเป็นธรรมชาติของการปลอบโยนที่เราได้รับจากพระคริสต์จะหลั่งไหลเข้าสู่ชีวิตของผู้อื่นด้วย (2 คร. 1:3-7) เป้าหมายของเราคือการรักผู้อื่นมากกว่าที่เราจะพึ่งพาพวกเขา เราเป็นเหยือกที่มีน้ำล้น ไม่ใช่ถ้วยที่แตกร้าว

สำหรับต่อยอดความคิด

หลายคนถามว่า “ฉันจะรู้จักความรักของพระเจ้าได้อย่างไร? ฉันอยากรู้ แต่มันดูห่างไกลเหลือเกิน” คำตอบคือ จงกลับใจจากการแสวงหาพระเจ้าเพียงเพื่อให้คุณจะได้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น จากนั้น จงคิดถึงพระเยซูขณะที่คุณศึกษาเรื่องราวของโฮเชยา ขอให้พระเจ้าทรงสอนคุณเกี่ยวกับความรักของพระองค์เพื่อที่คุณจะได้รู้จักความรักนั้นและได้เรียนรู้ที่จะมอบให้กับคนอื่น ขอให้ผู้อื่นอธิษฐานเผื่อคุณในขณะที่คุณอ่าน เพราะพระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงสอนคุณเอง

แชร์

  • Facebook