ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 3 · ฟรี

บทที่ 2: ผู้คนจะปฏิเสธฉัน

เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์

บทที่ 2: ผู้คนจะปฏิเสธฉัน

ความละอายใจและความกลัวที่จะถูกเปิดโปงทำให้เราตกอยู่ในสภาพอ่อนแอต่อการกลัวมนุษย์ ตอนนี้ขอให้คุณหันมาสนใจประสบการณ์ที่ทุกคนมีทั่วโลกในการถูกปฏิเสธและความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของความละอายใจอย่างแน่นอน มันไม่จำเป็นต้องเป็นการถูกละเมิดที่ร้ายแรงเสมอไป การถูกคนอื่นเพิกเฉย เยาะเย้ย หรือหันหลังให้คุณก็ถือว่าร้ายแรงพอ พวกเขากีดกันคุณออกไป พวกเขาไม่ยอมรับและไม่ให้ความรักที่คุณต้องการจากพวกเขา ทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวและรู้สึกด้อยค่ากว่าคนรอบข้าง

และเช่นเคย พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว

ความกลัวการถูกปฏิเสธที่พระคัมภีร์กล่าวถึง 

การได้รู้ว่าบุคคลสำคัญหลายคนตลอดประวัติศาสตร์ต่างก็มีปัญหาเกี่ยวกับความกลัวการถูกปฏิเสธนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่หนุนใจ ตัวอย่างเช่น โมเสสได้เตือนผู้นำและผู้วินิจฉัยของอิสราเอลถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ (ฉธบ. 1:17) โมเสสรู้ดีว่ามนุษย์มักให้ความเคารพต่อความคิดเห็นของผู้อื่น แสดงความลำเอียง และให้เกียรติบางคนเหนือคนอื่น เพราะพวกเขากลัวการถูกปฏิเสธจากคนที่พวกเขาถือว่าสำคัญ

แนวโน้มนี้ของมนุษย์เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้วินิจฉัยของอิสราเอล ตัวอย่างเช่น หากผู้วินิจฉัยของอิสราเอลต้องตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับช่างตีโลหะคนสำคัญ เขาอาจจะต้องเจอกับแรงกดดันบางอย่างที่จะทำให้ผลการตัดสินนั้นเบาลงหรืออาจจะถึงขั้นยกเว้นโทษทั้งหมด เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ในอนาคตช่างตีโลหะคนนั้นอาจจะปฏิเสธที่จะช่วยผู้วินิจฉัยก็ได้ในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้วินิจฉัยอาจจะถูกควบคุมโดยจำเลยได้ หากจำเลยมีสิ่งที่ผู้วินิจฉัยต้องการ ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนจะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และความยุติธรรมของพระเจ้าจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย

ผมสงสัยว่ามีพวกเราสักกี่คนที่กลัวคนที่ร่ำรวยกว่า มีอำนาจมากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า และมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่า เราสามารถตรวจสอบตัวเองโดยการถามคำถามเหล่านี้ว่า ฉันให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับและการอนุมัติจากบุคคลหรือบางกลุ่มเป็นพิเศษ เพียงเพราะพวกเขาให้สิ่งที่ฉันคิดว่าฉันต้องการได้ใช่ไหม? ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงเจ้านายที่ประเมินผลประจำปีของฉัน หรือไม่ก็เพื่อนบ้านที่ช่วยส่งเสริมสถานภาพของฉันให้ดูดีขึ้น หรือบางทีอาจจะเป็นคนที่ช่วยจัดทำงบประมาณของคริสตจักร หรือคู่สมรสที่การยอมรับและการอนุมัติจากเขามีความสำคัญที่สุด

ในพระคัมภีร์ กษัตริย์ซาอูลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนที่กลัวการถูกปฏิเสธ ใน 1 ซามูเอล 15 พระเจ้าทรงบัญชาให้ซาอูลทำลายชาวอามาเลขให้สิ้นซาก จากนั้นพระเจ้าก็ทรงประทานพระคุณแก่กองทัพของอิสราเอลเพื่อเอาชนะผู้คนเหล่านี้ “แต่ซาอูลกับทหารได้ไว้ชีวิตอากัก [กษัตริย์ของชาวอามาเลข] และเก็บแกะ วัว ลูกแกะที่อ้วนท้วนซึ่งดีที่สุดเอาไว้” (1 ซมอ. 15:9) เมื่อผู้เผยพระวจนะซามูเอลเผชิญหน้ากับซาอูลด้วยเรื่องการไม่เชื่อฟังอย่างร้ายแรงนี้ ซาอูลก็สารภาพบาปของเขาแต่ก็แก้ตัวว่า “ข้าพเจ้ากลัวประชาชน จึงยอมทำตามพวกเขา” (1 ซมอ. 15:24)

ซาอูลน่าจะอ้างเหตุผลนี้ด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งในสองประการ บางทีเขาอาจจะรู้สึกกดดันจากนายพลของเขาจริง ๆ จึงต้องนำของที่ปล้นมาจากสงครามกลับบ้านเมืองของตน ในกรณีนี้ ข้อแก้ตัวนี้ของเขาก็ฟังไม่ขึ้นเมื่อเทียบกับคำเตือนอันนับไม่ถ้วนของพระเจ้าที่สั่งไว้ไม่ให้เรากลัวมนุษย์ด้วยกันเอง หรือบางทีซาอูลอาจคิดว่าซามูเอลจะยอมรับข้อแก้ตัวของเขาก็เป็นได้ เพราะการกลัวคนอื่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ท้ายที่สุดแล้ว เนื่องจากความกลัวคนอื่นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของเรา แล้วเราจะถูกถือว่ามีความผิดได้อย่างไร? ไม่ว่าทางเลือกใดจะเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงของซาอูล ความกลัวมนุษย์ของเขาก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเลวร้าย นั่นคือเหตุผลที่ซาอูลต้องสูญเสียอาณาจักรของเขาไป

พวกฟาริสีในพันธสัญญาใหม่มีความกลัวที่จะถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับกษัตริย์ซาอูล พวกเขาโหยหาการยอมรับและการเห็นชอบจากประชาชน และกลัวว่าตนจะไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น พวกฟาริสีจำนวนมากอวดอ้างว่าพวกเขาไม่เชื่อในพระเยซู และพวกเขายังกล่าวหาผู้ที่เชื่อด้วยว่าหลงผิด (ยอห์น 7:45-49) แต่ก็ยังมีผู้นำบางคนที่ไม่สามารถเพิกเฉยต่อคำสอนและการอัศจรรย์อันเปี่ยมด้วยสิทธิอำนาจของพระเยซูได้ และในใจลึก ๆ พวกเขาก็เชื่อในพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงถูกส่งมาจากพระเจ้าและทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขาหวังไว้ และอธิษฐานเผื่อมานาน

คุณอาจคิดว่า เมื่อมีความเชื่อมั่นเช่นนี้พวกผู้นำเหล่านั้นจะกลายเป็นสาวกของพระเยซูทันที และพยายามโน้มน้าวคนอื่น ๆ ให้เชื่อในพระเยซูด้วย ไม่เลย มันไม่ได้เกิดขึ้น ความเชื่อของพวกเขาเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เพราะพวกเขากลัวที่จะบอกคนอื่น ๆ ว่าตนเองเชื่อในพระเยซู เนื่องด้วยพวกเขาคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าผู้คนในธรรมศาลาจะตอบสนองอย่างไรบ้างหากพวกเขาประกาศออกไปเช่นนั้น “เพราะพวกเขาชอบคำสรรเสริญจากมนุษย์ มากกว่าการสรรเสริญพระเจ้า” (ยอห์น 12:43) พวกเขารู้สึกว่าต้องการคำสรรเสริญจากมนุษย์ พวกเขากลัวการถูกปฏิเสธมากกว่ายำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

ความกลัวการถูกปฏิเสธของเราเอง 

ฟังดูคุ้นๆ มากเลยใช่ไหม บางครั้งดูเหมือนว่าเราอยากตายเพื่อพระเยซูมากกว่าที่จะมีชีวิตเพื่อพระองค์ หากใครสักคนมีอำนาจที่จะฆ่าเราเพราะคำประกาศความเชื่อของเรา ผมจินตนาการว่าคริสเตียนส่วนใหญ่คงจะยังคงตอบว่า “ใช่ ฉันเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์” ถึงแม้ว่าการตอบเช่นนี้จะหมายถึงความตายก็ตาม ความน่ากลัวของการถูกทรมานอาจจะทำให้ใครบางคนต้องคิดทบทวนอีกครั้ง แต่ผมคิดว่าคริสเตียนส่วนใหญ่จะยอมรับพระคริสต์ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี หากการตัดสินใจเพื่อพระเยซูหมายถึงการต้องใช้เวลาหลายปีในการไม่เป็นที่นิยม ถูกเพิกเฉย ยากจน หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนก็อาจจะวางความเชื่อของตนไว้บนทิ้งชั่วคราว “ความตายยังไม่ใกล้เข้ามา ดังนั้นทำไมต้องรีบตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นแบบนั้นล่ะ?” “ยังมีเวลาในภายหลังที่จะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ถูกต้องกับพระเจ้า” พูดอีกอย่างก็คือ “ฆ่าฉันเถอะ แต่อย่าทำให้ฉันหมดความนิยมหมดการยอมรับ หรือหมดความเคารพจากคนอื่น”

จงจำคำ ๆ นี้ไว้ให้ดี การประกาศข่าวประเสริฐ ผมแน่ใจว่าวัยรุ่นหลายคนคงจะยอมตายดีกว่าที่จะปล่อยให้เพื่อน ๆ จับได้ว่าพวกเขาไปเที่ยวกับกลุ่มอนุชนในคริสตจักรหรือแสดงละครคริสเตียนตามท้องถนน การเดินทางเผยแผ่ศาสนาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดไม่ใช่การไปไกลจากละแวกบ้านของเราเองหรอกหรือ? การเล่าเรื่องพระเจ้าในแอฟริกาเป็นเรื่องง่าย แต่การเล่าเรื่องพระเจ้าในละแวกบ้านของเราเองเป็นสิ่งที่ท้าทายอยู่เสมอ มีใครบ้างที่มีความกล้าหาญและชัดเจนเหมือนพระเยซูในการเป็นพยานเกี่ยวกับข่าวประเสริฐอย่างสม่ำเสมอบ้างไหม? ไม่เคยมีเลยมีใครที่สามารถหลีกเลี่ยงความกลัวของมนุษย์ในการประกาศข่าวประเสริฐได้ตลอดเวลาบ้างไหม? แน่นอนว่าไม่มี มี “ความโง่เขลา” ที่อยู่ในข่าวประเสริฐแห่งไม้กางเขนในสายตาของผู้ไม่เชื่ออยู่แล้ว การประกาศข่าวประเสริฐอย่างชัดเจนทำให้เราดูไม่ดี และ ไม่ทำให้เราเป็นที่นิยมเลย

“แรงกดดันจากผู้คนรอบข้าง” และการสรรเสริญพระเจ้า 

คำสรรเสริญจากผู้อื่นก็เหมือนสายลมบางเบาที่พัดผ่านมาเพียงชั่วขณะ แต่เป็นไปได้ที่มันดูเหมือนมีเกียรติมากกว่าการสรรเสริญพระเจ้า พระเยซูเองตรัสกับผู้นำชาวยิวว่า “พวกท่านจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อท่านรับเกียรติจากกันและกันเอง และไม่ได้แสวงหาเกียรติที่มาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว” (ยอห์น 5:44)

ในปัจจุบันนี้ เราอาจจะเรียกพวกฟาริสีว่าเป็นพวกที่พยายามทำให้คนรอบตัวพอใจเสมอก็ได้ พวกเขา “ต่อสู้กับแรงกดดันจากคนที่อยู่รอบตัว” และเนื่องจากเราทุกคนเองต่างก็เคยเผชิญกับปัญหาแบบนี้บ้างในบางครั้ง ดังนั้น เราจึงค่อนข้างเห็นใจในพฤติกรรมดังกล่าว แต่การพยายามทำให้คนรอบตัวพอใจเสมอเป็นความกลัวมนุษย์ในแบบที่น่าเศร้าที่สุด วัยรุ่นมักจะตัดสินใจ ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเหตุผลนี้ ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ด้วยเช่นกันที่มักจะดูว่าคนอื่นอยากให้เขาทำอะไร เรารอให้คนอื่นริเริ่มแสดงความรักก่อน เราใช้เวลามากเกินในการสงสัยว่าคนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับเสื้อผ้าหน้าผมของเรา หรือกับความคิดเห็นที่เราแสดงออกมาในการประชุมกลุ่มย่อย เรามองเห็นโอกาสที่จะเป็นพยานเกี่ยวกับพระคริสต์ แต่เราหลีกเลี่ยง เพราะเราถูกครอบงำด้วยชื่อเสียงของเราเอง เมื่อเราติดตามเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเหล่านี้ ปัญหาดูเหมือนจะเกิดจากคนอื่น แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอยู่ในตัวเราเองต่างหาก

พระเยซูทรงแตกต่างจากความกังวลแบบฟาริสีโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่ทรงลำเอียงหรือเลือกที่รักมักที่ชัง แต่กลับเข้าช่วยทั้งชายและหญิง ทั้งคนรวยและคนจนและทั้งผู้คนทุกเชื้อชาติและทุกวัยด้วยความเท่าเทียม พระองค์ไม่ทรงทำแบบสำรวจความคิดเห็นว่าอะไรเป็นที่นิยมก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มสั่งสอน แต่กลับทรงตรัสความจริงที่มักจะไม่เป็นที่นิยม ทั้งยังสามารถแทงทะลุเข้าสู่ก้นบึงของหัวใจมนุษย์ได้ พระองค์ตรัสว่า “เราไม่ยอมรับเกียรติจากมนุษย์” (ยอห์น 5:41) แม้แต่ศัตรูของพระองค์ก็ได้เห็นสิ่งนี้ด้วย “จึงใช้บรรดาศิษย์ของตนกับพวกเฮโรดไปทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ เราทราบว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์ สั่งสอนทางของพระเจ้าตามความจริงโดยไม่ได้เอาใจใคร เพราะท่านไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร” (มธ. 22:16) แน่นอนว่าคำพูดของพวกเขาเป็นเพียงการประจบสอพลอเพื่อหวังจะหลอกล่อพระเยซู แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคำพูดที่แสดงถึงความจริงอยู่ดี การที่พระเยซูไม่แยแสต่อความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งของการสอนของพระองค์ด้วยสิทธิอำนาจ และเป็นหนึ่งในลักษณะที่ทำให้การทำพันธกิจของพระองค์แตกต่างจากผู้นำชาวยิวคนอื่น ๆ ทั้งหมด

นอกจากนี้ท่าทีเช่นนี้ยังกำหนดทิศทางในการทำพันธกิจของอัครทูตเปาโลอีกด้วย เปาโลตักเตือนคริสตจักรทั้งหลายให้เลียนแบบสิ่งที่เขาทำเช่นเดียวกับที่เขาเลียนแบบพระคริสต์ (1 คร. 4:16; 1 ธส. 1:6) โดยสิ่งนี้ เปาโลกำลังสนับสนุนให้สาวกของตนเลียนแบบชีวิตและหลักคำสอนของเขา ซึ่งรวมถึงการแสวงหาคำสรรเสริญจากพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ (1 ธส. 2:4) เปาโลไม่ใช่คนที่เอาใจคน แต่เขาเป็นคนที่รักผู้คน และเพราะความรักนี้เขาจึงไม่เปลี่ยนข่าวประเสริฐให้เป็นไปตามความคิดเห็นของคนอื่น มีเพียงคนที่รักคนอื่นเท่านั้นที่สามารถตักเตือนอย่างตรงไปตรงมาได้ มีเพียงคนที่รักคนอื่นอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะไม่ถูกควบคุมโดยความคิดเห็นของคนอื่น เปาโลยังบอกแก่ชาวกาลาเทียด้วยว่า หากเขายังคงพยายามเอาใจมนุษย์ เขาก็จะไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระเจ้า (กท. 1:10) นั่นคือสิ่งที่เปาโลใช้รับมืออย่างจริงจังกับความกลัวมนุษย์

แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เปาโลมีสัญชาตญาณทางเนื้อหนังเหมือนกับเราทุกคน ซึ่งเปาโลเองก็รู้เรื่องนี้ดี ด้วยเหตุนี้ เขาจึงวิงวอนคริสตจักรให้อธิษฐานเผื่อเขา “[อธิษฐานและวิงวอน] เผื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้าพูด พระองค์จะประทานถ้อยคำแก่ข้าพเจ้าที่จะสำแดงความล้ำลึกของข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญ เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตที่ติดโซ่ตรวน และเพื่อว่าข้าพเจ้าจะกล้าพูดตามที่ข้าพเจ้าควรจะพูดนั้น” (อฟ. 6:19-20)

การต่อสู้กับความกลัวมนุษย์ของเปโตร 

ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่น่าเศร้ากว่าเกี่ยวกับความกลัวมนุษย์

เปโตรเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องบุคลิกที่หุนหันพลันแล่นของเขา ในบรรดาสาวกทั้งหมด เปโตรดูเหมือนจะกล้าหาญที่สุด เขาอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่เราคาดหวังว่าจะมีปัญหาเรื่องความกลัวมนุษย์ แต่โรคนี้เกิดขึ้นได้ในใจของทั้งผู้ที่กล้าหาญและผู้ที่ขี้ขลาดเช่นกัน

เปโตรจะปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไรกัน? เขาได้เห็นการอัศจรรย์ เขาได้รับพระวิญญาณซึ่งเปิดเผยให้เขาเห็นว่าพระเยซูคือพระคริสต์ เขาได้มีโอกาสเห็นกับตาตนเองในขณะที่พระเยซูทรงจำแลงพระกาย! เขาเป็นศิลา เขารักพระเยซู การปฏิเสธพระเยซูจึงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าเปโตรจะทำ แต่เขาก็เหมือนกับเราคือเป็นคนบาปเหมือนกัน ผู้ซึ่งไม่สามารถทำสิ่งฝ่ายวิญญาณได้เลยหากขาดการทำงานอย่างต่อเนื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปโตรจึงสามารถตกอยู่ในบ่วงแห่งการยกย่องมนุษย์จนคนเหล่านั้นดูยิ่งใหญ่กว่าพระเยซูได้เช่นกัน

ในคืนหนึ่งที่อากาศหนาวเย็น เปโตรอยู่นอกบ้านของมหาปุโรหิต ในขณะที่พระเยซูถูกไต่สวนอยู่ข้างใน เปโตรยืนอยู่ใกล้กองไฟกับกลุ่มข้าราชการและคนรับใช้ เมื่อคนเหล่านั้นบอกว่าพวกเขาเคยเห็นเปโตรอยู่กับพระเยซู เปโตรตอบไปทันทีว่า “ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง” (มธ. 26:70)

การที่เปโตรปฏิเสธเช่นนั้น มันอาจจะทำให้เราคิดไปว่าคนที่กำลังเผชิญหน้ากับเปโตรคือข้าราชการที่มีตำแหน่งสูง หรือไม่ก็เป็นฟาริสี หรืออาจจะเป็นใครสักคนที่สามารถสั่งประหารชีวิตเขาได้ทันที ชีวิตของเปโตรคงต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง แต่เปล่าเลย เปโตรกำลังเผชิญหน้ากับหญิงสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจอะไรเลย เป็นเพียงแค่สาวใช้เท่านั้น ใช่แล้ว เธอเป็นสาวใช้ของมหาปุโรหิต แต่ในตอนนั้นมหาปุโรหิตกำลังยุ่งอยู่กับการไต่สวนพระเยซูไม่มีเวลามาสนใจเปโตรด้วยซ้ำ และหากจะมีใครที่อยากจะจับสาวกสักคนของพระองค์ ตัวเลือกที่ชัดเจนก็น่าจะเป็นยอห์น เพราะเขาอยู่ข้างในกับพระเยซู

คงจะดีไม่ใช่น้อยหากคิดว่าชีวิตของเปโตรตกอยู่ในอันตราย แต่นั่นไม่เป็นความจริง เพราะแทบจะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เขาต้องปฏิเสธพระคริสต์

ครั้งที่สองเปโตรก็ถูกถามคำถามเดิม ซึ่งอาจจะเป็นการถามจากสาวใช้คนเดิมก็เป็นได้ เปโตรก็ยังตอบแบบเดียวกัน และไม่ใช่การตอบแบบหลบตาอย่างคนขี้ขลาดแต่เป็นการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพร้อมเอ่ยคำสาบานด้วย แน่นอนว่าเปโตรรู้ดีถึงความจริงจังของคำสาบาน เขารู้คำสอนของพระเยซูจากคำเทศนาบนภูเขาว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่” (มธ. 5:37) แต่ความบาปทำให้ความจริงนี้ไม่มีความสำคัญใด ๆ ต่อเปโตรเลยในขณะนั้น ความกลัวมนุษย์มักจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความไม่เชื่อและการไม่เชื่อฟัง

การปฏิเสธครั้งที่สามของเปโตรนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งก่อน ๆ “เปโตรเริ่มเอ่ยคำสาบแช่งตนเองและกล่าวคำสาบานว่า “ข้าไม่รู้จักคนนั้น” (มธ. 26:74) หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ “ขอพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงสาปแช่งข้าและครอบครัวหากข้าไม่ได้พูดความจริง” ความกลัวมนุษย์เป็นกับดักที่ทรยศอย่างแท้จริง อีกทั้งจังหวะเวลาที่เปโตรทำนั้นไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีก เพราะในขณะนั้น พระเยซูสามารถมองเห็นเปโตรได้ ซึ่งน่าจะเป็นขณะที่พระองค์กำลังถูกนำตัวจากบ้านของมหาปุโรหิตไปยังสภายิวแซนเฮดริน พระเยซู “ทรงเหลียวดูเปโตร” (ลูกา 22:61)

สำหรับเปโตร ณ วินาทีนั้นดูเหมือนว่าเขากลายเป็นอาดัมคนแรก ภายใต้สายพระเนตรขององค์บริสุทธิ์ เขาคงรู้สึกเปลือยเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีที่ใดให้ซ่อนตัว สำหรับพระเยซู เราทำได้แค่เดาว่าพระองค์ทรงกำลังคิดอะไรอยู่

สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อพระเยซูปรากฏแก่เหล่าสาวก พระองค์ทรงยินดีที่จะสำแดงการให้อภัยอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ต่อเปโตร “จงไปบอกเหล่าสาวกของพระองค์ และรวมทั้งเปโตรด้วย” ทูตสวรรค์ประกาศหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ (มาระโก 16:7) ในยอห์น 21:15-19 พระเยซูทรงตอบโต้กับการปฏิเสธทั้งสามครั้งของเปโตรด้วยคำเชิญชวนสามครั้งให้เลี้ยงฝูงแกะของพระองค์ และพระองค์จบด้วยการตรัสว่า “จงตามเรามาเถิด” (ข้อ 19)

เมื่อได้มีประสบการณ์ในคำแช่งสาปแห่งความกลัวมนุษย์ ได้สัมผัสถึงสายพระเนตรของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ได้รู้จักความรักที่ให้อภัยอย่างล้ำลึก เปโตรย่อมได้เรียนรู้บทเรียนของเขาแล้ว หรืออย่างน้อยผมแน่ใจว่าเขาคิดเช่นนั้น แม้จะมีความเชื่ออันแรงกล้าและได้รับของประทานฝ่ายพระวิญญาณ แต่ชายผู้โดดเด่นคนนี้ก็ต้องถ่อมตัวลงอีกครั้งเนื่องจากความกลัวมนุษย์ ครั้งนี้เป็นตอนที่เขาพยายามทำให้คนรอบข้างพอใจด้วยการรับประทานอาหารกับกลุ่มคริสเตียนกลุ่มหนึ่ง

เปโตรตระหนักดีว่าคนต่างชาติก็ถูกรวมไว้ในข่าวประเสริฐเช่นกัน หลังจากที่เปโตรเห็นนิมิตในพระธรรมกิจการบทที่ 10 เขาก็ใช้เวลาอยู่กับคนต่างชาติ เช่น โครเนเลียส ต่อมาดูเหมือนการพบปะและรับประทานอาหารกับคนต่างชาติก็กลายเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อคริสเตียนชาวยิวซึ่งถือว่าการเข้าสุหนัตเป็นส่วนหนึ่งของข่าวประเสริฐมาหาเปโตร เปโตรก็แยกตัวออกจากพี่น้องผู้เชื่อต่างชาติ เปโตรปฏิบัติต่อพี่น้องผู้เชื่อต่างชาติเหล่านั้นตามธรรมเนียมของชาวยิวแทนที่จะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า

เหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้? เพราะเขาเกรงกลัวกลุ่มคนที่เข้าสุหนัต เป็นผลให้ชาวยิวคนอื่น ๆ รวมทั้งบารนาบัส ถูกชักจูงให้ทำผิดเช่นเดียวกัน “ความหน้าชื่อใจคด” เช่นนี้ร้ายแรงมากจนเปาโลต้องเผชิญหน้ากับเปโตรแบบซึ่ง ๆ หน้า (กท. 2:13) แล้วในที่สุดเปโตรได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือไม่? จดหมายฝากสองฉบับของเปโตรน่าจะเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จดหมายฉบับแรกของเขาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์เหล่านี้ในชีวิตของเปโตร และวิธีที่เขาสั่งสอนคริสตจักรในยุคแรก

ถ้าพวกท่านขวนขวายทำดี ใครจะทำร้ายพวกท่าน แต่ถ้าพวกท่านต้องทนทุกข์ เพราะทำสิ่งถูกต้อง พวกท่านก็เป็นสุข อย่ากลัวการข่มขู่ของพวกเขา และอย่าวิตกไปเลย แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (1 เปโตร 3:13-15)

เปโตรเขียนไว้ว่า “อย่ากลัวมนุษย์ แต่จงเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า” เพราะเขาตระหนักดีว่าความกลัวมนุษย์นั้นสามารถเป็นบ่วงกับดักได้

รูปเคารพที่เราเลือกเอง 

ความละอายใจและความกลัวการถูกปฏิเสธมีอะไรที่เหมือนกันบ้าง? ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสนใจว่าจะถูกเปิดโปงหรือถูกปฏิเสธหรือไม่ เพราะทุกคนควรสนใจเรื่องเหล่านี้ แน่นอนว่าพระเจ้าทรงสนพระทัยเรื่องความละอายใจและการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมเช่นกัน สิ่งที่ทั้งสองอย่างมีเหมือนกันคือพวกเขาไม่รู้ว่าจะหาความหวังและการปลอบโยนจากพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร หรือบางทีพวกเขาก็เพียงแค่ไม่ยอมหันเข้าหาพระองค์ ในขณะเดียวกัน เมื่อปล่อยทิ้งไว้มนุษย์คนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ เติบโตในความคิดเราจนมีขนาดใหญ่เกินจริง

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เราปรารถนาเป็นพิเศษ มันไม่ได้คงอยู่อย่างนิ่งเฉย เมื่อใช้ภาพในพระคัมภีร์ก็คือ ผู้คนจะกลายเป็นรูปเคารพของเรา และรูปเคารพของเราก็จะควบคุมเรา เราอาจจะกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเราพยายามเอาใจสิ่งใด เรากำลังบูชาสิ่งนั้น หวังว่าพวกเขาจะตอบแทนเราและ “เติมเต็ม” เราด้วยความนับถือ ความรัก ความชื่นชม การยอมรับ และความเคารพ

เมื่อเราคิดถึงรูปเคารพ เรามักจะนึกถึงพระบาอัลและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก่อน จากนั้นเราอาจจะค่อยนึกถึงเงินทอง เรามักจะไม่ค่อยนึกถึงคู่สมรส ลูก ๆ หรือเพื่อนที่โรงเรียน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว มนุษย์คือรูปเคารพที่เราเลือก รูปเคารพนี้มีมาก่อนพระบาอัล เงินทอง และอำนาจ เช่นเดียวกับรูปเคารพอื่น ๆ มนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นพระผู้สร้าง (รม. 1:25) และมนุษย์ไม่สมควรได้รับการนมัสการจากเรา เรานมัสการมนุษย์เพราะเรารู้สึกว่าพวกเขามีอำนาจที่จะให้บางสิ่งบางอย่างแก่เราได้ เราคิดว่าพวกเขาสามารถอวยพรเราได้

เมื่อคุณลองคิดดูให้ดีแล้ว การนมัสการรูปเคารพเป็นกลยุทธ์เก่าแก่ในหัวใจมนุษย์ วัตถุของการนมัสการอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่หัวใจยังคงเหมือนเดิม สิ่งที่เราทำในปัจจุบันไม่ต่างจากสิ่งที่ชาวอิสราเอลทำกับลูกโคทองคำ เมื่อชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ พวกเขารู้สึกอ่อนแอและขัดสนมาก (อีกทั้งยังมีใจแข็งกระด้างและกบฏ) ถึงแม้ว่าพวกเขาได้เห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ วิธีแก้ไขของพวกเขาคือเลือกรูปเคารพสักอย่างมาแทนพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว การทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการทั้งต่อต้านพระเจ้าและหลีกหนีพระองค์ในเวลาเดียวกัน

ชาวอิสราเอลต่อต้านพระเจ้าโดยไว้วางใจในตนเองและพระของตนเองมากกว่าวางใจในพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว สุดท้ายแล้ว พวกเขาไม่แน่ใจว่าเลยว่าพระเจ้าจะอวยพรให้ผู้หญิงในชนชาติของพวกเขามีบุตรได้หรือไม่ แล้วพระอื่น ๆ ที่ดูเหมือนจะมีฤทธิ์อำนาจในการให้ผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ล่ะ? พวกเขาคิดว่าพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวคงจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ทันที ดังนั้นพวกเขาก็เริ่มติดตามพระอื่น ๆ พวกเขาคิดว่ารูปเคารพจะให้สิ่งที่พวกเขาต้องการหรือรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีได้ พวกเขาต้องการพระเจ้าที่พวกเขาสามารถควบคุมและบงการได้ พวกเขาไม่ต้องการสิ่งใดเหนือกว่าตัวเอง รวมทั้งพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวด้วย พวกเขาต้องการทำตามวิธีของพวกเขาเองมากกว่าวิธีของพระเจ้า และนั่นคือจุดสูงสุดของการกบฏอย่างแท้จริง

เมื่อชาวอิสราเอลติดตามพระอื่นนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงพระเจ้าด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกสบายใจกว่าการที่จะไว้วางใจพระองค์ ชาวอิสราเอลไม่เคยเห็นการแสดงความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ได้เห็นบนภูเขาซีนายมาก่อน ความบริสุทธิ์เช่นนั้นทำให้พวกเขารู้สึกเปราะบางและถูกเปิดโปงพวกเขาตระหนักถึงความอับอายใจของตนเอง เพื่อรับมือกับความน่าหวาดเกรงจากความบริสุทธิ์นี้ ใจที่กบฏของพวกเขาจึงแสวงหาพระเจ้าที่เชื่องกว่าและไม่เรียกร้องอะไรจากพวกเขามากนัก และลูกวัวทองคำก็เป็นดังเช่นที่พวกเขาปรารถนา

และมันก็เป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนถึงในปัจจุบันนี้ ในความไม่เชื่อและการนมัสการรูปเคารพของเรา ทำให้เราทั้งต่อต้านพระเจ้าและหลีกเลี่ยงพระองค์

ผลของการนมัสการรูปเคารพมนุษย์คืออะไร? เช่นเดียวกับการนมัสการรูปเคารพทุกประเภท รูปเคารพที่เรานมัสการจะครอบงำเราในไม่ช้า สิ่งที่เรากลัวจะกลายเป็นสิ่งใหญ่โตและปกครองเรา รูปเคารพ บอกเราว่าต้องคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรและทำอย่างไร มันบอกเราว่าต้องใส่เสื้อผ้าอย่างไร มันบอกให้เราหัวเราะกับมุกลามก และมันบอกให้เรากลัวแทบตายเมื่อต้องลุกขึ้นพูดต่อหน้าคนหมู่มาก กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ ย้อนกลับมาทำร้ายเรา เราไม่เคยคาดคิดว่าการใช้มนุษย์มาตอบสนองความต้องการของเราจะทำให้เราตกเป็นทาสของพวกเขา

ซาราห์เป็นนักกีฬาดาวเด่นในกีฬา 3 ประเภทในวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเป็นกัปตันทีมในชั้นปีที่สองของทั้งสามทีมอีกด้วย รวมถึงเธอเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมของวิทยาลัยร่วมกับอีกคนหนึ่งด้วย คุณอาจจะคิดว่าด้วยความสามารถและการเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปอย่างกว้างขวางเช่นนี้ ซาราห์คงรู้สึกดีกับตัวเองใช่ไหม ไม่เลย เพราะตอนนี้เธอก็เริ่มกังวลถึงปีหน้าแล้ว ความคาดหวังของคนอื่นจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก เธอจะทำอย่างไรให้ดีกว่าสิ่งที่เธอได้ทำสำเร็จไปแล้วได้? เพื่อนสนิทคนหนึ่งของซาราห์เล่าให้เราฟังในภายหลังว่า “ซาราห์บอกว่าเธออยากเป็นแฟนที่ดีที่สุด เป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด เป็นนักศึกษาที่เรียนได้ดีที่สุด”

ซาราห์อยากจะเลิกเล่นกีฬาชนิดหนึ่งเพื่อบรรเทาความเครียดที่ท่วมท้นในชีวิตของเธอ แต่เธอกลัวที่จะทำให้เพื่อนร่วมทีมผิดหวัง การปฏิเสธเพื่อนคนใดคนหนึ่งเป็นสิ่งที่ซาราห์จะไม่มีวันทำเป็นอันขาด “เธอต้องการทำให้ทุกคนพอใจและตัวเธอเองก็หยุดมันไม่ได้” เพื่อนอีกคนหนึ่งกล่าว มีเพียงทางออกเดียวที่ซาราห์คิดออก เธอหยิบปืนไรเฟิลขนาด .22 ขึ้นมาแล้วก็ยิงเข้าที่หน้าอกของตัวเอง

ผู้คนได้กลายเป็นรูปเคารพของซาราห์ เธอต้องการการยอมรับและมิตรภาพจากพวกเขา อีกทั้งเธอรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งหากคนเหล่านี้รู้สึกไม่ดีกับเธอ ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ ซาราห์ตกเป็นทาสของรูปเคารพของเธอ และโศกนาฏกรรมก็มาพร้อมกับการเป็นทาสเช่นกัน เธอไม่เห็นหนทางอื่นที่จะไปสู่อิสรภาพ และเราทุกคนก็มองออกว่าเรากับซาราห์นั้นไม่ต่างกัน

ก่อนที่เราจะอธิบายจุดอ่อนของเราที่มีต่อความกลัวมนุษย์ ให้เรามาเริ่มจินตนาการถึงก้าวเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความกลัวกันก่อนดีกว่า ตัวอย่างเช่น หากคุณรู้สึกว่าคุณล้มเหลว และส่งผลให้รู้สึกว่าผู้อื่นอาจจะไม่ยอมรับคุณ ขอให้คุณทราบว่า คุณได้ตั้งกฎสูงสุดในชีวิตของคุณขึ้นมาแล้วคือ การที่จะต้องมีใครสักคนที่จะต้องรู้สึกพอใจกับคุณเสมอ และแน่นอนว่า กฎนี้คือกับดักที่ไม่มีวันจะบรรลุได้จริง และเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นไม่ยอมรับเรา มันไม่มีอะไรที่เราจะทำได้เลย เพราะกฎเช่นนี้ไม่มีกลไกในการให้อภัยหรือให้ความชอบธรรมกับเรา ดังนั้น กฎเช่นนี้จำเป็นต้องถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยสิ่งที่ให้ความหวังเสมอ

สำหรับต่อยอดความคิด

จุดประสงค์ของสองบทแรกนี้ คือการเปิดเผยให้เห็นว่า ความกลัวมนุษย์มีอยู่ในตัวเราทุกคน ความเป็นจริงของเบื้องหลังความกลัวนี้ลึกซึ้งกว่าความคิดสมัยใหม่ที่เรามีต่อความกลัวนี้ ตามความหมายในพระคัมภีร์ สิ่งที่เรากลัวแสดงถึงความจงรักภักดีของเรา มันแสดงว่าเราวางใจในสิ่งใด และใครคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา

  1. ความกลัวมนุษย์คืออะไร? ให้อธิบายเป็นคำพูดของคุณเอง
  2. ในชีวิตของคุณ คุณแสดงความกลัวมนุษย์ออกมาในรูปแบบใดบ้าง? ให้เขียนสั้น ๆ คุณอาจจะเริ่มด้วยเหตุการณ์เด่น ๆ ตอนที่คุณยังอายุน้อยกว่านี้เรื่อยมา จนถึงในปัจจุบันนี้
    • มีความคิดหรือการกระทำอะไรบ้างที่คุณอยากซ่อนไว้ในความมืด?
    • คุณเคยสังเกตไหมเวลาที่คุณปกปิดบางอย่างด้วยการโกหก หรือพยายามหาเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองหรือโทษผู้อื่น หรือเพื่อหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง หรือเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ถ้าใช่ แสดงว่าคุณปรารถนาที่จะดูดีในสายตาของคนอื่น
    • ใครหรือคนกลุ่มใดที่มีอิทธิพลในชีวิตของคุณมากที่สุด ใครคือคนที่คุณพยายามใช้ชีวิตเพื่อทำให้เขาพอใจ?
  3. ให้จินตนาการว่าคุณจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่นให้น้อยลงได้อย่างไร? หากคุณยกเลิกกฎในชีวิตที่บอกว่าคุณจะต้องเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น แล้วอะไรจะมาแทน?

แชร์

  • Facebook