บทที่ 10: จงรักศัตรูและเพื่อนบ้านของคุณ
เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์
บทที่ 10: จงรักศัตรูและเพื่อนบ้านของคุณ
จนถึงตอนนี้ เราได้พิจารณากันไปแล้วถึงความยำเกรงพระเจ้า อีกทั้งเรายังได้พิจารณาจิตใจของเราเองอีกด้วย รวมถึงเราได้เรียนรู้ว่าการสารภาพบาปนั้นจะช่วยเปลี่ยนแปลงเราเพื่อให้เราได้รับการเติมเต็มอย่างยั่งยืนและถาวร ตอนนี้ให้เรามาทำความเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับผู้อื่น พวกเขาเป็นใครกัน? “มนุษย์มีไว้เพื่ออะไร?” เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยถามไว้ พวกเขามีอัตลักษณ์แบบใด? เรานิยามผู้อื่นไว้อย่างไร? และพระเจ้าทรงนิยามมนุษย์ไว้ว่าอย่างไร?
ลองสังเกตอัตลักษณ์ทั่วไปบางอย่างที่เรามักกำหนดให้กับคนอื่น ๆ เช่น
- มนุษย์เป็นเพียงวัตถุ ที่เราควบคุมพวกเขาเพื่อให้ตัวเราเองได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง
- มนุษย์เป็นเหมือนเหล่าเทพเจ้า ที่สามารถประกาศให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์หรือเป็นมลทินได้
- มนุษย์คือผู้ก่อการร้ายที่อาจจะโจมตีตัวตนและคุณค่าของเราได้ทุกเมื่อ
- มนุษย์คือเผด็จการที่ทุกคำพูดกลายเป็นคือกฎหมาย พวกเขาควบคุมทุกอย่างในชีวิตของเราได้อย่างสมบูรณ์
ในหนังสือขายดีของสก็อตต์ เพคชื่อ บทเรียนชีวิตที่จิตแพทย์อยากบอก (The Road Less Traveled) กล่าวไว้ว่าเราสามารถทำให้ผู้อื่นกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ให้ที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารแก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้ ซึ่งมันไม่ใช่ภาพเปรียบเทียบที่สวยงามนักเพราะเขากล่าวว่า ผู้อื่นเปรียบเหมือนลำไส้ ส่วนเราเป็นเพียงพยาธิที่อาศัยอยู่ในนั้น “ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฉันอยู่ไม่ได้หากปราศจากสามี [หรือภรรยา หรือแฟนสาว หรือแฟนหนุ่ม] ฉันรักเขา [หรือเธอ] มากเหลือเกิน’ และเมื่อผมตอบกลับอย่างที่มักจะตอบเสมอว่า ‘คุณเข้าใจผิด คุณไม่ได้รักสามี [หรือภรรยา หรือแฟนสาว หรือแฟนหนุ่ม] ของคุณหรอก’ ผู้ที่มาขอรับคำปรึกษากับผมก็จะตอบกลับมาว่า ‘คุณหมายความว่ายังไง?’ เป็นคำถามที่แสดงถึงความโกรธ ‘ก็ฉันเพิ่งบอกคุณไปว่าฉันอยู่ไม่ได้หากปราศจากเขา [หรือเธอ] ผมก็พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจคือ ‘สิ่งที่คุณเพิ่งบรรยายออกมาคือการพึ่งพาเกาะกินเหมือนภาวะปรสิต ไม่ใช่ความรัก’” 1
พระคัมภีร์สรุปความเข้าใจผิดหลากหลายรูปแบบเหล่านี้ไว้ว่า: คนอื่น ๆ คือรูปเคารพอันเป็นที่รักยิ่งของเรา เราบูชาพวกเขา หวังว่าพวกเขาจะดูแลเรา หวังว่าพวกเขาจะให้สิ่งที่เราเรารู้สึกว่าเราจำเป็นต้องมี แต่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ สิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ นั่นคือ มุมมองที่สอดคล้องของพระคัมภีร์ต่อผู้อื่น เมื่อเข้าใจสิ่งนี้แล้ว แทนที่เราจะต้องการผู้คนมาเติมเต็มความปรารถนาของเรา เราก็จะสามารถรักผู้อื่นเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและทำตามพระประสงค์ที่เราถูกสร้างขึ้นได้มา
สำหรับผม การเข้าใจสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับผู้คนนั้นไม่ยากนัก ทุกคนรู้ว่าเราควรจะรักพวกเขา แต่การนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้นั้นยาก การรักผู้อื่นทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายน้อยลง นั่นหมายความว่าเราต้องละทิ้งกิจวัตรประจำวันของตัวเองในเช้าวันเสาร์เพื่อไปช่วยเหลือเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็หมายความว่าเรารู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อมีคนย้ายไปอยู่ที่อื่น หรืออาจจะรวมถึงการหมายความว่าคนอื่นจะมาพักที่บ้านของเรา ในขณะที่เราไม่อยากถูกรายล้อมด้วยใครเลยนอกจากครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกับพระวจนะของพระเจ้าหรือ? พอเราคิดว่าเราได้ปรับพระวจนะให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เราสบายใจแล้ว พระวจนะนั้นกลับรบกวนทุกสิ่ง พระองค์ทรงบอกให้เรารักผู้อื่นในลักษณะเดียวกับที่พระเจ้าทรงรักเรา
ศัตรู
อัตลักษณ์หนึ่งที่คนอื่นมี แม้ไม่ได้ก่อให้เกิดความรักและเกิดชุมชนอย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้นก็เป็นอัตลักษณ์ที่พวกเขามีอยู่จริงคือ พวกเขาสามารถเป็นศัตรูของเราได้ พวกเขาคอยต่อต้านเราได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถวางแผนทำร้ายเราได้ และมุ่งมั่นที่จะทำให้เราอับอายและเสื่อมเสียเกียรติ บางครั้งศัตรูเหล่านี้ก็คือเพื่อนหรือคนในครอบครัวของเรานี่เอง
เพราะมิใช่ศัตรูที่เยาะเย้ยข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงจะทนได้
มิใช่ผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ผู้ที่ยกตัวข่มข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงจะซ่อนตัวจากเขาได้
แต่เป็นท่าน ผู้ที่เท่าเทียมกับข้าพเจ้า
เป็นเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า
เราเคยสนทนาปราศรัยกันอย่างชื่นใจ
เราเคยเดินท่ามกลางฝูงชนในพระนิเวศของพระเจ้า (สดด. 55:12-14)
ข้อความนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดถึงยูดาสผู้เป็นศัตรูของพระเยซู แต่ก็ยังมีผู้คนมากมายที่เลียนแบบยูดาส เช่น บางคนมีสามีหรือภรรยาที่เป็นศัตรู บางคนมีพี่หรือน้องที่เป็นศัตรู ในขณะบางคนมีลูกหรือพ่อแม่เป็นศัตรู และบางคนอาจจะมีเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนที่คริสตจักรเป็นศัตรู เป็นต้น ถ้าให้เขียนออกมาทั้งหมดคงจะมีรายชื่อที่ยาวเหยียด
พระเจ้าทรงตอบสนองต่อศัตรูของเรา
ตัวอย่างในพระคัมภีร์เกี่ยวกับศัตรูที่แท้จริงพบได้ในพระธรรมเอสเธอร์ หากจะมีใครสักคนในพระคัมภีร์ที่เหมือนกับฮิตเลอร์ คนนั้นก็คือฮามาน ผู้หลงตัวเองและมุ่งมั่นที่จะกำจัดชาวฮีบรูทั้งหมด (อสธ. บทที่ 3-5) ในตอนแรก ความอิจฉาริษยาของฮามานมุ่งเป้าไปที่โมรเดคัยชาวยิวเพียงผู้เดียว แต่ในไม่ช้าฮามานก็ขยายความเกลียดชังของเขาไปสู่ชนชาติอิสราเอลทั้งหมด
ตามแบบอย่างของดาเนียล โมรเดคัยไม่ยอมก้มหัวให้ผู้อื่น เพราะการทำเช่นนั้นย่อมเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่ปัญหาคือ ฮามาน ผู้มีอำนาจรองจากกษัตริย์อาหัสเวรัส กลับหลงตัวเองและต้องการทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก เขาจึงเรียกร้องให้โมรเดคัยก้มหัวให้เขาเช่นเดียวกับที่คนอื่นทำ
เมื่อการไม่ยอมก้มหัวทำความเคารพของโมรเดคัยถูกรายงานให้ฮามานทราบ ฮามานก็โกรธจัดและวางแผนทันทีที่จะทำมากกว่าแค่ฆ่าโมรเดคัย “แต่เห็นว่าเป็นการเสียเกียรติที่จะจับกุมโมรเดคัยคนเดียว เพราะพวกเขาแจ้งให้ทราบเรื่องชนชาติของโมรเดคัย
ฮามานจึงหาทางทำลายคนยิวทั้งหมด คือชนชาติของโมรเดคัย ทั่วราชอาณาจักรของอาหัสเวรัส” (อสธ. 3:6)
นี่คือศัตรูตัวจริง แม้แต่เอสเธอร์ก็พูดเช่นนั้น เอสเธอร์คือผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความสุภาพอ่อนโยน ดังนั้นหากเธอพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมต่อบุคคลใด คุณก็จะรู้ได้ในทันทีว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ทรยศจริง ๆ “คู่อริและศัตรูคือฮามานคนชั่วช้าผู้นี้” เธอกล่าวกับกษัตริย์ (อสธ. 7:6)
พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยมีศัตรูอย่างฮามาน คนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูคือคนที่อาจดูหมิ่นหรือทำบาปต่อเราสักครั้งสองครั้ง การที่จะมีคนมาทำลายล้างเราให้สิ้นซากนั้นหาได้ยาก แต่มันยังมีคนแบบฮามานอยู่ในโลกนี้ เราจะทำอย่างไรกับพวกเขาดี?
ประการแรก เราควรจะรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของผู้ที่ถูกกดขี่ พระองค์ทรงสงสารพวกเขา และผู้กดขี่ก็ปลุกเร้าความโกรธของพระองค์ ประการที่สอง พระเจ้าทรงอวยพรผู้ที่ตกเป็นเหยื่อด้วยความรู้ที่ว่าพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าศัตรูทั้งหลายของเรา ดังที่พระธรรมสุภาษิตสอนไว้ว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าจะไม่ยอมให้ศัตรูได้ชัยชนะไป
แต่คนเหล่านี้หมอบคอยเอาเลือดตนเอง
พวกเขาสุ่มทำร้ายชีวิตตัวเอง
ทางของทุกคนที่หากำไรด้วยความทารุณโหดร้าย ก็อย่างนี้แหละ
มันย่อมคร่าเอาชีวิตเจ้าของนั้นเอง (1:18-19; ดูเพิ่มเติม 12:7; 16:25; 24:16)
แต่ปีเดือนของคนอธรรมจะสั้นเข้า (10:27)
เมื่อความโอหังมาถึง ความอัปยศก็มาด้วย (11:2; ดูเพิ่มเติม 13:21; 16:5, 18; 18:12)
เมื่อคนอธรรมตาย ความมุ่งหวังของเขาก็มลายไป
และความใฝ่ฝันของผู้มีอิทธิพลก็สลาย (11:7; ดูเพิ่มเติม 14:11)
คนที่โมโหฉุนเฉียวจะต้องได้รับโทษ เพราะถ้าเจ้าช่วยเขาแล้ว
ก็ต้องช่วยเขาอีก (19:9; ดูเพิ่มเติม 21:28)
อย่าฉุนเฉียวเพราะคนทำบาป
และอย่าอิจฉาคนอธรรม เพราะคนชั่วไม่มีอนาคต
ประทีปของคนอธรรมจะถูกดับเสีย (24:19-20)
ข้อเหล่านี้ในพระธรรมสุภาษิตได้บรรยายเรื่องราวของฮามานได้อย่างเหมาะสม ไม่นานหลังจากที่กษัตริย์ทรงเห็นชอบตามคำขอของฮามานที่จะทำลายล้างชาวยิว ฮามานก็ถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะถูกบังคับให้แสดงเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ต่อโมรเดคัย หลังจากนั้นไม่นาน ตะแลงแกงที่ฮามานสร้างขึ้นให้โมรเดคัยก็ถูกนำมาใช้กับฮามานเอง ในที่สุด ทรัพย์สินทั้งหมดของเขาก็ถูกยกให้โมรเดคัย
พระเจ้าตรัสว่าคำนิยามที่ดีที่สุดสำหรับบางคนคือศัตรู เมื่อเราเผชิญหน้ากับพวกเขา การตอบสนองที่เหมาะสมอย่างแรกของเราคือการวางใจในพระเจ้ามากกว่าที่จะกลัวมนุษย์ เราวางใจว่าพระเจ้าคือองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไม่ใช่ศัตรูของเรา เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ศัตรูจะไม่ดำรงอยู่ตลอดไป
อย่าวางใจในเจ้านาย
ในมนุษย์ซึ่งไม่สามารถช่วยได้
เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็กลับเป็นดิน
ในวันเดียวกันนั้นความคิดของเขาก็สูญสิ้นไป (สดด. 146:3-4)
อย่ากลัวการเยาะเย้ยของมนุษย์
และอย่าวิตกต่อการถากถางของเขา
เพราะว่าตัวแมลงจะกินเขาเหมือนกินเสื้อผ้า
และตัวหนอนจะกินเขาเหมือนกินขนแกะ (อสย. 51:7-8)
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะคิดอย่างพอใจว่า “เจ้าได้รับการตอบแทนอย่างสาสม” พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเราไม่ควรเปรมปรีดิ์เมื่อศัตรูของเราล้มลง (สภษ. 24:17) แต่หมายความเพียงว่าศัตรูจะตายไปในที่สุด พวกเขาคือเนื้อหนังที่เสื่อมสลายไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาก็เหมือนกับเราที่ต้องตาย แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านี้ คำสอนในพระคัมภีร์เกี่ยวกับศัตรูยังบ่งชี้ว่ามรดกแห่งความชั่วร้ายของพวกเขาจะสิ้นสุดลง อาณาจักรแห่งสวรรค์จะมีอำนาจเหนือมัน อำนาจชั่วร้ายจะไม่คงอยู่ตลอดไป
อย่างไรก็ดี พระสัญญานี้อาจไม่ได้หมายความอย่างที่เราคิด หากเราตีความผ่านเลนส์แห่งความปรารถนาส่วนตัวของเรา มันคงหมายความว่า มีการแก้แค้นให้กับตัวเราเอง เราจะได้เห็นศัตรูของเราถูกถล่มล้าง แต่พระสัญญาของพระเจ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลย ศัตรูบางคนมีอำนาจยืนยาวสืบต่อกันหลายชั่วอายุคน ความหมายที่แท้จริงก็คือ ศัตรูจะไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งก็คือคริสตจักรได้ ตัวอย่างเช่น อัสซีเรียไม่สามารถขัดขวางแผนการของพระเจ้าได้ ปัจจุบันอัสซีเรียได้สูญสลายไปแล้ว แต่คริสตจักรของพระเจ้าได้แผ่ขยายไปทั่วโลก (ดูสดด. 126)
พระสัญญานี้น่าตื่นเต้นก็ต่อเมื่อเราคิดถึงภาพรวมมากกว่ามองในเชิงส่วนตัว อิสยาห์ไม่ได้มีชีวิตอยู่จนทันเห็นความล่มสลายของอัสซีเรีย แต่คำพยากรณ์ที่กล่าวโทษอัสซีเรียนั้นเป็นสิ่งที่ปลอบประโลมใจเขาอย่างมาก อิสยาห์รู้ว่าเขาจะไม่เห็นจุดจบของการปกครองของอัสซีเรีย แต่เขาสามารถชื่นชมยินดีที่ประชากรของพระเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นและพระเจ้าจะทรงได้รับการยกย่องสูงสุด
การปลอบประโลมจากพระเยซูในพระธรรมสดุดี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูและไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกอย่างไรหรือจะพูดอะไรดี เราสามารถหันไปพึ่งพระธรรมสดุดีได้ เพราะเราจะได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง สิ่งที่พระธรรมสดุดีทำคือ ชี้นำเราให้ทวนกระแสแสัญชาตญาณตามธรรมชาติของเรา เมื่อเรามีความโน้มเอียงที่จะจัดการปัญหาด้วยตนเอง พระธรรมสดุดีสอนให้เราวางใจในพระเจ้า เมื่อเราพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด พระธรรมสดุดีสอนให้เราวางใจในพระเจ้า เมื่อเราถูกล่อลวงให้สาบานว่าเราจะไม่เข้าใกล้ใครอีก พระธรรมสดุดีสอนให้เราวางใจในพระเจ้า แทนที่จะดับความหวัง พระธรรมสดุดีสอนให้เราวางใจในพระเจ้า และด้วยเหตุนี้ เราจึงเต็มล้นด้วยความคาดหวังอันยินดีปรีดาสำหรับการมาถึงของอาณาจักรของพระเจ้า เราสามารถกล่าวได้ว่า พระธรรมสดุดีช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น
พระธรรมสดุดีมักจะพรรณนาถึงความทุกข์ทรมานของเราอย่างแม่นยำ จนทำให้เรารู้สึกว่าพระธรรมเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเราโดยเฉพาะ ซึ่งก็จริงอยู่ พระธรรมสดุดีถูกเขียนขึ้นเพื่อเรา แต่ก็ยังเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์อื่นอีกด้วย เมื่อผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีอย่างเช่นกษัตริย์ดาวิด ได้บรรยายถึงความทุกข์ทรมานจากศัตรู เขาตั้งใจจะเขียนอะไรที่เป็นมากกว่าเพียงแค่อัตชีวประวัติ เพื่อช่วยชี้นำคนรุ่นหลังให้ได้เข้าใจและเรียนรู้ พระธรรมสดุดีควรค่าแก่การรวมอยู่ในพระคัมภีร์ เพราะดาวิดเป็นตัวแทนของกษัตริย์ผู้รับอำนาจมาจากสวรรค์ ดาวิดขอให้มีการพิพากษาศัตรูของเขา เพราะพวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้าเที่ยงแท้ พันธกิจของดาวิดคือพระสิริของพระเจ้า ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัวของเขาเอง
กล่าวให้เจาะจงยิ่งขึ้น กษัตริย์ดาวิดตรัสแทนกษัตริย์ผู้ที่ทรงยิ่งใหญ่กว่า คือพระเยซูจอมกษัตริย์ ศัตรูที่ท่านกล่าวถึงคือศัตรูของพระเยซู ความทุกข์ทรมานที่ท่านกล่าวถึงคือศัตรูของพระเมสสิยาห์ นั่นหมายความว่าเราควรอ่านสดุดีแต่ละบทอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกเราสามารถให้พระธรรมสดุดีนั้นพูดแทนเรา ครั้งที่สอง เราฟังพระธรรมสดุดีราวกับฟังเสียงของพระเยซู อีกครั้งหนึ่ง สิ่งนี้หนุนใจเราให้ยำเกรงพระเจ้า เมื่อเราพบว่าความเจ็บปวดของพระเยซูนั้นยิ่งใหญ่กว่าความเจ็บปวดของเราเอง
สิ่งนี้ไม่ได้ลดทอนความเจ็บปวดจากการถูกข่มเหงและการถูกข่มขู่ แต่เป็นการดึงความสนใจของเราออกไปสู่ภายนอก ห่างไกลจากทั้งตัวเราเองและศัตรู นั่นหมายความว่าเมื่อเราเผชิญหน้ากับศัตรู คำอธิษฐานของเราสามารถก้าวข้ามความวุ่นวายส่วนตัวของเราได้ แน่นอนว่าเราควรอธิษฐานขอการปลดปล่อย และบางครั้งเราก็แสวงหาการปกป้องและการหลบหลีกศัตรู แต่พระธรรมสดุตีกระตุ้นให้เราอธิษฐานให้หนักแน่นยิ่งขึ้น แม้เมื่อเราเผชิญกับภัยคุกคามแบบฮามาน พระธรรมสดุดีสอนให้เราอธิษฐานขอให้พระนามของพระเยซูได้รับการยกย่อง เราใช้พระธรรมสดุดีอธิษฐานขอให้อาณาจักรของพระเจ้าเจริญรุ่งเรืองและเอาชนะศัตรูของความสว่างทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาตาน
หากศัตรูของคุณหิว จงเอาอาหารให้เขาเถิด
เหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องมองไปที่พระเยซูเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู คือการทำให้พระดำรัสต่อไปของพระเจ้าน่าตกใจน้อยลง พระเจ้าอาจนิยามบางคนว่าเป็นศัตรู แต่พระองค์ตรัสว่าเราควรปฏิบัติต่อศัตรูของเราเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อมิตรสหายของเรา เพราะครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นศัตรูกับพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นมิตรของพระองค์ ตอนนี้ เราจึงต้องใคร่ครวญว่าเราจะสะท้อนพระลักษณะนั้นออกมาได้อย่างไร คนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูที่พยายามจะฆ่าเรา แต่พวกเขาคือศัตรูที่ดูถูกและไม่ให้เกียรติเรา เมื่อมีโอกาส พวกเขาอาจจะพยายามเอาเปรียบเรา หน้าที่ของเราคือไตร่ตรองว่าจะรับใช้พวกเขาอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเห็นพระเยซู และกลับใจจากบาปของตน “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม” (รม. 12:20)
ข้อความต่อไปคือ “การทำเช่นนี้ [การเลี้ยงดูศัตรูของท่าน] ท่านจะสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา” (รม. 12:20 TNCV) นัยยะของการแก้แค้นนี้อาจจะทำให้ภารกิจในการรักศัตรูนั้นง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่จงระวังในเรื่องนี้ ไม่มีบัญญัติใดในพระคัมภีร์ที่แปดเปื้อนด้วยความคิดที่จะแก้แค้น เจตนาของพระคัมภีร์ข้อนี้คือเจตนาอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ จุดประสงค์ของถ่านที่ลุกโชนคือการนำผู้กระทำผิดมาสู่การกลับใจใหม่และหันกลับมาเชื่อพระเจ้า สำหรับหลายคน สิ่งนี้เกินขอบเขตของความรักของพวกเขา ความคิดที่จะแสดงความเมตตาชั่วคราวทางโลกแก่ผู้กระทำผิดนั้นเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความคิดที่ว่าผู้กระทำผิดจะได้รับการอภัยและยอมรับในฐานะบุตรของพระเจ้าบางครั้งก็มากเกินกว่าที่จะรับได้ สิ่งนี้เตือนเราว่า เราต้องการพระเยซูและฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์อย่างแท้จริง มิฉะนั้น ความรักและความเมตตาของเราจะถูกสงวนไว้เฉพาะผู้ที่รักเราและปฏิบัติต่อเราอย่างดีเท่านั้น
รักศัตรูของคุณ
พระเจ้าทรงเรียกเราให้ปฏิบัติกับศัตรูเช่นเดียวกับที่เราปฏิบัติกับเพื่อนและครอบครัว เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม? แน่นอนมันเป็นไปไม่ได้ แต่มันจะเป็นไปได้เมื่อเรามีความยำเกรงพระเจ้า เมื่อเรารู้ว่าฤทธิ์อำนาจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าศัตรูของเรา เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเที่ยงธรรม และเมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงรักเราแม้ขณะที่เรายังเป็นศัตรูของพระองค์อยู่ ในตอนนั้นเอง เราจึงเป็นอิสระที่จะเป็นเพียงผู้รับใช้ที่เรียบง่าย ผู้ที่พร้อมจะเลียนแบบและเชื่อฟังพระบิดา พระองค์ทรงอวยพรทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรมด้วยฝนและอาหาร ดังนั้นเราจึงพิจารณาว่าจะอวยพรศัตรูของเราอย่างไร (มธ. 5:45)
การที่จะรักแบบนี้ได้ เราจำเป็นต้องมีทั้งกำลังที่มาจากพระเจ้าและวิจารณญาณในการแยกแยะความจริง เราต้องการกำลังที่มาจากพระเจ้า เพราะเราไม่สามารถรักในแบบที่พระคริสต์ทรงรักเราได้ อีกทั้งเราจำเป็นต้องมีวิจารณญาณในการแยกแยะด้วย เพราะบางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าความรักควรแสดงออกในรูปแบบใด ดังนั้นทุกครั้งที่เรารู้ว่าต้องเผชิญกับศัตรูจริงๆ เราควรจะขอความช่วยเหลือจากคริสตจักรเพื่อหาวิธีแสดงความรักที่มีต่อพวกเขา
เช่น กรณีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสามีหย่าร้างไปควรจะให้สิ่งที่สามีต้องการตามข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินหลังการหย่าร้างหรือไม่? เธอไม่ควรจะปฏิบัติต่อสามีในแบบที่เธออยากให้เขาปฏิบัติกับเธอหรือ? สามัญสำนึกจะบอกว่า “ไม่นะ อย่าให้อะไรกับคนชั่วคนนี้” แต่ขอให้ตัดคำว่า “คนชั่ว” ออกไป นี่เป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์หรือไม่? บางทีอาจจะใช่ ความรักในกรณีนี้หมายถึงการให้อภัยศัตรูของเธอ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น และไม่โจมตีเขาด้วยวาจาเพื่อแก้แค้น แต่นอกจากนี้ในความรักก็ต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะด้วยซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าความไร้เดียงสา หากสามีของเธอข่มขู่และเรียกร้องสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ผู้เป็นภรรยาก็ควรเรียกร้องความยุติธรรม และคริสตจักรก็ควรจะยืนอยู่เคียงข้างเธอ
ความรักต่อศัตรูคือจุดสูงสุดของการเชื่อฟังพระเจ้าของคริสเตียน ดังที่คำเทศนาบนภูเขาได้กล่าวไว้ การรักคนที่รักคุณนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การรักคนที่ทำร้ายคุณนั้นต้องอาศัยการทำงานอันทรงฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์
มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการรักศัตรูของคุณ เมื่อพิจารณาจากพระธรรมโฮเชยา สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเลย มองเผิน ๆ แล้ว การรักศัตรูอาจจะดูเหมือนเป็นการลงโทษตัวเองหรือเป็นสิ่งที่โง่เขลา มันขัดแย้งกับคำแนะนำของโลกนี้ที่บอกให้คุณเดินออกมาจากคนที่ทำลายความภาคภูมิใจในตนเองของคุณ แต่ถ้าพระเจ้าตรัสเช่นนั้น มันจะต้องเป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน เพราะในการเชื่อฟังนั้นย่อมมีพระพรเสมอ แม้พระพรนั้นอาจจะไม่ใช่การคืนดีกับศัตรูไม่ใช่การที่ศัตรูกลับใจ แต่พระพรนั้นอาจเป็นสิทธิพิเศษให้เราไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการควบคุมของศัตรูอีกต่อไป หรืออาจเป็นความชื่นชมยินดีอย่างแท้จริงที่ได้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พระพรย่อมมีเสมอในการเชื่อฟัง
เพื่อนบ้านและคนต่างชาติ
กลุ่มที่สองที่เราควรพิจารณาคือผู้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มองเห็นได้ ในพันธสัญญาเดิม คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าคนต่างชาติหรือคนต่างด้าว ในพันธสัญญาใหม่ พวกเขาถูกเรียกว่าเพื่อนบ้าน
อิสราเอลในพันธสัญญาเดิมมีกฎหมายที่ชัดเจนมากซึ่งคุ้มครองคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น โโซโลมอน ได้อธิษฐานด้วยการดลใจจากพระเจ้าว่า พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของชาวต่างชาติทั้งหมด “เพื่อมวลประชาชาติในโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์และยำเกรงพระองค์” (1 พงศ์กษัตริย์ 8:43) คนต่างด้าวจะไม่ถูกกดขี่ข่มเหงรังแก (อพย. 22:21) หรือถูกพรากจากความยุติธรรม (มลค. 3:5) แต่กลับกัน พวกเขาจะได้รับที่ดิน (เอเสเคียล 47:22) และได้รับความรัก (ฉธบ. 10:19) พระธรรมรูธก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับชาวต่างชาติหญิงชาวโมอับ ซึ่งในที่สุดได้มาเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดและพระเยซูคริสต์ด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นการเลียนแบบความรักของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล ซึ่งเคยเป็นคนต่างด้าวมาก่อน (อพย.22:21; 23:9; ลนต. 19:34) อันที่จริง พวกเขาเป็นคนต่างด้าวมาโดยตลอด “แผ่นดินนี้เป็นของเรา” พระเจ้าตรัส “พวกเจ้าเป็นเพียงคนต่างด้าวและผู้เช่าอาศัยทำกินของเรา” (ลนต. 25:23) ในฐานะคนต่างด้าวที่ได้รับพรจากพระเจ้า พวกเขาจึงถูกเรียกให้ปฏิบัติต่อผูื่นเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขา
ในพันธสัญญาใหม่ก็เต็มไปด้วยพระบัญญัติที่ให้รักพระเจ้าและเพื่อนบ้าน (มธ. 22:39; ยากอบ 2:8) การอธิบายพระบัญญัติตี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือเรื่องราวของพระเยซูเกี่ยวกับชาวสะมาเรียผู้ใจดี (ลูกา 10:25-37) ในเรื่องนี้ พระเยซูทรงขยายความคิดทั่วไปที่ชาวยิวมีต่อคำว่าเพื่อนบ้านให้กว้างขึ้นจนไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับศัตรูสองกลุ่ม คือชาวยิวและชาวสะมาเรีย ชาวยิวมองว่าชาวสะมาเรียเป็นชนชั้นที่ต่ำเตี้ยทางศีลธรรม แต่พระเยซูทรงยกย่องชายชาวสะมาเรียให้เป็นวีรบุรุษในเรื่องราวของพระองค์ พระองค์ไม่อาจจะทรงอธิบายประเด็นของพระองค์ให้ทรงพลังได้ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว
เรื่องนี้คล้ายคลึงกับการสนทนาในครอบครัวของผมในอดีตมาก ผมกับภรรยามีลูกสาวสองคน ตอนเด็ก ๆ พวกเขาเป็นเด็กที่เสียงดังช่างเจรจาตอนอยู่กับเรา แต่ดูเหมือนพวกเขาจะกลายเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ในตอนที่อยู่กับเพื่อนบ้านหรือกับคนที่พวกเขาไม่ค่อยรู้จัก
ลองเดาดูว่าลูกสาวของเราตอบอย่างไรเมื่อเราบอกว่าสิ่งที่ทำนี้ “ไม่สุภาพ” เขาก็จะตอบกลับมาว่า เขาทำเช่นนั้นเพราะเขารู้สึก “อาย”
จริงอยู่ที่โดยธรรมชาติแล้วเด็กบางคนอาจจะขี้อายมากกว่าคนอื่น แต่ความขี้อายอาจจะเป็นความกลัวมนุษย์ในเวอร์ชั่นเด็กก็เป็นได้ เพราะพวกเขาถูกคนอื่นควบคุม
วิธีที่ดีที่สุดสำหรับเชอรีและผม ก็คือการพูดคุยกับลูกสาวของเราเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้พระบัญญัติของพระเยซูในการรักเพื่อนบ้าน เราคุยกันว่าพระเยซูทรงต้อนรับเราอย่างไร จากนั้นเราก็มาใคร่ครวญกันว่าจะ “ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไรที่พวกท่านต้องการให้พวกเขาปฏิบัติต่อท่าน”(มธ. 7:12)ได้อย่างไร เราพูดติดตลกกับพวกเขาเกี่ยวกับความลำบากใจแบบเฉียบพลันที่พวกเขาสร้างขึ้น เมื่อพบปะกับคนใหม่ ๆ และเราได้เล่นบทบาทสมมติกับพวกเขาว่ามีทางเลือกอะไรบ้างที่พวกเขาสามารถทำได้แทนการนิ่งเฉยไม่พูดไม่จา เราแนะนำพวกเขาว่าการถามคำตอบคำ หรือการตอบสั้น ๆ เช่น อือ นั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎของครอบครัวเรา
ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ลูก ๆ ของเราก็ไม่ต่างอะไรจากเราเลย พวกเขาเรียนรู้ผ่านการทำซ้ำ ๆ การฝึกฝนและการอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อน การถูกชำระให้บริสุทธิ์ก็เหมือนกับการเดินไปอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางที่งุ่มง่าม มากกว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายเหมือนดีดนิ้ว แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้า เราก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
แน่นอนว่า หากลูกสาวของเราอยากจะพลิกสถานการณ์เพื่อเอาคืนพวกเราด้วยเช่นกัน พวกเขาก็แค่พูดว่า “ที่พ่อกับแม่ยังกลัวเวลาต้องประกาศข่าวประเสริฐเลย แล้วจะมาว่าที่พวกหนูกลัวได้อย่างไรกัน” ความกลัวมนุษย์ไม่ได้ให้เกียรติใครเลย ในผู้ใหญ่มันอาจจะถูกเรียกว่าการผูกติดคุณค่าของเราไว้กับใครบางคน ในวัยรุ่นอาจจะเรียกว่าแรงกดดันจากเพื่อนฝูง และในเด็กอาจจะถูกเรียกว่าความขี้อาย แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเผยให้เห็นถึงหัวใจที่บูชารูปเคารพเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักนี้ ผมจำเป็นต้องให้ลูก ๆ ของผมอธิษฐานเผื่อผมและเตือนผมในแบบเดียวกับที่พวกเขาต้องการให้พ่อและแม่อธิษฐานเผื่อพวกเขา
มาถึง ณ ตอนนี้ ใบสั่งสำหรับนักประกาศที่ขี้กลัวก็ได้ถูกสั่งไว้แล้ว เมื่อเราเข้าใจถึงความลึกซึ้งของปัญหา เราก็สามารถเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเราได้ด้วยการแสวงหาความยำเกรงพระเจ้า การพูดถึงพระเยซูจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เมื่อชีวิตของพระองค์ทำให้เรารู้สึกยำเกรงอยู่เสมอ จากนั้นเราก็กลับใจจากความกลัวที่จะถูกผู้อื่นปฏิเสธ นั่นไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกกลัวหรือ? เรานมัสการการบูชาการยอมรับและการเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน เมื่อเรารู้สึกถึงการถูกปฏิเสธแม้เพียงเล็กน้อย เราก็จะรู้สึกแตกสลาย
ในท้ายที่สุดนี้ เราต้องจดจำสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับผู้อื่นไว้ว่า เราต้องปรารถนาพวกเขาให้น้อยลงแต่รักพวกเขาให้มากขึ้น เราไม่ต้องการให้พวกเขามาเติมเต็มถ้วยแห่งความรักของเรา แต่เราเป็นหนี้พวกเขา เราเป็นหนี้ความรัก ซึ่งเราสามารถชำระได้เพียงเล็กน้อยโดยการชี้นำพวกเขาให้รู้จักความรักของพระเยซู
สำหรับต่อยอดความคิด
พระบัญชาที่พระเจ้าสั่งให้เรารักศัตรูและเพื่อนบ้านของเรานั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการรู้จักพระเจ้าและรู้จักตนเอง หากเราเคยเป็นศัตรูของพระเจ้าและพระเจ้าทรงเสด็จเข้ามาใกล้เราและคืนดีกับเราแล้ว เราจะทำอะไรได้นอกจากปฏิบัติต่อผูื่นเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติกับเรา? เมื่อเราเลียนแบบพระเยซูในลักษณะนี้ เราจะเป็นเกลือและเป็นแสงสว่างในยุคของเรา
- ขอให้เลือกศัตรูและเพื่อนบ้านของคุณอย่างละคน แล้วเริ่มอธิษฐานเผื่อพวกเขา
- มองหาโอกาสสร้างความประหลาดใจด้วยความรักให้กับคนที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า