บทที่ 7: ตรวจสอบสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็น (แต่แท้จริง อาจไม่ใช่) ด้วยหลักพระคัมภีร์
เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์
บทที่ 7: ตรวจสอบสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็น (แต่แท้จริง อาจไม่ใช่) ด้วยหลักพระคัมภีร์
เมื่อเราใช้เวลาอยู่ในห้องพระบัลลังก์ของพระเจ้าทุกสิ่งก็จะถูกจัดวางในมุมมองที่ถูกต้องขึ้น ส่งผลให้ความคิดเห็นของผู้อื่นมีความสำคัญน้อยลง จนถึงขนาดที่แม้แต่ความคิดเห็นของเราที่มีต่อตัวเราเองก็จะดูไม่สำคัญมากเท่าไร บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการ การหยุดพักอยู่ในพระนิเวศน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวันคือยารักษาความกลัวมนุษย์ “บรรดาวิสุทธิชนของพระองค์ จงยำเกรงพระยาห์เวห์ เพราะผู้ที่ยำเกรงพระองค์ไม่ขาดแคลน” (สดด. 34:9)
ถ้าทำเช่นนี้แล้วแต่ยังรู้สึกว่าความต้องการของคุณไม่ได้รับการตอบสนองล่ะ? หรือถ้าคุณรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าจนเป็นปัญหาบั่นทอนจิตใจล่ะ? ตามที่พระคัมภีร์ได้บอกให้เรารู้ว่าความยำเกรงพระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความกลัวมนุษย์ แต่นี่ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีเดียว การหลุดพ้นจากความกลัวมนุษย์ต้องอาศัยความรู้ที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์เกี่ยวกับ (1) พระเจ้า (2) ผู้อื่น และ (3) ตัวเราเอง
ในบทนี้ เราจะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้นถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับเราและความต้องการของเรา คำถามสำคัญคือ อัตลักษณ์พื้นฐานที่พระเจ้าประทานให้เราคืออะไร? แนวคิดที่พูดกันอย่างแพร่หลาย คือ เราถูกสร้างมาให้มีความต้องการทางจิตใจ คุณจะพบแนวคิดนี้ได้ในสื่อฝ่ายโลกและสื่อคริสเตียน คุณจะได้ยินคนพูดถึงแนวคิดนี้ในห้องให้คำปรึกษา อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาทั่วไปในหมู่คริสเตียนและในสังคม
- “หากสามีของฉันแค่ให้กำลังใจฉันมากกว่านี้ ฉันก็จะ……”
- “หากภรรยาของผมแค่เคารพผมสักหน่อย ผมก็จะ……”
- “หากลูก ๆ แค่เชื่อฟังฉันหน่อย ฉันก็จะ……”
- “หากเขา [หรือเธอ] แค่สนใจฉันบ้าง ฉันก็จะ……”
- “หากพ่อแม่แค่ให้ฉันเป็นอิสระมากกว่านี้ ฉันก็จะ……”
คุณได้ยินฉันไหม? ด้วยแห่งความรักยังคงรอให้ใครสักคนมาเติมเต็มอยู่เสมอ “เติมฉันให้เต็มด้วย__________ แล้วฉันจะมีความสุข” เรามักจะมองตัวเองว่าเราเป็นคนที่ต้องได้รับบางสิ่งบางอย่างจากใครสักคนก่อน เราจึงจะมีกำลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
มุมมองยอดนิยมเกี่ยวกับมนุษย์
เมื่อนำมุมมองต่าง ๆ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้ว มุมมองที่คนทั่วไปมีต่อมนุษย์มักจะเป็นดังนี้
- อัตลักษณ์พื้นฐานของเราจะมีลักษณะคล้ายภาชนะที่บรรจุความต้องการทางจิตวิญญาณ ซึ่งในที่นี้คือถ้วยนั่นเอง
- เรามีรายการความต้องการทางจิตวิญญาณยาวเหยียด แต่โดยส่วนใหญ่ความต้องการเหล่านี้มักจะรวมกลุ่มกันอยู่กับความต้องการพื้นฐานด้านความรักและการมีความหมายกับใครสักคน
- เมื่อความต้องการเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง เราก็จะอยู่ในภาวะขาดแคลนและรู้สึกว่างเปล่า
- เราจึงต้องระมัดระวังว่า เราให้คนอื่นหรือพระเยซูมาเป็นผู้เติมเต็มความต้องการเหล่านี้
ความต้องการคืออะไร?
เมื่อเราพิจารณามุมมองทั้งสี่ข้อข้างต้น จุดเริ่มต้นที่ดีในการถอดรหัสมุมมองของเราที่มีต่อตนเอง คือการทำความเข้าใจกับความต้องการของเราเอง คุณจะบอกได้ไหมว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คืออะไร? คำตอบของคุณจะเผยให้เห็นแก่นแท้ของมุมมองที่คุณมีต่อตนเอง
สำหรับผมคำตอบนั้นง่ายมาก คือ แน่นอนว่าผมต้องการให้ภรรยารักผม ผมต้องการรู้สึกว่าผมมีส่วนร่วมและมีคุณค่าในการทำงาน ผมต้องการเงิน เท่านี้แหละที่ผมคิดออกในตอนนี้ แต่พอเวลาผ่านไปอีกสักครู่ ผมคงระบุเพิ่มได้อีกห้าข้อ
คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร? วิธีหนึ่งก็คือ การตอบด้วยการถามกลับว่า “ความต้องการในที่นี้หมายถึงอะไร?” เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายได้หลายลำดับ ตัวอย่างเช่น หากคุณหลงทางในทะเลทรายและกำลังจะตายเพราะความกระหาย คุณจะตอบว่า “น้ำ” คือสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด หากคุณอยู่ที่คริสตจักรและศิษยาภิบาลถามคำถามนี้ระหว่างการเทศนาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเน้นถามอย่างเจาะจงว่า “จริง ๆ แล้วคุณต้องการอะไรมากที่สุด” คุณคงจะตอบว่า “พระเยซู” แต่ถ้ามีใครถามคำถามนี้กับคุณในขณะที่คุณกำลังดื่มกาแฟสบาย ๆ กับเพื่อน คำตอบก็แล้วแต่ใครจะเดาเอาเลย เพราะมันอาจจะเป็นความเคารพ ความรัก ความเข้าใจ การมีคนที่รับฟัง งานใหม่ ลูก ๆ ที่เชื่อฟัง ความปลอดภัย การควบคุม ความตื่นเต้น และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งหมดล้วนจำกัดอยู่ภายใต้จินตนาการและความปรารถนาของมนุษย์
ยินดีต้อนรับสู่คำว่า “ความต้องการ” เราทุกคนต่างก็ใช้คำนี้ แต่คำนี้สื่อถึงความคิดที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น “ฉันต้องการไปพักร้อน” นี่เป็นวิธีหนึ่งที่แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ส่วนการพูดว่า “ผมต้องการให้ภรรยาเคารพผม” สิ่งนี้เผยให้เห็นความเชื่อว่า หากภรรยาไม่ตอบสนองความต้องการทางจิตใจคือการให้เกียรติ ผู้เป็นสามีจะต้องประสบปัญหาทางจิตใจ การพูดว่า “ฉันต้องการน้ำ” เป็นการแสดงถึงความต้องการทางร่างกาย หากไม่ได้รับการตอบสนองมันอาจจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหรือการเสียชีวิต ส่วนการพูดว่า “ฉันต้องการมีเพศสัมพันธ์” นี่มักจะสะท้อนถึงจิตใจที่เห็นแก่ตัว
บางบริบทก็ไม่ได้มีความหมายอะไรที่ซับซ้อน เช่น ภรรยาบอกกับสามีว่า “เราต้องซื้อนมหนึ่งแกลลอนและขนมปังหนึ่งก้อน” ในขณะที่บางบริบทกลับมีความหมายที่ซับซ้อน เช่น สามีตอบภรรยากลับว่า “ผมต้องการให้คุณเลิกยุ่งกับผมสักที”
ในบรรดาการใช้คำว่า “ความต้องการ” ทั้งหมดนี้ สามารถสรุปความหมายออกมาได้สามกลุ่ม ได้แก่ ความต้องการทางจิตวิญญาณ ความต้องการทางร่างกายและความสัมพันธ์ และความต้องการทางจิตใจ คุณจะสังเกตเห็นได้ในบทความต่อไปนี้ ผมจะแยกความต้องการทางจิตวิญญาณออกมา และก็จะพยายามแยกแยะความต้องการที่คิดว่าจำเป็นแบบอื่น ๆ โดยเลือกใช้คำว่า“ความปรารถนา”แทน
ความต้องการพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ (เป็นความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ)
ความต้องการทางจิตวิญญาณนั้นมีลักษณะเฉพาะตัว ความต้องการเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ของเรา แต่มันคือศูนย์กลางของความเป็นมนุษย์ หากเราต้องการรู้จักชีวิตที่สมบูรณ์และยั่งยืน เราจำเป็นต้องมีพระเยซู เราต้องการความรักของพระเจ้าที่แสดงออกผ่านการไถ่บาป การให้อภัย และการมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า เราถูกหล่อหลอมโดยพระผู้เป็นที่รักอันบริสุทธิ์ และถูกสร้างมาเพื่อให้มีเพียงความรักของพระองค์เท่านั้นที่สัตย์ซื่อและเติมเต็มเราได้ เราต้องการสิ่งไม่มีใครให้เราได้นอกจากพระวิญญาณของพระคริสต์เท่านั้น
ทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ดังนี้: เราต้องใกล้ชิดพระเจ้า พระราชกิจแห่งการไถ่ทั้งหมดของพระเจ้ามีเป้าหมายเพื่อนำเราเข้าใกล้พระองค์ เมื่อเราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ เราจะมีชีวิตอยู่ แต่หากเราอยู่ห่างจากพระองค์ เราก็ตาย
ถ้าเราศึกษาคำสอนของพระคัมภีร์ให้ลึกขึ้นเกี่ยวกับความต้องการของเรา เราจะต้องเพิ่มความจำเป็นในการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าเข้าไปด้วย พระบัญญัติของพระองค์นำทางเราให้เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วเราเป็นใคร และอะไรคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องรักพระเจ้าสุดหัวใจ เราจำเป็นต้องรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง เราจำเป็นต้องแสวงหาความยุติธรรมโดยไม่ลำเอียง เราจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ที่ขัดสน เราจำเป็นต้องแสวงหาสันติสุขกับทุกคนเท่าที่จะทำได้ คนมีปัญญาหิวกระหายต่อสิ่งจำเป็นเหล่านี้ (มธ. 5:6) และมีเพียงผู้ที่ทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการเติมเต็มชั่วนิรันดร์
เราจำเป็นต้องได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามพระวจนะนั้น ชีวิตไมอาจดำรงอยู่ได้หากเลือกเส้นทางอื่น การเดินทางในถิ่นทุรกันดารของประชากรของพระเจ้ามีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนพวกเขาว่าพระวจนะของพระองค์นั้นสำคัญยิ่งกว่าขนมปัง “[พระเจ้า] ทรงทำให้ท่านถ่อมใจลง ทรงปล่อยท่านให้หิว และทรงเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงทำให้ท่านเข้าในว่า มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงสิ่งเดียว แต่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระยาห์เวห์” (ฉธบ. 8:3) ด้วยความคิดนี้ ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีจึงเขียนไว้ว่า “ข้าพระองค์จะไม่ลืมข้อบังคับของพระองค์เลย เพราะโดยข้อบังคับเหล่านั้น พระองค์ทรงรักษาชีวิตข้าพระองค์ไว้” (สดด. 119:93)
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของเราคือพระเจ้าเอง ชีวิตที่อยู่กับพระองค์ ในพระนิเวศน์ของพระองค์ตลอดไป คือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอย่างแท้จริง เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ปรารถนาพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด ความปรารถนาอื่นใดที่นอกเหนือจากการปรารถนาได้รักพระเจ้ามากขึ้นล้วนถือเป็นการนมัสการรูปเคารพ ความปรารถนานั้นจะควบคุมเราและจะไม่มีวันทำให้เราอิ่มใจ ชีวิตที่แท้จริงมีอยู่ในพระเจ้าเท่านั้น
ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระยาห์เวห์
ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหา
คือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์
ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของข้าพเจ้า
เพื่อจะดูความงามของพระยาห์เวห์ (สดด. 27:4)
นอกจากพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์
นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก (สดด. 73:25)
เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า…
จงอ้าปากของเจ้าให้กว้าง แล้วเราจะป้อนเจ้าให้อิ่ม (สดด. 81:10)
จงก้าวไปและปรารถนามากยิ่งขึ้นในพระเจ้า เพราะพระองค์จะประทานพระองค์เองแก่คุณ “เพราะฉะนั้น ถ้าพวกท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้สิ่งดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกที่ขอต่อพระองค์!” (ลูกา 11:13) “คุณจะไม่มีวันปรารถนาจากพระเจ้ามากเกินไป” ที่ ซี. เอส. ลูอิส เคยกล่าวไว้อย่างโด่งดัง ซึ่งมีความหมายว่าความปรารถนาพระเจ้าของเราที่มีต่อพระเจ้ามักจะน้อยเกินไปเสมอ
ความต้องการชีวิตและความรัก
ความต้องการอื่น ๆ ทั้งหมดล้วนแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้เรายังสามารถระบุความต้องการความรักและความต้องการสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วยเช่นกัน ความต้องการเหล่านี้เป็นความปรารถนาตามธรรมชาติที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ซึ่งพระองค์ทรงประสงค์ให้เราควบคุมได้ และให้มีความสำคัญน้อยกว่าความต้องการพระเยซู
แต่ข้าพเจ้าทุบตีร่างกายและควบคุมมันไว้ (1 คร. 9:27)
“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้”แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้” แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย (1 คร. 6:12)
ความต้องการทางด้านร่างกายนั้นตรงไปตรงมา เราต้องการอาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัย มิฉะนั้นเราจะเสียชีวิต พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต และความปรารถนาสำหรับชีวิตของเรานั้นดี นี่คือการใช้คำว่า “จำเป็นต้องมี” ในความหมายที่พบได้ทั่วไปในพระคัมภีร์ พระเยซูทรงเตือนเราว่าอย่ากังวลว่าเราจะกินอะไร ดื่มอะไร หรือสวมใส่อะไร เพราะ “แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้” (มธ. 6:32)
เมื่อพูดถึงอาหารและที่พักอาศัย สิ่งที่สามารถเสริมเข้าไปคือเราปรารถนาชีวิตที่ปราศจากความเจ็บปวด ความเจ็บปวดและความอ่อนแอคือการบุกรุกของความตาย และมันรบกวนการดำเนินชีวิต หลายคนมีชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดเรื้อรัง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่มีคุณค่าและอิ่มเอมใจ แต่ความปรารถนาจะมีวันที่ปราศจากความเจ็บปวดแม้เพียงแค่สักวันหนึ่งนั้น ก็ยังเป็นความปรารถนาที่ดีที่เชื่อมโยงชีวิตของพวกเขากับพระเจ้าแห่งชีวิต
ความปรารถนาตามธรรมชาติของเราในการทำงานก็เชื่อมโยงกับความปรารถนาที่จะมีชีวิตนี้เช่นกัน หากปราศจากการทำงาน เราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เว้นเสียแต่ว่ามีคนอื่นดูแลเราอยู่ การทำงานและการพักผ่อนเป็นความปรารถนาที่ดี เพราะมันหล่อเลี้ยงชีวิต “งานที่สำเร็จลุล่วงด้วยดี” นำมาซึ่งความพึงพอใจ เพราะเป็นการสนับสนุนต่อการดำรงชีวิต
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออาหาร เพื่อทำงาน หรือเพื่อชีวิตที่ปราศจากความเจ็บปวด หากสิ่งเหล่านี้เข้ามาแทนที่พระเจ้า พวกมันก็จะกลายเป็นสิ่งเสพติดและกลายเป็นการกราบไหว้รูปเคารพ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นความปรารถนาสำคัญ และเช่นเดียวกับความปรารถนาอื่น ๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เราเป็นผู้ควบคุมมัน มากกว่าที่มันจะควบคุมเรา
“ฉันต้องการมีเพศสัมพันธ์” ก็เป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน มันสามารถเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตและความรัก แต่การมีเพศสัมพันธ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเติบโต “ภายใต้” พระเจ้าโดยมีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อการมีเพศสัมพันธ์ไม่อยู่ภายใต้พระเจ้าอีกต่อไป และถูกเบียดออกมาจากหมวดหมู่ของความปรารถนาให้เข้าไปสู่โหมดของความจำเป็นต้องมี มันจะทำให้เรากลายเป็นทาสและด้อยค่าเราให้เป็นน้อยกว่ามนุษย์ เมื่อเรารับคำสั่งจากร่างกายว่าต้องการมีเพศสัมพันธ์และทำตามคำสั่งนั้นโดยปราศจากการยับยั้งชั่งใจ เราก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ เพราะแทนที่จะฝึกฝนร่างกายของเราในลักษณะที่ให้ร่างกายรับใช้และทำตามคำสั่งของเรา เรากลับตกเป็นทาสของมัน ทุกสิ่งที่เราปรารถนาบนโลกนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่นี้มาควบคู่กับความปรารถนาที่จะได้รับความรักและมิตรภาพ พระเจ้าทรงเป็นความรัก และต้นกำเนิดของเราในพระองค์สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างลึกซึ้งในความรักของเรา เราปรารถนาที่จะใกล้ชิดกับผู้อื่น เราอยากมีเพื่อนคู่คิดและได้รับมิตรภาพ “สิ่งที่น่าปรารถนาในตัวมนุษย์คือความจงรักภักดี” (สภษ. 19:22) เราปรารถนาสันติสุขและความยุติธรรมที่ค้ำจุนความปรารถนาเหล่านี้ เราโหยหาสิ่งเหล่านี้ เมื่อความปรารถนาเหล่านี้ได้รับการเติมให้เต็มเราก็รู้สึกยินดี แต่เมื่อถูกขัดขวาง เราก็เจ็บปวดโศกเศร้า และพระเจ้าทรงตอบสนองด้วยพระกรุณา การไม่ได้รับการเติมเต็มในความปรารถนาเหล่านี้ทำให้รู้สึกราวกับตายไปแล้ว
แล้วเราก็จะนึกขึ้นได้ว่า ความปรารถนาเหล่านี้จะไม่มีวันได้รับการเติมให้เต็มด้วยสิ่งที่เป็นการทรงสร้างของพระเจ้า ซึ่งนั่นก็รวมถึงมนุษย์คนอื่นด้วย ความปรารถนาเหล่านั้น ไม่ว่าจะดีเพียงใดก็ตาม ต้องได้รับการดูแลและควบคุม ให้อยู่ภายใต้ “ความรู้” (สภษ. 19:2) หรือภายใต้การรู้จักบังคับตนเอง ความปรารถนาเหล่านี้ก็จะเติบโตเกิดผลภายในขอบเขตที่เหมาะสม เมื่อคำนึงถึงสิ่งนี้ ความโศกเศร้าจากความรักที่สูญเสียไปจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่กลับเป็นโอกาสที่จะได้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้นในความรักของพระเจ้าผู้ไม่เคยละทิ้งหรือทอดทิ้งเรา นอกจากนี้ ยังดึงความสนใจของเราไปยังความสัมพันธ์ที่มีค่าในชีวิต เรามีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เราจะไม่วางใจและพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ เพราะเราถูกสร้างมาเพื่อพักสงบในพระคริสต์เพียงผู้เดียวและรักพระองค์มากกว่ารักมนุษย์คนใดทั้งสิ้น
ความต้องการทางจิตใจ
ตอนนี้เริ่มซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย ขอบเขตของความต้องการทางจิตใจนั้นไม่ได้มีกรอบที่ชัดเจนตายตัว ความต้องการทางจิตใจบางอย่างอาจจะทับซ้อนกับความปรารถนาตามธรรมชาติที่พระเจ้าประทานให้เราเพื่อการดำรงชีวิตอยู่และเพื่อที่จะรักคนอื่น ในขณะที่บางอย่างมักจะเอนเอียงไปในแนวทางที่มีตัวเราเองเป็นศูนย์กลาง เช่น การเป็นคนที่สำคัญและมีความหมาย การได้รับความเคารพจากคนอื่น ๆ เป็นต้น
ความต้องการเหล่านี้มักจะรวมกลุ่มกันเป็นความปรารถนาที่จะได้รับความรักเราได้กล่าวถึงรูปแบบทั่วไปของความต้องการนี้แล้วในบทที่ 4: คือเรามี “ความต้องการเป็นที่รัก ซึ่งเป็นความต้องการที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่แรกเกิด ความต้องการนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นต้องได้รับการเติมเต็มตั้งแต่เกิดจนตาย หากเด็ก ๆ ไม่ได้รับความรักอย่างเพียงพอ หากความต้องการขั้นพื้นฐานนี้ไม่ได้รับการเติมเต็ม เด็กคนนั้นก็จะต้องแบกรับบาดแผลนี้ไปตลอดชีวิต” 1 เนื่องจากเรากำลังพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ของมนุษย์ และคำตอบนี้จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงควรพิจารณาสมมติฐานพื้นฐานข้อนี้อย่างรอบคอบ
ที่กล่าวมานี้ มีประเด็นที่ควรใส่ใจคือ มีความแตกต่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ในเรื่องความต้องการความรัก เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเด็กทารกต้องการการดูแลเอาใจใส่ เช่น การกอดและการแสดงออกถึงความรักอื่น ๆ และคำพูดที่เปี่ยมด้วยความรักเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเล็ก เราจะไม่ส่งเสริมให้เด็กทารกและเด็กเล็กวางใจในพระคริสต์มากกว่าที่พวกเขาจะวางใจในตัวเราซึ่งเป็นพ่อแม่ แต่ความต้องการของทารกและเด็กเล็กไม่เหมือนกับความต้องการของผู้ใหญ่ ซึ่งมาพร้อมกับความปรารถนาตามธรรมชาติ ความเจ็บปวดในอดีต และมีแนวโน้มที่จะยกมนุษย์คนหนึ่งขึ้นเป็นพระเจ้า คนที่เราหวังว่าจะตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการได้
ความกังวลหลักเกี่ยวกับความต้องการทางจิตใจ ก็คือ รายการความต้องการที่โลกมองแบบฆราวาส (ไม่พึ่งพระเจ้า) และไม่ได้มาพร้อมกับคำเตือนใด ๆ เลยเมื่อพระเจ้าถูกแยกออกจากความต้องการหรือความปรารถนา มันจะส่งผลให้สิ่งเหล่านั้นครอบงำเรา เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะมันก้าวขึ้นมาแทนที่พระเจ้า ระบบของโลกไม่ได้ให้ความสำคัญกับศาสนาจะจัดอันดับความต้องการสิ่งใด ๆ ก็ได้บนโลกใบนี้ของเราให้อยู่สูงกว่าความต้องการพระเจ้า และมันก็ไม่บอกด้วยว่า ถ้าความต้องการเหล่านี้ถูกปล่อยออกมามากเกินไปมันจะไม่ใช่แค่ความต้องการตามธรรมชาติ แต่จะกลายเป็นปัญหาของมนุษย์เองมากกว่า
ทีนี้ เราลองพิจารณาความต้องการทางจิตใจให้ลึกมากขึ้น ว่าเมื่อถูกจัดวางไว้ในโลกที่มีพระเจ้าอยู่ด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนจะเป็นก้าวที่ถูกทางอย่างแท้จริง
ประสบการณ์ในการค้นหาข้อพระคัมภีร์มายืนยัน
การใช้ความต้องการทางจิตใจของคริสเตียนได้รับการสนับสนุนจากประเด็นสำคัญสองประการในพระคัมภีร์ คือ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยร่างกาย-จิตใจ-จิตวิญญาณ และมนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า เพราะสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าจะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของเรา ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ถี่ถ้วน
มนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีสามองค์ประกอบ
ทฤษฎีแบบสามส่วนของมนุษย์ ซึ่งมีมุมมองว่า มนุษย์ประกอบด้วย ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ นี่เป็นศาสนศาสตร์ชิ้นแรกที่ ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับแนวคิดเรื่องความต้องการทางจิตใจ โดยอธิบายว่า ความต้องการแต่ละประเภทมีที่อยู่ของมันเอง ความคิดที่คนทั่วไปเชื่อกันก็คือ ร่างกายมีความต้องการทางกายภาพ ส่วนจิตใจ (หรือ psyche ในภาษากรีก) นั้นมีความต้องการทางจิตใจ และจิตวิญญาณมีความต้องการทางฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นคนที่มีความต้องการทางร่างกายจึงไปพบแพทย์ คนที่มีความต้องการทางจิตใจก็ไปพบนกจิตวิทยาหรือที่ปรึกษา และคนที่มีความต้องการทางจิตวิญญาณก็ไปพบศิษยาภิบาล
แนวคิดนี้ทำให้ “ความต้องการทางจิตใจ” อาจจะดูเหมือนว่าจะสอดคล้องตามพระคัมภีร์
เพราะกล่าวว่ามีต้นกำเนิดและอาศัยอยู่ในจิตใจ แต่โปรดสังเกตว่า จิตใจไม่จำเป็นต้องถูกวางไว้เบื้องจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าเลย เช่น แพทย์ไม่จำเป็นต้องรู้จักพระเยซูเพื่อดูแลร่างกายของเรา ในมุมมองนี้ ผู้ที่ดูแลจิตใจของเราก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณใด ๆ สิ่งนี้อาจจะฟังดูไม่น่าตกใจมากนัก จนกว่าคุณจะค้นพบว่า เกือบทุกสิ่งทีดูเหมือนยากลำบากและสำคัญในชีวิตประจำวันล้วนเกิดจากความต้องการของจิตใจ ซึ่งรวมถึงความปรารถนาในความรักและความสัมพันธ์ การกระทำที่ส่งผลเสียต่อตัวเองและความคิดที่ไม่ถูกต้อง อารมณ์ที่กดดัน บาดแผลและความเจ็บปวดจากอดีต และการตกเป็นเหยื่อ เป็นต้น ส่วนความต้องการทางจิตวิญญาณที่เหลือ ก็จะถูกลดทอนให้เป็นเพียงความหวังสำหรับชีวิตหลังความตายและการสำนึกผิดในบาปที่ร้ายแรงมากเป็นพิเศษเท่านั้น หน้าที่ของศิษยาภิบาลคือการจัดการกับสิ่งเหล่านี้
สมมติว่ามีคริสเตียนที่ยึดถือ ทฤษฎีแบบสามส่วนของมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงทั้งจิตวิญญาณและจิตใจ และมุ่งมั่นที่จะนำพระเจ้ามาสู่ทั้งสองส่วน ดังนั้นก็จะทำให้เรามีข่าวประเสริฐสองแบบ แบบแรกจะนำคนที่เคยห่างจากพระเจ้ากลับมาใกล้ชิดพระองค์โดยทางพระโลหิตของพระเยซู ในขณะที่อีกแบบหนึ่งจะไม่พูดถึงการที่พระคริสต์ถูกตรึงกางเขนเพื่อเรา ข่าวประเสริฐในรูปแบบนี้จะมีความคล้ายคลึงกับความรักของพ่อแม่ที่ให้ความมั่นคงและความอบอุ่นแก่ลูกอันเป็นที่รัก เพื่อให้ลูกของตนสามารถดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้ด้วยตัวเอง พระบิดาของเราทรงส่งเราออกไปเผชิญโลกด้วยความเชื่อมั่นในความรักของพระองค์ แต่ความรักนั้นมั่นคงนี้อยู่ในพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์และทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งเราผูกพันอยู่กับพระองค์โดยพระวิญญาณ นี่คือพระราชกิจทั้งหมดของพระเยซู ทฤษฎีแบบสามส่วนของมนุษย์บอกจิตวิญญาณของเราว่าพระเยซูทรงมีคุณค่า และบอกจิตใจของเราว่าเรามีคุณค่า ดังนั้น ศาสนศาสตร์ของเราจึงมีผลต่อชีวิตจริง
แนวคิดทางศาสนศาสตร์ที่แพร่หลายกว่าไม่ได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างจิตวิญญาณและจิตใจ แทนที่จะแบ่งว่ามนุษย์ประกอบด้วยสามส่วน แนวคิดนี้กลับมองว่ามนุษย์ประกอบด้วยสององค์ประกอบ คือ วัตถุ (ร่างกาย) และสิ่งไม่ใช่เนื้อวัตถุ (จิตวิญญาณ) โดยที่วัตถุและสิ่งไม่ใช่เนื้อวัตถุนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดแม้ว่าจะแยกออกจากกันเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ตาม
จากมุมมองนี้ คำว่าจิตวิญญาณและจิตใจจึงใช้แทนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น มัทธิว 10:28 ชี้ให้เห็นว่าบุคคลมีสององค์ประกอบหลักคือวัตถุและสิ่งไม่ใช่เนื้อวัตถุ โดยกล่าวว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณได้”
1 โครินธ์ 7:34 ก็บ่งชี้เช่นกันว่าเรามีองค์ประกอบหลักสองประการคือวัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ แต่ทั้งสองถูกเรียกว่า “ร่างกายและจิตวิญญาณ” แทนที่จะเป็น “ร่างกายและจิตใจ” (ดูยากอบ 2:26 ประกอบด้วย) 2 พระคัมภีร์ใช้คำว่าจิตใจจิตวิญญาณ หัวใจ และคำอื่น ๆ เพื่อระบุตัวตนที่แท้จริงของคุณ ซึ่งได้แก่ เจตนา ความคิด สิ่งที่หลงใหล ความปรารถนา บาป และความทุกข์ แต่ไม่ว่าจะกำลังกล่าวถึงสิ่งใดคำถามเดียวที่มีเหมือนกัน คือ “คุณจะหันเข้าหาพระเจ้าหรือหันหลังให้พระเจ้า? คุณจะติดตามพระองค์หรือทำตามความปรารถนาของตัวเอง? คุณจะพักสงบในพระเยซูในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำคุณกลับมาหาพระเจ้าโดยผ่านทางพระโลหิตของพระองค์หรือไม่?” พระเยซูองค์นี้ได้ทรงนำสิ่งสร้างใหม่เข้ามา ซึ่งพระองค์กำลังทำให้ทุกสิ่งถูกต้อง และความยุติธรรมของพระองค์จะครอบครองสูงสุดอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
พระฉายาของพระเจ้าในมนุษย์
อีกมุมมองหนึ่งที่มักถูกใช้เป็นพื้นฐานในพระคัมภีร์สำหรับแนวคิดเรื่องความต้องการทางจิตใจ คือ พระฉายาของพระเจ้าในมนุษย์
พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์
ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น
และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง (ปฐก. 1:27)
คริสเตียนส่วนใหญ่เชื่อว่า พระฉายาของพระเจ้าในมนุษย์นั้น ทำให้มีความคล้ายคลึงกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทฤษฎีความต้องการทางจิตใจตั้งสมมติฐานว่าทั้งพระเจ้าและมนุษย์ต่างมีความปรารถนาอย่างลึกซึ้งอันแรงกล้าในความสัมพันธ์ (หรือในความรัก) ความปรารถนาอันแรงกล้านี้ถูกนิยามว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ลึกซึ้งกว่าอารมณ์และความรู้สึก มันคือความหลงใหล หากเราถูกปฏิเสธความสัมพันธ์เช่นนี้ เราก็จะรู้สึกว่างเปล่าและไม่ได้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมา 3
รายละเอียดตรงนี้สำคัญมาก หากเราเข้าใจมุมมองนี้จะซึ้งถึงคุณลักษณะที่สำคัญและมีความหมายของทั้งพระเจ้าและของมวลมนุษยชาติ แต่ถ้าเข้าใจว่าพระเจ้าก็โหยหาความสัมพันธ์แบบมนุษย์ นี่คือความเข้าใจผิด
เป็นความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงดำรงอยู่ในความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความปิติยินดีในพระองค์เอง คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ นอกจากนี้ ยังเป็นความจริงอีกด้วยว่า ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรานั้นยิ่งใหญ่มากจนพระองค์ทรงสร้างเราขึ้นเพื่อพระองค์เอง และชีวิตที่ครบบริบูรณ์ จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราถูกนำไปสู่ความรักแบบตรีเอกานุภาพของพระองค์ เพื่อที่เราจะรู้จักความรักของพระองค์และรักพระองค์
เป็นความจริงที่เราถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยความรัก และความรักก็เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติแท้จริงของเรา ความรักของพระเจ้าสอดคล้องกับความปรารถนาที่แท้จริงของเรา ความรักที่มีต่อพระเจ้าสอดคล้องกับความปรารถนาที่แท้จริงของเราเช่นกัน ความรักที่ได้รับจากผู้อื่นก็คือชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น เป็นความชื่นชมยินดี และความรักที่มีต่อผู้อื่นก็ฝังแน่นอยู่ในความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน หากปราศจากความรัก เราก็จะเหี่ยวเฉาลง
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าความรักถูกทำลายลงเพราะบาปของเรามุมมองความต้องการทางจิตใจแบบคริสเตียนตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาบาปของเรา แต่พวกเขักมักจะจัดเรื่องของบาปไว้ในส่วนของจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้เองที่ความบาปจึงแทบจะไม่ถูกนำมาพูดคุยในเรื่องความต้องการของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ความบาปทำให้เรามีสภาพธรรมชาติที่เฉยเมยต่อความรักที่พระเจ้ามีต่อเราไปโดยปริยาย และความบาปทำให้เราปรารถนาความรักจากสิ่งที่ถูกสร้างมากกว่าพระผู้สร้างเสียอีก
ความบาปทำให้เราตระหนักน้อยลงว่าทุก ๆ รายละเอียดในชีวิตเราล้วนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า ผลที่ตามมาคือ ชีวิตหันเหเข้าหาตัวเอง และทั้งหมดกลายเป็นเพียงเรื่องของตัวเราเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ ความสำคัญ คุณค่า และชื่อเสียงของเรา ทั้งหมดกลายเป็นว่า เราจะได้รับความรักจากคนอื่นมากเท่าไร มากกว่าการคิดว่าเราจะให้ความรักกับคนอื่นได้มากเท่าไร คำถามพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ จึงกลายเป็นว่า “ฉันจะรับมือกับความปรารถนาของฉันอย่างไร?” ตัวเราเองและความปรารถนาของเรากลายเป็นศูนย์กลางของโลกของเรา และนั่นเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ยั่งยืน ลองมองดูเด็ก ๆ ที่เชื่อว่าความปรารถนาของตนและการได้รับตามสิ่งที่ปรารถนานั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด เด็ก ๆ จะได้รับความพึงพอใจเพียงชั่วครู่เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ แต่ความพึงพอใจนั้นไม่เพียงพอที่จะค้ำจุนพวกเขาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เด็กจะกลับรู้สึกว่างเปล่าและต้องการสิ่งอื่น ๆ อีก
ข่าวประเสริฐของพระเยซูไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง แต่มีไว้เพื่อให้เราถ่อมใจและทำให้เราเป็นคนใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 6 การประทับอยู่ของพระเจ้าได้ทำลายมุมมองที่อิสยาห์มีต่อตนเองเป็นสิ่งแรก จากนั้นพระเจ้าทรงชำระเขาให้บริสุทธิ์และปลดปล่อยเขาจากตนเอง และจากความปรารถนาที่เป็นบาปของเขา หลังจากจากการชำระและการปลดปล่อยเชิงสัญลักษณ์นี้ อิสยาห์ก็เป็นอิสระคิดถึงตัวเองน้อยลงและหันกลับไปคิดถึงพระเจ้ามากขึ้น
พระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อที่เราจะเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น แม้ว่าชีวิตในพระคริสต์จะเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมและครบบริบูรณ์ก็ตาม แต่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยการไถ่มนุษย์ออกจากคำสาปแช่งของบาป แน่นอนว่าไม้กางเขนมีประโยชน์มากมาย รวมถึงความจริงที่ว่าเราจะไม่ถูกขับไล่ออกจากพระพักตร์พระเจ้าอีกต่อไป และสามารถใกล้ชิดกับพระองค์ผู้บริสุทธิ์ได้ อีกทั้งไม้กางเขนนั้นจัดการกับปัญหาบาปของเราด้วยซึ่งเป็นปัญหาทางความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณเพราะไม้กางเขนเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้เราสามารถกลับไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าได้อีกครั้ง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณนำเราไปสู่พระเจ้า ขณะที่ความต้องการทางจิตใจจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองเพื่อที่เราจะได้พอใจในตนเอง
ทฤษฎีใดก็ตามเกี่ยวกับมนุษย์ที่มองข้ามว่าความบาปเป็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด มักมองพระเยซูว่าเป็นเพียงผู้ที่ตอบสนองความต้องการของเรา มากกว่าที่จะเป็นผู้ช่วยเราให้รอดและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าของเรา และแน่นอนว่าแนวคิดเช่นนี้ย่อมไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ความเชื่อเช่นนี้จะจบลงด้วยความว่างเปล่า
การกล่าวว่าพระเจ้าต้องการมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องการมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นี่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะไม่สมบูรณ์หากปราศจากการมีความสัมพันธ์กับเรา ดังนั้น เราจึงเป็นผู้ที่เติมพระองค์ให้เต็ม แต่ความจริงก็คือพระเจ้าทรงรักเราเพราะความพอพระทัยอันสูงสุดของพระองค์ และเพื่อพระสิริของพระองค์เอง พระสิริของพระองค์ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นเมื่อเราตระหนักว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องรักเราเลย
ศาสนศาสตร์นี้ให้อำนาจสามีที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างเขาให้มาพร้อมกับความต้องการความรักและการได้รับความเคารพ และภรรยาของเขามีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้ที่เติมเต็มความต้องการนั้น ซึ่งพระเจ้าจะทรงบัญชาเธอเอง ด้วยเหตุนี้ สามีจึงเชื่อว่าเขาควรได้รับความเคารพ และเขามีสิทธิ์ที่จะโกรธเมื่อภรรยาของเขาไม่เติมเต็มความต้องการนี้
เมื่อเรา “ปรารถนา” ที่จะได้รับความเคารพแต่ไม่ได้รับ เราย่อมรู้สึกเจ็บปวดหากเราเรารู้สึกว่า “จำเป็น” ต้องได้รับความเคารพแต่ไม่ได้รับ เราจะถึงขั้นพังทลาย หรือโกรธแค้น
ความปรารถนาที่ไม่ถูกควบคุมจะโตขึ้นเสมอ นี่คือคุณลักษณะที่แน่นอนอย่างหนึ่งของธรรมชาติความเป็นมนุษย์ และความปรารถนาใด ๆ ที่เกินกว่าความปรารถนาในพระคริสต์หรือหน้าที่ของความรัก ความปรารถนาเหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ครอบงำชีวิตเรา หรือเป็นรูปเคารพซึ่งจะมีอำนาจเหนือเรา
พระบัญญัติของพระเจ้าที่ให้เรารักซึ่งกันและกัน รับฟังซึ่งกันและกัน แบกภาระของกันและกัน และล้างเท้ากันและกัน ไม่ได้หมายความว่าเรามีความต้องการทางจิตใจสำหรับสิ่งเหล่านี้ เปาโลเตือนคริสจักรให้ “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ฟป.2:3) เราคงไม่พูดว่าพระเจ้าทรงประทานพระบัญญัตินี้ เพราะเราปรารถนาที่จะสำคัญกว่าผู้อื่น บางทีเราอาจจะกล่าวได้ว่าเราต้องให้ในสิ่งที่พระองค์บัญชา ในขณะเดียวกัน เปาโลกำลังชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาของเราที่อยากจะเป็นคนสำคัญกว่าผู้อื่น และเปาโลต้องการให้เราต่อสู้กับสิ่งนี้ พระคัมภีร์พูดถึงการปฏิเสธตนเองมากกว่าการรู้สึกดีกับตนเอง
การถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ แต่เกียรตินั้นขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงกับพระเจ้าผู้ซึ่งทรงได้รับเกียรติเหนือทุกสิ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดยทั่วไปแล้วเรามักจะรู้สึกไม่เพียงพอ และปรารถนาจะเป็นอะไรที่มากกว่าที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าเรารู้สึกโอเคกับตัวเองไหมหรือเรายอมรับตัวเองหรือไม่
ความต้องการทางจิตใจมาจากไหน?
แล้วเราจะเข้าใจความต้องการเหล่านี้ตามพระคัมภีร์ได้อย่างไร? แนวทางของพระคัมภีร์กำลังปรากฏชัดขึ้น ความปรารถนาบางอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งชีวิตและความรัก เราจึงปรารถนาทั้งสองสิ่งนี้ แต่ความซับซ้อนเกิดขึ้นหลังจากมนุษย์ล้มลงในความบาป
ในการล้มลงสู่ความบาปของอาดัม มนุษยชาติเริ่มท่องวลีที่ยังคงดังก้องซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา อาดัมกล่าวว่า “ข้าอยากได้” “ข้ารักความปรารถนาของตนเองมากกว่ารักพระเจ้า” “ข้าต้องการเป็นเหมือนพระเจ้ามากกว่าอยู่ใต้อำนาจของพระองค์” ถ้อยคำนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า ความโลภ ความใคร่ และการบูชารูปเคารพ
คำของอาดัมที่ว่า “ข้าอยากได้” คือการแสดงความต้องการทางจิตใจออกมาเป็นครั้งแรก นี่ไม่ได้หมายความว่าการรู้สึกชื่นบานและยินดีเมื่อเป็นที่ถูกรักเป็นความบาปที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ไม่ใช่แน่นอน เพราะเราถูกหล่อหลอมโดยผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงรักเรา เราจึงควรยินดีในการรักและการถูกรัก เราคงปราศจากความเป็นมนุษย์หากเราไม่ยินดีและชื่นบานในความรัก และเราคงปราศจากความเป็นมนุษย์เช่นกันหากเราไม่รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเมื่อถูกผู้อื่นปฏิเสธหรือทำบาปต่อเรา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราปรารถนาความรักหรือไม่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเราปรารถนาความรักมากเพียงใด เราปรารถนาความรักเพื่อจุดประสงค์ใด เราปรารถนามันมากกว่าที่เราปรารถนาพระเจ้าหรือไม่ และเราปรารถนามันเพื่อเสริมให้เรารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้นไหม? พระเจ้าทรงดำรงอยู่เพื่อเรา หรือเราดำรงอยู่เพื่อพระองค์?
ความโหยหามีหลายอย่างที่เหมือนกับความใคร่ มันอาจจะเริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ดี (ความปรารถนาที่จะได้รับความรัก) แต่ลงเอยด้วยการทำให้เราตกเป็นทาส การยกระดับความปรารถนาต่อความรัก การมีอิทธิพลเหนือคนอื่น และความพึงพอใจอื่น ๆ ให้ไปจนถึงจุดที่มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี หรือกลายเป็นความโหยหา มันคือการยกชูความปรารถนานั้นขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างบาป จนกลายเป็นความปรารถนาที่ครอบงำเรา เป็นเสียงตะโกนออกมาว่า “ฉันอยากได้” และ “ฉันต้องมีสิ่งนี้!” เพราะ “ฉันจำเป็นต้องได้สิ่งนี้!”
ลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่าคุณถูกคนอื่นควบคุม ช่วงเวลาที่พวกเขา “ทำให้คุณ” โกรธหรือหดหู่ใจ คุณจะเติมประโยคต่อไปนี้ว่าอย่างไร?
- ฉันจำเป็นต้องมี _________________
- ฉันโหยหา _________________
- ฉันอยากได้_________________ แต่ฉันจะไม่ได้มัน!
- ฉันเรียกร้องที่จะ_________________!
- ฉันยืนกรานที่จะ_________________!
- ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าขาด_________________!
นี่คือสิ่งให้อธิบายว่า ทำไมบางครั้งพระคริสต์จึงไม่เพียงพอสำหรับเรา หากเรายืนอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ของพระเยซูด้วยถ้วยที่รอการเติมให้เต็มเพื่อสนองความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเรา เราก็จะไม่มีวันทีรู้สึกอิ่มเอมใจได้เลย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? ประการแรก เพราะตัณหาของมนุษย์โดยธรรมชาติแล้วไม่มีวันที่จะเติมให้เต็มได้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้มันรู้สึกว่าเพียงพอได้ ประการที่สอง เพราะพระเยซูไม่ได้ทรงตั้งพระทัยที่จะสนองความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของเรา แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำลายถ้วยแห่งความต้องการทางจิตใจนั้น
มีภาพยนตร์คริสเตียนเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงวัยรุ่นคนหนึ่ง ซึ่งถูกชักชวนให้มาหาพระคริสต์ด้วยคำสัญญาว่า จะมีผลการเรียนที่ดีขึ้นหลังจากกลับใจใหม่ วางใจในพระคริสต์แล้วเกรดจะดีขึ้น–ฟังดูดีนะ! คราวนี้แค่เพิ่มสิ่งจูงใจอื่น ๆ เข้าไปอีกเล็กน้อย เช่น เงินทอง การได้ออกเดทกับคนที่เราชอบ และรถยนต์คันใหม่ เท่านั้น วัยรุ่นทุกคนก็อยากจะมาเชื่อพระเจ้าแน่นอน แต่การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงดูด ความใคร่และความอยากของมนุษย์หรอกหรือ แทนที่จะเสนอการปลดปล่อยออกจากอำนาจของความบาปและการให้อภัย แม้แต่การประกาศข่าวประเสริฐของชาวอิสราเอลก็ไม่เคยบอกชนชาติอื่นที่นับถือรูปเคารพให้หันมานมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวเพราะพระยาห์เวห์สัญญาว่าจะประทานพืชผลที่ดีกว่ารูปเคารพของพวกเขา แต่ชนชาติที่ไม่นับถือพระเจ้ากลับถูกเรียกให้ละทิ้งรูปเคารพของตน เพราะการบูชารูปเคารพเป็นสิ่งที่ขัดขวางและต่อต้านพระเจ้า
ดังนั้น การพึ่งพาพระคริสต์เพื่อสนองความต้องการทางจิตใจที่เราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องมี คือ การพยายามทำให้ความใคร่และความอยากของเราสอดคล้องกับคริสตศาสนา เรากำลังทูลขอพระเจ้าให้ประทานสิ่งที่เราปรารถนา เพื่อให้เราเรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น หรือเพื่อให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น
สิ่งนี้เตือนเราว่าอัตลักษณ์หนึ่งที่เราแต่ละคนมีคือการเป็นคนบาป การเป็นคนบาปไม่ใช่ตัวตนหลักของผู้เชื่ออีกต่อไปแต่มันเป็นตัวตนที่ยังคงอยู่ในเรา สักวันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าสาวที่งดงามอย่างสมบูรณ์ แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น เราก็ยังคงเป็นคนบาปที่ยังทำบาปอยู่
คำว่า “ฉันอยากมี/อยากได้” นี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง มันถูกถักทอเป็นเนื้อแท้ของชีวิตเรา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ตัวอย่างเช่น คุณปราศจากบาปไหมขณะที่นอนหลับ? ขอให้ผมอธิบายให้เจาะจงยิ่งขึ้น คุณไม่ได้ทำบาปเลยใช่ไหมหากนอนโดยไม่ฝัน? คำตอบตามพระคัมภีร์คือ “ไม่” มันเหมือนกับการถามผมว่า “ตอนที่คุณนอนหลับ คุณยังเป็นเอ็ดอยู่ไหม?” คำว่า “คนบาป” เป็นคำที่ใช้อธิบายทุกคนในปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่วางใจในพระคริสต์ด้วย แน่นอนว่าผู้ที่เรียกพระเยซูว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีไม่มีความผิดอีกต่อไป นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วย จึงทำให้ผู้เชื่อกลายเป็นทาสของพระคริสต์แทนที่จะเป็นทาสของบาป แต่เราทุกคนก็ยังคงเป็นคนบาป ความสมบูรณ์แบบนั้นรอเราอยู่ในนิรันดร์กาล
ในฐานะที่เราคนบาปที่ยังทำบาปอยู่ เราเป็นหนี้พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ เราติดค้างพระองค์ในเรื่องที่ไม่สามารถถวายความจงรักภักดี พระสิริ คำสรรเสริญ และพระเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ เรากลับไม่ได้จ่ายหนี้คืนให้กับพระเจ้าเลยเพราะเราอยู่ในสภาวะที่ขัดสนอย่างที่สุด ดังนั้น หนึ่งในความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา คือการได้รับการอภัยจากพระเจ้า “ขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์” เราอธิษฐาน (มธ. 6:12) และในพระคริสต์พระเจ้าได้ทรงยกหนี้ให้เราแล้ว
ตอนนี้เราเป็นหนี้พระเจ้าอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่หนี้ที่ทำให้เราละอายใจ ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นหนี้พระเจ้าเพราะบาปของเรา ครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิตอยู่ในความละอายใจ แต่บัดนี้ เราเป็นหนี้พระเจ้าเพราะเราได้รับการอภัยจากพระองค์ และมันทำให้ใจของเราเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกขอบพระคุณ ถึงกระนั้น หนี้นี้ก็ยังไม่ใช่หนี้ทั้งหมดในปัจจุบันของเรา พระบิดาบนสวรรค์ของเรายังทรงทำให้เราเป็นบุตรและทายาท พระองค์ประทานครอบครัวใหม่และอัตลักษณ์ใหม่แก่เรา ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมัดจำที่รับประกันสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งพระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับเรา พระองค์ทรงให้เราประทับในสวรรค์สถาน ณ บัลลังก์ของพระเจ้าเอง และประทานสิทธิพิเศษให้เราได้อยู่กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์
พระเจ้าทรงยกหนี้ให้เราแล้ว แต่พระองค์ไม่ได้ทรงปล่อยให้เราตกอยู่ในสภาพขอทานที่ปราศจากหนี้ พระองค์ทรงทำให้เรามั่งคั่งด้วย นั่นคือหนี้ที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดี และแน่นอนว่าพระองค์ไม่เคยทรงขอให้เราชดใช้คืน เพราะเมื่อพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้ทรงประทานทุกสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตแก่เรา การสำแดงความรักและฤทธานุภาพของพระองค์นี้จะเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์ แต่เมื่อเราพยายามพิสูจน์คุณค่าของเรา เราก็กลายเป็นพวกเคร่งกฎเกณฑ์ ที่แสวงหาเกียรติเล็กเกียรติน้อยให้กับตัวเอง
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า อะไรที่พันธนาการผมไว้ในความกลัวมนุษย์ แม้ผมจะรู้จักข่าวประเสริฐเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม ผมไม่เพียงแต่ต้องเติบโตในความยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น แต่ผมยังต้องกลับใจใหม่ด้วย ความต้องการ ความปรารถนา หรือความใคร่ของผมนั้นใหญ่โตยิ่งนัก มันใหญ่จนถึงขนาดที่ผมพยายามดึงทั้งพระเจ้าและคนอื่น ๆ มาช่วยกันเติมมันให้เต็ม ผมกลัวมนุษย์เพราะมนุษย์ดูใหญ่โต แต่ความปรารถนาของผมนั้นใหญ่กว่าอีก พระเจ้ากลับดูเล็กน้อย
เหตุผลหลักที่ทำให้ความรู้สึกว่างเปล่าแพร่ระบาดออกไป ก็ไม่ใช่เป็นเพราะพระเจ้า แต่ตัวเราเองต่างหากที่ได้สร้างความปรารถนาของเราขึ้นมาเอง และให้ค่ากับมันมากจนมันทวีคูณออกมาให้เห็นในหลากหลายรูปแบบ 4
สำหรับต่อยอดความคิด
บทนี้ได้เปิดเผยจุดเชื่อมโยงที่ขาดหายไปในวิธีที่เรามักจะใช้เพื่อรับมือกับการถูกควบคุมโดยผู้อื่น นั่นคือ เรามักลืมไปว่าเราต้องกลับใจจากความปรารถนาที่มีตัวเราเองเป็นศูนย์กลาง หากปราศจากการกลับใจใหม่แล้ว ความปรารถนาของเราก็ยังคงเป็นจุดศูนย์กลาง แทนที่ศูนย์กลางที่แท้จริงคือพระสิริของพระเจ้า
ขอให้ใช้เวลาใคร่ครวญถึงสิ่งที่คุณต้องการ จากความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของคุณ ว่ามีความปรารถนาที่มีแต่ตัวคุณเองเป็นศูนย์กลางแอบแฝงอยู่หรือไม่