ข้ามไปยังเนื้อหา
เกรซบรรณสาร

บทที่ 12 · ฟรี

บทที่ 11: จงรักพี่น้องของคุณ

เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์

บทที่ 11: จงรักพี่น้องของคุณ

พระเยซูทรงระบุว่า ทุกคนคือเพื่อนบ้านของเรา และเราต้องแสดงพระคุณและความเมตตาต่อทุกคน เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระกรุณาและความเมตตาต่อเรา แต่ถึงกระนั้น ผู้ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ก็เป็นเสมือนครอบครัวของเราในแบบพิเศษ พวกเขาคือผู้ที่จะใช้ชีวิตนิรันดร์ร่วมกับเรา และเราจำเป็นต้องร่วมมือกับพวกเขาเพื่อเป็นตัวแทนของพระคริสต์

อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อทุกคน และเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคนที่เป็นสมาชิกของครอบครัวแห่งความเชื่อ” (กท. 6:10) สิ่งนี้ไม่ได้ลดทอนความห่วงใยที่เรามีต่อเพื่อนบ้านและศัตรู มากไปกว่าความห่วงใยพิเศษเช่นนี้เป็นผลตามธรรมชาติของการเป็นครอบครัวในความหมายที่สนิทลึกซึ้งที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นนี้ไม่ได้มาโดยปราศจากการต่อสู้ ศัตรูกลุ่มเดียวกันที่ต่อต้านความยำเกรงพระเจ้า ได้แก่ โลกนี้ เนื้อหนัง และมาร ก็ต่อต้านคำสอนที่ให้เรารักและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพี่น้องผู้เชื่อคนอื่น ๆ เช่นกัน คงจะดีหากเราจับตาดูศัตรูเหล่านี้ไว้ขณะที่เราพูดถึงคริสตจักรในฐานะครอบครัว

จำไว้ว่า ประการแรก เนื้อหนังมีแนวโน้มบาปที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว มันมุ่งมั่นกับคำถามที่ว่า “ฉันจะได้อะไรจากมัน” ประการที่สอง ซาตานเป็นจอมโกหกและเป็นผู้ก่อให้เกิดความแตกแยก สังเกตว่าคำสอนที่ชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์เกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณ (อฟ. 6:10-20) พบได้ในพระธรรมที่เน้นย้ำถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะกลยุทธ์ที่โดดเด่นที่สุดของซาตาน คือการทำลายและก่อให้เกิดความแตกแยก และประการที่สาม โลกยกย่องแนวโน้มเหล่านี้

ขอให้ผมเปิดเผยศัตรูมืดเหล่านี้ให้มากขึ้น 

“ผมอยากให้คุณลืมเรื่องสถาบันต่าง ๆ ไป” นักประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งกล่าว “ข่าวประเสริฐไม่ได้เกี่ยวกับคริสตจักร แต่เกี่ยวกับการตัดสินใจที่คุณทำต่อหน้าพระเยซูเท่านั้นไม่ใช่ต่อหน้าคนอื่น”

เขาพูดถูกที่ว่าแต่ละคนต้อง “กลับใจใหม่และรับบัพติศมา” (กิจการ 2:38) และบางคนมีมุมมองที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับคริสตจักร ดังนั้นผมจึงเข้าใจได้ว่าที่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนนั้นไม่ต้องการให้อคติเหล่านั้นมาบดบังประเด็นทางจิตวิญญาณ แต่การทรงเรียกให้วางใจและเชื่อฟังเป็นการทรงเรียกที่กว้างกว่าแค่ระหว่าง “พระเยซูและเรา” เท่านั้น พระสัญญาของพระเจ้าคือ “เพราะว่าพระสัญญานั้นตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของพวกท่านด้วย และแก่ทุกคนที่อยู่ไกล คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกให้มาเฝ้า” (กิจการ 2:39) และผู้กลับใจใหม่แต่ละคนได้รับการเรียกให้มาหาพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะของประชากรหนึ่ง เมื่อผู้คนกลับใจใหม่ในพระธรรมกิจการ ก็เป็นที่เข้าใจกันโดยปริยายว่า พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในท้องถิ่นเพราะคงไม่มีทางอื่นใด พวกเขาได้รับการนำเข้าสู่ชุมชนแห่งการเป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นชุมชนของพระวิญญาณ

วัฒนธรรมอเมริกันให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคลมากกว่าส่วนรวม คนอเมริกันมักใช้คำว่าการพึ่งพาตนเองในความหมายที่ต่างกันออกไป ซึ่งเป็นวลีที่นักแปลมักจะมีปัญหากับการแปลคำนี้ คำที่ใกล้เคียงที่สุดกับคำนี้น่าจะเป็นคำว่าไม่ขึ้นอยู่กับใคร ซึ่งเป็นคำทางการเมืองและทางสังคม ไม่ใช่คำที่ใช้กับบุคคล บางประเทศในแถบเอเชีย วลีนี้ไม่มีความหมายหรืออาจถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิตใจเสียด้วยซ้ำ ตามธรรมเนียมของชาวเอเชียส่วนใหญ่แล้ว บุคคลไม่ควรพึ่งพาตนเอง แต่ควรพึ่งพาซึ่งกันและกัน

คุณยังจำตัวอย่างของหญิงคริสเตียนที่กล่าวว่าพระเจ้าบอกให้เธอแต่งงานกับชายที่ไม่ใช่คริสเตียนได้ไหม? แม้นั่นอาจจะเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งเกินไปหน่อย แต่เราจะขอคำแนะนำจากศิษยาภิบาล ผู้อาวุโส และคนอื่น ๆ ในคริสตจักรบ่อยแค่ไหน เมื่อเราคิดถึงเรื่องการแต่งงาน การเปลี่ยนงาน หรือการตัดสินใจในเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ?

เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกลัวมนุษย์ เมื่อเราคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยวและแยกตัวออกมา เราจะมีแนวโน้มที่จะกลัวคนอื่นเสมอ ความโดดเดี่ยวและความกลัวมนุษย์จึงเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เมื่อเราเข้าใจอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้มีส่วนร่วมในครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือคริสตจักร เราก็เป็นอิสระ คริสตจักรจะเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวที่นั่งอยู่กับเราในห้องนั่งเล่นมากขึ้น สิ่งที่ดียิ่งไปกว่านั้น คือ เราจะรู้สึกเป็นเหมือนครอบครัวที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงแทบพระบาทของพระเยซู นั่งล้อมรอบพระที่นั่ง เมื่อมีครอบครัวแล้ว จะไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด ไม่มีความอับอาย ไม่มีความกลัว

คุณอาจจะไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่นคง บ้านอาจเป็นที่คุณมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ และมันทำให้คุณสงสัยอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร หากเป็นเช่นนั้น อย่าปล่อยให้ประสบการณ์ของคุณมาทำลายความเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับครอบครัว คุณต้องเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์คือครอบครัวของคุณ เราได้รับการทรงเรียกให้เป็นประชากรของพระเจ้า พร้อมกันนั้นเรายังเป็นผู้เชื่อที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ด้วย บทเรียนนี้ไม่ได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่นเสมอไป เพราะบทเรียนนี้เรียนรู้ได้ด้วยความเชื่อไม่ใช่เพียงแค่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

ลองสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหากเราละเลยความสำคัญของชุมชนตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ หากเราทำให้พระคัมภีร์กลายเป็นเรื่องส่วนตัว โดยเปลี่ยนจาก “พวกเรา” เป็น “ตัวเราคนเดียว” เราจะพบกับปัญหาดังต่อไปนี้:

  • เราจะต้องออกไปทั่วโลกและสร้างสาวก (มธ. 28:19)
  • เราจะต้องอธิษฐานไม่หยุดหย่อน (1 ธส. 5:17)
  • เราจะต้องสอนบรรดาผู้ชายที่อาวุโสกว่า ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า และผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า (ทิตัส 2:1-8)

และไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในช่วงเวลาว่างของวัน เราต้องทำงานและหาเงินให้พอที่จะเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงครอบครัว!

แต่เพราะพระคุณพระเจ้าที่ทรงมอบพระบัญชาเหล่านี้ให้กับคริสตจักร เพราะมีเพียงในระดับหมู่คณะเท่านั้นที่เราสามารถประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลกได้ การเป็นมิชชันนารีต้องอาศัยผู้สนับสนุนทางการเงิน คณะกรรมการงานมิชชั่น มิตรสหาย และคริสตจักรที่อธิษฐานอย่างซื่อสัตย์ รวมถึงคนอื่น ๆ อีกมากมายในพระกายของพระคริสต์เพื่อที่จะออกไปสร้างสาวกได้ และเพื่อทำตามพระบัญชาในการอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง เราจำเป็นต้องมีคริสตจักร เพราะเราจำเป็นต้องนอนพักและต้องไปทำงาน การอธิษฐานตลอดเวลาจึงสามารถทำได้โดยคริสตจักรทั่วโลกเท่านั้น

พระฉายของพระเจ้าในหมู่ประชากรของพระองค์

รากฐานของคำสอนของพระเจ้าเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียว ความรัก และครอบครัวนั้นย้อนกลับไปถึงพระฉายของพระเจ้าในมนุษย์ การเป็นพระฉายของพระเจ้าหมายถึงการเลียนแบบและเป็นตัวแทนของพระเจ้าเพื่อพระสิริของพระองค์ หมายความว่าเราต้องเป็นเหมือนพระเจ้าในทุกวิถีทางที่สรรพสิ่งจะสามารถเลียนแบบพระผู้สร้างได้ การที่จะเลียนแบบพระสิริอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้ได้แม้เพียงเล็กน้อยจำเป็นต้องอาศัยกลุ่มคนจำนวนมาก เพราะทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นล้วนมีข้อจำกัด ในขณะที่พระสิริของพระเจ้าไม่มีขีดจำกัด บทที่ 8 ได้สรุปแง่มุมบางประการของพระสิรินี้ และได้แสดงให้เห็นวิธีการเลียนแบบพระเจ้าบางประการ แต่มีวิธีการหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์เท่านั้นทรงเป็นพระเจ้าของเรา” (ฉธบ. 6:4)

หากมีเทพเจ้าหลายองค์ การแบ่งแยกและการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายย่อมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในหมู่ผู้ที่ศรัทธา เช่น “ฉันอยู่ฝ่ายเทพซุส” หรือ “ฉันอยู่ฝ่ายเทพเมอร์คิวรี” แต่พระเจ้าของเราเป็นหนึ่งเดียว และประชากรของพระองค์เลียนแบบพระองค์และนำพระสิริมาสู่พระองค์เมื่อพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของชาวอิสราเอลคืออะไร? นั่นก็คือ “ข้าพเจ้าเป็นชาวอิสราเอล เป็นชนชาติหนึ่งของพระเจ้า” หากลองพยายามหาคำว่า “พระเจ้าและฉัน” ในพระธรรมของโมเสสทั้งห้าเล่ม เราจะไม่พบคำเหล่านี้เลย พันธสัญญาของพระเจ้ามีไว้กับชนชาติหนึ่ง “จงฟังเถิด อิสราเอล” พระยาห์เวห์ตรัส

จงเดินรอบศิโยน ไปให้รอบเถิด

จงนับหอคอยของศิโยน

จงพิจารณาเชิงเทินของศิโยนให้ดี

จงตรวจตราป้อมของศิโยน

เพื่อท่านจะได้บอกคนรุ่นหลังว่า

นี่คือพระเจ้า

ทรงเป็นพระเจ้าของเราเป็นนิตย์นิรันดร์

พระองค์จะทรงนำเราจนถึงที่สุด (สดด. 48:12-14)

ชาวอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมมีเทศกาลที่เฉลิมฉลองร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกากับครอบครัวต่าง ๆ ในชุมชน และมีวันชำระบาปที่ทำร่วมกันทั้งชนชาติเป็นประจำทุกปี (ลนต. 16) พระเจ้าทรงบัญชาให้ชาวอิสราเอลพูดคุยเกี่ยวกับพระองค์และเกี่ยวกับธรรมบัญญัติของพระองค์กับลูกหลานและให้กันและกันฟัง (ฉธบ. 6) พระสัญญาของพระเจ้าเป็นพระสัญญาที่มีต่อประชากรของพระองค์เช่นเดียวกับที่ทรงเป็นพระสัญญาที่มีต่อแต่ละบุคคลด้วย เช่นเดียวกันคำสาปแช่งสำหรับการไม่เชื่อฟังของใครคนใดคนหนึ่งมักจะกลายเป็นคำสาปแช่งต่อประชากรของพระเจ้าด้วย

เมื่ออาคานทำบาปโดยการยักยอกสิ่งของที่ปล้นสะดมได้จากเมืองเยรีโค “อิสราเอลก็ผิดสัญญา” (ยอช. 7:1) พระเจ้าตรัสว่าอิสราเอลทำบาป โทษของการไม่เชื่อฟังตกอยู่กับประชากรทั้งหมดเมื่อกองทัพพวกชาวเมืองอัยตีแตกพ่าย เพื่อจัดการกับบาปนี้ อิสราเอลทั้งหมดจะต้องถวายตัวบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า แน่นอนว่าพระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อบาปของตนเอง แต่ก็มีความหมายด้วยว่า ร่างกายทั้งหมดถูกปนเปื้อนเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งทำบาป

ดาเนียลตระหนักดีว่าแม้ในยามที่ถูกจับไปเป็นเชลย เขาก็ยังคงผูกพันกับประชากรของพระเจ้าอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สิ่งที่กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลก็สามารถกล่าวถึงตัวเขาเองได้เช่นกัน เขารู้สึกอับอายจากการถูกจับไปเป็นเชลย และรู้สึกหนักอึ้งถึงบาปของชนชาติอิสราเอลด้วย

“ข้าแต่องค์เจ้านาย พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรงขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ทำผิด ได้ก่อการอธรรมและการกบฏ ได้หันจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ได้ฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความอับอายควรแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แก่พระราชา เจ้านาย และบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ (ดนล. 9:4-6, 8)

ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป. 4 เราต้องเขียนจดหมายโดยห้ามใช้คำว่า “ผม” แม้แต่ครั้งเดียว จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้คืออะไร บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าเพราะเราเป็นนักเรียนที่เกเร คุณครูจึงใช้แบบฝึกหัดนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของเรา แต่ผมรู้ว่า พวกเราทุกคนคิดว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนตามที่ครูสั่ง

แบบฝึกหัดที่คล้ายคลึงกันนี้สำหรับคริสเตียนก็คือ การอธิษฐานโดยไม่ขอเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวโดยตรง สำหรับผม การอธิษฐานแบบนี้ยากพอ ๆ กับการเขียนจดหมายโดยไม่ใช้คำว่าผมเลย ปกติแล้วเวลาที่ผมอธิษฐาน ผมมักจะนึกถึงวงกลมซ้อนกัน วงข้างในสุดคือครอบครัวของผม วงถัดมาคือญาติของผม วงถัดออกมาอีกคือคริสตจักรของผม วงต่อ ๆ ไปคือพันธกิจ และอื่น ๆ อีกมากมาย บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกเหนื่อยล้าตั้งแต่ก่อนที่จะออกจากวงที่สองเสียอีก

คุณอาจจะตั้งเป้าที่จะอธิษฐานให้ “ใหญ่ขึ้น” ซึ่งเป็นวิธีเยียวยาความกลัวมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ลองอธิษฐานย้อนกลับจากวงนอกสู่วงใน โดยการอธิษฐานเพื่อโลกและคริสตจักรโดยรวมก่อนที่จะเข้าใกล้คนใกล้ตัวมากขึ้น อธิษฐานจากพระคัมภีร์ อธิษฐานด้วยพระธรรมสดุดี ซึ่งพระธรรมสดุดีมีไว้สำหรับการภาวนาส่วนตัวและเพื่อการนมัสการร่วมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระธรรมสดุดีจะงดงามและเหมาะสมที่สุดเมื่อใช้อธิษฐานร่วมกันในที่ประชุม

พระธรรมสดุดีบทที่ 133 เป็นตัวอย่างของบทสดุดีที่เน้นการรวมกันอย่างชัดเจน โดยทั้งบทมีเพียงสามข้อเท่านั้น และพระธรรมสดุติตอนนี้ก็ได้พรรณนาถึงพระพรที่ล้นเกินจะกักเก็บเอาไว้ได้ นั่นคือ การเสด็จลงมา การเสด็จลงมา และการเสด็จลงมา ภาพเช่นนี้สงวนไว้สำหรับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อบรรยายถึงหนึ่งในพระพรที่พระเจ้าทรงประทานแก่ประชากรของพระองค์ นั่นคือพระพรแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ดูเถิด เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด

ที่พี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะ

ไหลลงมาบนหนวดเครา

บนหนวดเคราของอาโรน

ไหลลงมาบนคอเสื้อของท่าน

เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน

ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน

เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงบัญชาพระพรที่นั่น

คือชีวิตยืนยาวเป็นนิตย์

ภาพแรกคือภาพการสถาปนาอาโรนเป็นมหาปุโรหิต วันนั้นเป็นวันอันยิ่งใหญ่ เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เป็นการยืนยันพันธสัญญาของพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงตรัสผ่านพิธีสถาปนาอาโรนว่า พระองค์จะประทับอยู่กับประชากรของพระองค์ และประชากรของพระองค์จะเข้าถึงพระองค์ได้โดยผ่านทางปุโรหิต ดังที่เราเห็นในการสถาปนา น้ำมันซึ่งเพียงแค่เทลงบนศีรษะก็ไหลรินลงมาปกคลุมอาโรน น้ำมันแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ ไม่อาจจะกักเก็บไว้ได้มันไหลลงมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ในทำนองเดียวกัน ภูเขาเฮอร์โมนเป็นภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ และศิโยนก็เป็นเพียงเนินเขาเล็ก ๆ เท่านั้น หากน้ำค้างแห่งเฮอร์โมนตกลงบนศิโยน มันจะเป็นห้วงน้ำแห่งพระพรอันอุดมผลในพื้นที่แห้งแล้ง

สดุดีบทนี้จึงเป็นคำอธิษฐานที่สำคัญสำหรับประชากรของพระเจ้า เมื่อเราเกรงกลัวผูื่นและแยกตัวหรือปกป้องตนเองจากประชากรของพระเจ้า เราก็แยกตัวและปกป้องตนเองจากส่วนสำคัญของการเยียวยาของพระเจ้า นั่นคือความรักและการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชากรของพระองค์ พระธรรมสดุดีตัวอย่างเช่นสดุดีบทที่ 133 เตือนใจเราให้อธิษฐานขอการเยียวยาจากพระเจ้า บทนี้เตือนใจเราว่าพรอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของเราบนโลกนี้คือการได้อยู่ร่วมกับประชากรของพระเจ้า ไม่ใช่การที่จะกลัวหรือแยกตัวออกมาจากพวกเขา

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความรัก: คือความสำคัญลำดับแรกในพระคัมภีร์

สิ่งที่อยู่ในใจของอัครทูตเปาโลมากที่สุดเมื่อเขาเขียนจดหมายถึงคริสตจักรต่าง ๆ น่าจะเป็นภาพเหล่านี้ในพันธสัญญาเดิม ตัวอย่างเช่น ในจดหมายที่เปาโลเขียนถึงชาวเอเฟซัส เราแทบจะได้ยินเสียงของเปาโลกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า “เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใดที่พี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

แต่ถึงกระนั้น เปาโลก็มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจมากกว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ผู้ที่มีเชื้อสายฮีบรูโดยกำเนิดเสียอีก เปาโลกำลังพูดถึงเอกภาพที่บรรดาผู้เผยพระวจนะเองแทบจะจินตนาการไม่ออก คือภาพของคริสตจักร ทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติ ศัตรูคู่อาฆาต ทั้งคนที่สะอาดและที่เป็นมลทิน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ “เพื่อว่าพวกภูตผีที่ครอบครองและพวกภูตผีที่มีอำนาจในสวรรคสถานจะได้รู้จักพระปัญญาอันมากล้นหลายด้านของพระเจ้าโดยทางคริสตจักรในเวลานี้” (อฟ. 3:10) กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิสัยทัศน์ของเปาโลเกี่ยวกับคริสตจักรก็คือ การที่คริสตจักรจะเป็นคำตรัสอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าต่อทั้งโลกและต่อเหล่าทูตสวรรค์

คริสตจักรกำลังถูกเฝ้าติดตามและศึกษาโดยฤทธิ์อำนาจฝ่ายวิญญาณ และผ่านทางคริสตจักรนี้เองที่ความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่แห่งพระปัญญาของพระเจ้ากำลังถูกประกาศออกมา จุดสูงสุดของพระปัญญานี้คืออะไร? นั่นคือ การที่พระเจ้าทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ด้วยการนำกลุ่มคนหลากหลายมาสู่พระองค์เองและรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์

เพื่อนำเราไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าได้ทรงประทานของประทานให้กับพระกายของพระองค์ ซึ่งของประทานเหล่านั้นคือบุคคลอื่น ๆ ในพระกายนั่นเอง ผ่านคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นอัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาล ครูบาอาจารย์ และบุคคลอื่น ๆ อีกมากมาย พระเจ้าทรงสร้างคริสตจักรขึ้น “จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อและในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า” (อฟ. 4:13)

กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราต้องการพี่น้องคนอื่น ๆ ในพระคริสต์ เราต้องได้รับการสอนและได้รับการเลี้ยงดูฝ่ายจิตวิญญาณ และเราต้องสอนและดูแลคนอื่นเช่นกัน เราต้องการคำแนะนำจากพี่น้องในพระคริสต์ของเราทุกวัน และพวกเขาก็ต้องการคำแนะนำจากเราด้วยเช่นกัน เราจำเป็นต้องมีพี่น้องในพระกายถามคำถามที่เราไม่อยากตอบ แม้ว่าบางครั้งเราหวังว่าพวกเขาจะไม่มายุ่งกับเราก็ตาม แม้แต่อัครทูตเปาโลก็ต้องการสิ่งเหล่านี้: “เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่าน…หมายความว่าจะได้มีการหนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (รม. 1:11-12)

ชัค สวินดอลล์ ศิษยาภิบาลและนักเขียน เป็นตัวแทนของผู้คนมากมายในคริสตจักรที่รู้ว่า พวกเขาไม่สามารถเติบโตในพระคุณได้หากถูกแยกออกจากผู้เชื่อคนอื่น ๆ เขาตระหนักว่าความรู้สึกปลอดภัยที่เกิดจากการปกปิดตัวเองและการไม่อยากดูอ่อนแอสิ้นหวังต่อหน้าคนอื่นนั้น แท้จริงแล้วคือคำสาปที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากมัน เมื่อชัคอยู่กับเหล่าศิษยาภิบาลเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ พวกเขามักท้าทายกันด้วยคำถามเจ็ดข้อนี้:

  1. สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณได้อยู่กับผู้หญิงที่ไหนสักแห่งที่อาจจะดูเป็นการไม่เหมาะสมไหม?
  2. คุณมีชื่อเสียงที่ดีทางด้านการเงินหรือไม่?
  3. คุณได้ดูสื่อลามกอนาจารหรือไม่?
  4. คุณใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐานอย่างเพียงพอหรือไม่?
  5. คุณให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกในการใช้เวลากับครอบครัวของคุณหรือไม่?
  6. คุณได้ทำตามพันธกิจแห่งการทรงเรียกของคุณแล้วหรือยัง?
  7. คุณพึ่งโกหกฉันหรือเปล่า? 1

สำหรับคำถามเหล่านี้ ผมขอเสริมอย่างน้อยหนึ่งประโยคว่า “หลังจากที่ผมได้ถามคำถามเหล่านี้กับคุณแล้ว ผมขอเล่าให้คุณฟังว่าคุณเป็นพรแก่ผมอย่างไรบ้าง ผมขอเล่าให้คุณฟังว่าคุณได้ชี้ทางให้ผมรู้จักพระคริสต์อย่างไร”

ในฐานะผู้ให้คำปรึกษา ผมได้พูดคุยกับคนที่ต้องการทราบว่าพวกเขามีของประทานฝ่ายวิญญาณอะไร พวกเขามาโดยหวังว่าจะได้รับการทดสอบหรือการวินิจฉัยบางอย่างที่จะระบุของประทานของพวกเขาได้อย่างแม่นยำ แต่คำถามที่แท้จริงคือ “ฉันจะเติบโตในความรักและในการรับใช้พระกายของพระคริสต์ได้อย่างไร?” ของประทานคือ วิธีตามธรรมชาติที่เรารักและรับใช้ในลักษณะที่ทำให้ผู้คนเข้มแข็งขึ้นในพระคริสต์ ขอยกคำพูดของออกัสตินที่กล่าวว่า หากคุณต้องการทราบของประทานที่พระเจ้าประทานให้ ก่อนอื่นจงรู้ว่าจุดประสงค์ของของประทานฝ่ายวิญญาณคือการนำพระคริสต์มาสู่ผู้อื่นและสร้างความสามัคคีในคริสตจักร จากนั้นจงรักพระเจ้าและทำในสิ่งที่คุณอยากทำ

แต่การทำให้การใช้ของประทานท่ามกลางพระกายให้เกิดผลนั้นยังมีอะไรมากกว่านั้น หากมีครูสอนชั้นรวีคนหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจข้อพระคัมภีร์บางตอนมากขึ้น เราก็จะบอกบุคคลนั้นและให้กำลังใจเขาหรือเธอในของประทานที่เขามี หากผู้นำนมัสการช่วยให้จิตใจของคุณนมัสการพระเจ้า เราขอขอบพระคุณพวกเขาสำหรับพรที่พวกเขาประทานให้เราอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่มีใครควรต้องถามว่าของประทานของตนคืออะไร เพราะเราต่างหากที่ควรเป็นคนบอกว่าพวกเขามีของประทานอะไรในขณะที่พวกเขากำลังรับใช้เรา

คุณสังเกตเห็นการรักษาของพระเจ้าจากความกลัวมนุษย์ว่า มีทิศทางตามธรรมชาติที่ผลักเราให้ออกไปจากตัวเอง แต่มุ่งไปสู่การรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ไหม? แม้ว่าจะรวมถึงการทบทวนตนเองตามแนวทางพระคัมภีร์ แต่จุดประสงค์ของการสำรวจตนเองนี้คือความรัก พระวจนะของพระเจ้ากระตุ้นเราให้รักพระเจ้าและรักผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อเราดำเนินตามเส้นทางนี้ เราจะพบว่าเราไม่ได้ถูกครอบงำด้วยความกลัวมนุษย์อีกต่อไป

แต่เส้นทางนี้ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าง่ายเลย ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา เราควรเตรียมตัวรับมือกับอุปสรรคใหญ่ ๆ ดังเช่นที่อัครทูตเปาโลพบในคริสตจักรเมืองโครินธ์

พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอให้ปรองดองกัน อย่ามีความแตกแยกในพวกท่าน แต่ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความคิดและความเห็น (1 คร. 1:10)

เพราะว่าท่านทั้งหลายยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะเมื่อยังอิจฉากัน และขัดเคืองใจกัน พวกท่านก็อยู่ฝ่ายเนื้อหนังและประพฤติอย่างคนทั่วไปไม่ใช่หรือ…. คนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของเปาโล” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล” (3:3-4)

ความแตกแยกเหล่านี้ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนแม้แต่ในช่วงที่ชาวโครินธ์ร่วมทำพิธีมหาสนิทด้วยกัน มันไม่ได้ถึงขั้นชกต่อยกันก่อนรับศีลมหาสนิท แต่สิ่งที่เปาโลกังวลจริงๆ คือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในคริสตจักรทำตัวแปลกแยกและเห็นแก่ตัว แทนที่จะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แก่นเรื่องที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในหนังสือผู้วินิจฉัยนั้นสอดคล้องกันกับเรื่องนี้มาก นั่นคือ “ทุกคนทำตามที่ตนเองเห็นชอบ” (วนฉ. 17:6) มิได้จะดูถูกหรือว่าร้ายพวกวัยรุ่นทุกคนนะ แต่ภาพที่เกิดขึ้นในขณะนั้นมันเหมือนกับการรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวร่วมกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่หิวจนตาลายและเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้ อัครทูตเปาโลจึงให้คำสั่งเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับพิธีมหาสนิท ท่านบอกเราว่าเราต้องสำรวจตนเองก่อนเข้าร่วมโต๊ะศีลมหาสนิท (1 คร. 11:28)

เมื่อมีคนบอกให้สำรวจตนเองก่อนพิธีศีลมหาสนิท หลายคนนึกถึงบาปส่วนตัวที่เพิ่งทำไป และใช้เวลาสำรวจตนเองเพื่อสารภาพบาปเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงอย่างนั้น พระคัมภีร์ตอนนี้ยังบอกอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น สิ่งที่เปาโลกำลังกระตุ้นเตือนให้เราพิจารณาคือ “ตระหนักถึงพระกาย” (1 คร. 11:29) เราควรมุ่งเน้นไปที่บาปที่ทำร้ายผู้อื่น เราพิจารณาว่าเราคืนดีกัน และมีสันติสุขกับผู้อื่นหรือไม่

นี่หมายความว่าเราควรจำไว้ว่าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เราจึงได้กลับคืนดีกับพระเจ้าและคืนดีกับซึ่งกันและกัน พระองค์ทรงทำให้เราเป็นหนึ่งเดียว และเราตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกันในความรัก พิธีมหาสนิทเป็นช่วงเวลาอันดีสำหรับการอธิษฐานและวางแผนเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องของเรา เป็นเวลาที่จะแสวงหาวิธีใหม่ ๆ ในการแสดงความเมตตา ความกรุณา และการให้อภัย

คำเตือนสติของอัครสาวกเปาโลยังหมายความว่า เราสารภาพบาปที่ทำให้ประชากรของพระเจ้าแตกแยก เราได้นินทาหรือใส่ร้ายใครหรือไม่? เราได้หลีกเลี่ยงที่จะพบปะกับพี่น้องในพระคริสต์หรือไม่? เราเคยโกรธใครอย่างไม่ชอบธรรมหรือไม่? พระเยซูเองทรงให้คำสั่งเฉพาะเจาะจงสำหรับการแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่าพี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา และกลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน (มธ. 5:23-24)

และเมื่อพวกท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าพวกท่านมีเรื่องกับใคร จงยกโทษให้คนนั้น เพื่อว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ จะทรงยกโทษความผิดของพวกท่านด้วย (มาระโก 11:25)

อัครทูตเปาโลกล่าวสิ่งเดียวกันในจดหมายฝากที่ท่านส่งไปถึงเมืองเอเฟซัสว่า

เราต่างเป็นอวัยวะของกันและกัน จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกแล้วยังโกรธอยู่ (อฟ. 4:25-26)

มีเพียงเฉพาะคริสตจักรที่รวมเป็นหนึ่งเดียวด้วยความรักเท่านั้นจึงจะสามารถแสดงพระสิริของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ทั้งต่อพลังอำนาจฝ่ายวิญญาณและฝ่ายโลก และมีเพียงเฉพาะคริสตจักรที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น จึงจะสามารถยืนหยัดต่อต้านความพยายามของซาตานที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างพระกายได้ พระคัมภีร์กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากคุณได้มีส่วนที่ทำให้พระกายขาดความเป็นหนึ่งเดียว จงแก้ไขเสียเดี๋ยวนี้ การฟื้นฟูควรเริ่มต้นที่พิธีมหาสนิท

อีกนัยหนึ่งของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้คือ เป็นการรับรองว่าชีวิตของคริสเตียนจะเปี่ยมด้วยความยินดีที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่ก็มีความโศกเศร้าที่ยิ่งใหญ่กว่าด้วยเช่นกัน ชีวิตจะเปี่ยมด้วยความยินดีอย่างยิ่งใหญ่ เพราะพระคริสต์ทรงคืนพระชนม์ เราได้รับชุมชนแห่งความเชื่อ และเมื่อพระวิญญาณทรงรวมเราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราก็มีความชื่นชมยินดีกับพี่น้องชายหญิงคนอื่น ๆ ที่กำลังชื่นชมยินดีด้วย แต่ชีวิตของคริสเตียนก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่มากยิ่งกว่า เพราะเราทุกข์ทรมานด้วยเช่นกันเมื่อคนอื่น ๆ ในพระกายทุกข์ทรมาน เช่นเดียวกับการที่เราได้รับผลกระทบเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งทุกข์ทรมาน ดังนั้น เราจึงถูกเรียกให้รู้สึกเจ็บปวดเมื่อพี่น้องฝ่ายวิญญาณของเราทุกคนทุกข์ ยิ่งกว่านั้น เมื่อเราบาดเจ็บจากการที่ถูกพี่น้องในพระคริสต์ทำร้ายจิตใจ มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่า เพราะพวกเขาคือครอบครัวของเรา แต่อย่างไรก็ดี บาดแผลเช่นนี้จะไม่ทำให้ถึงกับเป็นอัมพาตฝ่ายจิตวิญญาณ ด้วยพระคุณของพระเจ้า เราจะเติบโตในความเชื่อผ่านบาดแผลนั้น และพร้อมที่จะตั้งคำถามว่า “หน้าที่ของฉันต่อพี่น้องคนนี้คืออะไร?” แน่นอนว่า หน้าที่ของเราคือรักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้าน

คำอธิษฐานของพระเยซูเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเรา

ความรักมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ในพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละสถานการณ์ ความรักถูกนำมาประยุกต์ใช้ด้วยวิจารณญาณและสติปัญญา ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวหรือคำพูดที่ท่องจำตามบท นั่นหมายความว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นและจากพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเรา คำอธิษฐานของพระเยซูในยอห์นบทที่ 17 ได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการแล้วบางส่วน เราจำเป็นต้องถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเราจำเป็นต้องเติบโตในความบริสุทธิ์ของเรา นั่นคือการเชื่อฟังพระบิดา อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นแก่นสำคัญของคำอธิษฐานของพระเยซูคือความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงพิทักษ์รักษาบรรดาคนที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนอย่างข้าพระองค์กับพระองค์ (ข้อ 11)

“ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อทุกคนที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ข้อ 20-21)

เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์ (ข้อ 23)

ข้าพระองค์ทำให้พวกเขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะทำให้เขารู้อีก เพื่อความรักที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์นั้นจะอยู่ในเขา และข้าพระองค์อยู่ในเขา (ข้อ 26)

ในเมื่อพระเยซูและพระบิดาทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น เราจึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพี่น้องของเราด้วยเช่นกัน นี่เป็นทั้งสิ่งมหัศจรรย์และน่าหวั่นเกรงไปพร้อมกัน ในแง่หนึ่ง ชุมชนที่แท้จริงตามพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้นั้นเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาความกลัวมนุษย์ และในนั้นเราสามารถเข้าถึงบางสิ่งที่โลกกำลังโหยหาปรารถนาอยู่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง นั่นหมายความว่าเราต้องก้าวไปหาผู้อื่นด้วยความรัก ตรงจุดนี้เองที่อาจทำให้เราหวั่นเกรง เพราะมนุษย์นั้นทำให้ชีวิตเรายุ่งเหยิงได้เสมอ ทุกอย่างจะดูเรียบร้อยสบายใจกว่าเมื่อเราสามารถอยู่ในโลกใบเล็ก ๆ ที่ปลอดภัยของตัวเอง และเพียงพอกับการเป็นคนดีและถวายเงินช่วยเหลือ แต่เมื่อเราเข้าใจคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว ความเฉยเมยหรือการมีตัวเองเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ก็เป็นไปไม่ได้

เพราะความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความรักนั้น หมายความว่าเราต้อง

  • รู้จักแยกแยะว่าเมื่อใดควรตักเตือนเรื่องบาป และเมื่อใดควรมองข้าม (สภษ. 17:9; 19:11; มธ.18:15)
  • กล้าที่จะอ่อนแอต่อหน้าผู้อื่น (โฮเชยา)
  • เต็มใจเสียสละ (ยอห์น 15:12-13)
  • พิจารณาวิธีให้เกียรติผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (รม. 12:10)
  • แบ่งปันกับพี่น้องที่ขัดสน (รม. 12:13; 1 ยอห์น 3:17)
  • คบหากับผู้ที่มีฐานะต่ำกว่าหรืออยู่ในระดับที่ต่ำกว่า (รม. 12:16)
  • อดทนกับทุกคน (1 คร. 13:4)
  • สารภาพบาปต่อกันและกัน (ยากอบ 5:16)

ความรักที่สอดคล้องกับสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้จะไม่มีวันอิ่มเอม หากปราศจากการเติบโต (1 เปโตร 1:22) ความรักเช่นนี้จะช่วยพัฒนากลยุทธ์เพื่อการเติบโต จะขอให้คนอื่นอธิษฐานเพื่อเราเพื่อที่เราจะเติบโตขึ้นและคิดได้ในมุมกว้าง แต่ไม่ใช่กว้างในแง่ของความยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ยิ่งใหญ่ในแง่ของสิ่งที่เหนือความคาดหมายของมนุษย์ ความรักที่สอดคล้องตามพระคัมภีร์ไม่ใช่ความรักที่โอ้อวดเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ควรมีเจตนาที่ยิ่งใหญ่ เราต้องการให้ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้เป็นพยาน เราต้องการให้มนุษย์ทุกคน รวมถึงภูติผีที่ครอบครองและมีอำนาจได้รู้โดยความรักของเราว่า เราเป็นสาวกของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (ยอห์น 13:35)

เรา (ทุกคน) คือพลับพลาของพระเจ้า

ทั้งหมดนี้หมายความว่าเรามีอีกตัวตนหนึ่ง เราคือพลับพลาของพระเจ้า คือพระวิหารของพระองค์ในพันธสัญญาเดิม พลับพลาคือ ที่พำนักของพระเจ้าบนโลกใบนี้ สถานที่นั้นเองที่พระองค์ประทับท่ามกลางประชากรของพระองค์ ส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดของพลับพลาคือหีบพันธสัญญา ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้า หีบนี้สร้างความเกรงขามแม้แต่กองทัพของศัตรู ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ชาวฟิลิสเตียยึดหีบพันธสัญญาได้ไม่นาน พวกเขาก็รีบนำหีบออกจากดินแดนของตน เพราะรูปเคารพของพวกเขาคือดาโกนล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าหีบนี้ หีบนี้บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์มาก เมื่อชาวเบธเชเมชแอบมองดูข้างในหีบ พระเจ้าก็ทรงประหารพวกเขา ชาวเบธเชเมชที่เหลือต่างกล่าวว่า “ใครจะสามารถยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์องค์นี้ได้” (1 ซมอ. 6:20) ในทำนองเดียวกัน อุสสาห์ก็ถูกสังหารทันที เมื่อเขาพยายามค้ำยันหีบของพระเจ้าที่กำลังโคลงเคลง (2 ซมอ. 6:6-7)

ทีนี้ลองเปลี่ยนมาอ่านพันธสัญญาใหม่กันบ้าง “ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่าน [พหูพจน์] เป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน?” (1 คร. 3:16) อัครทูตเปาโลกำลังกล่าวว่าเราเป็นพลับพลาของพระเจ้า คริสตจักรคือพลับพลา นี่คือหนึ่งในข้อล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ในพันธสัญญาเดิมและถูกเปิดเผยในพันธสัญญาใหม่ เรา—ร่วมกัน—มีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ภายในเรา นี่คือข้อล้ำลึกอันรุ่งโรจน์และมั่งคั่ง: “พระคริสต์สถิตในพวกท่าน อันเป็นความหวังที่จะได้รับศักดิ์ศรี” (คส. 1:27)

หนี้ของเราที่มีต่อศัตรู เพื่อนบ้าน และพระกายของพระคริสต์

ใครกันคือผู้อื่นที่เรากล่าวถึง? พวกเขามีอัตลักษณ์สามแบบที่แตกต่างกัน คือ ศัตรู เพื่อนบ้าน และครอบครัวในพระคริสต์ หน้าที่ของเราที่มีต่อพวกเขาคืออะไร? หน้าที่ของเราคือรักพวกเขา ความรักอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม แต่หน้าที่ของเราสรุปได้ว่าคือการรักพวกเขา เรารักศัตรูด้วยการทำให้พวกเขาประหลาดใจด้วยการที่เรารับใช้พวกเขา เรารักเพื่อนบ้านโดยการปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นครอบครัว และเรารักพระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นพี่น้องฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงของเรา ในลักษณะที่ทำให้โลกและภูติผีที่ครอบครองและมีอำนาจตะลึงงันในความเป็นหนึ่งเดียวของเรา

ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นเกี่ยวกับหน้าที่ของเราก็คือ เราเป็นหนี้ศัตรู เพื่อนบ้าน และมิตรสหายของเรา ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร และไม่ว่าสิ่งที่เราให้แก่พวกเขาจะไม่สมดุลเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาให้แก่เราเพียงใด เราก็ยังเป็นหนี้พวกเขา “อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลย นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน เพราะว่าผู้ที่รักคนอื่น ก็ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว ทั้งพระบัญญัติอื่น ๆ ก็รวมอยู่ในข้อนี้ คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (รม. 13:8-9)

ความรักเช่นนี้จะทำให้เราเจ็บปวดหรือไม่? แน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย ซี. เอส. ลูอิส ระบุว่า หากเขาต้องการอะไรที่ง่ายดายและปราศจากความเจ็บปวด เขาคงจะเลือกดื่มไวน์สักขวดแทนที่จะเลือกพระเยซู ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความรักที่สอดคล้องกับสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ทำให้เราอ่อนแอกว่าที่เคยเป็น แต่นี่ไม่ใช่ความอ่อนแออันร้ายแรงที่มาพร้อมกับความต้องการทางจิตใจที่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาเติมเต็ม คริสเตียนควรต้องการคนอื่นน้อยลงแต่รักมากขึ้น

การเป็นหนี้แห่งความรักเช่นนี้จะทำให้เราถูกหลอกใช้โดยผู้ที่ต้องการใช้เราเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าของพวกเขาหรือไม่? คงไม่หลอก หรืออย่างน้อยก็คงไม่นาน

มีศิษยาภิบาลวัยกลางคนคนหนึ่งถูกแพทย์ตักเตือนอย่างอ่อนโยนว่าเขาทำงานมากเกินไป แพทย์กล่าวว่าศิษยาภิบาลต้องการการพักผ่อน ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องลงเอยด้วยการเจ็บป่วย แน่นอนว่าศิษยาภิบาลคนนี้ไม่มีเวลาพัก เขายุ่งอยู่กับการดูแลสมาชิกคริสตจักรและดูแลภรรยาที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงเขาต้องดูแลลูกสาวอีกสองคนด้วย

ภรรยาของเขาป่วยด้วยโรคลึกลับมาห้าปีแล้ว จนเธอไม่สามารถขับรถหรือออกไปไหนมาไหนคนเดียวได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าศิษยาภิบาลต้องพาเธอไปทุกที่ แค่การไปซื้อของและการไปพบแพทย์ตามนัดก็กินเวลาไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ศิษยาภิบาลนี้ยังต้องสอนอีกสองวิชาที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมท้องถิ่นด้วยเพราะเขาต้องการเงินเพิ่ม ลูกสาวคนเล็กของเขาเพิ่งซื้อรถและเขาต้องจ่ายค่าประกัน ลูกสาวอีกคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย เขาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนทั้งหมด และลูกสาวทั้งสองยังไม่มีงานทำ

ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ศิษยาภิบาลจะลาพักจากหน้าที่ได้อย่างไร? เขาเป็นที่ต้องการของคริสตจักรและครอบครัวของเขา

หรือเขาแค่รู้สึกว่าจำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของคนอื่น? ศิษยาภิบาลเข้าใจถึงความยำเกรงพระเจ้า แต่เขาไม่เข้าใจตัวเอง เขาไม่เคยคิดเลยว่าการเสียสละตนเองของเขานั้นเป็นตอบสนองความต้องการของตัวเขาเองมากกว่าตอบสนองความต้องการของครอบครัว ผลที่ตามมาคือ มองไม่เห็นวิธีแสดงความรักที่ดีกว่า

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของตนเองอย่างรอบคอบมากขึ้น เขาเริ่มเห็นว่า “การเป็นคนดี” นั้นไม่เหมือนกับการรักคนอื่น “การเป็นคนดี” คือ การถูกมองว่าเป็นสามีและพ่อที่เอาใจใส่และเสียสละ “การเป็นคนดี” คือ การเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพ่อของเขาเองที่ไม่สนใจครอบครัวและห่างเหินกับลูก ๆ แต่ “การเป็นคนดี” กำลังทำลายครอบครัวของเขา เพราะเขาสามารถถูกปั่นหัวให้ทำอะไรก็ได้

ศิษยาภิบาลเริ่มค่อย ๆ เห็นความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำ เขาเริ่มตระหนักได้ว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่การพูดว่าตกลง เขาขอให้ภรรยาและลูก ๆ ให้อภัยเขาและอธิษฐานเพื่อเขา เพราะเขาต้องการที่จะเติบโตในการรักพวกเขาอย่างสุดหัวใจ อย่างที่คุณพอจะเดาออก ครอบครัวของเขาค่อนข้างสับสน เพราะที่ผ่านมาศิษยาภิบาลคนนี้ก็เคยขอให้ครอบครัวของเขาให้อภัยเขาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้มันคงไม่ต่างอะไรจากครั้งก่อน ๆ สักเท่าไหร่หรอก

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา ด้วยคำแนะนำจากเพื่อนสนิทที่มีปัญญาที่มาจากพระเจ้า ศิษยาภิบาลผู้นี้จึงเริ่มคิดอย่างชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่จะรักครอบครัวของเขา หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เขาได้นั่งลงกับครอบครัวและนำเสนอแผนการของเขา

เขาบอกลูกสาวคนเล็กว่าเขาจะหยุดจ่ายค่าประกันรถยนต์ให้เธอในอีกสามเดือน เขาบอกลูกสาวที่เรียนมหาวิทยาลัยว่าในปีการศึกษาหน้าเขาจะสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนให้เธอได้เพียงบางส่วนเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวมีเวลาเก้าเดือนในการจัดการเรื่องเงินร่วมกัน และหลังจากที่ได้ปรึกษาแพทย์ของภรรยาแล้ว เขาบอกภรรยาว่าเขาจะไม่ขับรถไปส่งเธอตามนัดอีกต่อไป เธอจะต้องขับรถเอง ซึ่งแพทย์ก็รู้สึกตื่นเต้นกับการตัดสินใจของเขา ศิษยาภิบาลยังบอกครอบครัวของเขาด้วยว่า เขาได้ขอลาหยุดงานในวิทยาลัยพระคริสตธรรมเป็นเวลาหนึ่งปี โดยจะเริ่มหลังจากที่เขาสอนในภาคเรียนถัดไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

และแล้ว บททดสอบที่แท้จริงก็มาถึง ครอบครัวของเขาไม่คิดว่าเขาเป็นคนดีเลย! พวกเขากระโกรธ และบอกว่าเขาไม่สนใจครอบครัวอีกต่อไปแล้ว ในการโต้เถียงกัน ครอบครัวของเขาไม่ได้รู้ตัวหรือตระหนักเลยว่า ครอบครัวกำลังพยายามหลอกล่อให้ศิษยาภิบาลคนนี้ติดกับรูปเคารพที่เขาชื่นชอบ ศิษยาภิบาลรับฟังสิ่งที่ครอบครัวพูดและพิจารณาด้วยการอธิษฐานและแสวงหาคำแนะนำ แต่เขาเชื่อว่าการตัดสินใจของเขานั้นทำด้วยปัญญาและเขาจะยึดมั่นกับการตัดสินใจนี้

หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาหลายเดือน ครอบครัวก็เริ่มกลับมามั่นคงเติบโตอีกครั้ง ลูกสาวของเขาตัดสินใจหางานทำ แถมพวกเธอยังมีความสุขกับงานที่ทำมากด้วย ภรรยาของเขาเริ่มขี้อายน้อยลง และอาการหลายอย่างของเธอก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเธอเริ่มขยับร่างกายและทำกิจกรรมด้วยตัวเอง ศิษยาภิบาลคนนี้สารภาพกับสมาชิกคริสตจักรว่า เขาทำผิดกับคริสตจักรโดยการรับงานในคริสตจักรมากเกินไป เพราะการทำเช่นนี้ทำให้ของประทานของคนอื่นในพระกายถูกจำกัด สมาชิกคริสตจักรตอบสนองด้วยความเต็มใจที่จะใช้ของประทานของตนเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน

คนที่พยายามทำให้คนรอบข้างพอใจเสมอ อาจเข้าใจผิดว่า “การเป็นคนดี” คือความรัก เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็มักจะถูกผู้อื่นบงการและครอบงำ ส่งผลให้ในที่สุดภาวะหมดไฟก็จะตามมาอย่างแน่นอน อีกทั้งคนที่พยายามทำให้คนรอบข้างพอใจเสมอก็อาจจะเข้าใจผิดด้วยว่า การตอบตกลงคือการแสดงความรักเช่นกัน แต่การตอบตกลงกับทุกสิ่งนั้นไม่ใช่การกระทำด้วยปัญญาเท่าใดนัก นี่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับเราในการชดใช้หนี้แห่งความรัก การตอบตกลงในงานหนึ่งอาจจะทำให้เราพลาดงานอื่นที่สำคัญกว่า หรืออาจจะหมายความว่าเรากำลังทำในสิ่งที่คนอื่นน่าจะทำได้ดีกว่า การยอมทำทุกอย่างแทนคนอื่นอาจทำให้พวกเขาพึ่งติดตั้งกับพฤติกรรมบาปของตนเองมากขึ้น หรืออาจหมายความว่าเรามองคริสตจักรอย่างเห็นแก่ตัวมากกว่าที่จะมองโดยองค์รวมรวมว่าเป็นพระกายของพระคริสต์ โดยคิดว่า “หากฉันไม่ทำ ก็จะไม่มีใครทำ”

ดังนั้น การพูดว่าตกลง การเป็นคนดี และการฝึกฝน “การเสียสละตนเอง” จึงไม่จำเป็นต้องเท่ากับการแสดงความรักเสมอไป เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นวิธีที่เราใช้สร้างความหมายและอัตลักษณ์ส่วนตัวของเราเอง มากกว่าจะเป็นการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ของความรักที่เรามีต่อผูื่น

ด้วยข้อควรระวังเหล่านี้เกี่ยวกับการเป็นผู้เลียนแบบความรัก ผมจึงอยากจะกล่าวเสริมถึงการเสียสละและความเหนื่อยล้า ในหนังสือทุก ๆ เล่มหรือในบทความที่ผมเคยอ่านเกี่ยวกับการเป็นหนี้แห่งความรัก ผมมักจะพบอีกสิบบทความเกี่ยวกับากรดูแลตัวเอง อาการหมดไฟดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ในชีวิตของผมเอง ผมพบว่าบางครั้งเป้าหมายของผมคือการปกป้องตัวเองจาก “ความเครียด” มากกว่าการรักผู้อื่น จริงอยู่ที่เราทุกคนควรมีวินัยทางร่างกายในการดูแลร่างกายของเรา และเราต้องจัดลำดับความสำคัญในชีวิตอย่างมีสติปัญญาและสอดคล้องกับพระคัมภีร์ แต่เราสามารถตกจากหน้าผาแห่งการดูแลตัวเองได้ง่ายพอ ๆ กับที่เราตกจากหน้าผาแห่งการเป็นคนดีและการพยายามทำให้คนรอบตัวพอใจอยู่เสมอ

เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเอาจริงเออาจังมากขึ้น เราจะกระตือรือร้นที่จะเชื่อฟัง เราจะไม่เฉยเมยต่อผู้อื่นอีกต่อไป และเราจะปรารถนาให้คริสตจักรส่งสว่างและโดดเด่นในโลก ความปรารถนาเช่นนี้อาจจะทำให้เรานอนดึกและมีอาจจะมีบางอย่างที่เราไม่อยากทำ เพราะความรักไม่ใช่ทางออกที่ง่ายดาย

มีเอกลักษณ์ในความเป็นเอกภาพ

มีการเปลี่ยนแปลงพิเศษเกิดขึ้นเมื่อคริสเตียนเริ่มคิดถึงตัวเองน้อยลงและมุ่งสู่ความเป็นเอกภาพในพระกายของพระคริสต์ แทนที่สมาชิกในคริสตจักรจะเหมือนกันหมด พวกเขากลับมีเอกลักษณ์มากขึ้น ซึ่งความเป็นเอกภาพนั้นไม่ได้หมายถึงความเหมือนกัน

หากคุณขอให้ผมอธิบายว่าแอนดี้เป็นคนอย่างไร ผมคงจะบอกว่า “น่าเบื่อ” เขาเป็นเพื่อน และเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรของผม แล้วก็เป็นคนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เมื่อเขามาขอคำปรึกษาจากผม ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาที่จะได้พบเขา อันที่จริงผมถึงกับคิดที่จะปฏิเสธด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ผมได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือผู้คนในคริสตจักรของผมให้มากขึ้น ผมจึงตอบตกลงไปอย่างไม่เต็มใจนัก

ปัญหาของเขาเป็นปัญหาทั่วไป แอนดี้บอกผมว่า “ผมแค่รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ผมอยากชอบตัวเองให้มากกว่านี้” โอ ไม่นะ ผมคิด แม้แต่ปัญหาที่อยากแก้ไขก็ยังน่าเบื่อด้วยหรือนี่

ตอนที่เราพบกันครั้งแรก แอนดี้คาดหวังว่าผมจะถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับพ่อแม่และความเจ็บปวดของเขา บางทีผมน่าจะถามคำถามพวกนั้น แต่ผมกลับไม่เต็มใจที่จะถาม ผมจึงเสนอให้เราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันแทน

ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราศึกษาเรื่องอะไรกัน แต่ผมจำได้ว่ามันเป็นความเพลิดเพลินยินดี เราทั้งคู่มีความสุขมาก เราอธิษฐานเพื่อคนในคริสตจักรหลายคนและอธิษฐานขอให้เรานำพระคัมภีร์ที่เราเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตของเรา นั่นหมายความว่าเราอธิษฐานกันเยอะมาก เพราะในแต่ละสัปดาห์ ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากแอนดี้และเขาก็ได้เรียนรู้จากผม มีสัปดาห์หนึ่งที่เขารู้สึกผิดที่ขาดความรักต่อพี่น้อง และเขาขอให้เราอธิษฐานเพื่อเพราะเขาจะไปขอให้พี่น้องเหล่านั้นยกโทษให้ผมเริ่มตั้งตาช่วงเวลาที่เราจะได้พบกัน

แล้ววันหนึ่งผมก็เพิ่งเข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่มีชีวิตชีวามาก ผมคิด เขาเป็นคนน่าสนใจ! จริงอยู่ที่มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวผม แต่ผมรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น แอนดี้และคำถามของเขาเปลี่ยนไป เดิมทีเขาถามว่า “ผมจะรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเองได้อย่างไร?” ตอนนี้เขากำลังถามว่า “ผมจะรักผู้คนในคริสตจักรและรักโลกนี้ได้อย่างไร?” ยิ่งเขานำคำสอนในพระคัมภีร์เกี่ยวกับความรักและความเป็นเอกภาพมาใช้มากเท่าไหร่ ความเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ทันใดนั้น ผมก็มองเห็นของประทานในตัวเขาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ขณะที่เวลาที่เราพบกันประจำสัปดาห์กำลังจะหมดลง ผมก็พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้แม้แต่ตัวผมเองก็ยังตกใจ “แอนดี้” ผมพูด “คุณดูงดงามมาก” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของผม ผมมั่นใจว่าตัวผมเองกลับรู้สึกประหลาดใจมากกว่าแอนดี้เสียอีก คำพูดนี้ต้องอธิบายเล็กน้อย

“ผมหวังว่าจะฟังดูไม่ใจร้ายนะ แต่ที่ผ่านมามีช่วงเวลาที่ผมอยากจะบอกว่าคุณน่าเบื่อแบบสุด ๆ เลยล่ะ”

แอนดี้หัวเราะ

“แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณ ผมได้เห็นพระคริสต์ในตัวคุณตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมเห็นในคำอธิษฐานของคุณที่อธิษฐานเพื่อผม และในกลยุทธ์ที่คุณมีในการรักผู้อื่น คุณเคยถามผมว่า ‘ผมจะรู้สึกดีขึ้นกับตัวเองได้อย่างไร?’ แต่ตอนนี้คำถามของคุณคือ ‘ผมจะรักพระคริสต์และรักเพื่อนบ้านได้อย่างไร?’”

เขาพยักหน้า เขาเองก็เห็นพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน

สำหรับต่อยอดความคิด

บทนี้จะทบทวนส่วนสำคัญของการเยียวยาความกลัวมนุษย์ นั่นคือ เราต้องรักผู้อื่นให้มากขึ้นและต้องการผู้อื่น (เพื่อสนองความต้องการทางจิตใจของเรา) ให้น้อยลงเช่นเดียวกัน ความรักต่อพระเจ้าก็จะขจัดความหวาดกลัวพระเจ้าได้ ความรักต่อมนุษย์ก็ขจัดความกลัวที่ว่าเราอาจจะถูกพวกเขาทำให้ให้อับอาย ทำร้ายร่างกาย หรือปฏิเสธเราได้เช่นกัน

ครอบครัว ชุมชน และความเป็นเอกภาพ คือหลักที่สำคัญ

  1. คริสตจักรของคุณจะส่งเสริมชุมชนได้อย่างไร? คุณจะส่งเสริมชุมชนได้อย่างไร?
  2. ทบทวนคำอธิษฐานของดาเนียลในพระธรรมดาเนียลบทที่ 9 และคำอธิษฐานของเนหะมีย์ในพระธรรมเนหะมีย์บทที่ 1:4-11 คุณสามารถอธิษฐานคนเดียวหรือร่วมกับผู้อื่นก็ได้ ไม่ว่าจะอธิษฐานแบบใด คำอธิษฐานเหล่านี้จะช่วยเตือนคุณว่า คุณจะผูกพันกับประชากรของพระเจ้าตลอดไป
  3. คุณจะให้เกียรติผู้อื่นในพระกายของพระคริสต์ได้อย่างไร? (รม. 12:10)
  4. นึกถึงผู้คนที่ชี้แนะคุณให้ไปสู่พระคริสต์มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ เขียนโน้ตถึงพวกเขาคนใดคนหนึ่ง

แชร์

  • Facebook