บทที่ 4: โลกนี้อยากให้ฉันกลัวมนุษย์
เมื่อมนุษย์ดูใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็ก · เอ็ดเวิร์ด ที. เวลช์
บทที่ 4: โลกนี้อยากให้ฉันกลัวมนุษย์
พระคัมภีร์เตือนเราว่าโลกนี้มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ขัดกับพระคัมภีร์ซึ่งมันอยากให้เราทำตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเตือนชนชาติอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมอยู่เสมอว่า โลกที่อยู่รอบตัวพวกเขาซึ่งเต็มไปด้วยการบูชารูปเคารพของชนชาติเหล่านั้นคือภัยคุกคามที่อันตรายอย่างยิ่งหากเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ ชนชาติอิสราเอลบูชารูปเคารพ เราก็มั่นใจได้เลยว่าในที่สุดชนชาติอิสราเอลจะค่อย ๆ นมัสการพระเหล่านั้นไปโดยปริยาย
คริสตจักรในยุคแรกก็ได้รับอิทธิพลจากโลกนี้เช่นกัน เห็นได้จากการที่ทั้งวัฒนธรรมของชาวยิวและชาวโรมันต่างก็พยายามทำให้ข่าวประเสริฐกลายเป็นเรื่องความชอบธรรมโดยการกระทำ หรือการยึดติดกับกฎเกณฑ์ (คส. 2) โลกนี้ให้ความสำคัญกับความสำเร็จหรือประวัติส่วนตัวเหมือนอย่างที่เป็นมาตลอด การมีชื่อเสียงคือทุกสิ่งทุกอย่าง แผ่นจารึกและบันทึกมากมายในยุคโรมันที่บอกให้โลกรู้ว่าใครคือผู้อุปถัมภ์และใครคือผู้มีบุญคุณนั้น ไม่ได้ต่างอะไรเลยกับยอดไลค์ในโซเชียลมีเดียในโลกปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน พวกฟาริสีก็เชี่ยวชาญในการแสดงออกที่ดีในที่สาธารณะด้วยการอธิษฐานอย่างเร้าอารมณ์ และอวดอ้างการถวายของกำนัลในพระวิหาร ซึ่งไม่ต่างจากความรู้สึกในปัจจุบันที่เราเป็นนักแสดงที่สร้างตัวละครขึ้นมาเพื่อให้โลกนี้ตัดสิน การได้รับการยอมรับจากคนอื่นเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตเรา ส่วนการถูกปฏิเสธกลายเป็นโอกาสให้เราสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาหรือไม่ก็ซ่อนตัวตนเดิมเอาไว้ เพราะการมีชื่อเสียงคือทุกสิ่งทุกอย่าง
คุณลักษณะที่ดำรงอยู่ยาวนานของโลกนี้ยังคงหล่อหลอมเราอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอิทธิพลที่เกิดขึ้นล่าสุดอีกด้วย คำถามคือ ค่านิยมที่เป็นบาปต่อพระเจ้าที่เราทำกันจนชินในสังคม 1 กระตุ้นให้เกิดความกลัวมนุษย์ได้อย่างไรอีกบ้าง?
สมมติฐานบางประการในโลกปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่สำคัญเริ่มขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้านั้น คนส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกนี้มีโครงสร้างที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระเจ้า ทุกคนและทุกสิ่งมีทางของตัวเอง การถือกำเนิดขึ้นมาไม่ว่าจะในชนชั้นใด ครอบครัวไหน หรืออาชีพอะไร ชีวิตของคุณนั้นก็จะถูกวางแบบแผนไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว เช่น “ผมเป็นคนอังกฤษ ผมเป็นสมาชิกของโบสถ์ประจำเขตเซนต์แอนน์ ผมเป็นชาวนา และผมเป็นบุตรชายคนที่สองของชาร์ลส์” เป็นต้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องอาชีพที่ทำและศาสนาที่นับถือ เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น ในช่วงนั้น มีวิกฤตการณ์ด้านอัตลักษณ์บ้างเพียงไม่กี่ครั้ง เนื่องจากผู้คนรู้ว่าพวกเขาเป็นใครและควรปฏิบัติตัวอย่างไร แรงกดดันที่จะต้องสร้างและปรับเปลี่ยนตัวตนอยู่เสมอ เพื่อให้กลายเป็นใครสักคนนั้นยังไม่เกิดขึ้นในยุคนั้น
แต่อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในยุโรปได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดดังกล่าวไปมาก ผู้คนเริ่มเห็นว่าบทบาทในชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วอย่างตายตัวอีกต่อไป แนวคิดใหม่ที่รุนแรงเกี่ยวกับชีวิตและอัตลักษณ์รวมถึงความเป็นไปได้ของชีวิตยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน จนกระทั่งเมื่อชนชั้นกลางแสดงพลังของตนในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องหมายทางการเมืองว่ากำลังจะมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นเกิดขึ้น เมื่อเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นชาวนาและชนชั้นขุนนางเริ่มเลือนรางลง บวกกับไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ในการกำหนดโครงสร้างทางสังคมใหม่ แนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นจึงละทิ้งการยอมจำนนชีวิตต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้า และให้คุณค่ากับการเติบโตแบบปัจเจกบุคคล การค้นหาอัตลักษณ์ของตนเอง และการให้ความสำคัญว่าแต่ละบุคคลนั้นสามารถทำหรือเป็นสิ่งใดได้บ้าง นั่นคือพัฒนาการของวัฒนธรรมตะวันตกตามที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และได้รับการขนานนามอย่างว่า เป็นการถือกำเนิดขึ้นของลัทธิบูชาตนเอง
สมมติฐานเกี่ยวกับพระเจ้า
พระเจ้ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตก ในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่ทั้งในอดีตและในปัจจุบันจะบอกว่า พระเจ้ามีอยู่จริงและจิตวิญญาณเป็นอมตะ ซึ่งฟังดูดีทีเดียว ถึงแม้ว่ามันอาจจะพื้นฐานไปหน่อยเพราะไม่มีคำกล่าวที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระเยซู แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นความคิดแบบคริสเตียนอยู่โดยเนื้อแท้
ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา มีการนำภาษาของพระเจ้ามาใช้ ที่ฟังดูเหมือนถูกต้อง แต่มันถูกแยกออกจากเนื้อหาในพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น รุสโซ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงพระเจ้า แต่พระเจ้าของเขาพบได้ในธรรมชาติ และทำให้คนนั้นรู้สึกอยากจะนมัสการ รุสโซเปลี่ยนโฟกัสจากการเปิดเผยที่เป็นความจริง (พระคัมภีร์) ไปสู่ประสบการณ์ส่วนตัว (ความรู้สึก) จากคนอื่นไปสู่ชีวิตภายใน และจากการรักพระเจ้าและเพื่อนบ้านไปสู่การรักตัวเอง
สิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความมั่นใจของ ยุคแห่งการตื่นรู้ที่ให้ความสำคัญกับความคิดและเหตุผล การเฝ้าสังเกตอย่างรอบคอบดูเหมือนจะไขความลึกลับเกี่ยวกับร่างกายและโลกที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นและความชั่วร้ายที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน พวกเขาเลือกที่จะไม่ยอมจำนนต่อพระผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ในทางกลับกัน พวกเขาสงสัย และความสงสัยกลายเป็นความไม่เชื่อ ส่งผลให้พระเจ้าถูกผลักไสให้ห่างไกลออกไป จนในที่สุดพระเจ้ากลายเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอีกต่อไป 2
นี่คือแม่แบบสำหรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ได้แก่ อำนาจของเหตุผลและความรู้สึก และภาษาแนวจิตวิญญาณที่กลวง ๆ ปราศจากสาระที่แท้จริง
สุนทรพจน์ของราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สันชี้ให้เห็นเรื่องนี้อย่างชัดแจ้ง เขากล่าวว่า “แม้ว่าชีวิตของพระเยซูจะเป็นชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่การกล่าวอ้างว่าเป็นชีวิตของจักรวาลนั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งนัก! การยึดคนดีคนหนึ่งซึ่งบังเอิญมีตัวตนอยู่ที่ไหนสักแห่งในช่วงเวลาหนึ่งและพูดกับจิตวิญญาณที่เพิ่งเกิดใหม่ว่า ‘จงดูแบบอย่างของคนนั้น… เข้าไปอยู่ในการควบคุมของบุคคลที่มีตัวตนอยู่ดีตคนนั้น เลียนแบบสิ่งที่เขาทำ พูดแบบที่เขาพูด’ นี่คือความบ้าคลั่งของศาสนาคริสต์ ข้าพเจ้าหันหลังให้กับผู้แย่งชิงเหล่านั้น จิตวิญญาณย่อมเชื่อมั่นในตนเองเสมอ” 3 ความสนใจสูงสุดจึงกลายเป็นตัวตน ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวฉันเอง
วัฒนธรรมของเรายอมรับแนวคิด “พระเจ้าตามที่เราเข้าใจพระองค์” ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ถูกรู้จักโดยผ่านการเดินทางภายในจิตใจของเรา “การพึ่งพาพระเจ้าคือ… การพึ่งพาความเข้าใจของตนเองว่าพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักคือผู้ใดและทรงทำอะไรเพื่อเราบ้าง” 4 “มีแนวทางมากมายในการอธิษฐานและการใคร่ครวญแต่ไม่มีแนวทางใดถูกต้อง… สิ่งที่แท้จริงคือประสบการณ์จริงที่เราสามารถสัมผัสพระเจ้าได้… การเติบโตทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นจากการที่เราสามารถเข้าใจตัวตนของเราได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น” 5 สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากวัฒนธรรมแบบพหุนิยมที่แต่ละคนทำในแบบของตนเอง “ฉันมีพระเจ้าในแบบของฉัน ส่วนคุณก็มีพระเจ้าในแบบของคุณไป” การกระทำที่ผิดศีลธรรมเพียงสิ่งเดียวในวัฒนธรรมเช่นนี้คือการบอกว่าพระเจ้าในแบบของฉันเหนือกว่าผู้อื่น
ผลกระทบของการปฏิวัติที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ นี้ต่อวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับพระเจ้ายังคงดำเนินต่อไป เมื่อเรายกย่องความสามารถของเรา ความบริสุทธิ์และการทรงครอบครองสูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าก็จะถูกด้อยค่าลง เราจะไม่สามารถตระหนักได้เลยว่า ในทุกขณะ “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กิจการ 17:28) เราใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่พระองค์ทรงอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ไกลเกินกว่าที่จะมายุ่งกับรายละเอียดในชีวิตของเรา ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้ว เราใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ปัญหาที่ตามคือ เมื่อความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการดำรงอยู่ของพระองค์เสื่อมถอย เราก็เหลือเพียงตัวเราเอง และเราไม่สามารถไว้วางใจในตัวเองได้ เราเล็กเกินไป อีกทั้งยังอ่อนแอเกินไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงไว้วางใจในมนุษย์ และความกลัวมนุษย์ก็ทวีความรุนแรงขึ้น
สมมติฐานเกี่ยวกับตัวเราเอง
ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระคัมภีร์มากเพียงไร มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสมมติฐานทางโลกเหล่านี้ สมมติฐานทางโลกอยู่ในทุกอณูของอากาศที่เราหายใจ ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมขับรถไปยังลอสแองเจลิส ก่อนที่จะถึงผมมองเห็นเมืองปกคลุมไปด้วยหมอกควัน แต่เมื่อผมขับรถเข้าไปในลอสแองเจลิสแล้ว หมอกควันเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะหายไป ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีฟ้าครามสดใส ตราบใดที่ไม่มีสิ่งใดเป็นพื้นหลังเช่นภูเขา อากาศก็ดูใสเหมือนคริสตัล นี่คือธรรมชาติของสมมติฐานทางโลก เมื่อคุณถูกล้อมรอบไปด้วยสิ่งเหล่านั้น เมื่อคุณอยู่ในนั้นคุณจะมองไม่เห็นมัน
เมื่อใช้คำว่าพวกเรา คำนี้หมายถึง “ฉัน” มากกว่า “พวกเรา” หากวัฒนธรรมตะวันตกมีความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับพระเจ้า วัฒนธรรมตะวันตกก็จะมีความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับผู้ที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระองค์ด้วย ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมตะวันตกได้สอนให้เราคิดแบบปัจเจกบุคคลมากกว่าแบบส่วนรวม เรามักคิดถึงแค่ตัวเราเองมากกว่าพวกเรา การตีความข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า “อย่าให้โอกาสแก่มาร” (อฟ. 4:27) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยปกติข้อนี้มักถูกนำมาใช้กับตัวบุคคล นั่นคือ ถ้าคุณโกรธในแบบที่เป็นบาป ซาตานก็จะควบคุมชีวิตของคุณได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่านี่อาจจะเป็นความจริง แต่จริงๆ แล้วข้อพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงบริบทของคริสตจักรต่างหาก พระธรรมเอเฟซัสพูดถึงความสามัคคีในคริสตจักร “โอกาส” หมายถึงอิทธิพลจากความแตกแยกที่ซาตานก่อให้เกิดขึ้นในพระกายของพระคริสต์มากกว่าการที่ซาตานครอบงำบุคคลใดบุคคลหนึ่ง วิธีแก้ไขคือให้เราแสวงหาการคืนดีอย่างร้อนรนเมื่อความสัมพันธ์ใด ๆ ถูกทำลาย
ในวัฒนธรรมตะวันตกการจะพบเจอแนวคิดแบบ “พวกเรา” นั้นหาได้ยาก เพราะครอบครัวมักจะแตกแยกและอยู่อย่างกระจัดกระจาย เราเปลี่ยนงานเป็นประจำ และพวกเราหลายคนทำงานไกลบ้าน ดังนั้น เราจึงเข้าใจได้ถึงความพยายามที่จะสร้างอัตลักษณ์แบบปัจเจกบุคคลที่มีความเฉพาะตัวของพวกเราเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งนี้ขัดแย้งกับวิธีที่เราถูกสร้างขึ้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นความพยายามในโลกออนไลน์ในการค้นหากลุ่มและความสัมพันธ์ส่วนตัว ชุมชนที่แท้จริงนั้นสมาชิกในชุมชนนั้น ๆ จะต้องมีการเผชิญหน้าและใช้เวลาร่วมกันจริง ๆ แบบตัวต่อตัว เดินผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดด้วยกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน มีการขอการให้อภัย รวมถึงเรียนรู้ที่จะรักและรับใช้ซึ่งกันและกัน อะไรก็ตามที่น้อยกว่านี้จะทำให้คนในชุมชนเข้าถึงซึ่งกันและกันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากเราไม่สามารถเปิดใจกับผู้อื่นได้ เราจะกลัวพวกเขาและถูกควบคุมโดยความคิดเห็นที่พวกเขาอาจจะมีต่อเรา
เรามีความดีทางศีลธรรมอยู่ในตนเอง แต่เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล และหลักศีลธรรมที่ยึดเหนี่ยวชุมชนเริ่มเสื่อมถอย ใจของเราก็จะตระหนักได้น้อยลงว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด บรรยากาศรอบตัวเราเหมือนบอกเป็นนัยว่า ความชั่วร้ายส่วนใหญ่อยู่ภายนอกตัวเรา แนวคิดเช่นนี้เริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 โดยเชื่อกันว่าเราสามารถค้นพบความไร้เดียงสาของมนุษย์และความงดงามทางศีลธรรมที่มีมาตั้งแต่กำเนิดได้ในผู้ที่ไม่ถูกสังคมทำให้แปดเปื้อน เช่นเด็ก ๆ ดังที่ฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ กล่าวไว้ว่า “เด็กเปรียบเสมือน กระจกเงาใสที่เราใช้ส่องดูความล้ำลึกในความรักอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า” 6
ด้วยแก่นแกนของฝ่ายจิตวิญญาณเช่นนี้ ผู้คนจึงสามารถค้นหาความเป็นพระเจ้าและการเปิดเผยได้จากตนเอง นักกวีนามว่าซามูเอล โคลริดจ์ได้เขียนไว้ว่า “เราเริ่มต้นด้วยการรู้จักตนเอง เพื่อจะจบลงที่เราอย่างสมบูรณ์ เราริเริ่มต้นจากตัวตนของเรา เพื่อที่จะสูญเสียและค้นพบตัวตนทั้งหมดในพระเจ้า” 7 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมองหาความจริงจากภายนอกอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นจากพระเจ้าหรือจากผู้อื่น ความจริงนั้นพบได้ในตัวเองบุคคลเอง
ข้อสันนิษฐานเหล่านี้สามารถพบได้ในสถานที่ที่ให้คำปรึกษา ที่ซึ่งคริสเตียนไม่สนใจในเรื่องการให้อภัยบาปแต่กลับกระตือรือร้นเกี่ยวกับความต้องการส่วนตัว อีกทั้งยังสามารถพบได้ในรายการทอล์กโชว์ส่วนใหญ่ ที่ซึ่งการเปิดเผยตัวตนนั้นได้รับการยกย่องและตามใจอย่างฟุ่มเฟือย รวมไปถึงข้อสันนิษฐานเหล่านี้ปรากฏชัดในการสารภาพบาปแบบขอไปที ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อบาปอันน่าละอายได้ถูกเปิดโปงแล้ว หรือคำขอโทษในทำนองที่บอกว่า “ฉันต้องขอโทษหากทำให้คุณรู้สึกไม่ดี”
ลองพิจารณาความคิดเห็นของนาธาเนียล แบรนเดน จากหนังสือชื่อ Honoring the Self เขากล่าวไว้ว่า “การให้เกียรติต่อตนเอง คือการตกหลุมรักชีวิตของตัวเอง ตกหลุมรักความเป็นไปได้ในการเติบโตและการมีประสบการณ์แห่งความชื่นชมยินดี ตกหลุมรักกระบวนการค้นพบและสำรวจศักยภาพเฉพาะของความเป็นมนุษย์ ดังนั้น เราจึงเริ่มเห็นได้ว่าการให้เกียรติตนเองคือการฝึกฝนความเห็นแก่ตัวในทางที่สูงส่งอย่างถึงที่สุด แต่กลับเข้าใจความหมายของคำนี้น้อยที่สุด และผมขอโต้แย้งว่าสิ่งนี้ต้องการอิสระ ความกล้าหาญ และความซื่อสัตย์อย่างมหาศาล” 8 คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นก่อนคริสตศตวรรษที่ 19 แต่คือคำพูดของคนทั่วไปที่เดินอยู่บนท้องถนนในปัจจุบันนี้ และได้กลายมาเป็นสมมติฐานพื้นฐานทางวัฒนธรรมว่า เราเป็นคนดีที่ต้องรักตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพดี การรักตัวเองยังคงเป็นจริยธรรมสมัยใหม่อยู่จนถึงทุกวันนี้
“จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มธ. 19:19) มักถูกใช้เป็นข้อพระคัมภีร์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการหลักฐานมารองรับว่า เราต้องรักตัวเองก่อนเพื่อที่จะรักผู้อื่นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อนี้ไม่ได้มีความเช่นนั้นเลย พระเยซูทรงตรัสคำเหล่านี้กับเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเห็นชัดว่าเขารักตัวเองและรักทรัพย์สมบัติของเขามากเกินไป มีพระบัญญัติเพียงข้อเดียวในที่นี้ และนั่นก็คือ “จงรักเพื่อนบ้านของเจ้า” ซึ่งไม่ใช่คำสอนเรื่องรักตัวเอง เพราะอาศัยวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลมากกว่าชุมชน จึงตีความข้อพระคัมภีร์นี้เสียใหม่ และทำให้หันกลับมาจ้องมองแต่ตัวเอง
พระคัมภีร์ถือว่าเราเอาใจใส่ตัวเองมากเกินพออยู่แล้ว เราแต่งตัว เราอาจจะถึงกับสบถเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เราหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรา แน่นอนว่าการเกลียดชังตนเองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความละอายใจ แต่การรักตัวเองก็ไม่ใช่คำตอบ ดังนั้น ในความเข้าใจที่ถูกต้อง พระคัมภีร์จึงถามว่า “ทำไมเจ้าจึงมัวแต่กังวลกับตัวเองนักเล่า?”
สังเกตเถิดว่า เมื่อหลักคำสอนเรื่องความบาปของเราเริ่มสั่นคลอน ทุกสิ่งก็พังทลายลงไปด้วย บาปเป็นต้นเหตุของความชั่วร้ายและการทำร้ายกันทุกรูปแบบระหว่างมนุษย์ บาปยังคงอยู่ในใจของทุกคน และมันนำเราไปสู่ความรักของพระคริสต์โดยตรง เมื่อความทุกข์ของเราก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความดีงามของพระเจ้า ไม้กางเขนของพระคริสต์เป็นที่เดียวที่เราจะพบกับการพักสงบได้ “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม. 5:8) หากขาดการเชื่อมโยงที่ชัดเจนนี้ อารมณ์ของเราจะมีอิทธิพลเหนือกว่าการตัดสินใจทางศีลธรรมของเราเอง
ความรู้สึกเป็นหนทางสู่ความจริงหากพระเจ้าอยู่ห่างไกลและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา และเราเป็นคนดีที่แค่ทำสิ่งเลวร้ายในบางครั้งเท่านั้น ดังนั้น เราก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องตั้งคำถามถึงความรู้สึกของเราเลย โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธ กล่าวไว้ว่า “ความรู้สึกคือทุกสิ่ง” ความรู้สึกจึงกลายเป็นราวกับเสียงพึมพำที่ไม่ชัดเจนของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นคนมีศีลธรรมคือกิจกรรมการทำทุกสิ่งที่หัวใจของคุณกระตุ้นให้ทำ เมื่อเราทำตามแรงกระตุ้นที่อยู่ภายในเรา เราจะไม่มีวันทำผิดพลาด สมมติฐานนี้บอกเราเช่นนี้
“พระเจ้าบอกให้ฉันแต่งงานกับจอห์น” แมรี่ดูมีความสุขมาก และศิษยาภิบาลก็หวังจะได้แบ่งปันความสุขของเธอ
“เล่าเกี่ยวกับเขาให้ผมฟังหน่อย”
“เขายังไม่เป็นคริสเตียนเลย จริง ๆ แล้ว ปฏิเสธที่จะมาคริสตจักรด้วยซ้ำ แต่ฉันรู้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะมา”
“แมรี่ คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณควรแต่งงานกับเขา? พระเจ้าบอกคุณอย่างไรหรือ?”
“อาจารย์คะ ฉันแค่รู้สึกค่ะ ฉันรู้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน”
การสนทนาได้สิ้นสุดลงตรงนี้ แมรี่พึ่งอ้างสิทธิอำนาจสูงสุดในชีวิตของเธอซึ่งนั่นก็คือ ความรู้สึกของเธอเอง ในอีกสองปีต่อมา เธออ้างสิทธิอำนาจสูงสุดในชีวิตของเธออีกครั้ง “อาจารย์คะ ฉันไม่เชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้ฉันอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุขแบบนี้ ฉันรู้สึกไม่พอใจจอห์นในตลอดปีที่ผ่านมา เขาไม่ยอมไปคริสตจักรกับฉัน เขามัวแต่ทำงานและเล่นกีฬา และเราแทบจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกัน ฉันไม่รักเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจึงตัดสินใจหย่า”
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดี ๆ เท่านั้นที่เรามุ่งเน้น แต่เป็นเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วอารมณ์ถือเป็นแหล่งที่มาของความจริงหลักของเรา เราจึงยิ่งสนใจความเจ็บปวดของเราเป็นพิเศษ ความคิดของคริสเตียนดั้งเดิมมักจะพูดถึงความทุกข์ แต่เชื่อมโยงความทุกข์นั้นกับพระคริสต์เสมอมา ทว่าทุกวันนี้ เราจัดการกับความเศร้าโศกและความความเจ็บปวดของเรา โดยตัดขาดความจริงที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการทรงถูกตรึงกางเขน และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ การยกย่องเชิดชูความรู้สึกให้สูงขึ้นเช่นนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการอธิษฐานของเราได้ด้วยซ้ำ
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมเคยได้ฟังคำเทศนาที่กล่าวถึงจุดประสงค์ใหม่ของการอธิษฐาน นักเทศน์ได้กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการอธิษฐาน คือ เพื่อสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า”
มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของผมเอง ที่ผมเคย “ฝึกฝนการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า” เมื่อผมรู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ผมก็จะอธิษฐาน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมไม่รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ผมรอเป็นชั่วโมง ๆ ด้วยน้ำตานองหน้า แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์เลย ผมพยายามอธิษฐาน แต่กลับรู้สึกว่าทั้งตัวผมและคำอธิษฐานของผมนั้นถูกขังอยู่ในห้องที่ปิดสนิท ในที่สุด การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าก็มาถึงในวันรุ่งขึ้น เมื่อผมขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เขาเพียงแค่ถามด้วยคำถามธรรมดา ๆ ว่า “ทำไมคุณถึงไม่อธิษฐานด้วยความเชื่อ” เขาสอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งให้ผม นั่นคือการอธิษฐานขึ้นอยู่กับพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกเพื่อฝันของตัวผมเอง
จับตาดูกันต่อไป และฟังคำถามยอดนิยมในการศึกษาพระคัมภีร์ที่มักจะถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไรกับข้อพระคัมภีร์นี้?” ซึ่งคำถามนี้สามารถถามได้ในอีกทางหนึ่งว่า “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในข้อพระคัมภีร์นี้?” การจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกของเราอาจจะทำให้เรามองข้ามคำถามหลักที่สำคัญกว่า นั่นคือ “พระเจ้าทรงตั้งใจตรัสอะไรกับเรา?”
แน่นอนว่า ความรู้สึกของเรามีความสำคัญมาก มันสะท้อนให้เห็นสิ่งเหล่านั้นที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา พระธรรมสดุดีเชื้อเชิญให้เราระบายเรื่องราวในใจของเราเหล่านี้ต่อพระเจ้า (ตัวอย่างเช่น สดุดี 62:8) อย่างไรก็ตาม พระธรรมสดุดีไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้สึกของเราเป็นสิ่งที่กำหนดเส้นทาง หรือนำทางเราไปสู่ความจริง
เมื่อความรู้สึกกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพระคำของพระเจ้าและการตอบสนองด้วยความเชื่อของเรา ผลที่ตามมาคือ มนุษย์จะมีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตของเรา เพราะพวกเขามีอำนาจเหนือความรู้สึกของเรา และพระเจ้าจะกลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญน้อยลง
จิตวิญญาณกลายเป็นเรื่องของความรู้สึก ผลที่ตามมาโดยธรรมชาติของสมมติฐานเหล่านี้ก็คือ ความรู้สึกฝ่ายจิตวิญญาณนั้นยังคงอยู่ และมีอะไรมากกว่าแค่เพียงตัวเรา แต่สิ่งนี้คือจิตวิญญาณที่ถูกแยกออกจากพระวิญญาณและถูกด้อยค่าลงให้เป็นเพียงความรู้สึกแห่งความไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความปิติยินดีที่ไม่อาจอธิบายได้ต่อสิ่งมหัศจรรย์ของตนเอง หรือธรรมชาติหรือประสบการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ นี่คือจิตวิญญาณที่ปราศจากพระเจ้า
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม คือ บิล วิลสันอยู่ในโรงพยาบาลและกำลังหมดแรงจากการดื่มสุราอย่างมากมาย เขามองเห็นแสงอันสว่างจ้า ซึ่งเขาตีความว่าเป็นประสบการณ์ทางศาสนา ต่อมาเขาได้กล่าวว่าประสบการณ์ทางศาสนานี้มีความสำคัญต่อการเลิกดื่มเหล้าของเขา แต่ประสบการณ์ทางศาสนานั้นถูกแยกขาดจากพระเจ้าโดยสิ้นเชิง แทนที่คำว่า“จิตวิญญาณ”จะหมายถึงพระเจ้า มันกลับหมายถึงเพียงความรู้สึกที่สมบูรณ์และมหัศจรรย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้
เกือบสองร้อยปีก่อน นักปรัชญาชาวเดนมาร์กนามว่า เคียร์เคอการ์ด (ค.ศ. 1813-1855) ได้สังเกตเห็นว่ามีคนจำนวนมากไปคริสตจักร แต่ “การมาเป็นคริสเตียนและการเป็นคริสเตียนนั้น กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญอีกต่อไป”
เขาถามว่า การที่ผู้คนนับพันเหล่านี้เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนโดยอัตโนมัติหมายความว่าอย่างไร? คนมากมายเหล่านี้เท่าที่เราพอจะบอกได้นั้น ดำเนินชีวิตไม่เหมือนคนที่เชื่อพระเจ้าเลย! ใครๆ ก็สามารถยืนยันสิ่งนี้ได้ด้วยการสังเกตง่าย ๆ คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน แต่ไม่เคยไปคริสตจักรเลยแม้แต่สักครั้งเดียว ไม่เคยคิดถึงพระเจ้า นอกจากใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อเป็นการสาบาน แล้วพวกเขาก็ไม่เคยเอ่ยพระนามของพระเจ้าอีกเลย! คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนเหล่านั้นที่ไม่เคยตระหนักว่าตนอาจมีพันธะผูกพันต่อพระเจ้า ที่ก้นบึ้งของเรื่องนี้ต้องมีความสับสนอย่างมหาศาลและภาพลวงตาที่น่ากลัวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย 9
เคียร์เคอการ์ด มองเห็นว่าจิตวิญญาณที่ปราศจากพระเจ้า ยังพบได้แม้ท่ามกลางผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียน
ปัจจุบัน เรื่องฝ่ายจิตวิญญาณกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เรารู้ว่ายังมีปริศนาอยู่ ผู้คนต้องการรักษาความรู้สึกมหัศจรรย์ในชีวิตของตนไว้ หรือพูดให้สอดคล้องกับพระคัมภีร์มากขึ้นคือ ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้านั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ มีแต่จะถูกบิดเบือนไปเท่านั้น
- “ฉันรับสิ่งที่ฉันต้องการจากพระคัมภีร์และคริสตจักรเท่านั้น ส่วนที่เหลือช่างมัน”
- “การประชุมกลุ่มผู้ติดสุรานิรนามเป็นเรื่องของการค้นหาพลังฝ่ายจิตวิญญาณ”
- “ฉันยังคงมีปัญหากับแนวคิดเรื่องพระเจ้าของคริสเตียนที่อยู่บนสวรรค์นั้น เพราะสำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าพระเจ้าคือจักรวาลที่มีความสำนึกในความดีของตนเอง”
เมื่อพระเจ้าและเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณถูกด้อยค่าให้ลดลงมาเท่ากับมาตรฐานหรือความรู้สึกของเรา พระเจ้าจะไม่มีวันเป็นพระผู้บริสุทธิ์อันน่าเกรงขามแห่งอิสราเอลสำหรับเราได้อีกต่อไป และเมื่อพระเจ้าถูกทำให้เล็กลงในสายตาของเรา ความกลัวมนุษย์ก็จะเติบโตขึ้น
จิตบำบัด: ผู้ดูแลสมมติฐานทางวัฒนธรรม
จิตบำบัดแบบอเมริกันมีบทบาทที่โดดเด่นในการดูแลหลักการทางโลกเหล่านี้ มันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษย์โดยเนื้อแท้เป็นสิ่งที่ดี และจะเน้นที่อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณแบบทางโลก จากนั้นจึงนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ ทำให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงได้ง่าย แนวคิดเหล่านี้ถูกรวมเข้าด้วยกันและเรียกว่า ความต้องการทางจิตวิทยา
ผู้ทำให้แนวคิดเรื่องความต้องการทางจิตวิทยากลายเป็นที่นิยมคือ อับราฮัม มาสโลว์ ตามทฤษฎีการทำให้ตนเองบรรลุศักยภาพสูงสุดของมาสโลว์กล่าวว่า เราเกิดมาพร้อมกับลำดับขั้นของความต้องการ ความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดคือ ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพและความปลอดภัย เมื่อความต้องการเหล่านี้ได้รับการตอบสนองแล้ว เราก็จะยกระดับความต้องการพื้นฐานทางด้านจิตใจขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้ เช่น ความต้องการการเป็นส่วนหนึ่งและความรัก ความต้องการการเคารพจากผู้อื่นและความเคารพนับถือตนเอง มาสโลว์เขียนไว้ว่า “ดูเหมือนว่าสาเหตุหลักของโรคทางประสาท…จะเกิดจากการขาดแคลน เป็นการขาดสิ่งที่น่าพอใจบางอย่าง ซึ่งผมเรียกสิ่งที่น่าพอใจบางอย่างนี้ว่าความต้องการ เป็นความต้องการในทำนองเดียวกันกับที่ร่างกายต้องการน้ำ กรดอะมิโน และแคลเซียม กล่าวคือ กล่าวคือ การขาดสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้น โรคทางประสาทส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ… ความปรารถนาไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความปลอดภัย ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งและการมีตัวตน ความต้องการความรักที่ใกล้ชิดสนิทสนม หรือการได้รับความเคารพและศักดิ์ศรี” 10
ผู้ที่เดินตามทฤษฎีมาสโลว์มักจะเห็นด้วยกับประเด็นพื้นฐานสามประการดังนี้ คือ ความต้องการด้านจิตวิทยามีอยู่จริงและเป็นส่วนสำคัญของความเป็นมนุษย์ รวมถึงความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองจะส่งผลให้เกิดโรคทางบุคลิกภาพบางประการ นอกจากนี้ ประเด็นพื้นฐานเหล่านี้ยังสามารถเสริมลักษณะเฉพาะของทฤษฎีความต้องการทางจิตวิทยาหรือทฤษฎีการพร่องบางสิ่งได้อีกด้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนอเมริกันอย่างชัดเจน ทฤษฎีความต้องการ จะเติบโตได้เฉพาะในบริบทที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลมากกว่าชุมชน และที่ซึ่งการบริโภคคือวิถีชีวิต
การเพิ่มขึ้นของความต้องการทางจิตวิทยานั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อคุณไม่ได้อยู่ภายใต้พระเจ้า วิถีชีวิตของคุณก็จะมาจากภายในตัวคุณเอง สิ่งที่คุณรู้สึกมากที่สุดจะกลายเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อการเติบโต และเช่นเดียวกับทฤษฎีที่ดูดี ทุกทฤษฎี แนวคิดนี้ก็ฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับจิตวิญญาณของเรา เพราะเราประสบกับความว่างเปล่าที่หัวใจของเราปรารถนาให้ได้รับการเติมเต็ม แต่เนื่องจากทฤษฎีเหล่านี้ไม่สมบูรณ์และไร้พระเจ้า มันจึงกระตุ้นให้เกิดความกลัวมนุษย์ “ความต้องการ” หรือ “สิทธิ” นำไปสู่ความกลัวนี้อย่างไม่อาจต้านทานได้ เพราะเราจะเริ่มกลัวสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ
การประเมินที่ผิดพลาดในทฤษฎีความต้องการใหม่นี้อาจจะดูเบาบางในตอนแรก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตัวตนของเรา นั่นคือ ชีวิตอยู่ที่การรู้สึกดีกับตัวเองและสามารถยอมรับตัวเองได้ การรู้สึกภูมิใจในตัวตนของตนเองและในสิ่งที่ตนเองทำนั้น จะทำให้เกิดความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มที่ในด้านของความคิดและจิตใจ เป็นการทำด้วยตนเองและเพื่อตนเอง คุณจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? ก็โดยการล้อมรอบตัวเองด้วยผู้คนที่กระซิบสิ่งดี ๆ ทั้งหมดให้คุณฟัง
อิทธิพลของจิตวิทยาคริสเตียน
ในขณะเดียวกัน คริสตจักรก็ได้อย่างเงี่ยหูฟังสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่งในตลาดคริสเตียนสมัยก่อนได้ทำให้ “ความต้องการ” กลายเป็นศูนย์กลางในการทำความเข้าใจเรื่องมนุษย์ ในมุมมองนี้ มนุษย์เปรียบเสมือนถ้วยที่ว่างเปล่า ไม่เคลื่อนไหว รอคอยที่จะถูกเติมเต็ม ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “ความต้องการที่จะเป็นที่รักนี้ พระเจ้าประทานให้ติดตัวในการกรทุกคนตั้งแต่เกิด มันเป็นความปรารถนาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่ต้องได้รับการเติมให้เต็มตั้งแต่เกิดจนตาย หากเด็ก ๆ ไม่ได้รับการเติมเต็มในความรักพื้นฐานนี้ เด็ก ๆ เหล่านั้นจะต้องแบกรับบาดแผลไปตลอดชีวิต” 11 หากถ้วยแห่งความต้องการของเราเต็มไปด้วยความรักของผู้อื่น เราก็จะมีความสุข หากถ้วยของเราว่างเปล่าหรือมีเพียงครึ่งเดียว เราก็จะทุกข์ระทม
มุมมองต่อมนุษย์ในลักษณะนี้ให้ความสำคัญมากกับการใส่ใจเรื่องความเจ็บปวดของเรา มันไม่เพียงแต่ดูเหมือนว่าจะเข้าใจใจเราเท่านั้น มันยังพูดถึงความต้องการที่พระเจ้าประทานให้ด้วย แต่ทว่ามันทำให้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับที่แนวคิดทางโลก มันคือเป็นข่าวประเสริฐอื่น มันไม่ใช่ข่าวประเสริฐในการอภัยโทษบาปซึ่งเป็นการแสดงความรักอันใหญ่หลวงของพระเจ้า แต่เป็นแนวคิดที่ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่เพื่อเรา หน้าที่ของพระองค์ คือตอบสนองความต้องการเหล่านั้นที่เรามีและทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง
แน่นอนว่า เรามีความต้องการบางอย่างที่พระเจ้าประทานมา แต่เราจำเป็นต้องศึกษาพระคัมภีร์เพิ่มเติม เพื่อให้เห็นว่าความต้องการเหล่านั้นคืออะไร (เราจะพูดถึงเรื่องนี้ในบทที่ 8) ณ จุดนี้เราสามารถพูดได้เพียงว่า การพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็นในตอนแรก และเป็นไปได้ที่ในปัจจุบันการพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของเรา อาจจะถูกกำหนดกรอบโดยทฤษฎีทางจิตวิทยาฝ่ายโลกมากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยพระคัมภีร์
หากเป็นเช่นนี้ เราควรระมัดระวังในการพูดว่า “พระเยซูทรงตอบสนองความต้องการทั้งหมดของเรา” ในตอนแรก คำพูดเช่นนี้ฟังดูเหมือนสอดคล้องกับพระคัมภีร์ เพราะพระคริสต์ทรงเป็นเพื่อน พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก คริสเตียนได้สัมผัสถึงความรู้สึกว่าตนเองมีความหมายและมั่นใจในความรักของพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้พระคริสต์เป็นคำตอบสำหรับปัญหาต่าง ๆ ที่เรามี อย่างไรก็ตาม หากเราใช้คำว่าความต้องการอย่างคลุมเครือ และทำให้ขอบเขตของความหมายขยายออกไปจนถึงความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว ดังนั้นจึงมีสถานการณ์บางอย่างที่เราควรพูดว่าพระเยซูทรงตั้งใจที่จะไม่ประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เรา เพื่อที่จะเปลี่ยนความต้องการของเราแทน 12
กระแสต่อต้านที่ก่อตัวขึ้น
มีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สั้น ๆ ของแนวคิดเรื่องความต้องการทางจิตวิทยา นั่นคือ ทัศนคติที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมนุษย์นี้ ถูกตั้งคำถามจากแวดวงฝ่ายโลก เนื่องจากนักบำบัดบางคนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสมมติฐานพื้นฐานในวัฒนธรรมของเรา พวกเขามองเห็นผลที่ตามมาว่า หากมนุษย์เปรียบเหมือนถ้วยจริงๆ เราก็จะเป็นเพียงผู้รับเท่านั้นที่ไม่ได้ทำการอะไร การไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มเลยไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนในโลกนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความผิดก็จะไม่ตกอยู่ที่ตัวเราเอง เพราะโรคทั้งหมดเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ในอดีตที่ไม่ได้รับบางสิ่งอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ สื่อวิชาการยังได้ท้าทายแนวคิดที่ว่าคนในยุคปัจจุบันควรถูกกำหนดให้เป็นถ้วยที่ว่างเปล่า ในบทความสำคัญในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า American Psychologist ฟิลิป คุชแมนโต้แย้งว่า ตัวตนที่ว่างเปล่าเป็นผลผลิตอันตรายของวัฒนธรรมที่ต้องการการเติมเต็ม ทั้งในทางกายภาพและทางวัตถุ 13 ผู้กระทำความผิดตามคำกล่าวของนักจิตวิทยาคุชแมน คือ สาขาวิชาชีพจิตวิทยาและอุตสาหกรรมโฆษณา เพราะทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างความรู้สึกว่าขาดความต้องการขึ้นมาเพื่อจะได้ขายผลิตภัณฑ์ และการขยายความต้องการเหล่านี้ได้นำไปสู่คนรุ่นต่อไปที่ว่างเปล่า เปราะบาง และซึมเศร้า
นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญา คริสโตเฟอร์ ลาช ระบุถึงความกังวลเหล่านี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ว่า “บรรยากาศร่วมสมัยคือการบำบัดไม่ใช่ศาสนา ผู้คนในปัจจุบันไม่ได้หิวโหยความรอดส่วนบุคคล และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฟื้นฟูยุคทองในอดีต แต่พวกเขากลับหิวโหยความรู้สึกหรือภาพลวงเพียงชั่วคราวในการมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ และเกิดความมั่นคงทางจิตใจ” 14
ดังนั้น นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราที่จะพัฒนาคำสอนในพระคัมภีร์ให้มีความชัดเจน และมีความหมาย เกี่ยวกับคำถามว่าเราเป็นใครและเราจะหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมจากสิ่งที่เราต้องการได้อย่างไร
สำหรับต่อยอดความคิด
บทนี้ช่วยทบทวนประวัติความเป็นมาของสมมติฐานทางวัฒนธรรมปัจจุบันของเราบางส่วนอย่างคร่าว ๆ โดยแสดงให้เห็นว่าสมมติฐานเหล่านี้ได้ส่งผลต่อคริสตจักรอย่างไร ตัวอย่างเช่น แนวคิดที่ทำให้บุคคลมองว่าตนเองมีความสำคัญมากกว่าชุมชน มองว่าตัวตนโดยเนื้อแท้เป็นสิ่งที่ดี และยกระดับความรู้สึกและความต้องการของตนให้สูงกว่าสิ่งใด และแนวคิดฝ่ายจิตวิญญาณที่แยกขาดจากการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู รวมถึงการดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อและการเชื่อฟัง ลองใช้เวลาเพื่อพิจารณาว่าสมมติฐานเหล่านี้อาจค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของคุณอย่างไร
- คุณพบสมมติฐานของโลกเหล่านี้ที่ไหนบ้าง? (ตัวอย่างเช่น จากวรรณกรรม จากงานศิลปะ จากภาพยนตร์ จากการพูดคุยกับคนอื่น ๆ เป็นต้น) คุณคิดว่าสมมติฐานฝ่ายโลกเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา?
- คุณเห็นสมมติฐานเหล่านี้ในชีวิตคุณอย่างไร? จำไว้ว่าสมมติฐานเหล่านี้อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักศาสนศาสตร์ที่คุณยึดถือเป็นทางการ แต่มันส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคุณ
- ให้ถามมิชชันนารีว่า พวกเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ในคริสตจักรประเทศไทยอย่างไรบ้าง?