Skip to content
Grace Bannasan

Chapter 7 · Free

บทที่ 7: ความไม่เท่าเทียมกันของการครอบครองทรัพย์สิน

Business for the Glory of God · Wayne Grudem

ความไม่เท่าเทียมกันบางอย่างของการครอบครองทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ดีโดยพื้นฐานและเปิดโอกาส มากมายในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่ก็นำมาซึ่งการทดลองให้ทำบาปมากมายเช่นกัน และความไม่เท่าเทียมกันที่สุดโต่งบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ผิดในตัวมันเอง

อาจเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่จะคิดว่าความไม่เท่าเทียมกันบางอย่างของการครอบครองทรัพย์สินสามารถเป็นสิ่งที่ดีและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีบาปหรือความชั่วร้ายในสวรรค์ พระคัมภีร์สอนว่ามีระดับของรางวัลที่แตกต่างกันในสวรรค์ และการเป็นผู้อารักขาก็มีหลากหลายรูปแบบตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่คนที่แตกต่างกัน เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าพระเยซูเพื่อให้การถึงชีวิตของเรา พระองค์จะตรัสกับคนหนึ่งว่า 

“เจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด” 

และกับอีกคนหนึ่งว่า 

“เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด” (ลูกา 19:17, 19)

ดังนั้น จะมีความไม่เท่าเทียมกันในการเป็นผู้อารักขาและความรับผิดชอบในยุคที่จะมาถึง นี่หมายความว่าพระเจ้าเองทรงมีแนวคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการเป็นผู้อารักขา ดังนั้น นี่ต้องเป็นสิ่งที่ดี

ในคำสอนที่คล้ายกัน เปาโลกล่าวแก่ผู้เชื่อว่า “เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่สมกับการกระทำในกายนี้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว” (2 โครินธ์ 5:10) นี่บ่งบอกถึงระดับของรางวัลสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ทำในชีวิตนี้ มีข้อพระคัมภีร์อีกหลายตอนที่สอนหรือบ่งบอกถึงระดับของรางวัลสำหรับผู้เชื่อในการพิพากษาครั้งสุดท้าย 6 แม้แต่ในหมู่ทูตสวรรค์ สิทธิอำนาจและการเป็นผู้อารักขาก็มีระดับที่แตกต่างกันตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าระบบเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิดหรือเป็นบาปในตัวมันเอง

ความไม่เท่าเทียมกันเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่ต้องการให้งานหลากหลายประเภทได้รับการทำให้สำเร็จ งานบางอย่างต้องการผู้ที่จะเป็นผู้อารักขาทรัพยากรจำนวนมาก (เช่น การเป็นเจ้าของโรงงานเหล็กหรือบริษัทผลิตเครื่องบิน) และงานบางอย่างต้องการผู้ที่จะเป็นผู้อารักขาทรัพยากรจำนวนน้อย และพระเจ้าได้ประทานความสามารถที่มากกว่าให้แก่บางคน ทั้งความสามารถด้านศิลปะหรือดนตรี ความสามารถด้านคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ความสามารถด้านการเป็นผู้นำ ความสามารถด้านธุรกิจและการซื้อขาย และอื่น ๆ หากรางวัลสำหรับแรงงานของแต่ละคนถูกให้อย่างยุติธรรมและอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าของสิ่งที่คนนั้นผลิต ผู้ที่มีความสามารถมากกว่า ก็จะได้รับรางวัลที่มากกว่าเป็นธรรมดา เนื่องจากผู้คนมีความแตกต่างกันในด้านความสามารถและความพยายาม ผมไม่คิดว่าจะมีระบบการให้รางวัลสำหรับการทำงานที่ยุติธรรมได้ เว้นแต่ระบบนั้นจะมีรางวัลที่แตกต่างกันสำหรับคนที่แตกต่างกัน ความยุติธรรมของรางวัลต้องการความแตกต่างเช่นนี้

ที่จริงแล้ว พระเจ้าไม่เคยมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการครอบครองทรัพย์สินระหว่างผู้คน และพระองค์จะไม่มีวันทำเช่นนั้น ในปีแห่งการปลดปล่อย หรือปีเสียงแตร (เลวีนิติ 25) ที่ดินเกษตรกรรมได้ถูกปล่อยกลับคืนสู่เจ้าของเดิมและหนี้สินถูกยกเลิก แต่ไม่มีคำสั่งที่จะให้เงินทอง อัญมณี วัว หรือแกะถูกคืนปรับให้เท่าเทียมกัน และบ้านในเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบก็ไม่ได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิม (ข้อ 30)

บางคนเห็นข้อโต้แย้งสำหรับการครอบครองทรัพย์สินที่เท่าเทียมกันใน 2 โครินธ์ 8 แต่ที่นั่น เปาโลไม่ได้กล่าวว่าเป้าหมายของพระเจ้าคือความเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น เปาโลไม่ได้บอกให้ชาวโครินธ์ที่ร่ำรวยส่งเงินไปให้ชาวมาซิโดเนียที่ยากจนซึ่งกล่าวถึงใน 2 โครินธ์ 8:1-5 แต่เพียงแค่กล่าวว่า พวกเขาควรมีส่วนร่วมตามสัดส่วนที่เสมอภาคในการช่วยเหลือคริสเตียนในกรุงเยรูซาเล็มที่ประสบภัยแล้ง

แต่เป็นเรื่องของความเสมอภาค คือที่พวกท่านมีอยู่อย่างเหลือล้นในเวลานี้ ก็เพื่อช่วยเขาทั้งหลายที่ขัดสน และในยามที่เขา ทั้งหลายมีอย่างเหลือล้น เขาก็จะได้ช่วยพวกท่านเมื่อขัดสน ซึ่งจะทำให้มีความเสมอภาคกัน” (2 โครินธ์ 8:13-14, คำกรีก isotēs ยังหมายถึง “ความยุติธรรม” ใน โคโลสี 4:1 ซึ่งไม่สามารถหมายถึง “ความเท่าเทียมกัน” ได้)

พระธรรมกิจการก็ไม่ได้สอนเรื่อง “ลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคแรก” เมื่อกล่าวว่าผู้เชื่อมีทุกสิ่งร่วมกัน สิ่งสำคัญคือต้องดูข้อพระคัมภีร์อย่างระมัดระวัง

“คนทั้งหมดที่เชื่อถือก็อยู่รวมกัน และนำทุกสิ่งมารวมเป็นของกลาง และพวกเขาขายที่ดินและทรัพย์สิ่งของมาแบ่งให้แก่กันตามความจำเป็น ทุก ๆ วัน พวกเขาอุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหารและหักขนมปังตามบ้านของพวกเขา รับประทานอาหารร่วมกันด้วยความชื่นชมยินดีและจริงใจ” (กิจการ 2:44-46)

“คนทั้งหลายที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่นั้นเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง และด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่บรรดาอัครทูตก็เป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระคุณอันยิ่งใหญ่ อยู่กับพวกเขาทุกคน เพราะว่าในพวกเขาไม่มีใครขัดสน ใครมีไร่นา บ้านเรือนก็ขายเสีย และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมาวางไว้ที่เท้าของบรรดาอัครทูต พวกอัครทูตจึงแจกจ่ายให้ทุกคนตามความจำเป็น” (กิจการ 4:32-35)

ข้อความเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงระดับความไว้วางใจในพระเจ้า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความรักต่อกันและกันที่น่าทึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเทลงมาของฤทธิ์อำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูครั้งใหญ่ แต่เป็นความผิดพลาดอย่างมากที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคแรก” เพราะ

(1) การให้เป็นไปโดยสมัครใจและไม่ได้ถูกบังคับโดยรัฐบาล และ 

(2) ผู้คนยังคงมีทรัพย์สินส่วนตัว เพราะพวกเขายังคงพบปะกันใน “บ้านของพวกเขา” (กิจการ 2:46) และคริสเตียนอีกหลายคนในภายหลังก็ยังคงเป็นเจ้าของบ้าน เช่น มารีย์มารดาของยอห์นมาระโก (กิจการ 12:12) ยาโสน (กิจการ 17:5) ทิทิอัสยุสทัส (กิจการ 18:7) คริสเตียนหลายคนในเอเฟซัส (กิจการ 20:20) ฟิลิปผู้ประกาศข่าวประเสริฐ (กิจการ 21:8) มนาสันชาวไซปรัส (กิจการ 21:16 ในกรุงเยรูซาเล็ม) ปริสคากับอาควิลลาในกรุงโรม (โรม 16:5; 1 โครินธ์ 16:19) นุมฟา (โคโลสี 4:15) ฟีเลโมน (ฟีเลโมน 2) และคริสเตียนทั่วไปที่ยอห์นเขียนถึง (2 ยอห์น 10)

ทันทีหลังจากการบรรยายถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่น่าทึ่งในกิจการ 4 ในบทที่ 5 มีเรื่องราวของอานาเนียและสัปฟีราที่โกหกเกี่ยวกับราคาขายที่ดิน แต่เปโตรบอกพวกเขาว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้

“เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ? มีอะไรทำให้ใจของเจ้าคิดทำอย่างนี้? เจ้าไม่ได้โกหกมนุษย์แต่โกหกพระเจ้า” (กิจการ 5:4)

เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากย่อหน้าที่กล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง” (กิจการ 4:32) ข้อความนี้เตือนเราว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทั้งหมดในกิจการ 4 นั้นเป็นไปโดยสมัครใจและไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มล้างแนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของส่วนบุคคลหรือความไม่เท่าเทียมกันในการครอบครองทรัพย์สิน เมื่อเปโตรกล่าวว่า 

“เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ?” 

เปโตรยืนยันแนวคิดเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวและป้องกันไม่ให้เราเข้าใจผิดว่า คริสตจักรกำลังสร้างข้อกำหนดใหม่ที่คริสเตียนต้องสละทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด หรือว่าคริสเตียนทุกคนต้องมีทรัพย์สินเท่าเทียมกัน พระธรรมกิจการ 5:4 ก็ป้องกันความเข้าใจผิดเช่นนี้

ต่อมาในพันธสัญญาใหม่ เมื่อเปาโลให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจงแก่ผู้ที่ร่ำรวย เขาไม่ได้บอกให้ผู้ร่ำรวยสละทรัพย์สินทั้งหมด แต่บอกว่าให้มีใจกว้างและหันใจไปที่พระเจ้า ไม่ใช่ที่ความมั่งคั่งของตน

“ส่วนพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ จงกำชับพวกเขาไม่ให้เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม จงกำชับพวกเขาให้ทำการดี ให้ทำการดีมาก ๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน การทำเช่นนี้เป็นการสะสมทรัพย์ที่เป็นรากฐานอันดีสำหรับตนในภายหน้า เพื่อพวกเขาจะยึดมั่นในชีวิต คือชีวิตที่แท้จริงนั้น” (1 ทิโมธี 6:17-19)

ดังนั้นเราไม่ควรคิดว่าความไม่เท่าเทียมกันทั้งหมดในการครอบครองทรัพย์สินเป็นสิ่งผิดหรือชั่วร้าย ที่จริงแล้ว ความไม่เท่าเทียมกันในการครอบครองทรัพย์สินเปิดโอกาสมากมายในการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

หากพระเจ้าประทานการเป็นผู้อารักขาเพียงเล็กน้อยแก่เราในแง่ของทรัพย์สินทางวัตถุหรือความสามารถและโอกาส เราก็สามารถถวายพระเกียรติแด่พระองค์ผ่านการพึงพอใจในพระองค์ไว้วางใจในพระองค์สำหรับความต้องการของเรา คาดหวังรางวัลจากพระองค์ และซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราสัญญาตกลงกับผู้อื่น ที่จริงแล้ว ผู้ที่ยากจนมักจะให้อย่างเสียสละมากกว่าผู้ที่ร่ำรวย พระเยซูทรงเห็นหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งใส่เหรียญทองแดงในตู้เก็บเงินถวาย และพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า 

“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายยากจนคนนี้ใส่ในตู้เก็บเงินถวายมากกว่าทุกคนที่ใส่ไว้นั้น เพราะว่าทุกคนได้เอาเงินเหลือใช้ของพวกเขามาใส่ แต่หญิงคนนี้ในสภาพที่ยากจน เอาเงินเลี้ยงชีพทั้งสิ้นของนางใส่ลงไปจนหมด” (มาระโก 12:43-44)

และยากอบบอกเราว่า 

“พระเจ้าทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ และเป็นผู้รับมรดกในอาณาจักรที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับผู้ที่รักพระองค์ไม่ใช่หรือ?” (ยากอบ 2:5)

ดังนั้น พระคัมภีร์ไม่ได้สอน “พระกิตติคุณแห่งความมั่งคั่งและสุขภาพที่ดี” (อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงสวรรค์!) ในยุคปัจจุบันนี้ ของประทานและความสามารถอาจมีได้ไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้งโลกนี้ยังมีระบบที่ชั่วร้ายกดขี่ข่มเหงผู้คน และเพราะสิ่งเหล่านี้ ประชากรชอบธรรมที่สุดของพระเจ้าหลายคนจะไม่ร่ำรวยในชีวิตนี้

สำหรับผู้ที่มีทรัพยากรมาก พวกเขาก็ต้องพอใจในพระเจ้าและวางใจในพระองค์ ไม่ใช้ในความร่ำรวยของพวกเขา และทั้งยากอบและเปาโลบอกว่าพวกเขาเผชิญกับการทดลองที่มากกว่า (ดู 1 ทิโมธี 6:9-10; ยากอบ 2:6-7; 5:1-6) ผู้ที่ร่ำรวยมีโอกาสมากขึ้นและมีภาระผูกพันมากขึ้นที่จะให้ด้วยใจกว้างขวางแก่คนยากจน (1 ทิโมธี 6:17-19) และแก่งานของคริสตจักร (ลูกา 12:48; 1 โครินธ์ 4:2; 14:12b)

ความไม่เท่าเทียมกันในการครอบครองทรัพย์สิน โอกาส และความสามารถ นำมาซึ่งการทดลองให้ทำบาปมากมาย มีการทดลองสำหรับคนร่ำรวย หรือผู้ที่มีการเป็นผู้อารักขาในด้านอื่นจนกลายเป็นผู้ที่เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว คิดถึงตนเองสูงเกินไปจริง และไม่ไว้วางใจในพระเจ้า ในทางกลับกัน ผู้ที่พระเจ้าได้มอบหมายให้น้อยกว่าก็เผชิญการทดลองให้โลภ และอิจฉา และไม่เห็นคุณค่าของตำแหน่งและการทรงเรียกส่วนตัวในชีวิตของตน ตามที่พระเจ้าได้ทรงเรียกพวกเขา อย่างน้อยก็ในเวลานี้

นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างสุดโต่งในด้านทรัพย์สินและโอกาสที่ไม่ถูกต้องในตัวมันเอง ความยากจนจะไม่มีอยู่ในยุคที่จะมาถึง

ดังนั้นคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “เพราะว่ามีคนจนอยู่กับพวกท่านเสมอ” (ยอห์น 12:8) จึงควรเข้าใจว่าหมายถึง “เสมอในยุคปัจจุบันนี้” ไม่ได้หมายความว่าความยากจนจะคงอยู่ตลอดไปแม้กระทั่งในนิรันดร์กาล ความยากจนเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของการดำรงชีวิตในโลกที่ได้รับผลกระทบจากบาปและการล้มลง รวมถึงคำสาปของพระเจ้าต่อผลผลิตของแผ่นดินหลังจากที่อาดัมและเอวาทำบาป (ปฐมกาล 3:17-19)

เราควรพยายามช่วยเหลือคนยากจนและพยายามเอาชนะความยากจนของพวกเขา ยอห์นกล่าวว่า 

“แต่ถ้าใครมีทรัพย์สมบัติในโลกนี้ และเห็นพี่น้องของตนขัดสน แล้วยังไม่เปิดใจช่วยเขา ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในคนนั้นได้อย่างไร?” (1 ยอห์น 3:17)

และเมื่อเปาโลไปเยรูซาเล็มเพื่อยืนยันความถูกต้องของคำสอนของท่านในการสนทนากับบรรดาอัครทูตที่นั่น ท่านพบว่าพวกเขาเห็นพ้องกัน และแล้วเพิ่มเติมว่า 

“ท่านเหล่านั้นขอแต่เพียงให้เรานึกถึงคนจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าทำอย่างกระตือรือร้นอยู่แล้ว” (กาลาเทีย 2:10; ดูเพิ่มเติมใน มัทธิว 25:39-40; กิจการ 2:45; 4:35; โรม 12:13; 15:25-27; เอเฟซัส 4:28; ทิตัส 3:14; ฮีบรู 13:16)

พระคัมภีร์ใหม่เน้นย้ำการช่วยเหลือคริสเตียนยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใกล้เราหรือผู้ที่เราสังเกตเห็น (ดู 1 ยอห์น 3:17; มัทธิว 25:39-40; โรม 15:25-27; 2 โครินธ์ 8-9) แต่การช่วยเหลือคนไม่ใช่คริสเตียนที่ยากจนและขัดสนด้วยก็เป็นสิ่งถูกต้อง ดังที่เราเห็นในคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดีผู้ช่วยเหลือคนที่ต้องการความช่วยเหลือแม้ว่าผู้นั้นจะมาจากพื้นฐานทางศาสนาที่แตกต่างกัน (ลูกา 10:25-37) เราเห็นสิ่งนี้ในคำสอนของพระเยซูด้วย เมื่อตรัสกับเราว่า 

“แต่จงรักศัตรูของท่านและทำดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืน แล้วบำเหน็จของท่านทั้งหลายจะมีบริบูรณ์ แล้วท่านจะเป็นบุตรขององค์ผู้สูงสุด เพราะว่าพระองค์ทรงพระกรุณาทั้งต่อคนอกตัญญูและคนชั่ว” (ลูกา 6:35; เปรียบเทียบกับการปฏิบัติของพระเยซูในการรักษาทุกคนที่มาหาพระองค์ ไม่เฉพาะผู้ที่เชื่อในพระองค์ว่าเป็นพระเมสสิยาห์เท่านั้น)

ดังนั้น พระคัมภีร์ใหม่เน้นย้ำการช่วยเหลือคนยากจน นี่แสดงให้เราเห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำอย่างสุดโต่งที่ไม่ดี ผู้คนที่ตกอยู่ในความยากจนและควรได้รับความช่วยเหลือ (นิยามของ “ความยากจน” จะแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมและจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาภายในสังคมใดสังคมหนึ่งด้วย)

แต่มีความสุดโต่งในทางตรงกันข้าม นั่นคือมีความมั่งคั่งมากเกินไปหรือไม่? ในทางตรงกันข้ามกับคำเตือนมากมายที่ให้ช่วยเหลือคนยากจนไม่มีคำสั่งที่สอดคล้องกันในพระคัมภีร์ใหม่ในการให้เอาความมั่งคั่งบางส่วนไปจากคนที่ร่ำรวยมาก และไม่มีคำสอนว่าความมั่งคั่งจำนวนมากนั้นผิดในตัวมันเอง แต่มีคำเตือนที่รุนแรงเกี่ยวกับการใช้จ่ายมากเกินไปเพื่อตัวเองและการดำรงชีวิตแบบปรนเปรอตนเองในความหรูหราฟุ่มเฟือย

“ฟังให้ดีนะ พวกคนมั่งมี จงร้องไห้และโอดครวญเพราะความทุกข์ที่กำลังจะเกิดกับท่านทั้งหลาย … ทองและเงินของพวกท่านก็ขึ้นสนิม และสนิมนั้นก็จะเป็นพยานปรักปรำท่านและจะเผาผลาญ เลือดเนื้อของพวกท่านเหมือนกับไฟ … ท่านสะสมสมบัติไว้สำหรับวาระสุดท้าย ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือยและปล่อยตัว ทั้งยังบำรุงบำเรอจิตใจของท่านไว้เพื่อรอวันถูกฆ่า” (ยากอบ 5:1, 3, 5)

ยากอบไม่ได้บอกเป็นนัยว่าทุกคนที่ร่ำรวยนั้นชั่วร้าย เพราะในข้อพระคัมภีร์เดียวกันนี้ ยากอบกล่าวถึงการฉ้อโกงและการฆาตกรรมที่คนรวยเหล่านี้ได้กระทำ สื่อเป็นนัยว่า ยากอบกำลังพูดถึงคนรวยที่เป็นผู้กระทำผิด (ยากอบ 5:4, 6) เปาโลกล่าวว่าทิโมธีควรบอกพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ว่า “พวกเขา เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม” เปาโลไม่ได้บอกว่าคนรวยต้องให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกเขาไป แต่พวกเขาควร “ทำการดี ให้ทำการดีมาก ๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน” (1 ทิโมธี 6:17-18)

อย่างไรก็ตาม ยากอบเตือนอย่างชัดเจนต่อต้าน “การปรนเปรอตนเองในความหรูหราฟุ่มเฟือย” ที่ผิด พฤติกรรมเช่นนี้แสดงถึงความไม่ใส่ใจหรือใส่ใจน้อยมากต่อผู้อื่น และไม่ได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการเป็นผู้อารักขาที่พระเจ้าประทานมาพร้อมกับความมั่งคั่งมหาศาล ดูเหมือนว่าผู้ที่ร่ำรวยสามารถก้าวข้ามระดับการใช้จ่ายกับตัวเองที่เหมาะสมกับฐานะในชีวิตของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและโอ้อวดกับตัวเองโดยละเลยการให้อย่างใจกว้างแก่ผู้อื่น 

แต่การบิดเบือนสิ่งที่ดีต้องไม่ทำให้เราคิดว่าสิ่งนั้นเองชั่วร้าย ความชั่วร้ายของความยากจนและความมั่งคั่งที่มากเกินไปและเห็นแก่ตัวต้องไม่ทำให้เราคิดว่า เป้าหมายของพระเจ้าคือความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ในทรัพย์สิน หรือคิดว่าความไม่เท่าเทียมกันทั้งหมดนั้นผิด ความไม่เท่าเทียมกันในความสามารถ โอกาส และทรัพย์สินจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราในสวรรค์ตลอดไป และสิ่งเหล่านี้ดีในตัวเอง และเป็นที่พอพระทัยต่อพระเจ้า และให้โอกาสมากมายในการถวายเกียรติแด่พระองค์

Share