บทที่ 9: สง่าราศีในอนาคตของผู้เชื่อ
Standing Strong (Thai edition) · John MacArthur
ผมได้รับจดหมายฉบับนี้จากผู้ฟังรายการวิทยุของเราคนหนึ่งในเมืองบอสตัน:
ผมเป็นชายหนุ่มอายุ 23 ปี และผมรับเชื่อพระเยซูเมื่ออายุ 19 ปี ในช่วงเวลานั้นผมเติบโตขึ้นในพระวจนะของพระเจ้า ผม ล้มลุกคลุกคลานในความเชื่อ และเป็นโรคประสาท เนื่องจากถูกวิญญาณชั่วรบกวน เคยถูกจับในข้อหาดื่ม สุราในขณะขับรถ และเคยทำให้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งท้อง
ผมมาเริ่มได้สติฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง โปรดส่ง อาวุธและคำอธิษฐานมาถึงผมด้วย การต่อสู้ได้เริ่มต้นแล้ว สนามเพลาะถูกขุดแล้ว และผมไม่อยากขายหน้าเมื่อ ผู้บังคับบัญชาผู้ยิ่งใหญ่ของเราเสด็จกลับมา เมื่อบันทึกต่าง ๆ ถูกนำมาเปิดเผย ผมอยากให้มีบันทึกว่าทหารคนนี้ได้สวม ยุทธภัณฑ์ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของเขา ต่อสู้อย่าง กล้าหาญ และเล่นงานศัตรูด้วยอาวุธทุกชนิด และได้ทำลายล้างแผนการของศัตรู ซึ่งเป็นการทำความดีความชอบ ตอบแทนผู้บัญชาการที่อดทนและให้อภัยเขา หลังจากที่ เขาเคยไม่เชื่อฟังครั้งแล้วครั้งเล่า และเคยหลบหนีหน้าที่ ไปในระหว่างสงคราม
เขาอยู่ในการต่อสู้แล้ว! คุณและผมก็เช่นกัน ในฐานะผู้เชื่อเราจะถูกซาตาน ต่อต้าน เกียดกัน จู่โจม และขัดขวางจากทุกทิศทุกทาง เราจะทำอย่างไร? ใน เอเฟซัส 6:17 เปาโลกล่าวว่า “จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ” นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันตนเองเมื่อสงครามกำลังร้อนระอุขึ้น
หมวกในสมัยโรมันมีสองแบบ แบบหนึ่งทำมาจากโลหะ อีกแบบหนึ่งทำ มาจากหนังและหุ้มด้วยโลหะ หมวกจะช่วยป้องกันศีรษะของทหารจากลูกธนู ของข้าศึก แต่หน้าที่หลักของมันก็คือป้องกันการโจมตีด้วยดาบขนาดใหญ่ ดาบ ชนิดนี้มีความยาวประมาณ 1 เมตร และมีด้ามยาวที่ต้องใช้สองมือจับ ทหารจะ ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะของตนเองและฟันลงบนศีรษะของศัตรู หมวกจะป้องกัน การโจมตีเช่นนี้
ในสงครามฝ่ายวิญญาณก็เช่นกัน ผู้เชื่อจำเป็นต้องสวมหมวกเหล็กแห่ง ความรอด แล้ว “ความรอด” ที่ว่านี้หมายถึงความรอดแบบไหน? มีความเป็นไปได้ สามแบบคือ ความรอดในอดีต ความรอดในปัจจุบัน และความรอดในอนาคต
ความรอดในอดีตคือ การเป็นอิสรภาพพ้นจากโทษของความบาป ถ้าคุณ ถามผมว่า “คุณเป็นคริสเตียนใช่ไหม?” ผมจะตอบว่า “ใช่ หลายปีก่อน ผมได้ ยอมรับว่าพระคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของผม และผมได้มอบถวายชีวิตให้กับพระองค์ ในวินาทีนั้นเอง ความบาปของผมก็ถูก ตรึงไว้ที่ไม้กางเขนและโทษแห่งความบาปของผมก็ได้รับการชดใช้ นั่นก็คือผม ได้ตายต่อบาปแล้ว” เปาโลกล่าวในลักษณะนี้ว่า “ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า” (กาลาเทีย 2:20ก) เมื่อคุณเชื่อในพระคริสต์ คุณก็ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้วในฝ่ายวิญญาณ และโทษแห่งความบาป ของคุณก็ได้รับการชดใช้แล้ว
ความรอดในปัจจุบัน หมายถึง การเป็นอิสรภาพพ้นจากอำนาจครอบงำ ของความบาป ความบาปไม่ได้ปกครองเหนือชีวิตของผู้เชื่ออีกต่อไป ในโรม 6:11-14 เปาโลเขียนไว้ว่า
“ในทำนองเดียวกัน พวกท่านจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าโดยพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น อย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้อง เชื่อฟังตัณหาของกายนั้น อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่ บาปให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่าน แด่พระเจ้า เหมือนคนที่เป็นขึ้นมาจากตายแล้ว และจงให้ อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า บาป จะไม่ครอบงำพวกท่านต่อไป เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรม บัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ”
เปาโลกำลังมองความบาปว่าเป็นเหมือนกษัตริย์ที่ครอบครองอยู่เหนือชีวิต ของผู้ไม่เชื่อ แต่สำหรับคริสเตียน ความบาปได้ถูกขับไล่ลงจากบัลลังก์แล้ว เพราะ ว่าการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ได้ทำลายอำนาจของความบาปชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ตาม ซาตานไม่ต้องการให้เราเชื่อว่าอำนาจการครอบครองของความบาป ได้ถูกทำลายไปแล้ว มันอยากให้เราเชื่อว่ามันยังคงควบคุมเราอยู่ มันต้องการให้ ความบาปอยู่เหนือเราโดยการทำให้เราคิดว่าเราไม่อาจต่อต้านมันได้
แต่ความบาปไม่มีสิทธิอะไรในชีวิตของผู้เชื่อ แม้ว่ามันปรารถนาที่จะ ล่อลวงเราให้กลับไปอยู่ใต้อำนาจของมัน แต่เราสามารถเลือกที่จะไม่ทำบาปได้ (ข้อ 12) เราไม่เคยถูกบังคับให้ทำบาปและก็ไม่ต้องเป็นเหยื่อของความอ่อนแอที่ไม่สามารถเอาชนะมันได้ด้วย แม้ว่าเรายังต้องต่อสู้กับความบาปในโลกที่ล้มลงใน บาปนี้อยู่ แต่มันก็ไม่มีสิทธิที่จะปกครองเหนือเรา สิ่งที่ควบคุมบังคับชีวิตของเรา ในขณะนี้ก็คือพระคุณและความบริสุทธิ์
ความรอดในอนาคต หมายถึง การเป็นอิสรภาพพ้นจากการมีอยู่ของบาป วันนั้นจะมาถึงคือวันที่จะไม่มีบาปอีกต่อไป อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้า เห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรี ซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต” (โรม 8:18) วันหนึ่งในอนาคต ร่างกายของเรา จะรอดเช่นเดียวกับที่จิตวิญญาณรอด นี่เป็นสูงสุดของความรอด
ความรอดที่เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือการถูกนับเป็นผู้ชอบธรรม ความรอดที่ กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ นั่นคือการชำระให้บริสุทธิ์ และความรอดที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต-การรับสง่าราศี ความรอดในอดีตเป็นความรอดที่สำเร็จแล้ว ความรอด ในปัจจุบันเป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้น และเนื่องจากเป็นคำรับประกันสำหรับ อนาคต คุณก็จะปลอดภัยอย่างแน่นอน
หมวกเหล็กแห่งความรอดหมายถึงความรอดแบบไหน? ไม่ใช่ความรอด ในอดีตแน่ เปาโลไม่ได้กำลังพูดว่า “หลังจากคาดเข็มขัดแห่งความจริง สวมเกราะ ป้องกันอกแห่งความชอบธรรม เอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขมาสวมเป็นรองเท้า และรับเอาโล่แห่งความเชื่อแล้ว อย่างไรก็ตาม คุณต้องไปรับเอาความรอดด้วย” ไม่ใช่เช่นนั้น ความรอดในอดีตเป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คุณจะไม่ได้อยู่ ในกองทัพเลย หากคุณไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ถ้าคุณกำลังต่อสู้กับซาตาน คุณอยู่ฝ่าย พระเจ้าแน่ แต่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ฝ่ายพระเจ้า คุณก็อยู่ฝ่ายต่อต้านกับพระองค์ (มัทธิว 12:30)
แล้วหมวกเหล็กที่ว่านี้หมายถึงอะไร? หมายถึงความรอดในปัจจุบันและ ในอนาคตของเรา เป็นทั้งความมั่นใจในความรอดที่พระเจ้ากำลังทำขณะนี้ และ ความรอดอย่างสมบูรณ์ในอนาคต ขอให้สังเกตการอ้างอิงถึงหมวกเหล็กแห่ง ความรอดของเปาโลใน 1 เธสะโลนิกา 5:8-9
“แต่เมื่อเราเป็นของเวลากลางวันแล้วก็ให้เรามีสติ จงสวม ความเชื่อกับความรักเป็นเกราะป้องกันอก และสวมความ หวังที่จะได้ความรอดเป็นหมวกเหล็ก เพราะว่าพระเจ้า ไม่ได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระพิโรธ แต่สำหรับการรับ ความรอด โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
กลางคืนคือการปกครองของซาตาน เราเป็นของกลางวัน เราเป็นลูกแห่ง ความสว่างในอาณาจักรของพระเจ้า ขณะนี้เรากำลังเดินอยู่ในความสว่าง และความรอดอันสมบูรณ์ของเราในอนาคตเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับพระพิโรธของ พระเจ้าที่มีแต่คนที่ไม่ยอมกลับใจ พระเจ้ากำลังนำเราสู่ความรอดในที่สุดไม่ใช่ การทำลาย
แรงจูงใจในการยืนหยัด
การได้รู้ว่าสงครามฝ่ายวิญญาณนั้นมีวันสิ้นสุด ทำให้เรามีแรงจูงใจที่จะยืนหยัด ในการต่อสู้ เราจะไม่ต่อสู้กับโลก เนื้อหนัง และวิญญาณชั่วตลอดไป ถ้าความรอด เป็นแค่ความจริงในอดีตเท่านั้น เราจะยังมีหวังอะไรอีก
การมีชีวิตที่ไร้ความหวังก็เหมือนกับการวิ่งแข่งขันโดยไม่รู้ว่าเส้นชัยอยู่ ที่ไหน มันคงจะเป็นเรื่องตลกที่ใครบางคนจะพูดว่า “จงวิ่งไปตลอดชีวิตของคุณ และมันจะไม่มีวันสิ้นสุด แต่คุณจะได้ในสิ่งที่คุณอยากได้” คุณมีแรงจูงใจที่จะ ทำตามคำขอร้องแบบนี้หรือเปล่า คุณคิดว่าพระเจ้าจะเรียกร้องให้คุณทำในสิ่ง ที่ไม่มีเป้าหมายหรือ ในวิวรณ์ 14:13 ยอห์นกล่าวว่า เมื่อธรรมิกชนตายไป เขาจะได้พักจากการงานทั้งหมดของเขา ถ้าไม่มีคำยืนยันสำหรับความรอดใน อนาคต ความรอดในอดีตก็คงจะไม่มีความหมายอะไร นั่นคือประเด็นที่เปาโล ชี้ให้เห็นเมื่อท่านกล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าต่อสู้กับสัตว์ป่าในเมืองเอเฟซัสด้วย ความหวังแบบมนุษย์เท่านั้น ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าคนตายไม่ถูกทำให้ เป็นขึ้นมา “ก็ให้เรากินและดื่มเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตาย” (1 โครินธ์ 15:32) ท่านกำลังพูดว่า “คุณคิดว่าผมจะยอมเสี่ยงประกาศข่าวประเสริฐกับ คนอธรรมเหล่านี้หรือ ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นมาจากความตาย ถ้าเป็นเช่นนั้น ผม จะเลิกและกลับบ้านดีกว่า” ความรอดที่ไม่มีอนาคตจะทำให้ทหารไม่มีกำลัง ในการต่อสู้กับสงครามในปัจจุบัน
แต่เปาโลไม่ยอมแพ้ ท่านกล่าวว่า “เราเผชิญความยากลำบากรอบด้าน แต่ ก็ไม่ถูกบดขยี้ เราสับสนแต่ก็ไม่หมดหวัง เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูก ทำให้ล้มลง แต่ก็ไม่ถูกทำลาย” (2 โครินธ์ 4:8-9) เปาโลมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันด้วย ความเสี่ยงตาย ในขณะที่ต้องเผชิญกับคนอธรรมและโลกที่ชั่วร้าย ทำไม? เพราะ ท่านรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าท่านจะเป็นขึ้นมาในศักดิ์ศรีร่วมกับพระคริสต์ (ข้อ 14) ท่านได้สวมหมวกเหล็กของท่านไว้อย่างมั่นคงแล้ว
เหตุผลของความยินดี
หมวกเหล็กทำให้เราสามารถยืนหยัดต่อความยากลำบากโดยไม่หลบหนี พวกมันไป ทุกวันนี้คนจำนวนมากมายพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความทุกข์ยาก มากกว่าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับมัน น่าเสียดายที่คำสอนยอดนิยมในการเคลื่อนไหว ของสงครามฝ่ายวิญญาณบางส่วนกลับให้ความสำคัญกับความเข้าใจที่ผิดๆ นี้ การให้เหตุผลของพวกเขาเป็นดังนี้ “เนื่องจากซาตานเป็นต้นเหตุของโรค และ พระคริสต์ได้เสด็จมาทำลายงานของซาตาน ดังนั้น จึงเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะทำการรักษาโรค” ความหมายโดยนัยของพวกเขาก็คือว่า พระเจ้าไม่ได้ ใช้ความเจ็บป่วยเพื่อประโยชน์ฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อ ศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง เขียนว่า
พระเจ้าไม่ได้ส่งโรคภัยไข้เจ็บมาเพื่อพัฒนาเราหรือเพื่อ ช่วยให้เราเติบโต โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้มีส่วนในการพัฒนา คุณสมบัติฝ่ายวิญญาณของคริสเตียน เช่น ความอดกลั้นความอดทนนาน การไว้วางใจหรือความเชื่อ พระเจ้าอาจจะ ใช้มันเพื่อไม่ให้เราถลำลึกลงไปในความบาป…
ความเจ็บป่วยในพันธสัญญาใหม่นั้นถูกมองว่าเป็น เชิงลบ พระเจ้าไม่ได้ส่งมันมา นอกจากเพื่อลงโทษความบาป แต่มันก็เกิดขึ้นน้อยมาก…..
ความเจ็บป่วยจะต้องได้รับการรักษา มันไม่ใช่เรื่องน่า ยินดี แต่เราจะต้องอธิษฐานต่อสู้มัน… ไม่มีอะไรบ่งบอกเลย ว่าความเจ็บป่วยนั้นมีประโยชน์ 1
จริงหรือที่ว่าพระเจ้าไม่เคยส่งความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บมาเพื่อพัฒนา ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา? พระเจ้าทรงส่งโรคภัยมาเพียงเพื่อลงโทษเราเท่านั้น หรือ? โรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีหรือ? ผู้เชื่อที่เจ็บป่วยหรือเป็นโรค อยู่นอก พระประสงค์อันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าหรือ? วิบัติแก่ความคิดเช่นนี้!
ในบทความเรื่อง “สุขภาพที่ไม่ดีอาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุด” ของ เจ. ไอ. แพคเกอร์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างถูกต้องว่า
พระสัญญาเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้น ในแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่ในชีวิตนี้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่ง ของการเป็นขึ้นมาด้วยสง่าราศี ในวันที่พระคริสต์ “จะทรง เปลี่ยนแปลงร่างกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกาย ของพระองค์ที่เต็มด้วยพระรัศมี ตามพลังอำนาจที่ทำให้ พระองค์สามารถให้ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของพระองค์” ร่างกายที่สมบูรณ์เป็นพระพรแห่งความรอดที่ได้จัดเตรียม ไว้ในอนาคตไม่ใช่ในปัจจุบันนี้ พระสัญญาของพระเจ้าและ เวลาที่พระองค์จะทรงประทานให้เป็นคนละคำถามกัน 2
เปาโลกล่าวถึงพระพรแห่งความรอดในอนาคตไว้ดังนี้ “เราชื่นชมยินดีใน ความหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในพระสิริของพระเจ้า” (โรม 5:2ข) พระคัมภีร์ข้อนี้ พูดถึงการอวดอ้างความมั่นใจหรือความยินดีปรีดา ซึ่งเป็นความชื่นชมยินดี ในระดับสูงสุด เราชื่นชมยินดีอย่างมากในเรื่องอะไร? เราชื่นชมยินดีในความหวัง ของการรับพระสิริ ความหวังนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณค่าของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระ และฤทธานุภาพของพระเจ้า (8:11) เรามองไปในอนาคตข้างหน้าว่า ร่างกาย แบบมนุษย์โลกของเราจะสูญหายไป และเราจะได้รับร่างกายที่มีสง่าราศรี การ สำแดงพระสิริของพระเจ้าในชีวิตของเรา คือจุดสูงสุดในการทรงไถ่และใน ความรอดของเรา เราสามารถชื่นชมยินดีได้ เพราะว่าในวันหนึ่งข้างหน้า พระเจ้า จะทรงสะท้อนพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์อย่างเต็มที่ผ่าน ชีวิตของเรา แต่เปาโลไม่ได้จบแค่เพียงแค่นั้น ท่านได้เขียนต่อไปว่า “ยิ่งกว่านั้น เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิด ความทรหดอดทน และความทรหดอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรง ใช้ได้ และการที่เป็นเช่นนั้นทำให้มีความหวัง” (โรม 5:3-4)
ผู้เชื่อที่ชื่นชมยินดีในอนาคตจะสามารถชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากใน ปัจจุบันได้ด้วย ทำไม? ก็เพราะว่าความทุกข์ยากจะก่อให้เกิดบุคลิกลักษณะที่จะ สามารถชื่นชมยินดีกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ คำว่า “ความทุกข์ยาก” ใน ภาษากรีกหมายถึง “ความกดดัน” มันเป็นภาพของการคั้นน้ำมันจากผลมะกอก เทศ หรือจากผลองุ่น ไม่ว่าความทุกข์ยากของเราจะเป็นอะไร มันก็ไม่สามารถ แย่งชิงความหวังหรือความชื่นชมยินดีในอนาคตของเราไปได้ จึงไม่แปลกใจที่ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเรียกความหวังเช่นนี้ว่า “สมอของจิตใจ” (6:19)
ในหนังสือเรื่อง “ก้าวต่อไป” ของโจนี่ อีริคสัน ทาดา เธอเขียนไว้ว่า
ไม่ซาตานไม่ได้แอบอยู่และทำให้เกิดโรคปอดบวมและมะเร็ง ในขณะที่พระเจ้าบังเอิญเห็นหนทางที่จะฟังคำอธิษฐาน ของธรรมิกชนของพระองค์ ซาตานจะทำอะไรเราได้เท่าที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันทำเท่านั้น และพระเจ้าทรงสัญญา กับเราว่าสิ่งที่พระองค์อนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรานั้น ก็เพื่อ ประโยชน์ของเราและมันจะไม่ยากเกินกว่าที่เราจะทนได้ (โรม 8:28; 1 โครินธ์ 10:13)….
สรรเสริญพระเจ้า เพราะเมื่อซาตานทำให้เราป่วย หรือทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะสามารถ ตอบมันด้วยถ้อยคำที่โยเซฟได้ตอบพวกพี่ชายของเขาว่า “พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้ เกิดผลดี” (ปฐมกาล 50:20)
บางครั้งฉันคิดว่าฉันจะเป็นอย่างไรในวันนี้ ถ้าฉัน ไม่มีปัญหากับคออย่างที่เป็นนี้ ตอนแรกฉันไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมพระเจ้าจึงยอมให้มันเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว คือ พระองค์ทรงได้รับเกียรติอย่างมากโดยผ่านทางความ พิการของฉัน ซึ่งได้รับมากกว่าเมื่อครั้งที่ฉันยัง สุขภาพดีเสียอีก และเชื่อฉันสิ! คุณไม่รู้หรอกว่ามันทำให้ฉันรู้สึก ดีมากขนาดไหน ถ้าพระเจ้าเลือกที่จะรักษาคุณ เมื่อคุณ อธิษฐานนั่นเป็นพระพรที่ยอดเยี่ยม ขอให้ขอบพระคุณ พระองค์สำหรับสิ่งนั้น แต่ถ้าพระองค์เลือกที่จะไม่ทำ ก็ให้ ขอบพระคุณพระองค์เช่นเดียวกัน คุณมั่นใจได้เลยว่า พระองค์ทรงมีเหตุผลของพระองค์ 3
ทำไมเราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ และความทุกข์ยากต่าง ๆ ได้? ก็เพราะโรม 5 บอกเราว่า มันคือผลประโยชน์ฝ่าย วิญญาณ (ข้อ 3-4) ประการแรก มันทำให้เกิดความอดทน โดยการประสบกับ ความทุกข์ยาก คุณจะได้เรียนรู้การไว้วางใจพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจในการค้ำจุน คุณของพระองค์ (2 โครินธ์ 12:7-10) ประการที่สอง มันจะพิสูจน์ถึงลักษณะฝ่ายวิญญาณของคุณด้วยการชำระให้บริสุทธิ์ และทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น การยืนหยัด ในความทุกข์ยากลำบากเป็นเหมือนกับการเพาะกายฝ่ายวิญญาณ มันจะสร้าง กล้ามเนื้อฝ่ายวิญญาณและทำให้คุณมีความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
ประการสุดท้าย ความทุกข์ยากทำให้เกิดความหวัง “และความหวังจะไม่ทำ ให้ผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทาง พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว” (โรม 5:5) ศาสตราจารย์ จอห์น เมอเรย์ ได้เขียนไว้ว่า
“ความรักของพระเจ้า” ไม่ใช่เป็นความรักที่เรามีต่อพระเจ้า แต่เป็นความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา… ช่างเป็นความหวัง ที่มั่นคงและเป็นคำรับรองที่สมบูรณ์อะไรเช่นนี้ มันเป็น ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้เชื่อ เป็นความรักที่ไม่มีวัน ผันแปรหรือเปลี่ยนแปลง นี่เป็นพระสัญญาแห่งความหวัง และความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง 4
คุณกำลังอดทนต่อความทุกข์ยากในสนามรบแห่งชีวิตนี้หรือไม่? จงชื่นใจเถิด เพราะ “ความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรี ซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต” (โรม 8:18)
การต่อสู้กับความท้อใจ
ทหารโรมันสวมหมวกเหล็กเพื่อป้องกันตนเองจากดาบใหญ่ ในสงครามฝ่าย วิญญาณนั้นดาบใหญ่ของซาตานมีสองอย่างคือความท้อใจและความสงสัย เมื่อซาตานโจมตีเราด้วยความท้อใจจะเป็นดังนี้ “คุณแน่ใจได้เลยว่าคุณให้มาก แต่คุณจะได้รับกลับคืนมาน้อย คุณได้ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานแห่งพระวจนะ ของพระเจ้าและแยกตัวคุณออกจากโลก แต่มาดูกันสิว่าเกิดอะไรขึ้น คุณเพิ่งจะ ตกงาน คุณอาจจะได้รับพระพรบ้าง คุณอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน แต่ภรรยาของคุณก็ยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวเช่นเดิม การอ่านพระคัมภีร์ไม่เห็นทำให้ภรรยาของคุณ เปลี่ยนแปลง พระเจ้ากำลังทำอะไรในชีวิตของคุณ คุณไปคริสตจักรมาเป็นเวลา หลายปีแล้ว แต่ดูลูกของคุณสิ พวกเขาก็ยังไม่ให้ความเคารพนับถือคุณอยู่ดี”
บางคนท้อใจ เพราะเขารู้สึกเหนื่อยหน่าย คุณอาจกำลังคิดว่า “ฉันต้อง สร้างสาวกคนอื่นหรือ? ฉันจะหยุดอ่านพระคัมภีร์สักสองสามวันไม่ได้หรือ? ฉัน ไม่อาจสอนชั้นเรียนรวีอีกอาทิตย์หนึ่งได้ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องพูด กับเพื่อนบ้านของข้าพระองค์ไม่ได้หรือ? ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทราบดีว่า ข้าพระองค์ได้ต่อสู้กับการทดลองนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ข้าพระองค์เหนื่อย”
บางทีคุณอาจจะท้อใจ เพราะคู่สมรสของคุณที่ไม่ใช่ผู้เชื่อ คนที่ดูเหมือนไม่มี ท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงเลย บางทีคุณอาจไม่ได้รับคำขอบคุณอย่างที่คุณควรจะ ได้รับจากการทำพันธกิจของคุณ บางทีคุณอาจจะมีปัญหาสุขภาพซึ่งทำให้คุณ รู้สึกเหนื่อยหน่ายต่อการต่อสู้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ “หมวกเหล็ก” จะเข้ามา ป้องกัน อย่ามองดูที่สถานการณ์ในปัจจุบัน จงยึดมั่นในความหวังของความรอด นิรันดร์และสง่าราศีที่จะเป็นของคุณ
ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ ผู้เขียนได้อธิบายถึงความท้อใจของเอลียาห์ ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เขาเพิ่งมีประสบการณ์กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่โดยการ ฆ่าผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลไปถึง 450 คน (18:22, 40) แต่แล้วเหตุการณ์ ก็กลับตาลปัตรไปอย่างรวดเร็ว:
อาหับจึงบอกเยเซเบลทุกสิ่งที่เอลียาห์ได้ทำ รวมทั้งเรื่องที่ ท่านฆ่าผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นของพระบาอัลด้วยดาบ แล้ว เยเซเบลก็ส่งผู้สื่อสารไปบอกเอลียาห์ว่า “ถ้าพรุ่งนี้ เวลานี้ เราไม่ได้ทำชีวิตของเจ้าให้เหมือนอย่างชีวิตของคนเหล่านั้น แล้ว ก็ให้พระทั้งหลายทำอย่างนั้นกับเรา และทำให้หนักกว่า” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:1-2)
เยเซเบลเป็นผู้นมัสการพระบาอัล เธอตั้งใจจะฆ่าเอลียาห์ในวันรุ่งขึ้น เพราะว่าเอลียาห์ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล ถ้าเอลียาห์สามารถ จัดการกับผู้เผยพระวจนะ 450 คนได้ คุณคงคิดว่าผู้หญิงเพียงคนเดียวคงไม่อาจ ทำอะไรเขาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาตัดสินใจทำก็คือวิ่งหนี
เมื่อท่าน [เอลียาห์] ทราบก็ลุกขึ้นหนีเอาชีวิตรอด และมาถึง เบเออร์เชบาเขตยูดาห์ แล้วท่านละคนใช้ของท่านไว้ที่นั่น แต่ตัวท่านเองเดินเข้าถิ่นทุรกันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่ง ท่านมานั่งอยู่ใต้ต้นซากที่มีเพียงต้นเดียว และทูลขอให้ ตัวท่านตายเสียทีว่า “พอกันที ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้ ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดี ไปกว่าบรรพบุรุษ” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:3-4)
เอลียาห์อาจกำลังคิดอยู่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พึ่งกระทำสิ่งที่ ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์ โดยการกำจัดผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล แต่พระองค์ กลับส่งเยเซเบลมาไล่ตามข้าพระองค์ในวันรุ่งขึ้น ขอพักผ่อนสักหน่อยจะได้ไหม?” ความจริงแล้วเขาอยากจะตาย นี่แหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ความท้อใจ!
เมื่อซาตานพยายามทำให้คุณอ่อนกำลังด้วยดาบแห่งความท้อใจ จงจำไว้ ว่า “ความรอดได้เข้ามาใกล้กว่าสมัยที่เราเริ่มเชื่อนั้น” (โรม 13:11) อย่ายอมแพ้ เวลาแห่งการสิ้นสุดสงครามกำลังใกล้เข้ามาแล้ว การตรากตรำของคุณเพื่อ พระคริสต์จะไม่ไร้ประโยชน์ (1 โครินธ์ 15:58)
การทดสอบอุปนิสัยที่แท้จริงอย่างหนึ่ง คือการดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะหยุด เขาได้ มีหลายคนที่ต่อสู้ในตอนแรก และต่อมาก็หนีไป แต่ก็มีบางคนที่แตกต่าง ไปจากนี้คือเขาจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อครั้งแล้วครั้งเล่า
แล้วคุณล่ะ? คุณเคยรู้สึกว่าคุณสู้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้วหรือไม่? คุณเคย ไปถึงจุดที่คุณกำลังจะหมดสติไปหรือเปล่า? คุณเคยพูดไหมว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีกำลังเหลืออยู่อีกแล้ว”?
คุณสามารถยืนหยัดต่อสู้ตลอดเส้นทางได้ด้วยการสวมหมวกเหล็กแห่ง ความรอด ขอให้จำความจริงพื้นฐานเหล่านี้เอาไว้
เราจะเป็นเหมือนอย่างพระคริสต์ “เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมา ปรากฏนั้น เราจะเป็นเหมือนอย่างพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่าง ที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยอห์น 3:2)
เราจะชื่นชมยินดีในสัมพันธภาพกับพระคริสต์อย่างไม่มีจบสิ้น: พระเยซู ตรัสว่า “เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกและรับท่านไป อยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย” (ยอห์น 14:3)
เราจะชื่นชมยินดีกับสุขภาพที่สมบูรณ์: ร่างกายที่เสื่อมสลายได้ของเรา จะเป็น “ร่างกายที่เป็นขึ้นมาที่ไม่เสื่อมสลาย สิ่งที่ถูกหватьลงนั้นไร้เกียรติ สิ่งที่ เป็นขึ้นมานั้นมีศักดิ์ศรี สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้นอ่อนกำลัง สิ่งที่เป็นขึ้นมานั้นมีพลัง” (1 โครินธ์ 15:42-43)
เราจะมีความสุขอย่างไม่จบสิ้น: “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจาก ตาของเขาทั้งหลาย และความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความโศกเศร้า การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นผ่านไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4)
ชัยชนะในวันอันยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ดังนั้น อย่าปล่อยให้ซาตานทำให้คุณ ท้อใจ อย่าให้มันมาทำลายความหวังซึ่งจะเป็นเหตุให้คุณอดทน สักวันหนึ่ง พระสง่าราศีอันเจิดจ้าของที่สถิตย์ของพระคริสต์จะส่องมาที่คุณ ถ้าคุณกำลัง ยืนหยัดต่อสู้อยู่ คุณจะสามารถรายงานได้ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อาจจะ ฟกช้ำและเลือดไหล แต่ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ข้าพระองค์ต่อสู้เสมอ”
การต่อสู้กับความสงสัย
นอกจากความท้อใจแล้ว ซาตานยังมีคมดาบของมันอีกอันหนึ่ง: ความสงสัย คุณรู้หรือไม่ว่ามันต้องการให้คุณสงสัยความรอดของคุณ? มันเก่งในเรื่องแบบนี้ หลายคนต้องทนทุกข์กับการไม่มั่นใจในชีวิตคริสเตียนบางด้านของเขา เมื่อคุณ ทำบาป ซาตานจะพูดว่า “คุณไม่ใช่คริสเตียน แล้วทำไมพระเจ้าจึงทรงช่วยคุณ ให้รอดด้วย? คุณทำไม่ได้หรอก คุณดีไม่พอ คุณไม่สมควรจะได้รับความรอด”
บางคนบอกว่าคุณสามารถสูญเสียความรอดของคุณได้ บางคนก็บอกว่า เราจะมั่นใจในความรอดได้ก็ต่อเมื่อเราพบกับพระเจ้า คำสอนที่ไม่ตรงตาม พระคัมภีร์เช่นนี้ทำให้หลายคนต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่มั่นใจ ช่างเป็นการ ดำรงชีวิตที่น่ากลัวเสียจริง! คำสอนแบบนี้คงจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ 1 ยอห์น 1:4 ที่กล่าวว่า “เราเขียน…. เพื่อความชื่นชมยินดี [ของท่าน] จะได้เต็มเปี่ยม” หรือ 1 ยอห์น 5:13: “ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านทั้งหลาย… เพื่อให้ ท่านรู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์”
บางคนเชื่อว่าคริสเตียนสูญเสียความรอดทุกครั้งที่เขาทำบาป มีชายคนหนึ่ง ได้โทรเข้ามายังรายการโทรซึ่งคาดว่าของคริสเตียน ผมได้ยินเขาถามว่า “จะเกิด อะไรขึ้นถ้าคริสเตียนทำบาปและลืมสารภาพบาปก่อนที่พระเยซูจะเสด็จ กลับมา?” นักจัดรายการคนนั้นตอบว่า “คุณก็จะตกนรก” คุณจินตนาการออกไหม กับการดำเนินชีวิตด้วยความกลัวแบบนั้น?
ทำไมซาตานต้องการให้เราสงสัยความรอดของเราน่ะหรือ? ก็เพราะว่ามัน ต้องการให้เราสงสัยในพระสัญญาของพระเจ้า มันต้องการให้เราเชื่อว่าพระเจ้า ไม่ได้รักษาคำมั่นสัญญาของพระองค์ มันต้องการให้เราเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ คุ้มครองเราตลอดไป มันต้องการให้เราปฏิเสธฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าและคิดว่า พระองค์ตรัสมุสา มันรู้ว่าถ้าเราสงสัยความรอดของเรา เราก็จะถอดหมวกเหล็ก ของเราออกเสีย
โปรดอย่าด่วนเข้าใจผิด ยังมีที่สำหรับการตรวจสอบตนเองอย่างถูกต้อง เหมาะสมอยู่ เปาโลเขียนไว้ว่า “จงพิจารณาตัวเองดูว่าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ ในความเชื่อหรือไม่ จงพิสูจน์ตัวเอง พวกท่านไม่ตระหนักว่าพระเยซูคริสต์สถิต อยู่ในท่านทั้งหลายหรือ? นอกจากพวกท่านไม่สามารถผ่านการพิสูจน์” (2 โครินธ์ 13:5) ในลักษณะเดียวกัน เปโตรก็เขียนด้วยว่า “เพราะเหตุนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงพยายามมากขึ้นที่จะยืนยันการทรงเรียกและการทรงเลือกพวกท่านนั้น เพราะว่าถ้าพวกท่านทำเช่นนั้น ท่านจะไม่มีวันล้มลง” (2 เปโตร 1:10) เราได้รับ คำสั่งให้สำรวจตัวเองทุก ๆ ครั้ง เมื่อเราเข้าร่วมโต๊ะอาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1 โครินธ์ 11:28) แต่จุดประสงค์ของการตรวจสอบตนเองนั้นไม่ใช่เพื่อเปิดเผยความสงสัย แต่เพื่อไม่เข้าข่ายความสงสัย แต่เพื่อ “เราจะรู้ว่าเราอยู่ฝ่ายสัจจะ และใจเราจะหมดกังวลเฉพาะพระพักตร์พระองค์” (1 ยอห์น 3:19) หรือจะพูด อีกอย่างหนึ่งก็คือ “จงสวมหมวกเหล็ก”
ตามที่เราได้ดูกันมาแล้ว ความรอดของเราเป็นความรอดที่มีสามความนัย คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้ว่าพระองค์ ผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน จะทรงทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์ [นัยอนาคต]” (ฟิลิปปี 1:6) พระเยซูคริสต์ได้ตรัสไว้ในยอห์น 6:37 ว่า “สารพัด ที่พระบิดาประทานแก่เราจะมาหาเรา และคนที่มาหาเรา เราจะไม่ขับไล่เลย” พระสัญญาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะปกป้องเราจากความท้อใจและความ สงสัยที่ศัตรูชัดสาดเข้ามาหาเรา
เราที่รู้จักพระเยซูคริสต์คือ ของประทานจากพระบิดาแก่พระบุตร- แสดงถึงลักษณะความรักของพระบิดา พระบุตรจะปกป้องบรรดาผู้ที่พระบิดา ประทานให้พระองค์ ไม่มีอะไรจะมาทำให้พระเยซูทรงละทิ้งเขาได้เลย เพราะ พระองค์ได้ตรัสว่า
“เพราะว่าเราลงมาจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำตามความ ประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ทรง ใช้เรามา และพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามานั้นก็คือ ให้เรารักษาทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมอบไว้กับเรา ไม่ให้หายไป สักสิ่งเดียว แต่ทำให้เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:38-39)
การทรงเรียกของพระองค์จะถูกเพิกถอนไม่ได้ มรดกของพระองค์ไม่มีวันที่ จะเสื่อมสลาย รากฐานของพระองค์ไม่มีวันที่จะสั่นคลอน และตราประทับของ พระองค์ไม่มีวันที่จะถูกทำลาย ดังนั้น ผู้เชื่อจึงไม่จำเป็นต้องกลัวการโจมตีของ ซาตาน สง่าราศีของเราในอนาคตได้รับคำยืนยันจากพระเจ้าแล้ว
ในยอห์น 10:27-29 พระคริสต์ได้ให้ภาพเกี่ยวกับความมั่นคงนิรันดร์ของ ผู้เชื่อว่า
แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และ แกะนั้นก็ตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะทั้งหลาย แกะ เหล่านั้นจะไม่มีวันพินาศและจะไม่มีใครแย่งชิงแกะนั้น ไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้น ให้แก่เราทรงเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีใครสามารถชิง ไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้
ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ อธิบายถึงองค์ประกอบเจ็ดประการที่ผูกพันเราไว้อย่าง นิรันดร์กับพระคริสต์ องค์ประกอบเหล่านี้ได้แก่
ประการแรก คือลักษณะของผู้เลี้ยงแกะ เนื่องจากเราเป็นของพระองค์ จึงเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะปกป้องและดูแลเรา ถ้าพระองค์ปล่อยให้เราถูก แย่งชิงไป พระลักษณะแห่งความเป็นพระเจ้าและความสามารถของพระองค์ ก็เป็นที่น่าสงสัย
ประการที่สอง คือลักษณะของแกะ ในข้อ 27 พระเยซูตรัสว่าแกะของ พระองค์จะตามพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข แกะของพระองค์จะไม่ฟังเสียง คนแปลกหน้า มันจะฟังพระองค์เท่านั้น แม้ว่าจะมีความดื้อดึงบ้างและทำบาป บ้าง แต่พวกเขารู้ว่าเขาจะตามใคร
ประการที่สาม คือคำจำกัดความของชีวิตนิรันดร์ ในข้อ 28 พระเยซูตรัสว่า “เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะทั้งหลาย” ชีวิตนิรันดร์ยาวนานขนาดไหน? ตลอดไป ถ้าบอกว่าชีวิตนิรันดร์มีวันจบสิ้นก็จะขัดแย้งกับคำว่านิรันดร์ เรามั่นใจใน ความรอดของเราได้เพราะคำจำกัดความของคำนี้
ประการที่สี่ คือชีวิตนิรันดร์เป็นของประทาน (ของขวัญ) เราไม่ได้ทำอะไร เพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ และเราก็ไม่สามารถทำอะไรเพื่อจะรักษาชีวิตนิรันดร์ไว้ มันเป็นของประทาน
ประการที่ห้า คือความไว้วางใจได้ของพระคริสต์ ในข้อ 28 พูดต่อไปว่า “แกะนั้นจะไม่พินาศเลย” ถ้าผู้เชื่อต้องพินาศก็แสดงว่าพระเยซูพูดมุสา แต่ พระเจ้าจะตรัสมุสาไม่ได้เลย (ทิตัส 1:2) ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นจริง เชื่อถือได้
ประการที่หก คือฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ พระคริสต์ตรัสว่า “และจะไม่มี ผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้” ออน มอรีส กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า
มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในความเชื่อของคริสเตียน ที่ว่า ชีวิตนิรันดร์ของเรานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยึดพระคริสต์ อย่างหละหลวมของเรา แต่ขึ้นอยู่กับการที่พระคริสต์ทรง ฉวยเราไว้อย่างมั่นคง 5
ประการสุดท้าย คือฤทธิ์อำนาจของพระบิดา พระเยซูตรัสว่า “พระบิดา ของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราทรงเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีใครสามารถ ชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้” (ข้อ 29) ขอให้สังเกตในข้อ 28 พระเยซู ตรัสว่า “มือของเรา” และในข้อ 29 “พระหัตถ์ของพระบิดา” นี่เป็นการปกป้อง สองชั้นเลยทีเดียว
พระเยซูคริสต์กำลังตรัสว่าอย่างไร? พระองค์กำลังตรัสว่าไม่มีอะไรและไม่มี ใครจะสามารถเพิกถอนความรอดของพระเจ้าได้ และไม่มีใครจะสามารถแย่งชิง คุณไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ได้ เปาโลได้กล่าวในลักษณะเดียวกันนี้ว่า
เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดา ทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่ง ซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือ ซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถ ทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซู คริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (โรม 8:38-39)
ถ้าคุณเป็นผู้เชื่ออย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้ซาตานมาก่อความยุ่งยาก ให้คุณด้วยความสงสัย ความรอดของคุณซึ่งรวมถึงสง่าราศีในอนาคตด้วยนั้นเป็น สิ่งสำคัญมั่นคงตลอดนิรันดร์ในพระคริสต์ จงสวมความรอดนี้เป็นหมวกของคุณ
ยืนหยัดท่ามกลางความชั่วร้าย
บางครั้งการต่อสู้ดุเดือดและรุนแรงมาก นี่เป็นแรงจูงใจของยูดาเมื่อท่านเขียน จดหมายของท่านซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการละทิ้งความเชื่อ ผู้ละทิ้งความเชื่อไม่ใช่ ผู้เชื่อที่ละทิ้งความเชื่อไป แต่เป็นผู้เชื่อปลอมที่ขาดความเชื่อจึงทำให้เขาหันหลัง กลับไป ยูดาให้ลักษณะผู้สอนเท็จเหล่านี้ว่าเป็นนักเพ้อฝัน (ข้อ 8) เป็นผู้เผย พระวจนะที่ปล่อยตัว (ข้อ 11) เป็นเมฆที่ไม่มีน้ำ; เป็นต้นไม้ที่ไร้ผล; ตายมา สองหนแล้ว; ถูกถอนออกทั้งราก (ข้อ 12) เป็นคลื่นรุนแรงในทะเล และเป็น ดวงดาวที่พลัดออกไปนอกวงโคจร ความมืดมิดถูกสงวนไว้สำหรับพวกเขา ตลอดกาล (ข้อ 13) ในข้อ 16 ยูดากล่าวว่าผู้ละทิ้งความเชื่อเป็นพวกขี้บ่น ชอบ จับผิด ดำเนินชีวิตตามตัณหาชั่วของตนเอง คุยโวโอ้อวด และยกยอผู้อื่นเพื่อ หวังประโยชน์ของตน
การปกป้องของพระเจ้า
ในท่ามกลางการละทิ้งความเชื่อและความชั่วร้าย ยังมีกลุ่มผู้เชื่อที่แท้จริง พวกเขาไม่เพียงแต่เห็นคำสอนผิด ๆ และความเสื่อมทรามที่กำลังคืบคลาน เข้ามาในคริสตจักรเท่านั้น แต่พวกเขาก็ยังเห็นค่านิยมของสังคมที่กำลังเสื่อมลง อีกด้วย แน่ทีเดียว พวกเขาวิตกกังวลกับการถูกกวาดล้างโดยความชั่วร้ายเหล่านั้น แต่ยูดาเขียนว่า ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องกลัวเพราะผู้เชื่อที่แท้จริงเป็น “ที่รักของ พระเจ้าพระบิดา และได้รับการคุ้มครองรักษาไว้เพื่อพระเยซูคริสต์” (ข้อ 1)
คำภาษากรีกที่ใช้เพื่อเน้นความหมายของการปกป้องเป็นคำที่ใช้กับการ ดูแลทะนุถนอมสิ่งที่มีค่า ยูดากำลังพูดถึงอะไร? ว่าพระเยซูคริสต์ทรงปกป้อง เราจากความชั่วร้ายทั้งปวง
เห็นได้ชัดว่าพวกที่อยู่ในการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ ไม่เชื่อเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น พวกเขาอ้างว่าวิญญาณชั่วสามารถเข้าสิงคริสเตียน ที่แท้จริงได้ เพราะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวของบรรพบุรุษ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวของ ตัวเอง หรือการถ่ายโอน ศาสตราจารย์คนหนึ่งอธิบายคำเหล่านี้ไว้ว่า
เมื่อพูดถึง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวของบรรพบุรุษ เราหมายถึง บรรพบุรุษของคนที่ถูกผีเข้า หรือไปยุ่งเกี่ยวกับผี นี่เป็น สาเหตุที่เราจะพบได้โดยทั่วไปเมื่อคนถูกวิญญาณชั่ว รบกวนหรือถูกผีเข้า 6
เขาอ้างคำกล่าวนั้นตามคำสั่งของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอลในอพยพ 20:4-5 ที่ว่า
“ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้า เบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน ห้ามกราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือ ยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษ ของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่ว สี่ชั่วอายุคน
เขากล่าวต่อไปว่า
ทั้งผู้ที่นมัสการรูปเคารพ และลูกหลานของเขาสามสี่ ชั่วอายุคนจะถูกพิพากษาในเรื่องนี้อย่างรุนแรง และการ พิพากษานี้อาจจะรวมถึงการถูกผีเข้าสิงด้วย ถ้าเราสำรวจ จากประวัติศาสตร์หรือตามคลินิกให้คำปรึกษา เราจะพบ ว่ามันเป็นเรื่องจริง 7
เขายังได้อธิบายความหมายของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวของตัวเองและการ ถ่ายโอนอีกว่า
การเข้าไปยุ่งเกี่ยวของตัวเอง หมายถึง ปัญหาที่เกิดจาก บุคคลนั้น ๆ ไปลองหรือไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิญญาณชั่ว การปฏิบัติที่ต้องห้ามเช่นนี้เป็นการเชื้อเชิญให้ผีเข้ามา มีอิทธิพลหรือรุกล้ำ…..
การถ่ายโอน หมายถึง บุคคลหนึ่งตกอยู่ใต้อำนาจ ของวิญญาณชั่ว โดยได้รับอิทธิพลมาจากอีกคนหนึ่งที่ถูก ผีเข้าสิงอยู่แล้ว การยอมจำนนต่ออำนาจของคนนั้นเท่ากับ เป็นการยอมจำนนต่ออำนาจของวิญญาณชั่ว 8
แล้วคำกล่าวอ้างของเขาล่ะจะว่าอย่างไร? ผู้เชื่อสามารถสืบทอดวิญญาณชั่ว จากบรรพบุรุษของเขาได้อย่างนั้นหรือ? การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิญญาณชั่ว ในอดีตจะทำให้ผู้เชื่อเปิดช่องทางให้มารร้ายรุกล้ำเข้ามาหรือ? วิญญาณชั่ว สามารถถูกส่งต่อมายังผู้เชื่อได้หรือ? เป็นไปไม่ได้!
ดังที่เราได้กล่าวมาแล้ว วิญญาณชั่วอาจทำให้ผู้เชื่อแท้เกิดความทุกข์ยาก ภายนอกได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการทรงอนุญาตของพระเจ้าเพื่อให้พระประสงค์ของ พระองค์สำเร็จเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มันจะไม่สามารถเข้าสิงผู้เชื่อแท้ได้:
วิญญาณชั่วไม่สามารถเข้าสิงคริสเตียนได้ ความคิดเช่นนี้ ขัดแย้งกับทุกสิ่งที่พันธสัญญาใหม่สอนเกี่ยวกับธรรมชาติ ของการบังเกิดใหม่และฐานะความเป็นบุตรของพระเจ้า มาร์ติน ลูเธอร์ กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่พระเยซูและมารร้าย จะอยู่ใต้หลังคาเรือนเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งจะต้องยอมจำนน ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือมารร้ายยอมจำนนต่อพระคริสต์” 9
ยิ่งกว่านั้น อพยพ 20:5 ไม่ได้สอนว่าลูกหลานสามสี่ชั่วอายุจะรับสืบทอด ความบาปจากบรรพบุรุษของเขา แต่ตรงกันข้าม พันธสัญญาเดิมกลับเน้น หลักการของความรับผิดชอบส่วนบุคคล:
“อย่าให้บิดารับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้บุตร รับโทษถึงตายแทนบิดาของตน ให้ทุกคนรับโทษถึงตาย ด้วยบาปของตนเอง (เฉลยธรรมบัญญัติ 24:16)
“แต่พวกเจ้ายังกล่าวว่า “ทำไมบุตรจึงไม่รับโทษความชั่ว ของบิดาของตน?” เมื่อบุตรได้ทำความยุติธรรมและความ ชอบธรรมแล้ว ทั้งได้รักษากฎเกณฑ์ทั้งหมดของเราและได้ ทำตาม เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน ตัวคนที่ทำบาปจะ ต้องตาย บุตรไม่ต้องรับโทษความผิดบาปของบิดา บิดาก็ ไม่ต้องรับโทษความผิดบาปของบุตร คนชอบธรรมจะรับผล ความชอบธรรมของตน และคนอธรรมจะรับผลการอธรรม ของตน (เอเสเคียล 18:19-20)
เมื่อพระเจ้าทรงพบความชั่วในสามสี่ชั่วอายุคนถัดมา นั่นเป็นเพราะว่าเขา เลือกที่จะทำบาปเอง ไม่ใช่เป็นเพราะว่าบรรพบุรุษของเขาได้ทำบาป
ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่าผู้เชื่อแท้ได้รับวิญญาณชั่วจากบรรพบุรุษ ของเขา ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่บอกว่าผู้เชื่อจะได้รับความเดือดร้อนจาก วิญญาณชั่ว เพราะว่าเมื่อก่อนเขาเคยไปยุ่งเกี่ยวข้องด้วย ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ ที่บอกว่าวิญญาณชั่วจะย้ายจากคนอื่นแล้วมาเข้าสิงอยู่ในผู้เชื่อ ไม่มีที่ไหนใน พันธสัญญาใหม่ที่สั่งให้คริสตจักรใช้พระนามของพระคริสต์เพื่อปลดปล่อย ผู้เชื่อจากวิญญาณชั่ว เหตุเพราะการไปยุ่งเกี่ยวของบรรพบุรุษ การไปยุ่งเกี่ยวของ ตนเอง การถ่ายโอน หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม และก็ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่บอกให้ผู้เชื่อแสวงหาการปลดปล่อยที่ว่านี้ ทำไม? ก็เพราะพระเจ้าได้ทรงจัด เตรียมทั้งการปลดปล่อยและการปกป้องไว้แล้วในความรอดที่พระองค์ประทานให้
อัครทูตเปาโลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงซื่อสัตย์ จะทรงเสริม กำลังของท่าน และทรงป้องกันท่านไว้ให้พ้นจากมารร้าย” (2 เธสะโลนิกา 3:3) ใน 2 ทิโมธี 1:12 ท่านได้ย้ำถึงความจริงเดียวกันนี้ว่า “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ ที่ข้าพเจ้าเชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งที่พระองค์ ทรงมอบไว้กับข้าพเจ้า จนถึง [วันนั้น] ได้” เปาโลสนับสนุนเรื่องนี้โดยเน้นความ สัมพันธ์อันใกล้ชิดที่เขามีกับพระเจ้า เขารู้จักผู้ที่เขาวางใจเป็นส่วนตัว ท่านได้ มอบวางใจอะไรไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า? ชีวิตทั้งสิ้นของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่าง! ท่านรู้ว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องชีวิตของท่านไว้จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมา เพื่อประทานบำเหน็จแก่คริสตจักรของพระองค์ ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อแท้ พระเจ้า จะทรงปกป้องคุณด้วยเช่นกัน
การรับประกันของพระเจ้า
คำภาษากรีกของคำว่า “คุ้มครองรักษา” ในยูดาข้อที่ 1 ไม่เพียงแต่หมายถึง ยามรักษาการณ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรับประกันด้วย เมื่อคุณได้รับความรอด แล้ว พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้คุณเป็นเครื่องรับประกันว่า วันหนึ่งคุณจะได้รับสง่าราศี เปาโลพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเอเฟซัส 1:13-14 ว่า
เมื่อพวกท่านได้ยินสัจวาทะคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอด ของท่าน และวางใจในพระองค์แล้ว พวกท่านก็ได้รับการ ประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามที่ทรงสัญญาไว้ พระวิญญาณนั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา จนกว่า คนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติ ของพระองค์ (เอเฟซัส 1:13-14)
ภาษากรีกของคำว่า “มัดจำ” (arrabōn) หมายถึง “เงินดาวน์” เรารู้ว่า พระเจ้าจะไม่ผิดสัญญาพระสัญญาต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงให้แก่เรา เพราะว่า พระองค์ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เราเป็นเงินดาวน์มัดจำแล้ว พระเจ้า ทรงจัดเตรียมการรับประกันให้แก่เรา เพราะพระองค์รู้ว่าเราต้องการความมั่นใจ ในความรอดของเรา เรายังไม่ได้รับการไถ่อย่างสมบูรณ์แบบ เราได้รับการไถ่ ฝ่ายวิญญาณแล้ว แต่เรารอคอยการทรงไถ่ทางกายของเรา (โรม 8:23) เรายัง ไม่ได้รับมรดกของเราอย่างเต็มที่ เพราะเรายังไม่ได้ไปสวรรค์ แต่เรารู้ว่ามันจะ เกิดขึ้นในวันหนึ่งข้างหน้า เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา ทรง เป็นคำรับประกันในเรื่องนี้
คำว่า “มัดจำ” (arrabon) ในภาษากรีกยังถูกนำมาใช้กับแหวนหมั้น พระคัมภีร์กล่าวว่าวันหนึ่งจะมีงานเลี้ยงสมรสซึ่งพระเยซูทรงเป็นเจ้าบ่าวและ คริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์ (วิวรณ์ 19:7-10) พระองค์ทรงประทาน แหวนหมั้นกับคริสตจักร เครื่องหมายของการผูกมัด พระวิญญาณบริสุทธิ์คือ แหวนหมั้น พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของข้อผูกมัดของพระเจ้าและแสดงถึงการ ลงทุนของพระเจ้าในชีวิตของเรา ดังนั้น สง่าราศีในอนาคตของเราจึงได้รับการ รับประกันโดยพระเจ้าพระองค์เอง
ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
เพราะพวกเขาอยู่ท่ามกลางการละทิ้งความเชื่อและความชั่วร้าย จึงไม่ต้อง สงสัยเลยว่าผู้เชื่อที่ยูดาเขียนจดหมายถึงนั้นคงจะคิดว่า “ฉันกำลังอยู่ในอันตราย ที่จะถูกครอบงำโดยความชั่วร้ายเช่นนั้นใช่ไหม? ฉันจะรอดท่ามกลางการละทิ้ง ความเชื่อไหม? ฉันจะยังคงอยู่ในการอวยพระพรของพระเจ้าได้หรือไม่? ฉัน สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าไปเจือปนได้ไหม?”
ยูดาตอบสนองอย่างไร? ท่านได้เตือนพวกเขาหรือไม่ว่าวิญญาณชั่วสามารถ ถูกส่งทอดหรือถ่ายโอนมาได้? ท่านได้บอกพวกเขาให้หลีกเลี่ยงอันตรายโดยการขับไล่ซาตานหรือโดยการผูกมัดวิญญาณชั่วแห่งการละทิ้งความเชื่อและวิญญาณ แห่งความชั่วร้ายหรือเปล่า? ไม่ใช่เลย ตรงข้ามกับทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ ท่านได้ ยืนยันกับพวกเขาด้วยคำอวยพรที่ยิ่งใหญ่ว่า
แต่ [พระคริสต์] ผู้ทรงสามารถปกป้องพวกท่านไม่ให้สะดุด ล้ม และทรงตั้งพวกท่านอยู่เบื้องหน้าพระสิริของพระองค์ โดยปราศจากตำหนิและมีความร่าเริงยินดี ขอพระเกียรติ ความยิ่งใหญ่ อานุภาพ และสิทธิอำนาจ จงมีแด่พระเจ้า องค์เดียว ผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา โดยทางพระเยซู คริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบัน กาล และในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน (ยูดา 1:24-25)
ไม่ว่าศัตรูจากขุมนรกจะต่อต้านเราอย่างไร เราจะมั่นคงปลอดภัยในฤทธิ์ อำนาจของพระเจ้า ขอให้สังเกตว่ายูดาเน้นความสนใจของผู้เชื่อไปที่พระเจ้า และฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่ใช่ซาตานและวิญญาณชั่ว ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่า พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะปกป้องเราไว้ไม่ให้ล้มลง และชำระเราให้บริสุทธิ์ อย่างพระคริสต์จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ ความมั่นใจที่ว่าพระองค์จะทรง รักษาคำมั่นสัญญาคือหมวกเหล็กที่มีประสิทธิภาพที่เราสามารถสวมใส่เข้าไปใน สงครามฝ่ายวิญญาณ