บทที่ 10: ดาบของพระวิญญาณ
Standing Strong (Thai edition) · John MacArthur
วีร่า คาเดวา ผู้เชื่อชาวมอสโคว์ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของเธอในช่วงเหตุการณ์รัฐประหารในสมัยที่มิกคาเอล กอบาซอฟ เป็นประธานาธิบดีของรัสเซียว่า
เวลา 8.00 น. ในตอนเช้า เราได้ข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ความคิดแรกของฉันคือ “พระองค์เจ้าข้า! เราจะทำอะไรเพื่อพระองค์ได้บ้าง!” ความปรารถนาที่จะประกาศเรื่องของพระคริสต์กับประชาชนผุดขึ้นมา และมีเสียงอธิษฐานเกิดขึ้นในใจของฉันว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์”
ในระหว่างวันนั้น ฉันเห็นรถถังและรถหุ้มเกราะบนถนนในกรุงมอสโคว์ บ้านเมืองลุกเป็นไฟและไม่มีความสงบ ฝูงชนได้พากันเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารที่ทำการของรัฐสภารัสเซีย
ในช่วงนมัสการตอนเย็น คริสตจักรมีการเฉลิมฉลองระลึกถึงวันที่พระเยซูทรงจำแลงพระกายบนภูเขา ฉันนั่งอยู่ในคริสตจักรและรู้สึกไม่สบายใจ เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันจึงตัดสินใจหยิบเอาพระกิตติคุณ นิตยสาร และโบรชัวร์ … และไปพูดคุยกับผู้คนเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์…
ที่จัตุรัสมาเนชนายาเต็มไปด้วยผู้คนทั้งผู้มาเยี่ยมเยือน ชาวต่างประเทศ และเด็กๆ ในจัตุรัสมีรถถัง รถหุ้มเกราะ และวงล้อมทหารที่มีอาวุธปืนครบมือ ฉันมีความคิดที่จะเอาพระกิตติคุณในมือและมุ่งไปยังรถถังโดยผ่านวงล้อมของทหารไป ไม่มีใครสนใจฉัน ฉันให้พระกิตติคุณเหล่านั้นกับพวกทหาร บรรดาทหารผู้บังคับบัญชาทั้งระดับทั่วไป และระดับสูงซึ่งอยู่รอบ ๆ จัตุรัสนั้นได้กระโดดออกจากรถถังและมุ่งตรงมาที่ฉัน ฉันเห็นเพียงแค่หน้าและมือของพวกเขาเท่านั้นแม้พวกเขาจะยืนอยู่ตรงหน้าของฉัน ทหารคนหนึ่งพูดว่า “ส่งหนังสือเกี่ยวกับพระเจ้ามาให้ฉันด้วย”
บนถนนเวิร์สกี้ รถหุ้มเกราะหลายคันได้หยุดที่นั่น เราออกจากรถและแจกพระกิตติคุณให้กับพวกทหารพร้อมกับกล่าวคำว่า “คุณจะไม่ถูกฆ่า” ครั้งแล้วครั้งเล่า ปฏิกิริยาของถ้อยคำเหล่านี้เหมือนกับการโดนไฟช็อต เหล่าทหารยักไหล่เมื่อเขาได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ทหารคนหนึ่งถึงกับน้ำตาคลอ…
เราไปถึงที่ตึกของรัฐสภารัสเซียตอนเที่ยง… ที่นั้นมีทหารรักษาการณ์อยู่เป็นวันที่สาม มีฝนตกลงมาอย่างหนัก เราเดินลุยน้ำและโคลนเพื่อแจกพระกิตติคุณให้กับทหารฝ่ายประธานาธิบดีเยลซิลซึ่งรายล้อมรถถังอยู่….
ฉันได้เดินผ่านจัตุรัสซึ่งทุกวันนี้เรียกว่า “จัตุรัสแห่งเสรีภาพของรัสเซีย” ไปยังสิ่งกีดขวางบนถนนคาลินิน เดินบนทางเท้าที่ถูกขุดขึ้นมา เศษซากปรักหักพังของคอนกรีตถูกนำมากองรวมกันไว้เป็นกองสูง บรรดาสิ่งกีดขวางนั้นมาจากรถไฟฟ้าและรถบรรทุกที่ถูกนำมาวางขวางถนนไว้….
ประชาชนเข้าไปหลบฝนในรถไฟฟ้า ข้างหลังรถไฟฟ้าคือฝูงคนที่ยืนเรียงแถวซึ่งกำลังตบมืออยู่ ข้างหลังพวกเขาก็คือรถถังและรถหุ้มเกราะซึ่งขวางถนนอยู่
ไม่มีใครสามารถฝ่าสิ่งกีดขวางไปได้ไม่ว่าจะทางด้านไหน ฉันขออนุญาตที่จะผ่านสิ่งกีดขวางเข้าไปและแจกพระกิตติคุณให้กับพวกทหาร ในมือของฉันมีพระกิตติคุณที่หน้าปกเป็นรูปไม้กางเขน ประชาชนหยุดตบมือและฉันก็เบียดเข้าไประหว่างรถถัง
ทหารคนหนึ่งวิ่งตรงมาหาฉัน ฉันพูดว่า “พี่ชาย รับพระกิตติคุณไปซิ!” เขามองฉันด้วยตาที่เบิกกว้าง “จริงหรือ?” เขาคว้าพระกิตติคุณด้วยมือที่สกปรกแล้วยัดมันใส่ไว้ในเสื้อกันหนาวของเขา หลังจากหยุดคิดชั่วขณะหนึ่งเขาพูดกับฉันว่า “ขอเพิ่มอีกสามใบได้ไหม? ผมจะเอาไปให้เพื่อน!” ด้วยการแจกจ่ายพระกิตติคุณฉันสามารถข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของสิ่งกีดขวางได้ ฉันไม่รู้สึกกลัว มันเหมือนกับว่าเท้าของฉันไม่ได้สัมผัสพื้น มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่เพราะว่าฉันได้นำพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าเพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด… โดยการมีพระกิตติคุณฉันจึงสามารถผ่านเครื่องกีดขวางต่างๆ ไปได้ ไม่มีอะไรที่มาขวางกั้นพระวจนะของพระเจ้าได้ 1
ไม่มีอะไรจะมาขัดขวางพระวจนะของพระเจ้าได้ เพราะว่าพระวจนะเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เป็นอาวุธฝ่ายวิญญาณอันทรงประสิทธิภาพ ในเอเฟซัส 6:17 เปาโลเรียกพระวจนะของพระเจ้าว่า “ดาบของพระวิญญาณ” คำภาษากรีกที่ท่านใช้นั้นหมายถึงดาบสั้นชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีความยาวประมาณ 6-18 นิ้ว ทหารจะเหน็บดาบนี้ซึ่งอยู่ในฝักไว้ข้างลำตัว และใช้มันเมื่อต้องต่อสู้แบบประชิดตัว
ดังนั้น ดาบของพระวิญญาณจึงไม่ใช่ดาบยาวที่คุณจะใช้ฟาดฟันไปรอบ ๆ โดยหวังว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายบ้าง มันเป็นดาบที่แหลมคม ดาบนี้ใช้โจมตีที่จุดอ่อน ไม่เช่นนั้นมันจะไม่เกิดผล
คุณลักษณะของดาบนี้
ในข้อ 17 เปาโลได้ให้คำจำกัดความของดาบของพระวิญญาณว่าเป็น “พระวจนะของพระเจ้า” นั่นหมายความว่า เรามีดาบของพระเจ้าซึ่งมีคุณลักษณะที่แน่นอน คุณลักษณะเหล่านี้มีอะไรบ้าง?
ประการแรก พระวจนะของพระเจ้าไม่มีข้อผิดพลาด พระคัมภีร์ทั้งเล่มไม่มีความผิดพลาด พระคัมภีร์ไม่มีข้อบกพร่อง ไม่มีข้อเสีย และไม่มีข้อตำหนิ เพราะว่าเขียนขึ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงมีพระลักษณะที่ไม่มีผิดพลาด สดุดี 19:7 TNCV กล่าวว่า “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ”
ประการที่สอง พระคัมภีร์ไม่ผิดพลาด พระคัมภีร์ไม่มีผิดพลาดในเรื่องข้อเท็จจริง ในเรื่องประวัติศาสตร์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ และในเรื่องฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์ถูกต้องสมบูรณ์ในขีดทุกขีดและจุดเล็กๆ ทุกจุด สุภาษิต 30:5 กล่าวว่า “พระดำรัสทุกคำของพระเจ้าพิสูจน์แล้วว่าจริง” นั่นหมายความว่า พระวจนะทุกถ้อยคำบริสุทธิ์และจริง พระคัมภีร์เป็นเพียงหนังสือเล่มเดียวที่ไม่เคยมีข้อผิดพลาด ทุกสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เป็นความจริงทั้งสิ้น
พระคัมภีร์บอกเราถึงความจริงที่สมบูรณ์เกี่ยวกับชีวิตและความตาย เวลาและนิรันดร์กาล สวรรค์และนรก ความถูกและความผิด ผู้ชายและผู้หญิง คนแก่และคนหนุ่ม พระคัมภีร์ยังให้ความจริงแก่เราเกี่ยวกับเด็ก สังคม และความสัมพันธ์ทุกรูปแบบระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ มนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ พระคัมภีร์เป็นความจริงทุกอย่างที่จำเป็นต้องมี
คุณลักษณะประการที่สาม คือ ความสมบูรณ์ของพระวจนะคำ ไม่มีอะไรจำเป็นต้องเพิ่มเติมหรือตัดออก ทุกวันนี้มีบางคนอ้างว่าได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติม แต่โดยการเพิ่มเติมอะไรไปในพระคัมภีร์ พวกเขากำลังบอกเป็นนัยว่า พระคัมภีร์นั้นไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม สุภาษิต 30:6 พูดกับพวกเขาว่า “อย่าเพิ่มอะไรเข้ากับพระวจนะของพระองค์ เกรงว่าจะทรงตำหนิเจ้าและทรงตัดสินว่าเจ้าพูดมุสา”
ประการที่สี่ พระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจ พระเจ้าในฐานะผู้เขียนพระคัมภีร์ทรงเป็นผู้มีสิทธิอำนาจสูงสุด อิสยาห์พูดว่า “ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงฟัง แผ่นดินโลกเอ๋ย จงเงี่ยหูฟัง เพราะพระยาห์เวห์ตรัส” (อิสยาห์ 1:2) เมื่อพระเจ้าตรัส เราควรฟัง เพราะพระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจ เราจึงต้องเชื่อฟัง พระเยซูตรัสว่า “ถ้าพวกท่านประพฤติตามที่เราสั่ง ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา” (ยอห์น 15:14) การเชื่อฟังคือสัญลักษณ์ของสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์ ในกาลาเทีย 3:10 เปาโลกล่าวว่า “ทุกคนที่ไม่ได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อที่เขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง”
ประการที่ห้า พระวจนะของพระเจ้านั้นเพียงพอ ใน 2 ทิโมธี 3:16-17 เปาโลกล่าวว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถและพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง” พระวจนะของพระเจ้าสั่งสอนผู้เชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตำหนิผู้เชื่อเมื่อพวกเขาทำผิด และแสดงให้ผู้เชื่อเห็นถึงวิธีการเดินในทางที่ถูกต้อง พระคัมภีร์เตรียมผู้เชื่อให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง พระคัมภีร์เพียงพอแล้ว ไม่มีแหล่งข้อมูลใดอีกที่สำคัญจำเป็นสำหรับความจริงฝ่ายวิญญาณ
คุณลักษณะประการที่หก คือ ความมีประสิทธิภาพของพระวจนะ เมื่อพระคัมภีร์พูด สิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิต ในอิสยาห์ 55:11 พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่า “คำของเรา…จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นเสร็จสิ้น”
ประการที่เจ็ด พระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งชี้ขาด การตอบสนองของบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อพระวจนะของพระเจ้า แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเขากับพระองค์ พระเยซูตรัสกับผู้ฟังที่ดื้อด้านว่า “คนที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระดำรัสของพระเจ้า พวกท่านไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเหตุนี้พวกท่านจึงไม่ฟัง” (ยอห์น 8:47) ถ้าการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นรูปแบบชีวิตของคุณ ก็แสดงว่าคุณเป็นของพระองค์ ตรงกันข้าม หากคุณจงใจที่จะไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่ของพระองค์ มองในแง่นี้แล้ว พระคัมภีร์คือสิ่งชี้ขาดชะตานิรันดร์และความสัมพันธ์ของบุคคลหนึ่งกับพระเจ้า
เมื่อคุณเข้าสู่สนามรบเพื่อต่อสู้กับซาตานและกองทัพของมัน คุณสามารถมั่นใจในคุณภาพของดาบฝ่ายวิญญาณของคุณได้ เป็นที่กล่าวกันมาอย่างดีว่า พระคัมภีร์นั้นเป็นคลังแสงอาวุธของสวรรค์ เป็นห้องปฏิบัติการยาที่ไม่มีผิดพลาด เป็นเหมืองแร่ที่มีแร่ธาตุอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นแผนที่สำหรับถนนทุกสาย เป็นแผนภูมิสำหรับทะเลทุกแห่ง เป็นยาสำหรับทุกคนที่เจ็บป่วย และเป็นยาบรรเทาปวดสำหรับทุกบาดแผล
พระวจนะของพระเจ้าเป็นดาบฝ่ายวิญญาณที่ทรงพลานุภาพ หากคุณไม่ใช้ดาบนี้ในสนามรบ คุณจะสูญสิ้นความสามารถไปในไม่ช้า
ดาบที่ถูกทำลายไม่ได้
พระวจนะของพระเจ้าถูกอธิบายไว้ว่าเป็นดาบ “ของวิญญาณ” ซึ่งแปลได้อีกว่า “ฝ่ายวิญญาณ” ดาบนี้เป็นดาบฝ่ายวิญญาณในแง่ที่ว่า อาวุธของเราที่ใช้สู้รบไม่ใช่แบบมนุษย์ (2 โครินธ์ 10:4) การต่อสู้กับความชั่วในฝ่ายวิญญาณจำเป็นต้องใช้อาวุธฝ่ายวิญญาณ อาวุธทุกอย่างของเราไม่ว่าจะเป็นเข็มขัด เกราะป้องกันอก รองเท้า โล่ และหมวกเหล็ก ล้วนเป็นอาวุธฝ่ายวิญญาณ
ดาบของพระวิญญาณยังหมายถึงดาบที่พระวิญญาณทรงประทานให้อีกด้วย นี่บ่งบอกว่าดาบนี้มาจากไหน เมื่อนำความคิดสองอย่างมารวมกัน ก็จะทำให้เรารู้ว่า ดาบนี้เป็นดาบฝ่ายวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทรงประทานให้ นั่นจึงเป็นเหตุให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาวุธที่มีลักษณะเฉพาะ เพราะไม่ได้ทำมาจากเตาหลอมของมนุษย์และก็ไม่ได้ใช้ไฟแห่งโลกนี้ในการหลอมด้วย แต่ดาบนี้มีแหล่งกำเนิดมาจากพระเจ้า ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่จะเอาชนะดาบนี้ได้ ดาบทุกชนิดในโลกนี้จะหมดฤทธิ์อำนาจลงเมื่อดาบของพระวิญญาณ (พระวจนะของพระเจ้า) ที่ไม่อาจถูกทำลายได้มาอยู่ในมือของผู้มีความรอบรู้ นั่นก็คือ ธรรมิกชนผู้ชอบธรรม
เมื่อคุณมาเป็นคริสเตียน คุณก็ได้รับดาบนี้คือพระคัมภีร์ ผู้ไม่เชื่ออาจจะมีพระคัมภีร์ แต่เขาไม่ได้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สอนความจริงซึ่งทำให้พระคัมภีร์มีความหมายต่อชีวิตของเขา นั่นจึงเป็นเหตุที่เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นของพระเจ้า (1 โครินธ์ 2:14) พระคริสต์ตรัสว่า “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนพวกท่าน [ผู้เชื่อ] ทุกสิ่ง” (ยอห์น 14:26) พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ซึ่งสถิตอยู่ในผู้เชื่อจะช่วยให้เขาเข้าใจคำสอนของพระคัมภีร์
เมื่อคุณใช้ดาบนี้ด้วยความเข้าใจ ผู้คนจะได้รับความรอด “เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” (โรม 1:16) พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อดึงความสนใจของคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของซาตาน และปลดปล่อยเขาออกจากอาณาจักรของความมืด ตามที่ฮีบรู 4:12 ได้กล่าวไว้ พระวจนะของพระเจ้า “สามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจ” เมื่อคุณนำเสนอพระวจนะของพระเจ้าต่อผู้อื่น การวินิจฉัยของพระเจ้าจะบังเกิดขึ้นในชีวิตของคนนั้น พระวจนะจะเปิดใจของมนุษย์ สำแดงหลักฐานให้เขาเห็นถึงความผิดและความบาปของเขาจำเพาะพระเจ้า
พระวจนะของพระเจ้านำมาความจริงมาสู่ความเท็จ นำความสุขมาสู่ความทุกข์ นำความสว่างมาสู่ความมืด และนำการเติบโตมาสู่การหยุดนิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ดาวิดเขียนไว้ว่า
บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ
ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
กฎเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเชื่อถือได้
กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา
ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง
ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ
พระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้ากระจ่างชัด
ให้ความสว่างแก่ดวงตา
ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นบริสุทธิ์
ยั่งยืนเป็นนิตย์
ข้อปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นแน่นอน และ
ล้วนแต่ชอบธรรมทั้งสิ้น
ล้ำค่ากว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์
หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ยิ่งกว่าน้ำผึ้งที่หยดจากรวง
สิ่งเหล่านี้ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์
และเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่แก่ทุกคนที่ยึดถือ
ปฏิบัติตาม (สดุดี 19:7-11 TNCV)
ดาบของพระวิญญาณ อาวุธที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะนี้ สามารถใช้ได้เป็นทั้งการป้องกันและการโจมตีในสนามรบ
ใช้ในการป้องกัน
พระวจนะของพระเจ้าที่ถูกใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมจะสามารถป้องปัดอาวุธของซาตาน และปกป้องคุณจากทุกซอกทุกมุมที่มันพยายามเล่นงานคุณได้
แบบอย่างที่ผิด
เห็นได้ชัดว่าบรรดาผู้ชนะเลิศของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ ไม่ได้เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นเพียงพอเสมอสำหรับการป้องกันการโจมตีของซาตาน ในความพยายามช่วยเหลือผู้ที่พวกเขาเรียกว่าผู้เชื่อนั้น พวกเขาจะทำการไล่ผีออกโดยการเข้าไปพูดคุยอย่างยืดยาวและแปลกประหลาดกับพวกมัน การชุมนุมขับไล่ผีอาจใช้เวลาหลายนาทีไปจนถึงหลายสัปดาห์เพียงเพื่อขับไล่ผีออกไปชั่วคราวเท่านั้น บ่อยครั้งผู้ขับไล่ผีจะย้ำคำถามหรือคำสั่งเดิมซ้ำ ๆ เพราะว่าผีจะไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่เชื่อฟัง ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่ได้ขับผีให้ดอตตี้ ซึ่งเขาบอกว่าเธอเป็นผู้เชื่อ
ในขณะที่เราพูดถึงการเปิดโปงพวกผีร้าย ทันใดนั้น พวกมันแทรกขึ้นมาว่า
“พวกเขาไม่ชอบคุณเพราะคุณบอกมากเกินไป และพูดมากเกินไป และมีคนจำนวนมากเกินไปที่กำลังถูกทำให้เชื่อ!”
“หลายคนกำลังถูกทำให้เชื่ออะไร?” ผมถามกลับ
“พวกเราทำสงครามกับคุณมานานแล้ว และพวกเราก็เบื่อกับมัน!”
“พวกเราหมายถึงใคร?” ผมขอทราบ
““พวกเรา”งั้นเหรอ คุณหมายความว่าไง? คุณรู้ดีว่าเรา
เป็นใคร” มันตอบด้วยความโกรธเดือดดาล
“เจ้าชื่ออะไร?”
“อะไรนะ!” มันพูดด้วยเสียงที่น่าขยะแขยง
“พวกเจ้าน่ะ ชื่ออะไร?” ผมถามซ้ำ
“คุณรู้ชื่อของเรา คุณตั้งชื่อให้เรา คุณตั้งชื่อให้เรา
เมื่อเราอยู่ที่นี่
ครั้งที่แล้ว คุณตั้งชื่อให้เรา คุณตั้งชื่อให้เรา เอาชื่อ
ของเราคืนมา!”
“ไม่ บอกชื่อของเจ้ามาดีกว่า” ผมยืนกราน
“หุบปากซะ!” มันตอบอย่างไม่สุภาพ
“เจ้าอยู่ใต้อำนาจของพระเยซูคริสต์ เจ้าต้องให้เกียรติ
พระองค์และผู้รับใช้ของพระองค์! ข้าต้องการให้เจ้าสารภาพว่าเจ้าจะออกไปในวันนี้… โดยสิทธิอำนาจของพระคริสต์ ข้าขอสั่งเจ้าให้ออกไป”
“เราจะฆ่าเธอก่อน” มันย้ำคำนี้ถึงสามครั้ง “คุณจะ
หยุดเราไม่ได้”
“ทำไมจะทำไม่ได้ ข้าขอสั่งห้ามเจ้าไม่ให้ทำเช่นนั้น”
“จะห้ามยังไง” มันพยายามถ่วงเวลา
“พระเยซูสั่งห้ามเจ้า”
“คุณทำเช่นนั้นไม่ได้” มันคัดค้าน 2
คุณลองนึกภาพอ่านเรื่องราวประหลาดแบบนี้ในพระกิตติคุณได้ไหม? สิ่งที่ดอตตี้ต้องการไม่ใช่เทคนิคที่ถูกต้องในการขับผี แต่สิ่งที่เธอต้องการคือการกลับใจและความรอด แทนที่จะเข้าไปพูดคุยกับผี ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ควรจะท้าทายดอตตี้ด้วยดาบของพระวิญญาณ นั่นคือพระวจนะของพระเจ้า
คนเหล่านั้นที่อยู่ในการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณจะอ้างถึงมัทธิว 12:29 เพื่อสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาทำ ในพระคัมภีร์ตอนนั้นพระคริสต์กล่าวว่า “ใครจะสามารถเข้าไปในบ้านของคนที่มีกำลังมาก และปล้นเอาทรัพย์ของเขาได้? เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน แล้วจึงจะปล้นทรัพย์ในบ้านนั้นได้”
แต่พระคัมภีร์ตอนนี้พระคริสต์ไม่ได้วางหลักการในการขับผีเพื่อให้ผู้เชื่อทำตาม พระองค์เพียงแต่อธิบายถึงสิทธิอำนาจของพระองค์เหนือซาตาน เพราะพวกผู้นำอ้างว่าพระองค์ได้รับอำนาจจากซาตานในการขับผี (ข้อ 24) ในแง่หนึ่งนี่ความหมายว่าพระเยซูทรงผูกมัดคนที่มีกำลังมาก ซาตานคือศัตรูที่พ่ายแพ้ (โคโลสี 2:15) มันจึงไม่มีอำนาจเหนือเรา (ฮีบรู 2:14)
แม้กระนั้น ความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของซาตานจะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น วิวรณ์ 20:1-3 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าซาตานจะถูกผูกมัดไว้ในช่วงที่พระคริสต์ทรงปกครองโลก เมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง ทูตสวรรค์องค์หนึ่งจะเป็นผู้จับซาตานมัดไว้ ไม่ใช่ผู้เชื่อเป็นผู้กระทำ (ข้อ 1) ต่อมาซาตานจะถูกผลักลงไปในบึงไฟกำมะถันและอยู่ที่นั่นเป็นนิตย์ (ข้อ 10) อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงวันนั้น มันยังถูกคลายที่จะไปเที่ยวหา “ดุจสิงห์คำราม เดินวนเวียนเที่ยวเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) งานของเราไม่ใช่การผูกมัดซาตาน พระคัมภีร์เพียงแค่บอกให้เราต่อสู้กับมัน (ข้อ 9) เมื่อเราต่อสู้ มันจะหนีเราไป (ยากอบ 4:7)
พระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งที่กลุ่มการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณมักจะนำเอามาใช้อย่างผิด ๆ คือมัทธิว 16:19 ในตอนนี้พระเยซูตรัสว่า “เราจะมอบลูกกุญแจต่างๆ แห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน สิ่งใดที่ท่านกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์”
ตามบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้แล้ว เป็นการอ้างถึงการยอมรับ (การผูกมัด) หรือการไม่ยอมรับ (การสูญเสีย) การกระทำของคนอื่น ไม่ใช่การผูกมัดซาตาน พระเยซูกำลังตรัสถึงการลงวินัยคริสตจักร ไม่ใช่สงครามฝ่ายวิญญาณ ในหนังสืออรรถาธิบายพระคัมภีร์ที่ผมเขียนขึ้น ผมได้อธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ดังนี้:
หลังจากการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ไม่นาน พระเยซูบอกเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าพวกท่านจะอภัยบาปของใคร บาปของพวกเขาก็จะได้รับการอภัย” (ยอห์น 20:30)…
หลังจากนั้น พระองค์ได้ตรัสกับคริสตจักรทั้งหมดเหมือนกับที่พระองค์ตรัสกับเปโตรและอัครทูตอื่น ๆ ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์” (มัทธิว 18:18)
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กายของผู้เชื่อที่ถูกสถาปนาขึ้นมีสิทธิที่จะบอกพี่น้องที่ไม่กลับใจใหม่ว่า เขาไม่ได้ทำตามบรรทัดฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า และเขาไม่มีสิทธิที่จะมีสามัคคีธรรมร่วมกับคนของพระเจ้า
คริสเตียนมีสิทธิอำนาจเช่นนี้เพราะเขามีความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าซึ่งมีสิทธิอำนาจในการตัดสิน…. คริสเตียนมีสิทธิอำนาจที่จะเปิดเผยสิ่งที่พระเจ้าทรงยอมรับหรือสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม เพราะว่าพวกเขามีพระวจนะของพระเจ้า
คริสเตียนไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด ควรได้รับอภัยหรือไม่ควรได้รับอภัย แต่บนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะรับรู้และประกาศถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้แล้วว่าถูกหรือผิด ได้รับการอภัยหรือไม่ได้รับการอภัย เมื่อพวกเขาตัดสินบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าการตัดสินของพวกเขาจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการตัดสินของสวรรค์ 3
แบบอย่างที่ถูกต้อง
วิธีการของพระเยซูในการจัดการกับซาตานและสมุนของมันนั้นแตกต่างจากวิธีแปลก ๆ ของคนที่อยู่ในการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้อย่างมาก เมื่อซาตานเข้ามาต่อต้านพระองค์ด้วยการทดลองทั้งสามครั้ง พระเยซูไม่ได้สนทนากับมันอย่างยืดยาว ทั้งยังไม่ได้ตำหนิและผูกมัดมารร้าย พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการใช้ดาบของพระวิญญาณ (มัทธิว 4:1-11)
ในการทดลองครั้งแรก ซาตานพูดกับพระคริสต์ว่า “จงเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นขนมปัง อย่ารอให้พระเจ้ามาดูแลความต้องการของท่าน ตัดสินใจและทำในสิ่งที่ท่านต้องการดีกว่า” (ข้อ 3) พระคริสต์ทรงตอบกลับโดยการอ้างเฉลยธรรมบัญญัติ 8:3 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทดลองนี้
ในการทดลองครั้งที่สอง ซาตานบอกว่า “กระโดดจากหลังคาพระวิหารลงไปและให้พระเจ้าประคองรับท่านไว้” (มัทธิว 4:6) ซาตานกระตุ้นให้พระเยซูทดสอบพระสัญญาของพระเจ้า พระเยซูจัดการกับอาวุธแห่งการล่อลวงที่ซาตานซัดมาด้วยการอ้างเฉลยธรรมบัญญัติ 6:16
ซาตานทดลองพระเยซูในครั้งที่สาม โดยเสนอสิ่งที่พระองค์จะทรงได้มาด้วยความทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน (มัทธิว 4:9) และอีกครั้ง พระเยซูก็ทรงตอบโต้มันด้วยการใช้พระคัมภีร์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:13)
เกิดอะไรขึ้นเมื่อพระเยซูทรงต่อสู้กับซาตานด้วยพระวจนะของพระเจ้า? มารหนีจากพระองค์ไป
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากแบบอย่างของพระคริสต์คืออะไร? ก็คือเราจำเป็นต้องใช้พระวจนะของพระเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงกับการทดลองในแต่ละอย่าง การใช้ดาบของพระวิญญาณมีความหมายมากกว่าแค่การมีพระคัมภีร์ การใช้ดาบของพระวิญญาณคือการรู้ถึงหลักการของพระคัมภีร์อย่างเฉพาะเจาะจงจนสามารถนำมาใช้กับการทดลองอย่างเฉพาะเจาะจงได้
ขอผมยกตัวอย่างในเรื่องนี้ ในโรม 10:17 THKJV เปาโลกล่าวว่า “ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระวจนะของพระเจ้า” คำว่า “พระวจนะ” เป็นคำเดียวกันกับที่ถูกใช้ในเอเฟซัส 6:17 เปาโลกำลังกล่าวถึงข้อพระคัมภีร์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ความเชื่อที่ช่วยให้รอดไม่ได้เกิดจากการได้ฟังพระคัมภีร์ตอนไหนก็ได้ แต่ความเชื่อเกิดจากการได้ยินความจริงที่เจาะจงเกี่ยวกับชีวิตของพระคริสต์ การตาย การถูกฝังไว้ และการเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ ความเชื่อเกิดจากการได้ฟังการท้าทายที่เจาะจงที่ทำให้เราสำนึกในความบาปและความต้องการจำเป็นของเรา เช่นเดียวกัน เมื่อซาตานเผชิญหน้ากับเราไม่ว่าจะด้วยการทดลองหรือคำสอนเทียมเท็จ คุณจำเป็นต้องตอบสนองมันด้วยข้อพระคัมภีร์ที่เฉพาะเจาะจงกับเรื่องที่มันสร้างปัญหาให้กันคุณ การแค่แกว่งพระคัมภีร์ไปมาต่อหน้ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย จงใช้ดาบเล่มนี้ให้ถูกต้องแม่นยำ
ตัวอย่างเช่น ถ้าผมถูกทดลองให้ท้อใจ ผมจะคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ชายคนหนึ่งถามผมว่า “คุณจะใช้ข้อพระคัมภีร์ตอนไหนเมื่อคุณเศร้าใจ คุณจะใช้พระคัมภีร์ข้อไหนเมื่อคุณต้องการรื้อฟื้นความมุ่งมั่นของคุณ” เขากำลังถามคำถามที่ถูกต้อง
ในทางกลับกัน คุณอาจจะมีพระคัมภีร์มากมายเต็มบ้านแต่ไม่มีดาบของพระวิญญาณ มีคริสเตียนหลายคนที่นั่งในคริสตจักรและเรียนพระคัมภีร์มาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็ยังไม่รู้หลักการในการหยุดยั้งการโจมตีง่าย ๆ ของซาตาน ซาตานจะพยายามค้นหาจุดที่คุณไม่รู้ในพระคัมภีร์และโจมตีคุณที่จุดนั้น
หนทางเดียวที่คุณจะมีชัยชนะในการดำเนินชีวิตคริสเตียนก็คือ โดยการศึกษาหลักการจากพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน คุณจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีของโลก เนื้อหนัง และซาตาน นั่นหมายความว่าคุณจะต้องฝังความคิดของคุณลงไปในพระวจนะของพระเจ้า
สาเหตุที่คริสเตียนหลายคนพ่ายแพ้การทดลองนั้น เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพระคัมภีร์จะจัดการกับปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่อย่างไร เขาไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะใช้พระคัมภีร์อย่างเหมาะสม มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับบางคนที่มาเป็นคริสเตียนเป็นเวลานานแต่ก็ยังไม่สามารถใช้ดาบได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คุณอาจจะพูดว่า “ฉันพยายามแล้ว แต่ฉันไม่เข้าใจ” ซึ่งไม่มีผู้เชื่อคนไหนสามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ พระเจ้าไม่เพียงประทานพระวจนะของพระองค์ให้กับเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังประทานครูผู้สอนความจริงซึ่งสถิตอยู่ในเราให้กับเราอีกด้วย ถ้าเรายอมจำนนเชื่อฟังต่อคำสอนของพระวิญญาณ พระองค์จะช่วยให้เราเข้าใจ
แล้วคุณล่ะ? คุณรู้จักวิธีการใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อการป้องกันหรือไม่? พระวจนะของพระเจ้าจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อคุณใช้อย่างถูกวิธี
ใช้ในการโจมตี
พลังอานุภาพของพระวจนะของพระเจ้า
ผมดีใจที่พระวจนะของพระเจ้ามีทั้งใช้ในการป้องกันและการโจมตี เพราะผมไม่ชอบการต่อสู้แบบตั้งรับอยู่ในสนามรบตลอดเวลา ผมชอบที่จะพยายามทำลายป่าบางส่วนของซาตานด้วยดาบของผม ทุกครั้งที่ผมแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้ไม่เชื่อ ผมเห็นตัวเองกำลังถล่มอาณาจักรของซาตานอยู่ ทุกครั้งที่คนได้รับการไถ่ ผมเห็นอาณาจักรของความมืดถูกหั่นออก ผมชอบที่ได้รับโอกาสแบ่งปันพระวจนะของพระเจ้า เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการโจมตีระบบของซาตาน คุณตระหนักหรือไม่ว่า เมื่อคุณสอนพระวจนะของพระเจ้ากับลูกของคุณ หรือพูดเกี่ยวกับพระคัมภีร์กับเพื่อนของคุณ หรือบอกกับคนอื่น คุณกำลังตัดทางผ่านอาณาจักรของซาตานอยู่? ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้น “เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” (โรม 1:16)
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่บรรดาผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ไม่ได้เน้นพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับไปเน้นที่หมายสำคัญและการอัศจรรย์ พวกเขามองข้ามฤทธานุภาพของพระวจนะของพระเจ้า ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งกล่าวว่า
เมื่อผมยอมรับว่าของประทานฝ่ายวิญญาณทุกอย่างนั้นเป็นของประทานสำหรับปัจจุบัน ผมก็ได้พบเคล็ดลับในการประกาศข่าวประเสริฐอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือการผสมผสานระหว่างการประกาศและการแสดงของข่าวประเสริฐ… การประกาศข่าวประเสริฐด้วยวิธีนี้กลับมีฤทธิ์อำนาจและมีประสิทธิภาพอย่างมาก นี่เป็นสาเหตุที่ผมเรียกมันว่า “การประกาศด้วยฤทธิ์อำนาจ” 4
หนังสืออีกเล่มหนึ่ง เขาได้เขียนว่า
การยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตคริสเตียน เราจะได้เผชิญหน้ากับอำนาจของซาตานทุกวัน ดังนั้น เราจึงต้องใช้สิทธิอำนาจของพระคริสต์ซึ่งพระองค์ประทานให้ในพระมหาบัญชาของพระองค์ในการรักษาโรคและขับผีออก เพื่อแสดงถึงการครอบครองของพระเจ้า
ความขัดแย้งเหล่านี้เรียกว่าการเผชิญหน้าด้วยพลังอานุภาพ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรของพระเจ้าและอาณาจักรของซาตาน มันอาจจะเกิดขึ้นในหลายสถานการณ์ การขับผีเป็นรูปแบบที่น่าทึ่งที่สุด แม้ว่าการเผชิญหน้านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของวิญญาณชั่วเท่านั้น เมื่อผู้ไม่เชื่อได้รับพลังแห่งการเผชิญหน้าหรือเห็นเป็นสักขีพยาน พวกเขาจะถูกกระตุ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งของการรับรู้ในการตัดสินใจที่จะเชื่อพระคริสต์ พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่และพวกเขาก็รู้ ดังนั้น การเผชิญหน้าด้วยพลังอานุภาพ คือหนทางสู่อาณาจักรของพระเจ้า 5
ในการพยายามค้นหาข้อพระคัมภีร์มาสนับสนุนเรื่องฤทธานุภาพในการประกาศข่าวประเสริฐนั้น บรรดาคนที่สนับสนุนมักจะอ้างมาระโก 16:14-18 ซึ่งกล่าวว่า
หลังจากนั้นพระองค์ [พระคริสต์] ทรงปรากฏกับสาวกสิบเอ็ดคน ขณะพวกเขากำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ พระองค์ทรงตำหนิพวกเขาในเรื่องความสงสัยและใจดื้อดึง เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อคนที่ได้เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว พระองค์ตรัสสั่งพวกสาวกว่า “พวกท่านจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่นั้น คือพวกเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา พวกเขาจะพูดภาษาแปลกๆ พวกเขาจะจับงูได้ด้วยมือเปล่า ถ้าพวกเขากินยาพิษใดๆ มันจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเขา และพวกเขาจะวางมือบนคนเจ็บคนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”
แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้เป็นข้อความพิสูจน์สำหรับเรื่องฤทธานุภาพในการประกาศข่าวประเสริฐเลย ตามที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว หมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นเครื่องหมายรับรองที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบรรดาอัครทูตและการประกาศข่าวประเสริฐของพวกเขาเท่านั้น ในหนังสือ ปรากฏการณ์ของ คาริสเมติก ของพวกเขา ปีเตอร์ มาสเตอร์ และ จอห์น วิทคอมบ์ เขียนว่า “ข้อความเหล่านั้น [มาระโก 16:14-18] เป็นข้อความที่กล่าวถึงเฉพาะอัครทูตสิบเอ็ดคนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้เชื่อในปัจจุบันจึงไม่ควรสูญเสียความมั่นใจในความรอดของพวกเขาเพียงเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถรักษาคนป่วยให้หายหรือขับผีออกได้ หรือจับงูพิษได้ หรือดื่มยาพิษได้โดยไม่มีอันตราย!” 6
ความเชื่อที่ว่าหมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นสิ่งที่สำคัญในการประกาศข่าวประเสริฐ เป็นความเชื่อที่ดูหมิ่นการงานแห่งการบังเกิดใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังที่ ดร.เคน ซาเลส กล่าวไว้ว่า
การอัศจรรย์ที่แท้จริงในการกลับใจเชื่อ ไม่ใช่การโน้มน้าวความคิดด้วยสิ่งที่ทำให้น่าตื่นเต้น แต่เป็นการปรับทิศทางความคิดใหม่โดยหลักฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งมีอยู่แล้ว การปรับมุมมองใหม่นี้เป็นการงานเหนือธรรมชาติที่สำเร็จแล้วซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่ทรงสามารถกระทำได้ในการกลับใจเชื่อ สิ่งสำคัญจำเป็นนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ ๆ ที่จะต้องเห็น (หมายสำคัญและการอัศจรรย์) แต่เป็นดวงตาใหม่ที่จะได้เห็น (การบังเกิดใหม่) สิ่งที่มีอยู่แล้ว (คำพยานของพระคัมภีร์) 7
บรรดาผู้สนับสนุนหมายสำคัญและการอัศจรรย์สมัยนี้ล้มเหลวในการยอมรับจุดประสงค์ของการอัศจรรย์ในคริสตจักรสมัยแรก ของประทานในการทำการอัศจรรย์และพันธกิจ of อัครทูตนั้นเป็นสิ่งที่แยกไม่ออก เรารู้ว่าทุกวันนี้ไม่มีอัครทูตแล้ว เพราะพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเงื่อนไขของการเป็นอัครทูตไว้สองอย่างคือ ได้เห็นการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์ด้วยตาตนเอง (กิจการ 1:21-23; 1 โครินธ์ 9:1) และได้รับการสอนความจริงโดยตรงจากพระคริสต์ (กาลาเทีย 1:11-12; 1 โครินธ์ 15:3) ปัจจุบันนี้จะมีใครที่กล่าวอ้างเช่นนี้ได้บ้าง? ใครเคยเห็นพระเยซูด้วยตาของตนเองและได้รับการสอนโดยตรงจากพระองค์? ชาร์ล ฮอดจ์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า
หมายสำคัญเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นอัครทูตเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าเพื่อกระทำพันธกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์ เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้ปรากฏขึ้นในพันธกิจต่าง ๆ คนที่ได้เห็นก็จะรู้ว่านี่เป็นสิทธิอำนาจของอัครทูต การกล่าวอ้างว่าเป็นอัครทูตแต่ไม่มีหมายสำคัญนั้น ในแง่หนึ่ง เป็นการกระทำที่หมิ่นประมาท และในอีกแง่หนึ่ง เป็นการทำหมายสำคัญที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า คนที่อ้างตัวว่าเป็นอัครทูตแต่แท้ที่จริงไม่ได้เป็นนั้น ไม่เพียงจะหันออกจากพระเจ้าเท่านั้นแต่เป็นการหันไปหาความคิดของมนุษย์หรืออิทธิพลของซาตาน 8
ในเอเฟซัส 2:20 เปาโลกล่าวว่าคริสตจักร “ถูกก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของบรรดาอัครทูตและบรรดาผู้เผยพระวจนะ มีพระเยซูคริสต์เป็นศิลาหัวมุม” การอ้างว่าผู้เชื่อในปัจจุบันสามารถใช้สิทธิอำนาจอย่างเดียวกับอัครทูตได้ เป็นการพยายามวางรากฐานที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงวางไว้เรียบร้อยแล้วซ้ำอีก
ยิ่งกว่านั้น การเผชิญหน้าด้วยฤทธานุภาพไม่ใช่หนทางสู่อาณาจักรของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้สอนในทางตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น ในมัทธิว 11:20 พระคริสต์ “ทรงเริ่มติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่” ต่อมาผู้นำศาสนาที่ไม่เชื่อได้เรียกร้องให้พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์เพื่อให้พวกเขาเห็น แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “คนในยุคชั่วร้ายและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ แต่จะไม่ประทานหมายสำคัญให้ เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ” (12:39) ในขณะที่พระคริสตจ์ถูกตรึงบนไม้กางเขน พวกผู้นำศาสนาก็ยังแสวงหาหมายสำคัญอีก โดยพูดในเชิงเยาะเย้าว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่ช่วยตัวเองไม่ได้ เขาเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล ให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิด เราจะได้เชื่อบ้าง” (มัทธิว 27:42) ซึ่งเป็นข้อเสนอที่พวกเขาไม่มีทางจะทำได้
ไม่มีการอัศจรรย์ใดที่จะเปลี่ยนแปลงให้เขามาไว้วางใจพระเจ้าได้ หากคนนั้นทำเป็นหูหนวกต่อพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่พระองค์จะทรงใช้ในการกลับใจเชื่อ ไม่ใช่การอัศจรรย์
แล้วแผนการของพระเจ้าสำหรับการโจมตีล่ะ คืออะไร? ไม่ใช่การประกาศข่าวประเสริฐด้วยพลังอานุภาพ แต่เป็นฤทธิ์อำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าที่นำมาใช้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ประสิทธิภาพของพระวจนะของพระเจ้า
ชาตานตระหนักถึงประสิทธิภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ดีกว่าบรรดาผู้ชนะเลิศของการเคลื่อนไหวของสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้เสียอีก ซาตานจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความพยายามของคนเหล่านั้นที่ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่หลงหายเป็นโมฆะ นั่นคือประเด็นที่พระเยซูทรงสอนในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช
แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จึงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ถูกแผดเผา จึงเหี่ยวไปเพราะรากไม่มี บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามงอกขึ้นปกคลุมเสีย บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง (มัทธิว 13:3-8)
ในข้อที่ 18-23 พระเยซูทรงอธิบายความหมายของคำอุปมานี้ว่า ผู้หว่านหมายถึง คนที่ประกาศพระวจนะของพระเจ้า เมล็ดพืชคือพระวจนะของพระเจ้า เมื่อคุณหว่านเมล็ดพืชคุณก็กำลังใช้ดาบของคุณ ในข้อ 8 พระองค์กล่าวว่าเมื่อเมล็ดตกในดินดี (เมื่อเมล็ดพืชเจอหัวใจที่เปิดรับ) เมล็ดนั้นก็จะเกิดผล
ซาตานรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นสามารถที่จะเกิดผลได้ ดังนั้น มันจึงยุ่งเหยิงกับการพยายามทำให้พระวจนะเกิดผลไม่ได้ อย่างไรล่ะ? วิธีหนึ่งก็คือโจมตีผ่านทางวิญญาณชั่ว ในข้อ 4 พระเยซูตรัสว่า นกในอากาศก็มากินเมล็ดที่ตกตามหนทาง นั่นหมายถึง กองทัพของวิญญาณชั่ว ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งพวกมันสามารถฉวยเอาถ้อยคำของพระเจ้าไป เพื่อคน ๆ หนึ่งจะลืมสิ่งที่เขาหรือเธอได้ยินมา บางทีคุณอาจจะเคยพูดกับใครสักคนหนึ่งเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า แต่ภายหลังเมื่อคุณได้พบเขาอีก ดูเหมือนว่าคุณไม่เคยพูดอะไรกับเขาเลย ซาตานฉกฉวยพระวจนะของพระเจ้าไปจากจิตใจของเขา
ซาตานยังโจมตีเราผ่านทางความทุกข์ยาก ในข้อ 5-6 พระเยซูตรัสว่า “บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จึงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ถูกแผดเผา จึงเหี่ยวไปเพราะรากไม่มี” ต้นอ่อนนั้นทนต่อความร้อนไม่ได้ คุณอาจจะเคยพบใครบางคนที่ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐที่คุณประกาศเป็นอย่างดี แต่เมื่อเกิดความทุกข์ยากลำบากขึ้น คนนั้นจะพูดว่า “พระเจ้า พระองค์ไม่ได้ดีขนาดนั้น!” เมื่อความยากลำบากหรือการข่มเหงเกิดขึ้น คุณเห็นเขาทิ้งพระเจ้าไป
ชาตานโจมตีเราอย่างไรอีก? ก็โดยผ่านทางโลกียวิสัย ในข้อ 7 พระเยซูตรัสว่า “บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย” พระองค์กำลังหมายถึงผู้เชื่อที่ไม่ยอมปฏิเสธค่านิยมของโลก (ข้อ 22) และเพราะว่าเขาต้องการโลก เขาจึงทิ้งพระวจนะของพระเจ้าเสีย
ชาตานนั้นยุ่งเหยิงอยู่กับการพยายามบิดเบือนแนวความคิดของผู้คนเกี่ยวกับโลก ข่มเหงพวกเขา หรือฉกฉวยพระวจนะไปเพื่อพวกเขาจะจดจำไม่ได้ มันจะทำทุกอย่างเพื่อหยุดการหว่านเมล็ดพืช เพราะซาตานรู้ดีว่าถ้าเมล็ดตกในดินดีแล้วมันจะเกิดผล
ถ้าผมไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเกิดผล ผมก็คงจะเลิกเทศนาสั่งสอนและไปทำอย่างอื่นดีกว่า เมื่อเรารู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าที่เราประกาศนั้นจะเกิดผลอย่างแน่นอน เราก็จะเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น (อิสยาห์ 55:11)
แล้วเราจะใช้พระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้องได้อย่างไรล่ะ? ภาพประกอบที่น่าทึ่งนี้โผล่ขึ้นมาในความคิดของผม:
ชายคนหนึ่งได้บรรยายถึงสามสิ่งที่เขาเห็นในสวนท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้
สิ่งแรกก็คือผีเสื้อที่บินไปเกาะดอกไม้ที่ดึงดูดความสนใจ มันเกาะอยู่ที่ดอกไม้นั้นสักหนึ่งหรือสองวินาที แล้วก็เปลี่ยนไปเกาะดอกอื่นต่อไป มันดูและได้สัมผัสกับดอกไม้หลาย ๆ ดอกที่บานสะพรั่ง แต่มันไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากดอกไม้เหล่านั้นเลย
สิ่งต่อมาที่ชายคนนี้เห็นก็คือ นักพฤกษศาสตร์ที่มาพร้อมกับสมุดเล่มใหญ่และกล้องจุลทัศน์ เขาใช้เวลากับดอกไม้แต่ละดอกและต้นไม้แต่ละต้น เขาสังเกตมันอย่างละเอียดละออ เมื่อเขาสำรวจเสร็จแล้ว เขาก็บันทึกความรู้ของเขาไว้ในสมุดเล่มที่เขาถือมา ความรู้ที่เหลือติดตัวเขาอยู่นั้นน้อยมาก
สิ่งสุดท้ายที่ชายคนนี้สังเกตเห็นคือผึ้ง ซึ่งบินไปเกาะที่ดอกไม้ ดอกนี้ดอกนั้น และแทรกตัวลงไปในดอกไม้แต่ละดอก มันโผล่ออกมาจากดอกไม้แต่ละดอกซึ่งเต็มไปด้วยละอองเกสร เมื่อมันเข้าไปนั้น มันเข้าไปตัวเปล่า แต่ออกมาพร้อมกับละอองเกสรเต็มไปหมด
มีบางคนที่อ่านพระคัมภีร์โดยเลือกอ่านเฉพาะตอนที่ชอบเท่านั้น และเขาเองได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดจากสิ่งที่อ่าน บางคนศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแต่ไม่ได้นำเอาคำสอนจากพระคัมภีร์ไปประยุกต์ใช้ แต่บางคนก็เป็นเหมือนผึ้ง คือใช้เวลากับพระวจนะของพระเจ้า อ่าน ศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง และนำไปประยุกต์ใช้ จิตใจของคนเช่นนี้จะเต็มด้วยสติปัญญา และชีวิตของเขาจะเต็มด้วยความหอมหวานที่มาจากพระเจ้า
คุณเป็นแบบไหน? ผีเสื้อซึ่งโฉบไปเฉี่ยวมาจากห้องเรียนพระคัมภีร์ห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง จากสัมมนาหนึ่งไปยังสัมมนาหนึ่ง จากหนังสือเล่มหนึ่งไปยังหนังสือเล่มหนึ่ง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย หรือคุณเป็นนักพฤกษศาสตร์ซึ่งมีสมุดโน้ตและข้อมูลจำนวนมหาศาลพอที่จะทำให้เรือรบจมได้ หรือคุณเป็นเหมือนผึ้งที่มาโดยไม่มีอะไรเลย แต่ออกไปด้วยความเต็มอิ่ม เปลี่ยนความรู้ให้เป็นน้ำผึ้งที่ทำให้ชีวิตหอมหวาน?