บทที่ 8: โล่แห่งความเชื่อ
Standing Strong (Thai edition) · John MacArthur
เมื่อหลายปีก่อน โรงเรียนพระคริสต์ธรรมฟูลเลอร์ได้สอนวิชาหนึ่งที่เรียกว่า “การอัศจรรย์และการเติบโตของคริสตจักร” โดยใช้รหัสว่า MC510 ในตอนท้ายของการบรรยายแต่ละครั้งจะมีการฝึกภาคปฏิบัติ เช่น การขับผี และการรักษาคนป่วย จุดประสงค์ของกิจกรรมนี้ก็เพื่อช่วยให้นักศึกษาค้นหาว่าเขาได้รับของประทานในการทำอัศจรรย์อะไรบ้าง
ปัจจุบันวิชานี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว วิชานี้ได้รับความนิยมมากและในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างมากในหมู่นักศึกษาด้วย คณาจารย์ทางด้านศาสนศาสตร์หลายคนมีคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผลจากการต่อต้านทำให้วิชานี้ต้องปิดตัวลงไป ผู้อำนวยการของโรงเรียนได้ขอให้คณาจารย์ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาหลักการของพระคัมภีร์ ศาสนศาสตร์ และอิทธิพลทางด้านจิตวิทยาของวิชานี้ ต่อมามีการพิมพ์ข้อสรุปว่า วิชาที่ว่าด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นไม่เหมาะสมกับหลักสูตรทางด้านศาสนศาสตร์ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคำคัดค้านของคณาจารย์ที่มีต่อวิชานี้
โลกิยนิยมสมัยใหม่ จะเน้นในเรื่องการอัศจรรย์อย่างมาก โดยเน้นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยเป็นพิเศษในการอัศจรรย์ ซึ่งต่างจากการรักษาโรคแบบธรรมดา สิ่งที่อันตรายก็คือ พระคัมภีร์ไม่ได้แยกทั้งสองออกจากกัน หรืออาจจะพูดได้อีกอย่างว่า “พระเจ้าแห่งการอัศจรรย์” จะกระทำการในรูปแบบพิเศษและเหนือธรรมชาติ ไม่ใช้ในรูปแบบธรรมดา
ความเฉพาะตัว สิ่งที่เรียกว่าการเผชิญหน้าด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ถูกอ้างว่าเป็นบรรทัดฐานสำหรับการประกาศข่าวประเสริฐตามหลักของพระคัมภีร์ที่แท้จริง การตัดสินทางตรงและบางครั้งเป็นทางอ้อมก็คือว่า คนอื่นเคยทำและกำลังทำพระราชกิจของพระเจ้าด้วยกำลังของตนเอง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ออกัสตินแห่งฮิปโป, ลูเธอร์, คาลวิน, ปาสคาล, โจนาธาน เอ็ดเวิร์ด และจอห์น เวสลีย์ ก็น่าฉงนมาก เพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้ทำการอัศจรรย์ในพันธกิจของท่าน
อำนาจวิเศษของคริสเตียน คณาจารย์พากันเป็นห่วงว่าวิธีทางการอัศจรรย์มีแนวโน้มว่าจะเป็นสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธกิจ “การขับผี” เพื่อปลดปล่อยคนที่ถูกคิดว่าผีเข้าให้เป็นอิสระ นักศึกษาบางคนเน้นว่า จะต้องใช้คำพูดที่ถูกต้องหรือจะต้องค้นหาชื่อของผีตัวที่เข้าสิงคนนั้นจากรายชื่อของผี เขาบอกว่าเราจะต้องดูรายชื่อทีละชื่อจนกว่าจะพบชื่อที่สะดุดตา วิธีการนี้เชื่อว่าเราสามารถบีบบังคับพระเจ้าให้ทำตามคำสั่งของเราได้ คือ ถ้าเราทำสิ่งนี้ พระองค์จะทำสิ่งนั้น
ความเป็นส่วนตัวนิยม เมื่อความเชื่อแบบคาริสเมติกถูกผลักดันให้ขึ้นมาอยู่ในแนวหน้าของประสบการณ์คริสเตียน จริยธรรมก็มีแนวโน้มที่จะถดถอยลงไป ดูเหมือนว่าคนที่เชื่อแบบนี้จะหมกมุ่นอยู่กับสุขภาพฝ่ายร่างกายและเรื่องวิญญาณ แนวโน้มของพวกเขาก็คือให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้ แต่เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียนคือ ผลของพระวิญญาณ ไม่ใช่ของประทานของพระวิญญาณ…
ความล้มเหลว เราจะทำอย่างไรกับคนที่ไม่ได้รับการรักษา? นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของคณาจารย์หลายคน ซาตานชนะหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ซาตานก็คือผู้ออกคำสั่ง เพราะว่าความเป็นจริงก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการอธิษฐานเผื่อยังไม่ได้รับการรักษาให้หาย ในการอัศจรรย์และหมายสำคัญจะมีพลังอำนาจและแรงกดดันอย่างประหลาดที่เรียกร้องให้เราแสวงหาการอัศจรรย์ในที่ซึ่งไม่มีการอัศจรรย์ คณาจารย์บางคนรู้สึกไม่พอใจกับรายงานในเรื่องการรักษาโรคที่ออกมาจากการประชุม MC510 ซึ่งพวกเขาเห็นว่ามันไม่มีสาระอะไรเลย 1
วิชานี้อาจจะปิดไปแล้ว แต่การเคลื่อนไหวในเรื่องนี้กลับรุนแรงกว่าที่เป็นมาเสียอีก การเคลื่อนไหวนรู้จักกันในนามของคลินลูกที่สาม 2 เสียอีก การเคลื่อนไหวนี้รู้จักกันในนามของคลื่นลูกที่สาม” ซึ่งมีคนเป็นจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนรวมทั้งคริสตจักรที่แสวงหา “ฤทธิ์อำนาจในการเผชิญหน้า” แบบหน้าต่อหน้ากับวิญญาณชั่ว แนวคำสอนแบบคลื่นลูกที่สามและพวกที่เน้นเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในท่ามกลางหมู่คริสเตียน ได้ทำให้คริสเตียนหันมาสนใจในเรื่องการขับผีและการเผชิญหน้ากับวิญญาขชั่วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ยุคกลาง
การเคลื่อนไหวที่กล่าวมานี้ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ สิ่งที่เราจะเน้นถึงนั้นไม่ใช่อำนาจของความมืด เราจะไม่หมกมุ่นอยู่กับวิญญาณชั่ว แต่เราจะใส่ใจกับความชอบธรรม อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และทีมในการชั่ว” (โรม 16:19)
ขอให้สังเกตว่ายุทธภัณฑ์ฝ่ายวิญญาณที่เปาโลอธิบายไว้ในเอเฟซัส 6 นั้น ไม่ใช่เป็นเครื่องมือในการขับผี แต่เป็นขุมกำลังสำหรับการดำเนินชีวิตคริสเตียนปกติ เราได้พิจารณายุทธภัณฑ์มาแล้ว 3 อย่าง ซึ่งเราจะต้องสวมใส่ตลอดเวลา คือ เข็มขัด เกราะป้องกันอก และรองเท้า ในตอนนี้เปาโลได้กล่าวถึงยุทธภัณฑ์อีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไป คือ
และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นี้ พวกท่านจะสามารถดับลูกศรเพลิงทั้งหมดของมารร้าย จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือ [ดาบ] ของพระวิญญาณคือพระวจนะของพระเจ้า (เอเฟซัส 6:16-17)
แม้ว่ายุทธภัณฑ์ทุกชิ้นจะมีความสำคัญ แต่เปาโลก็ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างยุทธภัณฑ์สามอย่างแรกกับยุทธภัณฑ์อีกสามอย่างที่เหลือ ยุทธภัณฑ์สามอย่างแรกใช้คู่กับคำกริยาว่า “มี” (ตามภาษาเดิม ส่วนพระคัมภีร์ภาษาไทยใช้คำว่า “เอา”) ชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องถาวรตลอดระยะเวลาแห่งการเตรียมตัว เราจะต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นอย่างถาวรตลอดเวลา ยุทธภัณฑ์สามอย่างหลังใช้คู่กับคำกริยาว่า “เอา” ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายุทธภัณฑ์เหล่านี้อยู่ใกล้มือที่พร้อมจะนำมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ที่มีการต่อสู้
ทหารโรมันจะสวมเข็มขัด เกราะป้องกันอก และรองเท้าไว้ตลอดเวลา แต่ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบเขาอาจจะวางโล่ ดาบ และหมวกเหล็ก ไว้ข้าง ๆ ตัว และเมื่อได้สัญญาณที่จะออกรบ เขาก็พร้อมที่จะหยิบมันขึ้นมาทันที หลักการอันเดียวกันนี้ก็ถูกนำมาใช้กับกีฬาด้วย เช่น กีฬาเทนนิส มีอุปกรณ์บางอย่างที่นักกีฬาต้องสวมใส่ตลอดเวลา เช่น เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า แต่ก็มีบางอย่างที่จะใช้ก็ต่อเมื่อเวลาลงไปแข่งขันเท่านั้น เช่น แร็กเก็ต เป็นต้น
ในสงครามฝ่ายวิญญาณก็เช่นเดียวกัน มีอุปกรณ์บางอย่างที่เราต้องใช้ตลอดระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม และก็มีบางครั้งที่จะนำออกมาใช้ได้ในทันทีทันใดเมื่อมีการต่อสู้ คุณจะต้องยอมจำนนต่อพระคริสต์เสมอ ด้วยการแสวงหาความบริสุทธิ์และยืนหยัดอย่างมั่นคงในความรู้ที่ว่าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายคุณ นั่นคือเครื่องป้องกันอย่างดีในการต่อสู้
คลังสรรพาวุธฝ่ายวิญญาณของพระเจ้ามีอาวุธมากมายสำหรับผู้เชื่อ แต่โดยการใช้อาวุธทั้งสามอย่าง คือ โล่แห่งความเชื่อ หมวกเหล็กแห่งความรอด และดาบของพระวิญญาณ ก็ทำให้เรามีเครื่องป้องกันสองชั้นที่ป้องกันลูกศรที่ศัตรูยิงมา ตอนนี้ให้เรามาดูว่าโล่แห่งความเชื่อนั้นหมายถึงอะไร
โล่ของทหารโรมัน
ทหารโรมันนั้นใช้โล่หลายชนิด แต่มีสองชนิดที่ใช้กันประจำ อันหนึ่งเป็นโล่ขนาดเล็กมีรูปร่างกลม ทหารราบจะสวมโล่นี้ไว้ที่ต้นแขนข้างซ้าย เนื่องจากมันมีน้ำหนักเบา จึงทำให้ทหารเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในสนามรบ ทหารจะถือดาบด้วยมือขวา ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เขาจะจู่โจมศัตรูด้วยดาบ ในขณะเดียวกันก็ป้องกันตัวเองด้วยโล่ แต่นี่ไม่ใช่โล่อย่างที่เปาโลกำลังกล่าวถึงในเอเฟซัส 6:16
เนื้อความในภาษากรีกชี้ให้เห็นว่าท่านกำลังกล่าวถึงโล่ขนาดใหญ่ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม โล่นี้มีความสูง 135 ซม. กว้าง 75 ซม. ทำมาจากไม้กระดานและเคลือบด้านนอกด้วยโลหะหรือหนัง สิ่งที่เคลือบอยู่ด้านนอกนั้นหนามาก โลหะจะหันเหทิศทางของลูกศรเพลิง ในขณะที่หนังจะดับไฟที่ลุกไหม้ที่หัวลูกศร
โล่นี้มีบทบาทในการรบเป็นอย่างมาก เมื่อทหารโรมันต้องต่อสู้กับการรบครั้งสำคัญ ทหารจะเข้าแถวเป็นแนวยาว ยืนถือโล่ชนิดนี้เป็นกองหน้า ข้างหลังของพวกเขานั้นคือทหารคนอื่น ๆ ที่ใช้ดาบและธนูเป็นอาวุธ เมื่อกองทัพเพลี่ยงพล้ำต่อศัตรู ทหารในแนวหน้าจะปักโล่ของเขาเรียงต่อเนื่องกันเป็นแนวกำแพงที่แน่นหนา ข้างหลังของกำแพงนี้ ทหารที่ใช้ธนูจะยิงธนูเพลิงไปยังข้าศึก ในลักษณะเช่นนี้ กองทัพจะค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหาข้าศึก จนกระทั่งสามารถสู้รบตัวต่อตัวได้ ในเรื่องฝ่ายวิญญาณนั้น ผู้เชื่อจะป้องกันตัวเองจากศรเพลิงได้โดยการใช้โล่แห่งความเชื่อ
โล่ฝ่ายวิญญาณของเรา
คำจำกัดความของความเชื่อในเชิงปฏิบัติ
เมื่อมิชชั่นนารีจอห์น เพตัน กำลังแปลพระคัมภีร์สำหรับชาวหมู่เกาะทะเลใต้ เขาไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมสำหรับแนวคิดของการเชื่อ การไว้วางใจ และการมีความเชื่อได้ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี วันหนึ่งขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ในกระท่อม ชาวพื้นเมืองได้วิ่งเข้ามาหาเพตันและทรุดลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง เขาพูดว่า “รู้สึกดีจังที่ผมได้ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดของผมไว้บนเก้าอี้ตัวนี้” ในทันใดนั้น เพตันก็รู้ทันทีว่าเขาได้คำจำกัดความแล้ว ความเชื่อก็คือการทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไว้ที่พระเจ้า ความหมายนี้ได้นำให้คนทั้งหมู่บ้านมาเชื่อพระคริสต์
ความเชื่อของคริสเตียนทั้งสิ้นนั้นเป็นความเชื่อที่ว่าพระเจ้า “ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์” (ฮีบรู 11:6) คริสเตียนที่แท้จริงเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ดลใจให้เขียนพระคัมภีร์ เชื่อว่าพระคริสต์คือพระเจ้า และเชื่อว่าพระคริสต์ทรงตาย เป็นขึ้นมาจากความตาย และจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง คริสเตียนรู้ว่าโดยการหันเสียจากความบาปและตัวเอง และมาเชื่อในพระคริสต์ เขาก็จะได้เข้าไปในอาณาจักรของพระองค์ ในฮาบากุก 2:4 ชี้ให้เห็นว่า “คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตด้วยความเชื่อ”
ความเชื่อคือการไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงและไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ในพระเจ้าและในพระวจนะของพระองค์ ความเชื่อที่แท้จริงจะไม่มีคำถามใด ๆ และไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ ทำไมคนเช่นอาแบล เอโนค โนอาห์ อับราฮัม และโมเสสจึงเชื่อในพระเจ้า? เพราะว่าพวกเขามีทัศนคติที่ถูกต้องว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด พวกเขามุ่งเน้นที่พระเจ้าและพระลักษณะของพระองค์ พวกเขาเชื่อพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ตรัสอะไร พวกเขาก็ยอมเชื่อฟังทั้งสิ้น
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูอธิบายลักษณะของความเชื่อดังนี้ “ความเชื่อคือความมั่นใจในสิ่งที่หวังไว้ เป็นความแน่ใจในสิ่งที่มองไม่เห็น” (ฮีบรู 11:1) คำภาษากรีกที่แปลว่า “ความมั่นใจ” ยังปรากฏในฮีบรู 3:14 ซึ่งอ้างถึงการรับประกัน ความเชื่อคือการรับประกันมั่นใจว่าพระสัญญาของพระเจ้านั้นเป็นความจริงและเชื่อถือได้
ย้อนกลับไปในสมัยของอับราฮัม ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวไว้ใน 11:13 ว่า “คนเหล่านี้ทั้งหมดตายในขณะที่ยังมีความเชื่ออยู่ และยังไม่ได้รับสิ่งต่างๆ ที่ทรงสัญญาไว้ แต่พวกเขาก็สังเกตเห็นแต่ไกลและรอรับด้วยใจยินดี และยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก” แม้ว่าบรรพบุรุษในสมัยพระคัมภีร์เดิมจะตายไปก่อนที่พระสัญญาของพระเจ้าต่อพวกเขาจะสำเร็จ แต่พวกเขาก็ดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงรักษาสัญญาของพระองค์ พวกเขามองเห็นสวรรค์ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก “ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นสถาปนิกและเป็นผู้ทรงสร้าง” (ข้อ 10)
ความเชื่อยังสร้างความแน่ใจในสิ่งที่มองไม่เห็น (ข้อ 1) ความเชื่อคือการดำเนินชีวิตบนสิ่งที่มองไม่เห็น ในการตอบสนองต่อท่าทีของโทมัสเมื่อเขาได้เห็นพระเยซูครั้งแรกหลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากตาย พระเยซูตรัสว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยอห์น 20:29) ในฐานะคริสเตียน เรานมัสการพระองค์ “ผู้ไม่ทรงปรากฏแก่ตา” (ฮีบรู 11:27)
สหายของความเชื่อ
ในฐานะผู้เชื่อ เราจะต้องฝึกฝนความเชื่อของเรา นั่นก็คือการเชื่อฟัง
โยชูวาผู้นำชนชาติอิสราเอลเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการเชื่อฟัง เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ซึ่งดูเหมือนเป็นไปไม่ได้คือ ยึดเมืองที่เข้มแข็งอย่างเยรีโค
ชาวคานาอันใช้เมืองเยรีโคเป็นเหมือนเมืองหน้าด่าน เมืองนี้มีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ ความหนาของกำแพงกว้างพอที่จะให้รถม้าสองคันวิ่งสวนกันได้ ชนชาติอิสราเอลก็มีเหตุผลที่ดีในการเกรงกลัวชาวคานาอัน ชาวคานาอันเป็นนักรบที่ดุร้ายและเป็นคนที่แข็งแรง หลายปีก่อนหน้านั้น โมเสสได้ส่งผู้สอดแนมเข้าไปในคานาอัน เมื่อพวกผู้สอดแนมกลับมา ผู้สอดแนมส่วนใหญ่แนะนำไม่ให้เข้าไปในแผ่นดินนั้น เพราะผู้ที่อาศัยอยู่ในนั้นมีร่างกายใหญ่โตมาก (กันดารวิถี 13:33)
การเข้ายึดเมืองเยรีโคเป็นการฝึกความเชื่ออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อิสราเอลไม่มีกองทหารและอาวุธตลอดสี่สิบปีพวกเขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ขณะนี้พวกเขากำลังจะเข้าไปยึดเมืองที่มีกำแพงใหญ่โตและเข้มแข็ง แต่เมืองเยรีโคคือทางเข้าแผ่นดินแห่งพระสัญญา และพวกเขาจะต้องเอาชนะมันให้ได้
พระเจ้าสั่งโยชูวาให้นำทหารเดินรอบเมืองหนึ่งรอบแล้วกลับมาที่ค่าย พวกเขาทำอยู่เช่นนี้เป็นเวลา 6 วัน ในวันที่ 7 พวกเขาจะต้องเดินรอบเมืองเจ็ดรอบและเป่าเขาสัตว์พร้อมกับตะโกนอย่างสุดเสียง
การทำตามแผนการของพระเจ้าต้องใช้ความเชื่อ ทำไม? ประการแรก มันคงจะเป็นเรื่องที่ทำให้ลำบากใจมาก เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือเดินรอบเมือง ประการที่สอง มันอันตรายมาก เพราะชาวคานาอันอาจจะเอาธนูยิงพวกเขา ทิ้งก้อนหินลงมาทับหรือเทน้ำร้อนลงมาจากกำแพง มองจากสายตาของมนุษย์แล้ว แผนการเช่นนี้เป็นแผนการบ้า ๆ บอ ๆ แต่ประชาชนเชื่อฟังพระเจ้า ในวันที่เจ็ด พวกเขาเดินรอบเมืองเจ็ดรอบ จากนั้นตะโกนด้วยเสียงดัง ฮีบรู 11:30 อธิบายถึงผลที่เกิดขึ้นดังนี้ “โดยความเชื่อ กำแพงเมืองเยรีโคพังลง หลังจากคนอิสราเอลเดินรอบกำแพงครบเจ็ดวัน” มันเป็นความเชื่อไม่ใช่ความโง่เขลา เพราะว่าพวกเขาเชื่อฟังพระเจ้า
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งได้อ้างชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้อย่างผิด ๆ เมื่อแสดงให้เห็นว่าเราจะเอาชนะวิญญาณชั่วที่ครอบครองดินแดนได้อย่างไร
การส่งผู้สอดแนมออกไปจำเป็นต่อการทำสงครามอย่าง มาก… คริสเตียนควรจะเดินหรือขับรถไปยังทุกถนน ทุกตรอกซอกซอยของเมือง อธิษฐานและต่อสู้กับเหล่า วิญญาณชั่วที่ครอบครองอยู่เหนือเพื่อนบ้านทุกๆ คน ถ้าคุณ ยังไม่เห็นผลในทันทีทันใด จงเป่าแตรต่อไป…ขอให้จำไว้ เสมอว่าพระเจ้าจะไม่ทรงเฉื่อยช้าในพระสัญญาของพระองค์ นั่นคือ กำแพงจะพังลงมา! 3
นี่เป็นความโง่เขลาไม่ใช่ความเชื่อ เพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสสั่งให้เราทำเช่นนี้ ขับรถไปทั่วทุกถนนและทุกตรอกซอกซอยคงเป็นงานที่หนักมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และการจราจรที่ติดขัดอย่างเช่นกรุงเทพฯ ถ้าขับทั้งวันก็คงจะใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจจะหลายปีกว่าจะไปได้ทั่ว วิธีการเช่นนี้ดูจะเชื่องช้า ยิ่งกว่านั้นศิษยาภิบาลอาจจะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือเป็นหลายสัปดาห์เพื่อขับผีให้คนที่มาหาเขาที่ห้องทำงานของเขา และในการขับรถออกไปขับผี จะมีใครบนท้องถนนที่จะให้ความร่วมมือเพราะเขาจะคิดว่าเราเป็นคนบ้า และยิ่งกว่านั้นทำไมพวกผีจึงจะต้องฟังคำสั่งของเรา
ชนชาติอิสราเอลมีชัยเหนือเยรีโคเพราะพระเจ้าตรัสบอกพวกเขา ไม่มีตอนไหนในพระคัมภีร์ที่ตรัสสั่งให้เราไปสอดแนมเพื่อนบ้านของเราและขับผีออกจากพวกเขา คำสั่งในพระคัมภีร์ที่มาถึงเรานั้นชัดเจน พระเยซูตรัสว่า “พวกท่านจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน” (มาระโก 16:15)
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอธิบายต่อไปว่า เราจำเป็นต้อง “ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 5:16) “ความดี” หมายถึงเสน่ห์และความสวยงามที่ปรากฏออกมา จงให้ความสว่างของคุณส่องสว่างแก่คนอื่น เพื่อเขาจะได้เห็นความงามขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่กำลังทำงานอยู่ในชีวิตของคุณ
เราควรเป่าแตรต่อไปหรือไม่? กำแพงจะพังลงมาเสมอดังที่ศิษยาภิบาลคนนั้นกล่าวอ้างหรือเปล่า? กำแพงของเมืองเยรีโคพังครืนลงมาทันที เพราะว่าพระเจ้าตรัสเช่นนั้น แต่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้กำแพงพังลงทุกครั้ง บ่อยครั้งที่พระองค์อนุญาตให้อุปสรรคปัญหาเป็นตัวทดสอบความเชื่อของเรา ขอให้สังเกตว่าชนชาติอิสราเอลไม่เคยเอาชนะเมืองใดด้วยวิธีการเดียวกันกับที่พวกเขาเอาชนะเมืองเยรีโคอีกเลย
ความเชื่อที่ทุกข์ทรมาน
เมื่อความเชื่อแสดงออกมาในรูปแบบของการทนทุกข์ นั่นแสดงว่ามันเป็นของแท้ มาร์ติน ลอยด์ โจนส์ กล่าวได้ถูกต้องว่า
ความเชื่อนั้นมีหลายด้าน ในตอนเริ่มต้นนั้นอาจจะมีหลายสิ่ง หลายอย่างเข้ามาผสมผสานความเชื่อของเรา อาจจะเป็น เนื้อหนังที่เราไม่ได้ตระหนักถึง และเมื่อเราเริ่มเรียนรู้สิ่ง เหล่านี้ และเมื่อเรากำลังเข้าสู่ขบวนการชำระให้บริสุทธิ์ พระเจ้าจะส่งเราเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการทดสอบ พระองค์ ทรงใช้ความลำบากมาทดสอบเรา เพื่อให้สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับ ความเชื่อหลุดออกไป ดังเช่นใช้ไฟหลอมทองคำเพื่อทำให้ ขี้แร่หลุดไป
เราอาจจะคิดว่าความเชื่อของเราสมบูรณ์ และเรา สามารถต่อสู้กับอะไรก็ได้ แต่ทันทีที่ความยากลำบากมาถึง เราก็พบว่าเราล้มเหลว ทำไม? นั่นเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่า องค์ประกอบของความไว้วางใจในความเชื่อของเราจะ ต้องได้รับการพัฒนาขึ้น… ยิ่งเรามีประสบการณ์กับความ ทุกข์ยากมากเท่าไร เราก็จะยิ่งเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระเจ้า มากขึ้นเท่านั้น 4
ความเชื่อที่ได้รับชัยชนะเป็นความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ แต่ความเชื่อที่ต่อเนื่องนั้นยิ่งใหญ่กว่า มันเป็นความจริงที่ว่าวีรบุรุษแห่งความเชื่อหลายคนในพันธสัญญาเดิม “ผู้ซึ่งโดยทางความเชื่อจึงพิชิตอาณาจักรต่างๆ ปกครองด้วยความเที่ยงธรรม ได้รับสิ่งต่างๆ ที่ทรงสัญญาไว้ได้ปิดปากสิงโต ได้ดับไฟที่ไหม้อย่างรุนแรง ได้พ้นจากคมดาบ ได้เปลี่ยนจากคนอ่อนแอมาเป็นคนเข้มแข็ง มีกำลังมากในการสงคราม ได้ตีกองทัพของประเทศอื่นๆ แตกพ่ายไป” (ฮีบรู 11:33-34) แต่นี่ไม่ใช่จะจริงสำหรับทุกคน เพราะพระคัมภีร์กล่าวต่อไปว่า
พวกผู้หญิงก็ได้คนของพวกนางที่เป็นขึ้นจากความตาย บางคนถูกทรมานแต่ก็ไม่ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อจะ ได้เป็นขึ้นมาสู่ชีวิตที่ดีกว่า บางคนพบกับการเยาะเย้ย และการโบยตี และยังถูกล่ามโซ่และถูกขังคุกด้วย บางคน ถูกขว้างด้วยก้อนหิน บางคนถูกเลื่อยเป็นสองท่อน บางคน ถูกฆ่าด้วยคมดาบ บางคนก็นุ่งห่มหนังแกะหนังแพะ พเนจรไป สิ้นเนื้อประดาตัว ตกระกำลำบากและถูกทำ ทารุณ แผ่นดินโลกไม่คู่ควรกับคนเช่นนั้นเลย เขาพเนจร ไปตามถิ่นทุรกันดารและตามภูเขา ในถ้ำและในโพรงใต้ดิน (ข้อ 35-38)
ถ้าพวกเขาละทิ้งความเชื่อ พวกเขาก็จะได้รับการปลดปล่อย แต่พวกเขาอดทนต่อการทนทุกข์ทรมาน เพราะว่าพวกเขามองไปยังแผ่นดินสวรรค์และการปลดปล่อยนิรันดร์ ไม่ใช่มองที่โลกนี้และการปลดปล่อยชั่วคราวเท่านั้น พวกเขาไม่กลัวความตาย เพราะพวกเขารู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะเป็นขึ้นมาจากความตายและจะไม่ตายอีก พวกเขามองความทุกข์ยากของเขาด้วยสายตาแห่งความเชื่อ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองความทุกข์ยากของเราในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
ลูกศรเพลิงของศัตรู
ในสมัยของเปาโล ทหารโรมันจะเอาผ้าสำลีมาพันที่หัวลูกธนูและชุบด้วยยางไม้ ก่อนที่เขาจะยิงธนูออกไป เขาจะจุดไฟที่หัวธนูก่อน ไฟนี้จะลุกไหม้อย่างช้า ๆ แต่มีความร้อนมาก เมื่อลูกธนูถูกเป้าหมาย ยางไม้จะกระจายออกและไฟก็จะเริ่มติดตามเสื้อผ้าของทหารหรือเป้าหมายที่เป็นไม้
ในสงครามฝ่ายวิญญาณเราจะต้องใช้โล่แห่งความเชื่อเพื่อ “ดับลูกศรเพลิงทั้งหมดของมารร้าย” (เอเฟซัส 6:16) “ลูกศรเพลิง” ที่ซาตานยิงมาคืออะไร?
การทดลองในถิ่นทุรกันดาร
ซาตานยิงลูกศรเพลิงต่อต้านพระคริสต์ขณะเมื่อพระองค์เตรียมตัวสำหรับงานพันธกิจ (มัทธิว 4:1) พระเยซูได้ทรงอดอาหารมาเป็นเวลา 40 วัน 40 คืน (ข้อ 2) ในตอนท้าย ซาตานเข้ามาทดลองพระองค์ให้ไม่เชื่อฟังพระเจ้า
ในการทดลองครั้งแรก ซาตานท้าทายพระคริสต์ให้เปลี่ยนก้อนหินไปเป็นขนมปัง (ข้อ 3) มารร้ายพูดว่า “พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะดูแลและสนับสนุนท่าน แต่ขณะนี้ท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารและไม่มีอะไรจะกินมาเป็นเวลา 40 วันแล้ว เหมือนว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งท่านแล้ว เนื่องจากท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทำไมไม่ทำอะไรเพื่อความพอใจของตนเองบ้างล่ะ? อย่ารอคอยพระเจ้าอีกเลย พระองค์ทรงลืมท่านแล้วอย่างแน่นอน” ซาตานทดลองพระเยซูไม่ให้ไว้วางใจพระเจ้าและทดลองให้พระองค์ทรงควบคุมความเป็นไปของพระองค์เอง
ในการทดลองครั้งต่อไป ซาตานนำพระเยซูไปยังยอดหลังคาพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มและพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงกระโดดลงไป” (ข้อ 6) ซาตานกำลังพูดว่า “พระเจ้าไม่ได้สัญญาหรือว่าจะทำให้ท่านเป็นพระเมสสิยาห์? พระเจ้าไม่ได้สัญญาหรือว่าทุกหัวเข่าจะก้มลงกราบท่าน? พระเจ้าไม่ได้สัญญาหรือว่าท่านจะเป็นกษัตริย์และได้รับความจงรักภักดีและการนมัสการ? มากับเราเถอะ เราจะไปยังยอดหลังคาพระวิหารและท่านสามารถกระโดดลงไปได้ ทูตสวรรค์จะประคองท่านไว้ และประชาชนจะรู้ว่าท่านคือพระเมสสิยาห์” (ข้อ 5-6)
ในการทดลองครั้งที่สาม ซาตานนำพระเยซูไปบนภูเขาสูงและสำแดงราชอาณาจักรทั้งสิ้นในแผ่นดินโลกให้พระองค์ได้เห็น แล้วซาตานก็พูดว่า “ถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน” (ข้อ 9) ซาตานกำลังพูดอะไร? “พระเจ้าไม่ได้บอกท่านหรือว่า พระองค์จะประทานราชอาณาจักรในแผ่นดินโลกนี้ให้แก่ท่าน? มากับเราเถอะ และเราจะให้สิ่งเหล่านั้นแก่ท่านเดี๋ยวนี้” (ข้อ 8) ซาตานกำลังบอกเป็นนัยว่า เราไม่อาจไว้วางใจพระเจ้าที่จะทรงรักษาพระดำรัสของพระองค์ได้อีก
การทดลองในสวนเอเดน
ซาตานจะพยายามหลอกลวงเราด้วยวิธีการเช่นเดียวกันนี้ เราได้หลักฐานในเรื่องนี้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนเอเดน พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิงให้สมบูรณ์แบบด้วย
สมบูรณ์แบบในที่นี้หมายถึงปราศจากความบาปไม่ใช่เป็นความสมบูรณ์แบบที่พิสูจน์แล้ว ภายหลังซาตานในคราบของงูได้พูดกับเอวาว่า “จริงหรือ? ที่พระเจ้าตรัสว่า…” (ปฐมกาล 3:1) ซาตานต้องการให้เธอสงสัยพระเจ้า แล้วซาตานก็โกหกเอวาว่า “พวกเจ้าจะไม่ตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่าพวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วพวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว” (ข้อ 4-5) ซาตานกำลังบอกว่า “คุณไว้วางใจพระเจ้าอีกไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ปิดบังอะไรบางอย่างไว้ พระองค์ไม่ต้องการให้มีคู่แข่ง” เกิดอะไรขึ้นต่อมา เอวาเชื่อซาตาน ตั้งแต่นั้นมาซาตานก็หลอกลวงให้คนหันไปเชื่อถือมันแทนที่จะเชื่อพระเจ้า
ซาตานจะยิงลูกศรแห่งความไม่บริสุทธิ์ ความเห็นแก่ตัว ความสงสัย ความกลัว ความผิดหวัง ราคะตัณหา ความโลภ ความหยิ่งจองหอง และความละโมบออกมา การทดลองเหล่านี้คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงของชีวิต (1 ยอห์น 2:16) ซาตานโจมตีคู่ต่อสู้ของมันด้วยลูกศรเพลิงแห่งการล่อลวงอันเย้ายวนใจเพื่อล้วงเอาการตอบสนองที่ชั่วร้ายออกมา
ซาตานจะพูดว่า “เรารู้ว่าพระคัมภีร์บอกว่าคุณไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นนอกจากคู่สมรสของคุณ แต่เชื่อเราเถอะ มันสนุกจริง ๆ” หลายคนล้มลงในการทดลองเช่นนั้น ชายคนหนึ่งที่รับเชื่อเป็นคริสเตียนแล้วบอกว่า เขาเคยมีเพศสัมพันธ์กว่า 50 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้แต่งงาน เขาพูดว่า “พระคริสต์ต้องการให้เรามีชีวิตที่บริบูรณ์ สำหรับผมความบริบูรณ์รวมถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ด้วย” คุณคิดว่าผู้ชายคนนี้กำลังเชื่อใคร? ไม่ใช่พระเจ้าแน่
หลายคนพูดกับผมว่า “ผมรู้ว่าพระคัมภีร์สอนว่าผมควรจะแต่งงานกับคริสเตียนเท่านั้น แต่คนที่ผมชอบนั้นยังไม่เป็นคริสเตียนและเธอก็ยอดมาก เราจะแต่งงานกัน และผมเชื่อว่าพระเจ้าจะนำเธอมาถึงความรอน เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระคุณ” นั่นไม่ใช่ความเชื่อ มันคือการไม่เชื่อฟัง พระเจ้าตรัสว่าอย่าทำ ซาตานบอกว่าทำเลย พระเจ้าตรัสว่าอย่าอ่านนิตยสารลามก อย่าดูหนังโป๊ อย่าโกงภาษี อย่าโกงบัญชี ซาตานพูดว่า “ทำเลย คุณจะมีเงินมากขึ้น คุณจะตื่นเต้นมากขึ้น” ซาตานต้องการให้เราเชื่อว่าวิธีการของมันจะนำความสำเร็จและความพึงพอใจมาให้ แต่มันเป็นผู้โกหก (ยอห์น 8:44)
ในความร้อนระอุของสงคราม เราจะปกป้องตัวเองจากซาตานอย่างไร? ก็โดยการใช้โล่แห่งความเชื่อ
ถือโล่แห่งความเชื่อของเรา
ทางเดียวที่เราจะดับลูกศรเพลิงของซาตานได้ก็คือ การเชื่อพระเจ้า ในสุภาษิต 30:5-6 กล่าวว่า “พระดำรัสทุกคำของพระเจ้าพิสูจน์แล้วว่าจริงพระองค์ทรงเป็นโล่แก่ผู้ลี้ภัยในพระองค์ อย่าเพิ่มอะไรเข้ากับพระวจนะของพระองค์ เกรงว่าจะทรงตำหนิเจ้าและทรงตัดสินว่าเจ้าพูดมุสา” สิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นความจริง ซาตานบอกว่า “เรารู้ว่าพระเจ้าตรัสเช่นนั้น แต่เราอยากจะเพิ่มเติมในเรื่องนี้” ไม่ใช่เลย พระเจ้าทรงเป็นโล่ของบรรดาผู้ที่วางใจของเขาในพระองค์
ตราบใดที่เราเชื่อพระเจ้า โล่ของเราจะถูกยกขึ้น เมื่อซาตานโกหกและเราเชื่อมัน เมื่อนั้นโล่แห่งความเชื่อของเราจะลดลง จงไว้วางใจพระเจ้าในทุกสิ่ง อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “ทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยเหนือโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่มีชัยเหนือโลก” (1 ยอห์น 5:4) เรามีชัยชนะโดยการวางใจในพระเจ้า แม้ว่าซาตานจะยิงลูกศรเพลิงหรืออาจจะเป็นขีปนาวุธมาที่เรา เราก็จะมั่นคงได้โดยการเชื่อในพระวจนะของพระองค์
ใน 1 โครินธ์ 10:13 เปาโลกล่าวว่า “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย นอกเหนือการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อถูกทดลอง พระองค์จะทรงให้มีทางออกด้วย เพื่อพวกท่านจะมีกำลังทนได้”
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณใช้โล่แห่งความเชื่อของคุณ? การเชื่อฟังและพระพร ดังตัวอย่างที่ผู้เขียนสดุดีเขียนไว้ ดังนี้
“บรรดาผู้ที่ดีพร้อมในทางของตนก็เป็นสุข คือผู้ที่ดำเนิน ตามธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ บรรดาผู้ที่รักษา พระโอวาทของพระองค์ก็เป็นสุข พวกเขาแสวงหาพระองค์ ด้วยสุดใจ พระองค์เองทรงออกข้อบังคับ เพื่อให้พวก ข้าพระองค์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พวกเขาไม่ทำผิด แต่ เดินตามพระมรรคา ของพระองค์” (สดุดี 119:1-4)
พระเจ้าต้องการเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์และเทพระพรฝ่ายวิญญาณบนตัวคุณ พระองค์ต้องการอวยพรคุณอย่างเหลือล้น แต่คุณต้องเชื่อและเชื่อฟังพระองค์ เพื่อพระองค์จะอวยพรเราได้
แผนการต่อสู้ของพระเจ้าคืออะไร? ไม่ใช่ที่เรียกว่าอำนาจในการเผชิญหน้า ไม่ใช่การขับผีตามถนน แผนการของพระเจ้าคือ วางใจพระเจ้าอยู่เสมอ และประยุกต์สิ่งที่เรารู้ว่าเป็นความจริงเกี่ยวกับพระเจ้ามาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ของชีวิต
ถ้าคุณไม่วางใจพระเจ้า คุณยังรู้จักพระองค์ดีไม่พอ ยิ่งคุณรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร (ผ่านการศึกษาพระวจนะของพระองค์ การใคร่ครวญกับพระองค์ และการอธิษฐานกับพระองค์) คุณก็จะยิ่งวางใจพระองค์มากเท่านั้น ถ้าคุณรักพระองค์ด้วยสุดใจ สุดจิต สุดความคิด และสุดกำลังของคุณ และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างที่พระองค์ตรัส และเชื่อว่าพระสัญญาทั้งสิ้นของพระองค์เป็นจริง คุณจะยืนอยู่ในจุดที่ได้รับพระพรอย่างเต็มล้น
เมื่อลูกศรเพลิงยิงเข้ามา จงยกโล่ของคุณขึ้นโดยการวางใจพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเหตุผลที่เราจะแพ้สงครามได้เลย เพราะ “เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย” (โรม 8:37)