บทที่ 1: เข้าสู่สนามรบ
Standing Strong (Thai edition) · John MacArthur
สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งได้กล่าวยอมรับไว้อย่างไม่อายในจดหมายลาออกของเขาว่า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะผมตกเป็นทาสของสุรา สิ่งที่สำคัญในห้องทำงานของผมก็ผิดเพี้ยนไป ความสำเร็จและการเป็นที่รู้จักกลายเป็นอดีตไปแล้ว ความซื่อสัตย์และการปฏิบัติดามกฎหมายไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมยึดถืออีกต่อไป ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ คนก่อนหน้าผม ผมเน้นการหาเงินอย่างมาก ความสำเร็จของผมคือฐานะทางการเมืองและการทำให้เพื่อน ๆ ของผมประทับใจในตัวผม การอ่อนข้อต่อกฎหมายของผมทำให้ผมปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ขัดแย้งกับใครในหลายปีที่ผ่านมา
ผมปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงานของผม และผมจะพอใจมากถ้ามีใครบางคนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ผมพูด และอุทิศตัวที่จะดำเนินชีวิตให้ห่างจากเส้นขอบเขต เมื่อคุณจงใจที่จะเดินไปริม ๆ เส้นขอบเขตไม่ว่าเพื่อความสำเร็จทางด้านการเมือง ประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อช่วยเพื่อน ๆ ของคุณ คุณก็กำลังเสี่ยงที่จะตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งและพบว่าตัวคุณเองได้ล้ำเส้นขอบเขตมาไกลแล้วทั้ง ๆ ที่คุณเองเคยปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ยอมล้ำเส้นนี้ นี่คือสิ่งที่ผมเป็นอยู่ในขณะนี้ ลาก่อน ขอให้โชคดี ขอบคุณ ขอโทษ และโปรดอย่าลืมระลึกถึงผมในคำอธิษฐานของคุณ 1
ท่านวุฒิสมาชิกที่กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของสุราจนได้ก้าวล้ำเส้นขอบเขตที่แบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่ว ทุกวันนี้ คนเป็นจำนวนมากอุทิศตนเพื่อชื่อเสียง อำนาจ และอิทธิพล ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่การก้าวล้ำเส้นขอบเขตครั้งแรกเกิดขึ้นในสวรรค์
ในยุคแรกเริ่มนั้น ไม่มีสงครามและการกบฏ ไม่มีใครต่อต้านสิทธิอำนาจ รวมทั้งขัดขืนพระประสงค์และน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า แต่แล้วเหตุการณ์เลวร้ายก็ได้เกิดขึ้น และนั่นคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสงครามฝ่ายวิญญาณ
พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “เราแต่งตั้งเจ้าไว้โดยมีเครูบเป็นผู้พิทักษ์ เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง “บุตรมนุษย์เอ๋ย จงกล่าวบทคร่ำครวญเพื่อกษัตริย์ไทระ และจงกล่าวกับเขาว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า เจ้าเป็นแบบอย่างของความสมบูรณ์ เต็มด้วยสติปัญญาและมีความงามพร้อม เจ้าอยู่ในสวนเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า อัญมณีทุกอย่างเป็นเครื่องแต่งกายของเจ้า คือ คาร์เนเลียน เพอริโด เพชร เบริล โอนิกซ์ และแจสเพอร์ ไพลิน เทอร์คอยซ์ และมรกต อัญมณีเหล่านี้ฝังในทองคำที่แกะสลักเป็นลวดลาย สิ่งเหล่านั้นจัดเตรียมไว้แล้ว ในวันที่เจ้าถูกสร้างขึ้นมา เจ้าปราศจากตำหนิในวิถีทางของเจ้า ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกสร้างขึ้น จนเมื่อพบบาปชั่วในตัวเจ้า ในการค้ามากมายของเจ้านั้น เจ้าเต็มไปด้วยการทารุณ และเจ้าทำบาป เราขับเจ้าไปจากภูเขาของพระเจ้าอย่างไร้เกียรติ และเครูบผู้พิทักษ์นั้นก็ขับเจ้าออกไป จากท่ามกลางศิลาเพลิง ใจเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า เจ้าทำให้ปัญญาของเจ้าวิปริตไป เนื่องด้วยความสง่างามของเจ้า เราเหวี่ยงเจ้าลงบนดินแล้ว เราให้เจ้าถูกกษัตริย์ทั้งหลายมองอย่างดูแคลน เจ้าทำให้สถานนมัสการของเจ้าเสื่อมเกียรติด้วยความผิดบาปมากมายในการค้าอธรรมของเจ้า เราจึงนำไฟมาจากท่ามกลางเจ้า ไฟก็เผาผลาญเจ้า เราทำให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านบนพื้นโลก ในสายตาของทุกคนที่เห็นเจ้า” (เอเสเคียล 28:12-18)
พระคัมภีร์ตอนนี้พูดถึงผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งความสมบูรณ์ แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงมนุษย์ ในข้อ 13 ผู้เขียนได้กล่าวสิ่งทรงสร้างที่บริสุทธิ์นี้อยู่ใน “สวนเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า” ชัดเจนว่าคำพยากรณ์นี้หมายถึง ซาตาน เจ้างูร้ายซึ่งเป็นศัตรูในสวนเอเดน
ในข้อ 14 ผู้เขียนพระคัมภีร์กล่าวถึงซาตานว่า “เราแต่งตั้งเจ้าไว้โดยมีเครูบเป็นผู้พิทักษ์ เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง” พระเจ้าได้ทรงออกแบบหีบพันธสัญญาโดยให้มีทูตสวรรค์สององค์ซึ่งอยู่คนละด้านของหีบ ทูตสวรรค์จะกางปีกออกคลุมพระที่นั่งกรุณา ทูตสวรรค์เหล่านี้คือเครูบผู้พิทักษ์ สัญลักษณ์นี้เป็นตัวแทนของทูตสวรรค์ที่เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้อยู่เหนือสถานที่ซึ่งมนุษย์จะได้รับการลบล้างความบาปจากพระเจ้าโดยการประพรมโลหิต เครูบผู้พิทักษ์จะคอยรับใช้เหล่าทูตสวรรค์ชั้นสูง ซึ่งก็คือ “เครูบที่ได้รับการเจิมตั้งไว้” ทูตสวรรค์เหล่านี้เป็นทูตสวรรค์ชั้นสูงที่เต็มด้วยสง่าราศี และความบริสุทธิ์และอยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า
พระคัมภีร์กล่าวถึงทูตสวรรค์และหัวหน้าทูตสวรรค์ เครูบ และเสราฟิมเทพผู้ครองและศักดิเทพ ชื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าได้ทรงวางเครือข่ายของทูตสวรรค์ที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งซึ่งเป็นทูตสวรรค์ชั้นสูงที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น เพื่อให้เป็นเครูบที่ได้รับการเจิมตั้งไว้
การล้มลงของซาตาน
ทูตสวรรค์ชั้นสูงสุดนี้บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิตั้งแต่วันที่ถูกสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พบบาปชั่วในตัวเขา (ข้อ 15) บาปชั่วที่พบในตัวเขานั้นคืออะไร? นั่นก็คือการที่จิตของเขากบฏต่อพระเจ้า ข้อความที่ว่า “จิตใจของเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า (ข้อ 17) แสดงให้เห็นว่าหัวหน้าทูตสวรรค์องค์นี้ยอมให้ความสมบูรณ์แบบของตนเองมาเป็นเหตุให้ตนมีจิตใจที่กบฏ ความบาปชั่วนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทรงสร้างของพระเจ้า แต่มันเกิดขึ้นภายหลังเพราะความหยิ่งผยอง
ข้อ 18 กล่าวถึงการตอบสนองของพระเจ้าต่อความบาปชั่วของเขา: “เจ้าทำให้สถานนมัสการของเจ้าเสื่อมเกียรติ ด้วยความผิดบาปมากมายในการค้าอธรรมของเจ้า เราจึงนำไฟมาจากท่ามกลางเจ้า ไฟก็เผาผลาญเจ้า เราทำให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านบนพื้นโลก ในสายตาของทุกคนที่เห็นเจ้า” พระเจ้าได้ทรงไล่ทูตสวรรค์องค์นี้ออกจากสวรรค์เพื่อจะทำลายเสีย
อิสยาห์บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ว่า
“โอ เจ้าร่วงลงจากฟ้าสวรรค์อย่างไรหนอ เจ้าผู้ส่องแสง คือโอรสแห่งรุ่งอรุณ เจ้าถูกเหวี่ยงลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้ทำให้ประชาชาติทั้งหลายตกต่ำ เจ้าเองรำพึงในใจของเจ้าว่า “ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้าเหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะนั่งบนขุนเขาแห่งการชุมนุม ณ สุดปลายอุดรอันไกลโพ้น ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะทำให้ตัวของข้าเองเหมือนองค์ผู้สูงสุด แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย ยังกันบาดาล” (อิสยาห์ 14:12-15)
ชื่อ ลูซิเฟอร์ หมายถึง “ดาวประจำรุ่ง” และ “โอรสแห่งรุ่งอรุณ” ซาตานหมายถึง “ผู้กล่าวโทษ” ลูซิเฟอร์กลายมาเป็นซาตานเมื่อพระเจ้าทรงขับไล่มันออกจากสวรรค์ ข้อพระคัมภีร์ที่ว่า “เจ้าถูกเหวี่ยงลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ” (ข้อ 12) กล่าวถึงการล้มลงของซาตาน พระเยซูตรัสว่า “เราเห็นซาตาน ตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ” (ลูกา 10:18) พระคริสต์เป็นพยานถึงการล้มลงของลูซิเฟอร์ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาบังเกิดในโลก ขอให้สังเกตคำพูดของลูซิเฟอร์ที่พูดซ้ำ ๆ ว่า “เราจะ” ในอิสยาห์บทที่ 14 แสดงให้เห็นถึงความหยิ่งผยองของลูซิเฟอร์ และความหยิ่งผยองนี้เองที่ทำให้มันไม่พึงพอใจฐานะอันสูงส่งเหนือหมู่ทูตสวรรค์อีกต่อไป มันต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า
ในข้อ 15 พระเจ้าได้ตอบสนองต่อความบาปชั่วของซาตาน พระคัมภีร์กล่าวว่า “แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย ยังกันบาดาล” การกบฏของซาตานจะจบลงด้วยการถูกทำลาย วิวรณ์ 20:10 ได้พยากรณ์ถึงจุดจบของซาตานว่า “ส่วนมารที่ล่อลวงเขาทั้งหลายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่ซึ่งสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จอยู่นั้น และพวกมันจะถูกทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์”
กองทัพของซาตาน
เมื่อซาตานล้มลง มันไม่ได้ล้มลงแต่เพียงลำพัง ยอห์นได้กล่าวในวิวรณ์ 12:4 ว่า “และหางของพญานาคตตวัดดวงดาวหนึ่งส่วนสามในท้องฟ้า” ในข้อ 9 กล่าวถึงดวงดาวเหล่านั้นว่าหมายถึงทูตสวรรค์ที่ทำบาปหรือวิญญาณที่เป็นบริวารของซาตาน แม้ว่าซาตานจะมีฤทธิ์อำนาจและมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลหลายรัฐบาลและหลายประเทศ แต่มันก็ไม่ได้สถิตทั่วทุกหนแห่งเหมือนพระเจ้า มันทำงานโดยอาศัยกองทัพของบริวารทูตสวรรค์หนึ่งในสามนั้น
หนึ่งในสามนั้นมีจำนวนเท่าไร เราไม่รู้ เรารู้แต่เพียงว่าทูตสวรรค์นั้นไม่สืบพันธุ์และไม่ตาย (มัทธิว 22:30) ทุกวันนี้มีทูตสวรรค์อยู่เป็นจำนวนมากเหมือนเมื่อครั้งที่ทูตสวรรค์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้น จำนวนของทูตสวรรค์ไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเลย พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงจำนวนของทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ว่า “มีจำนวนนับเป็นแสนๆ เป็นล้านๆ” (วิวรณ์ 5:11) คำว่า “ล้าน” เป็นจำนวนที่มากที่สุดในการนับ บางทีอาจจะหมายความว่ามีจำนวนมากจนนับไม่ได้
ทูตสวรรค์ที่ล้มลงบางตนถูกจองจำไว้ด้วยโซ่อันไม่รู้จักสลาย (ยูดา 6) ผมเชื่อว่าทูตสวรรค์เหล่านี้เป็นทูตสวรรค์ที่ทำบาปเมื่อครั้งน้ำท่วมโลก ดังที่อธิบายไว้ในปฐมกาล 6:1-7 เพราะว่า “บุตรของพระเจ้า” เหล่านี้ได้อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยากับมนุษย์ทำให้เกิดลูกผสม พระเจ้าได้กำจัดลูกหลานมนุษย์เหล่านี้ด้วยการให้น้ำท่วม และพระองค์ทรงล่ามพวกทูตสวรรค์ไว้ด้วยโซ่ บางทีตลอดประวัติศาสตร์แห่งการทรงไถ่ที่ผ่านมา พระเจ้าได้จับผีร้ายวิญญาณชั่วใส่ไว้ในที่คุมขังเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้น ในลูกา 8:31 บรรดาผีที่เมืองเก-ราซา “อ้อนวอนขอพระองค์ (พระเยซู) อย่าสั่งให้มันกลับไปที่นรกขุมลึก” วิญญาณชั่วบางตนถูกจำจองไว้ชั่วคราว ตามที่บันทึกไว้ในวิวรณ์ 9:2 ผีบางตนจะถูกปล่อยออกมาในช่วงแห่งการทนทุกข์ครั้งใหญ่
วิญญาณชั่วซึ่งเป็นกองทัพของซาตานนั้นมีระบบการจัดการที่ดีมาก ผู้เชื่อกำลังต่อสู้กับ “ภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพ ในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณที่ชั่วในสวรรคสถาน” (เอเฟซัส 6:12) “ภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ” คือ วิญญาณชั่วที่มีตำแหน่งสูงในอาณาจักรของซาตาน บางทีคำว่า “ภูตผีที่ครองพิภพ” อาจหมายถึง วิญญาณชั่วที่แทรกซึมอยู่ในโครงสร้างทางการเมืองของโลกนี้และมันมีอิทธิพลในการตัดสินใจ “ยุคมืด” หมายถึง นรก ในมัทธิว 8:12 พระเยซูทรงเรียกนรกว่า “ที่มืดที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
ผู้คนมักจะถามผมว่า ผมเชื่อว่ามีการวางแผนการลับของวิญญาณชั่วเพื่อพยายามควบคุมโลกหรือไม่? ผมไม่เชื่อว่าจะมีแผนการเช่นนี้ในหมู่มนุษย์ แต่ผมรู้ตามที่พระคัมภีร์สอนว่า มีโลกฝ่ายวิญญาณที่มองไม่เห็นซึ่งมีซาตานเป็นหัวหน้า และมีมนุษย์รวมทั้งองค์การหลายแห่งในโลกที่เข้าไปมีส่วนโดยไม่รู้ตัว พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมกล่าวว่า บรรดาพระของโลกนี้คือวิญญาณชั่ว (อ้างอิง สดุดี 96:5; 1 โครินธ์ 10:19-20) ใน 1 ยอห์น 5:19 ยอห์นกล่าวว่า “เรารู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย” ซาตานคือพระของโลกนี้ (2 โครินธ์ 4:4) ดังนั้น มันจึงเป็นผู้ควบคุมหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลก
เป้าหมายของซาตาน
พระคริสต์
เป้าหมายหลักของซาตานก็คือพระคริสต์ ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่าแผนการของพระเจ้าคือ “เพื่อโดยทางความตายนั้น พระองค์ [พระคริสต์] จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจ แห่งความตาย และจะทรงปลดปล่อยบรรดาคนเหล่านั้นที่ตกเป็นทาสมาตลอดชีวิตเนื่องจากความกลัวตาย” (ฮีบรู 2:14-15) แผนการของซาตานที่จะทำลายล้างเชื้อสายของพระเมสสิยาห์เพื่อไม่ให้พระคริสต์ทรงบังเกิดนั้นล้มเหลว เมื่อพระองค์ทรงบังเกิดกษัตริย์เฮโรดได้ออกคำสั่งให้ค้นหาพระองค์และจัดการทำลายเสีย (มัทธิว 2:16-18) นี่เป็นแผนการของซาตาน เมื่อมันไม่ได้ผล ซาตานจึงพยายามเล่นงานพระคริสต์ขณะที่พระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร (มัทธิว 4:1-11) บางทีบนไม้กางเขนนั้นซาตานอาจจะคิดว่ามันมีชัยชนะเหนือพระคริสต์แล้ว แต่พระคริสต์ได้ทรงประกาศชัยชนะของพระองค์เหนืออำนาจของความตาย (1 เปโตร 3:18-20) ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอย่างมีสง่าราศี และเสด็จกลับสู่สวรรค์
ซาตานต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำ พระคริสต์ทรงสำแดงความจริง (ยอห์น 1:17) แต่ซาตานปิดบังความจริง ในยอห์น 8:44 พระเยซูตรัสว่า ซาตาน “ไม่ได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา”
พระคริสต์ทรงประทานชีวิต แต่ซาตานทำลายชีวิต คนที่ไว้วางใจพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ “ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (ยอห์น 5:24) อย่างไรก็ตาม ซาตานก็ยัง “เป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล” (ยอห์น 8:44) และมันมี “อำนาจแห่งความตาย” (ฮีบรู 2:14)
พระคริสต์กระทำให้เกิดผลฝ่ายวิญญาณในชีวิตของผู้เชื่อคือ ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปราณี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน (กาลาเทีย 5:22-23) แต่ซาตานต้องการเห็นผลของเนื้อหนังคือ “การงานของเนื้อหนัง นั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การเสเพล การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การฉุนเฉียวกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้ซึ่งข้าพเจ้าเคยเตือนพวกท่านมาก่อนว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” (ข้อ 19-21)
พระคริสต์ทรงอนุญาตให้มีการทดสอบและการทดลองในชีวิตของผู้เชื่อ เพื่อทำให้เราเติบโตในฝ่ายวิญญาณ (ยากอบ 1:3) แต่ซาตานล่อลวงเราด้วยการทดลองเพื่อทำลายเรา (1 เปโตร 5:8) พระคริสต์ทำให้ผู้เชื่อมีเสรีภาพ (ยอห์น 8:31-32) แต่ซาตานทำให้ผู้หลงหายกลายเป็นทาสของมัน (2 ทิโมธี 2:26) พระคริสต์ปกป้องผู้เชื่อ (1 ยอห์น 2:1) แต่ซาตานกล่าวโทษผู้เชื่อ (วิวรณ์ 12:10)
ทุกวันนี้ซาตานยังคงต่อต้านพระราชกิจของพระคริสต์อยู่ มันจะต่อต้านพระคริสต์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้งและในที่สุดมันจะถูกจัดการ พระคริสต์จะทิ้งมันลงไปในบึงไฟนรก
ทูตสวรรค์บริสุทธิ์
อีกหนึ่งเป้าหมายของซาตานและลูกสมุนของมันก็คือ ทูตสวรรค์บริสุทธิ์ ทูตสวรรค์บริสุทธิ์ปรากฏตัวกับดาเนียลและพูดกับท่านว่า
“ดาเนียลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านตั้งใจจะเข้าใจและถ่อมตัวลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของท่านนั้น พระเจ้าทรงฟังถ้อยคำของท่าน และเรามาด้วยเรื่องถ้อยคำนั้น แต่เจ้าผู้ครอบครองราชอาณาจักรเปอร์เซียได้ขัดขวางเราไว้ถึง 21 วัน แต่มีคาเอล เจ้าผู้ครอบครองชั้นหัวหน้าผู้หนึ่งมาช่วยเรา เพราะเราถูกละไว้ที่นั่นให้อยู่กับบรรดากษัตริย์เปอร์เซีย เรามาเพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นกับชนชาติของท่านในอนาคต เพราะนิมิตนั้นเกี่ยวกับเวลาภายหน้า” (ดาเนียล 10:12-14)
ดาเนียลได้ใส่ใจในการทำความเข้าใจว่าทำไมประชากรของท่านไม่ได้กลับอิสราเอล ท่านจึงได้อดอาหาร และอธิษฐานเป็นระยะเวลานาน (ข้อ 2-3) ทูตสวรรค์บริสุทธิ์ได้มาปรากฏแก่ท่านเพื่อยืนยันกับท่านว่า พระเจ้าไม่ได้เพิกเฉยต่อคำอธิษฐานของท่าน พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่านตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่การนำคำตอบของพระองค์มาล่าช้า ถึง 21 วัน
ทูตสวรรค์ได้อธิบายว่า “แต่เจ้าผู้ครอบครองราชอาณาจักรเปอร์เซียได้ขัดขวางเราไว้” (ข้อ 13) เจ้าผู้ครอบครองที่กล่าวถึงในตอนนี้ไม่ได้หมายถึงมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถสกัดกั้นทูตสวรรค์ได้ บางทีอาจหมายถึง วิญญาณชั่วที่สิงอยู่ในกษัตริย์เปอร์เซีย ด้วยฐานะของมัน มันจึงมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในอาณาจักรเปอร์เซียและเป็นอุปสรรคต่อแผนการของพระเจ้าเกี่ยวกับอนาคตของอิสราเอล ความสัมพันธ์ของมันกับอาณาจักรเปอร์เซียยังคงดำเนินต่อไป ในภายหลังมันจะสู้กับทูตของพระเจ้าอีก (10:20)
พระเจ้าได้ส่งหัวหน้าทูตสวรรค์ที่มีชื่อว่ามีคาเอลมาช่วย (ข้อ 10:13) ชื่อมีคาเอลถูกกล่าวถึงอีกสองครั้งในพันธสัญญาเดิม (10:21, 12:1) และอีกสองครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ (ยูดา 9; วิวรณ์ 12:7) ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่พิเศษให้มีคาเอลคือปกป้องดูแลชนชาติอิสราเอล ความจริงแล้วพระเจ้าทรงมอบหมายให้ทูตสวรรค์บริสุทธิ์มีหน้าที่ดูแลแต่ละประเทศชาติ เพื่อทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ เป็นไปได้ว่ามีคาเอลคือทูตสวรรค์ชั้นสูงสุด มีคาเอลและทูตสวรรค์บริสุทธิ์องค์อื่นๆ ได้ต่อสู้กับวิญญาณชั่วซึ่งเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย เมื่อทูตสวรรค์เหล่านี้ร่วมกันต่อสู้ พวกเขาก็ได้รับชัยชนะ
เมื่อการต่อสู้กับเปอร์เซียสิ้นสุดลง ทูตสวรรค์บริสุทธิ์จะเริ่มต่อสู้กับเจ้าแห่งกรีกซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกยุคต่อไป (ดาเนียล 10:20) ซาตานทำงานในระดับสูงเพื่อขัดขวางแผนการของพระเจ้า เมื่อเปอร์เซียเรืองอำนาจ ซาตานได้มอบหมายให้วิญญาณชั่วเข้าไปควบคุมอาณาจักรนี้เพื่อเล่นงานพระเจ้า ประมาณ 2 ศตวรรษต่อมาเมื่อกรีกเรืองอำนาจ มันก็มอบหมายให้วิญญาณชั่วอีกตนหนึ่งมาควบคุมอาณาจักรนี้ ทูตสวรรค์บริสุทธิ์คงจะอยู่ที่นั่นเพื่อต่อต้านมัน และมีคาเอลก็คงจะพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา (ข้อ 21)
พระธรรมยูดาได้ให้ภาพจำลองการต่อสู้นี้ ในข้อ 9 ยูดากล่าวว่า “แม้แต่มีคาเอลหัวหน้าทูตสวรรค์ เมื่อโต้เถียงกับมารเรื่องศพของโมเสส ท่านเองก็ยังไม่บังอาจพูดลบหลู่มารเลย แต่พูดเพียงว่า “ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดุว่าเจ้าเถิด” ทำไมมารต้องการศพของโมเสส เราไม่รู้จริงๆ บางทีมันอาจจะต้องการแสดงศพของโมเสสต่อประชาชนเพื่อให้ประชาชนนมัสการศพนั้น และถือเป็นรูปเคารพ ตลอดหลายทศวรรษประชาชนได้นมัสการสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มีคาเอลก็ได้ทูลวิงวอนต่อพระเจ้า ซึ่งไม่เหมือนกับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวันนี้ มีคาเอลไม่ได้ก้าวร้าวหรือติเตียนมารเลย มีคาเอลได้อุทธรณ์เรื่องนี้โดยอ้างถึงพระนามของพระเจ้า เป็นที่แน่ชัดว่ามีคาเอลมีชัยชนะในการต่อสู้นี้ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 34:5 ผู้เขียนได้กล่าวว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฝังศพของโมเสส “ไว้ในหุบเขาในแผ่นดินโมอับตรงข้ามเบธเปโอร์ จนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จักที่ฝังศพของท่าน”
อิสราเอล
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซาตานได้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำลายล้างชนชาติอิสราเอล เพราะมันรู้ว่าชนชาตินี้มีความสำคัญต่อแผนการของพระเจ้า เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม ประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลเป็นเรื่องราวของการถูกข่มเหงและหายนะ การทำลายล้างชาวยิวครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ เป็นเพียงการข่มเหงครั้งหลังที่ซาตานนำมาเท่านั้น ในช่วงแห่งการทนทุกข์ครั้งใหญ่ หายนะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลกเมื่อซาตานโจมตีชนชาติอิสราเอล แต่พระเจ้าจะทรงปกป้องชนชาติของพระองค์ไว้อย่างน่าอัศจรรย์ (วิวรณ์ 12:4-6)
ผู้เชื่อ
เป้าหมายอีกสิ่งหนึ่งของซาตานคือ ผู้เชื่อ ในวิวรณ์ 12:10 กล่าวถึงเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นในสวรรค์ว่า “เพราะว่าผู้กล่าวหาพี่น้องของเรา ถูกโยนลงไปแล้ว คือผู้ที่กล่าวหาพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของเราทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น” ซาตานไม่เพียงแต่กล่าวโทษผู้เชื่ออย่างรุนแรงเท่านั้น แต่มันยังเป็นปฏิปักษ์กับทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์ ในบทต่อๆ ไปของหนังสือเล่มนี้ เราจะกล่าวถึงการต่อต้านนี้อย่างละเอียด
สงครามฝ่ายวิญญาณคืออะไร? ก็คือสงครามสากลระหว่างพระเจ้าและความจริงของพระองค์กับซาตานและคำมุสาของมัน เป็นสงครามระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้าและจุดมุ่งหมายของซาตาน มันเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างพระเจ้ากับสิ่งทรงสร้างสูงสุดที่พระองค์ได้สร้างมาและมีผลกระทบต่อมนุษย์ทุกคน ซาตานและกองทัพวิญญาณชั่วของมันกำลังต่อสู้กับพระคริสต์ ทูตสวรรค์บริสุทธิ์ ชนชาติอิสราเอล และบรรดาผู้เชื่อ สนามรบได้ปรากฏให้เห็นแล้วอย่างชัดเจน