Skip to content
Grace Bannasan

Chapter 2 · Free

บทที่ 1: ผู้คนจะเห็นฉัน

When People are Big and God is Small · Edward Welch

หากความรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีใครสักคนในชีวิตหรือรู้สึกกลัวมนุษย์ เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ เราก็คาดหวังว่าพระคัมภีร์จะเต็มไปด้วยคำอธิบายที่ชัดเจน อัดแน่นด้วยเนื้อหา และมีคำสอนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “การกลัวคนได้วางบ่วงไว้ แต่คนที่วางใจในพระยาเวห์ก็ปลอดภัย” (สภษ. 29:25) คำถามหลักประการหนึ่งที่ปรากฏซ้ำในพระคัมภีร์คือ “คุณจะกลัวใคร [หรือใครที่คุณรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีในชีวิตหรือใครที่กำลังควบคุมชีวิตของคุณ]” คุณจะยำเกรงพระเจ้าหรือกลัวมนุษย์

พระคัมภีร์ให้เหตุผลพื้นฐานสามประการว่าทำไมเราจึงกลัวมนุษย์ และเราจะพิจารณาแต่ละเหตุผลตามลำดับ เหตุผลที่เรากลัวมนุษย์เพราะ พวกเขาสามารถ

เปิดโปงและทำให้เราอับอาย

ล้อเลียนและปฏิเสธเรา และ

โจมตี คุกคาม หรือกดขี่เรา

เหตุผลทั้ง ทั้ง 3 ประการนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การมองว่าผู้คน “ยิ่งใหญ่กว่า” (กล่าวคือ มีอำนาจและมีความสำคัญมากกว่า) พระเจ้า และด้วยความกลัวนี่เองที่เกิดขึ้นในตัวเรา เราจึงมอบอำนาจให้ผู้อื่นที่จะบอกว่าเราควรรู้สึกอย่างไร รวมไปถึงว่าเราควรจะคิดและควรจะทำอะไรด้วย

ความกลัวที่เกิดจากความละอายใจ

เหตุผลแรกที่เรากลัวมนุษย์ก็คือ คนอื่นอาจจะเปิดโปงหรือทำให้เราอับอาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความละอายใจทำให้เราตกอยู่ในสภาพอ่อนแอต่อความกลัวมนุษย์ไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ในปฐมกาล ทันทีที่อาดัมและเอวาทำบาป “ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงรู้ว่าพวกเขาเปลือยกายอยู่” (ปฐก. 3:7) ฉากดังกล่าวก็กลายเป็นการชี้นิ้วและกล่าวโทษกันและกันในทันควัน ซึ่งหมายความว่า “คนนั้นเลวร้ายกว่าฉัน”

นี่คือจุดเริ่มต้นของความกลัวมนุษย์ สำนึกแห่งความละอายใจ การถูกเปิดโปงความอ่อนแอ และความต้องการปกปิดหรือหาที่พึ่งอย่างสิ้นหวัง ภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์และจากสายตาของคนอื่น

ความละอายใจที่มีต้นตอมาจากความบาป

สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือ สายตาของอีกฝ่ายปรากฏขึ้นราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ชายและหญิงจ้องมองกันด้วยสายตาแห่งการตัดสิน ตามมาด้วยสายพระเนตรของพระเจ้าที่จ้องมองพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งมากกว่าสายตาของมนุษย์ด้วยกัน ทั้งสองสิ่งนี้รบกวนจิตใจอย่างยิ่ง จนอาดัมและเอวาต้องหลบซ่อนตัว และเราก็ยังคงซ่อนตัวอยู่จนถึงทุกวันนี้

อาดัมและเอวารู้ว่าตนเองเปลือยกายอยู่ก่อนที่จะทำบาป แต่ด้วยสภาพแห่งความบริสุทธิ์ของพวกเขา สิ่งนี้ไม่เคยนำไปสู่การตัดสินซึ่งกันและกันเลย แต่สายตาครั้งนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขามองเห็นความเปลือยเปล่าที่ลึกซึ้งกว่าเดิม อย่างน้อยผู้ที่ถูกมองก็รู้สึกว่าตนถูกเปิดโปงมากขึ้นกว่าเดิม

ชายและหญิงพยายามปกปิดร่างกาย แต่ใบมะเดื่อก็ไม่สามารถบรรเทาความละอายใจนี้ได้ สิ่งที่เคยเป็นพระพร ได้แก่ การได้รู้จักและการเป็นที่รู้จักจากพระเจ้าตอนนี้ได้กลายเป็นคำแช่งสาปไปเสียแล้ว สิ่งที่เคยเป็นการสบตากันด้วยความรักกลายเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพและเป็นการก้าวร้าว

เมื่ออาดัมทำบาป ความละอายใจกลายเป็นเสาหลักในชีวิตของมนุษย์ “พวกเขาคิดอย่างไรกับฉัน? พระเจ้าทรงคิดอย่างไรกับฉัน?”

ชั่วพริบตาเดียว มนุษยชาติรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป สิ่งหักมุมที่น่าสนใจคือ สายตาของอีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์ต่างหากที่ทำให้ชายและหญิงคู่นี้รู้สึกมากที่สุด อาดัมและเอวาพยายามปกปิดตัวเองเมื่อพวกเขามองเห็นซึ่งกันและกัน แน่นอนว่าพระเจ้ามองเห็นทุกสิ่งอยู่แล้ว แต่มนุษย์นั้นไม่เห็นทุกสิ่ง และคนอื่นก็ไม่ได้แตกต่างจากเราสักเท่าไร ดังนั้นมันจึงน่าประหลาดใจที่โดยปกติแล้วเรามักจะกังวลเกี่ยวกับผู้อื่นมากกว่าพระเจ้า สิ่งนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญของความกลัวมนุษย์ของเรา ตั้งแต่บาปเข้ามาในโลก เรามองเห็นพระเจ้าได้ไม่ชัดและใส่ใจพระองค์น้อยลง แต่เรารับรู้ถึงการจ้องมองของผู้อื่นได้ บางครั้งถึงขั้นเจ็บปวดเลยทีเดียว

ความละอายใจที่มีต้นตอมาจากการถูกทำร้ายหรือจากบาปของผู้อื่น

ในประวัติศาสตร์ด้านฝ่ายจิตวิญญาณของมนุษย์ ความละอายใจในหลากหลายรูปแบบได้เพิ่มเข้ามา ความละอายใจดั้งเดิมนั้นเกิดจากบาปของเราเอง ซึ่งเกิดจากการที่เราเป็นมลทินและเปลือยเปล่าทั้งต่อหน้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และต่อหน้าผู้อื่น ต่อมา ความละอายใจยังเป็นผลจากการตกเป็นเหยื่อของบาปผู้อื่น ได้แก่ การถูกทำร้ายหรือถูกผู้อื่นดูหมิ่น

ความละอายใจรูปแบบที่สองนี้สามารถ “ติดได้” จากการสัมผัสกับสิ่งที่เป็นมลทิน ตัวอย่างเช่น เมื่อดีนาห์ถูกเชเคมข่มขืน เธอ “ถูกทำให้เป็นมลทิน” (ปฐก. 34:5) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าดีนาห์ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ ประเด็นก็คือ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทำบาป แต่ความบริสุทธิ์ของเธอถูกทำลายลง และทุกอย่างในชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป

“ฉันรู้สึกเหมือนมีป้ายไฟนีออนที่เขียนว่า “ฉันถูกลุงข่มขืน ติดอยู่บนหน้าผากของฉัน” หญิงคนหนึ่งกล่าว เธอสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับคนอื่น ๆ อีกหลายพันคนได้ “ฉันกลัวที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นเพราะอาจจะทำให้พวกเขาติดมลทินไปด้วย” เหยื่ออีกรายกล่าว

คนอื่นสามารถทำบางอย่างกับเรา จนทำให้เรากลายเป็นคนที่มีมลทินได้ หากผู้ชายคนหนึ่งล่วงประเวณีกับภรรยาของชายอื่น คู่สมรสของอีกฝ่ายที่ปราศจากความผิดก็จะได้รับความอับอายหรือเสื่อมเสียเกียรติไปด้วย หรือกล่าวได้ว่าเป็น “การถูกทำให้เปลือยเปล่า” เพราะบาปของผู้อื่น (ดู ลนต. 20:11, 17, 19-21) เด็กที่ไม่เชื่อฟังทำให้พ่อแม่ของพวกเขาต้องอับอายและถูกดูหมิ่น (สภษ. 19:26)

ในพันธสัญญาเดิม วิหารถูกทำให้เป็นมลทินเพราะคนที่เป็นมลทินเข้าไปในพระวิหาร (สดด. 79) เรื่องที่คล้ายกันเกิดขึ้นเมื่อชาวอิสราเอลสัมผัสซากสัตว์ที่ถูกประกาศว่าเป็นมลทิน ผู้ที่สัมผัสซากสัตว์นั้นแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ต้องซักเสื้อผ้าของตน และถือว่าเป็นมลทินไปจนถึงเย็น (ลนต. 11:24)

มีสองวิธีที่เราจะเปลือยเปล่าหรือไม่เป็นที่ยอมรับ วิธีแรก คือ การเปลือยเปล่าที่เกิดจากบาปของเรา วิธีที่สอง คือ การที่เราถูกทำให้เปลือยเปล่าเพราะบาปของผู้อื่น สิ่งที่น่าสับสนคือ ความละอายใจจากการตกเป็นเหยื่อให้ความรู้สึกเหมือนกันกับความละอายใจที่เกิดจากบาปของเราเอง แม้ว่าสาเหตุนั้นจะแตกต่างกันมากก็ตาม เหยื่อจะรู้สึกขายหน้า รู้สึกอับอาย และเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะบาปที่คนอื่นทำต่อพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็นมลทิน เปลือยเปล่าและไม่สามารถปกปิดตัวเองได้ พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ภายใต้สายตาของผู้อื่นที่รู้ทุกสิ่ง และรู้สึกกลัวพวกเขาเหล่านั้น

ทั้งความบาปและความอับอายต่างก็มีวิธีเดียวกันที่จะรักษาให้หาย นั่นคือ การพักสงบ การชำระล้าง และการยอมรับที่พบได้ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ แต่โปรดจำไว้ว่าทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกัน ความบาปคือสิ่งที่เราได้ทำลงไป แต่การตกเป็นเหยื่อคือสิ่งที่เราเป็นผู้ถูกกระทำ

การซ่อนตัวและการแอบดู

เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองถูกเปิดโปง สัญชาตญาณอย่างหนึ่งคือการเอามือปิดบังใบหน้าของคุณ เด็ก ๆ มักจะทำแบบนี้ “อย่ามองฉัน” หรือไม่ก็ “ถ้าฉันมองไม่เห็นคุณ คุณก็มองไม่เห็นฉัน” แต่เนื่องจากมือของเราไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว เราจึงหันไปหาสิ่งที่ยั่งยืนกว่า นั่นคือ การใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพง

นี่คือจุดที่ความกลัวของมนุษย์เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ ปัญหาของความกลัวมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความละอายใจต่อบาปหรือการตกเป็นเหยื่อ ปัญหาคือเราใช้กลยุทธ์ของเราเองเพื่อปกป้องตัวเองและพยายามฟื้นฟูชื่อเสียงให้กับตัวเอง ดังนั้นเราจึงสร้างกำแพงขึ้นมา

“กำแพงหนาสิบฟุต ไม่มีใครเข้ามาได้ และตัวฉันเองก็ออกไปไม่ได้” การปกปิดที่สิ้นหวังเหล่านี้ทำให้เราโดดเดี่ยว แต่ก็ปกป้องเราจากสายตาของคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน ในชีวิตจริง กำแพงเหล่านี้สามารถสร้างได้ด้วยวัสดุที่แตกต่างกันนับพันชนิดไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ผลงานด้านกีฬา หน้าที่การงาน และความยุ่งวุ่นวาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถปกปิดความละอายใจได้อย่างแท้จริง

คุณลักษณะที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของกำแพงส่วนใหญ่เหล่านี้ คือ วิธีที่มันช่วยให้เราเห็นคนอื่นได้ กำแพงหนาแต่มีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ หรือมีหน้าต่างที่ช่วยให้เราสามารถมองเห็นภายนอกได้ เราต้องการซ่อนตัว แต่เราก็ต้องการแอบดูด้วยเช่นกัน ในแง่หนึ่ง การแอบดูอาจจะเปิดเผยความเปราะบางของผู้อื่นเพื่อให้เราเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นที่อยู่ข้างนอกกำแพงก็ไม่ได้ต่างจากเรา (หรืออาจจะไม่ดีเท่าเราด้วยซ้ำ) ความอับอายต้องการเพื่อนร่วมชะตา ในอีกแง่หนึ่ง การแอบดูอาจทำให้เราเห็นใครบางคนที่แข็งแกร่งและสามารถเป็นฮีโร่ของเราได้ เมื่ออยู่กับฮีโร่ เราจะรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง เพราะเราสามารถเข้าสู่ความสัมพันธ์ในจินตนาการที่ดูปลอดภัยกับเขาได้

การสร้างโลกในจินตนาการขึ้นมาเป็นกิจกรรมยามว่างยอดนิยมของผู้ที่อยู่เบื้องหลังกำแพงเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น พอลล่าเป็นผู้หญิงโสดที่ประสบความสำเร็จเธอมีหน้าที่การงานที่ดี มีความรับผิดชอบสูง และได้รับคำชื่นชมมากมายจากผู้บริหารระดับสูงอยู่เสมอ เธอรับใช้ในคริสตจักรที่เธอเป็นสมาชิกอยู่อย่างกระตือรือล้นและเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน แต่ในตอนเย็น เธอจะอยู่กับสามีและลูกๆ ในจินตนาการของเธอ เหตุผลหนึ่งที่เธอสร้างโลกในจินตนาการขึ้นมานั่นก็เป็นเพราะว่ามันให้สิ่งที่เธอต้องการ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือมันให้เธอมีความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงที่จะถูกรู้จักอย่างแท้จริง

ผมยอมรับว่าโลกในจินตนาการเป็นส่วนหนึ่งในโลกของผมด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ร่างกายของผมตั้งแต่เอวขึ้นไปทำงานประสานกันได้ดี แต่ผมรู้สึกว่าเท้าของผมนั้นไร้ประโยชน์ ผมคิดว่าอาจจะมาจากการว่ายน้ำหลายปีเกินไป บังเอิญว่าร่างกายของภรรยาผมทำงานประสานกันได้ดีทุกส่วน และเธอชอบเต้นรำ

คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในครั้งล่าสุดที่เรากลับจากงานปาร์ตี้ จิตใจของผมเริ่มล่องลอย ผมเริ่มจินตนาการว่า ผมเป็นนักเต้นขั้นเทพ ในฉากสมมุติของค่ำคืนนั้น ผมเดินออกไปที่ฟลอร์เต้นรำอย่างไร้กังวลเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง และจู่ ๆ ผมก็กลายเป็นนักเต้นเท้าไฟที่ผสมผสานระหว่างเฟร็ด แอสแตร์ จอห์น ทราโวลตา และมิก แจ็กเกอร์ ผู้คนต่างประหลาดใจ ภรรยาของผมก็คิดว่า ผมเก่งเหลือเกิน……

มันทั้งน่าตลกทั้งน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน ประเด็นของผมก็คือ จินตนาการที่ดูไม่มีพิษภัยนี้อัดแน่นไปด้วยความกลัวมนุษย์ มันเป็นวิธีที่ผมใช้รับมือกับความคิดของคนอื่นที่คิดเกี่ยวกับความเซ่อซ่างุ่มง่ามของผม

นี่คือความย้อนแย้งในเรื่องของการเห็นคุณค่าในตัวเอง ผมรู้สึกแย่กับตัวเองและผมน่าจะเป็นหนักว่าคนอื่นในเรื่องนี้ และผมปรารถนาที่อย่างน้อยตัวผมเองจะเป็ที่น่าประทับใจหรือดีกว่าคนอื่นอย่างน้อยก็ในทางใดทางหนึ่ง เหตุผลที่ผมรู้สึกแย่กับตัวเองก็คือ ผมต้องการความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเองแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม ผมเป็นชาวนาที่อยากเป็นพระราชา เมื่อเราตกอยู่ใต้อำนาจของการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำหรือมีความนับถือตนเองต่ำ ความเจ็บปวดนั้นรุนแรง และแน่นอนว่ามันไม่รู้สึกเหมือนกับความภาคภูมิใจในตนเองเลย จิตใจของเรายังคงยุ่งวุ่นวายในขณะที่เราซ่อนตัวและแอบดูอยู่

คุณสงสัยไหมว่าทำไมรายการทีวี นิตยสาร และเว็บไซต์บางแห่งถึงได้รับความนิยมมาก? นั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาให้โอกาสกับเราชั่วครู่เพื่อแอบดูผู้อื่นจากเบื้องหลังกำแพงแห่งความละอายใจของเรา hรอกหรือ? พวกเขาให้เราเห็นความน่าอับอายของผู้อื่น และนั่นทำให้ความน่าอับอายของเราดูเป็นเรื่องปกติหรือไม่มันก็ทำให้เราเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับฮีโร่ของเราได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกดีขึ้นกับตัวเองได้ชั่วขณะหนึ่ง

ดูเหมือนว่าคนในยุคนี้จะเป็นคนที่ชอบแอบดูคนอื่น ขณะที่คนหนึ่งกำลังแอบดูใครบางคนผ่านรูกุญแจ เขาก็กำลังถูกอีกคนแอบดูอยู่ และคนที่แอบดูคนที่แอบมองผ่านรูกุญแจก็กำลังถูกใครอีกคนแอบจับตาดูอยู่ และคนนั้นก็ถูกแอบดูจากใครบางคนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน

ในราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ประมาณปี 1800-1830) เซอร์เร็น เคียร์เคอกอร์ นักปรัชญาชาวเดนมาร์กได้สังเกตผู้คนที่ใช้ชีวิตด้วยการซ่อนตัวและการแอบดูแทนที่พวกเขาจะใช้กำแพง พวกเขากลับสวมหน้ากากแทน

คุณไม่รู้หรือว่าเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนก็ต้องถอดหน้ากากออก? คุณเชื่อหรือว่าชีวิตจะปล่อยให้ตัวเองถูกเยาะเย้ยอยู่เสมอ? คุณคิดหรือว่าก่อนถึงเที่ยงคืนสักเล็กน้อยคุณจะสามารถหนีออกไปได้? คุณไม่หวาดกลัวต่อสิ่งนี้หรือ? ในชีวิตจริงผมเคยเห็นหลายคนที่หลอกลวงผู้อื่นมานานจนในที่สุดก็ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาได้อีกต่อไป ผมเคยเห็นผู้ชายที่เล่นซ่อนหาเป็นเวลานาน จนในที่สุดเมื่อเสียสติพวกเขาได้เปิดเผยความคิดที่น่ารังเกียจที่เขามีต่อผู้อื่นแต่เก็บงำไว้ไม่เคยบอกใครเลย และรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สามารถปกปิดมันไว้ได้เสมอ

เขาพูดถูก ทุก ๆ วันคือฝันร้าย การสวมหน้ากากเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่เรามักจะทำทุกเช้า เช่นเดียวกับการแปรงฟันและรับประทานอาหารเช้า แต่การสวมหน้ากากนี้ไม่ใช่เรื่องรื่นเริงใด ๆ เลย ภายใต้หน้ากากอันสวยงามมีผู้คนจำนวนมากที่หวาดกลัวว่าจะถูกเปิดเผยหรือถูกเปิดโปง และแน่นอนว่าสักวันหนึ่งหน้ากากจะถูกถอดออกและสิ่งที่ปกปิดอื่น ๆ จะถูกเปิดเผยชั่วนิรันดร์

แต่สิ่งที่เราควรจะเกรงกลัวจริง ๆ นั้นไม่ใช่สายตาของคนอื่น เพราะท้ายที่สุดแล้วคนอื่นก็ไม่ต่างจากตัวเราเอง เคียร์เคอกอร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความกลัวที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือสายพระเนตรของพระเจ้า หากเพียงแค่การจ้องมองของมนุษย์ ยังสามารถปลุกความกลัวในตัวเราได้ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าไรที่สายพระเนตรของพระเจ้าจะทำให้เราหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก หากเรารู้สึกว่าจะถูกเปิดเผยหรือถูกเปิดโปงโดยมนุษย์ ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าเราคงรู้สึกแตกสลายยิ่งกว่านั้น เพราะไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงเห็น

แค่เพียงคิดถึงเรื่องแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกเกินจะรับไหวแล้ว หัวใจของเราสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ และเราพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงมัน วิธีหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงสายพระเนตรของพระเจ้าคือการใช้ชีวิตราวกับว่าความกลัวผู้อื่นเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของเรา-คือมองว่ามนุษย์ยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้าดูเล็กน้อย แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความจริง ความกลัวมนุษย์มักเป็นเพียงรูปแบบที่เรารับรู้ได้ชัดกว่าความกลัวต่อพระเจ้า กล่าวคือ เราตระหนักถึงความกลัวต่อมนุษย์มากกว่าความรู้สึกยำเกรงพระเจ้า

จริงอยู่ที่ความกลัวผู้อื่นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เราหวาดกลัวความคิด ความคิดเห็น และการกระทำของคนอื่น แต่ภายใต้ความกลัวนี้ เราซ่อนความยำเกรงพระเจ้าเอาไว้อย่างมิดชิดที่สุดเท่าที่ทำได้ ตัวอย่างเช่น ลองสังเกตงานเลี้ยงสวมหน้ากากของเคียร์เคอกอร์ในเวอร์ชั่นพระคัมภีร์

พระเยซูทรงหันมาทางพวกเขาตรัสว่า “ธิดาทั้งหลายแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย อย่าร้องให้สงสารเราเลย แต่จงร้องไห้สงสารตนเองและลูก ๆ เถิด เพราะจะมีเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่า “พวกผู้หญิงที่เป็นหมัน และครรภ์ที่ไม่ได้ปฏิสนธิและเต้านมที่ไม่เคยเลี้ยงลูกก็เป็นสุข ในเวลานั้นเขาจะเริ่มพูดกับภูเขาทั้งหลายว่า “จงพังลงมาทับเรา และพูดกับเนินเขาว่า “จงปกคลุมเราไว้” (ลูกา 23:28-30)

เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา บรรดาผู้ที่เปลือยเปล่าก็คงเลือกที่จะถูกปกคลุมไว้ด้วยก้อนหินบนภูเขาในเยรูซาเล็ม มากกว่าจะถูกเปิดโปงความบาปต่อสายพระเนตรอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า

คำตอบของพระเจ้าและการตอบสนองของเรา

แน่นอนว่าพระเจ้าทรงมีคำตอบสำหรับความกลัวนี้ ข่าวประเสริฐคือ เรื่องราวที่พระเจ้าทรงปกปิดศัตรูที่เปลือยเปล่าของพระองค์ ทรงนำพวกเขามางานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส แทนที่จะทรงทำลายพวกเขา พระเจ้ากลับทรงอภิเษกสมรสกับพวกเขา กษัตริย์ดาวิดซึ่งทราบข่าวประเสริฐที่กำลังจะมาถึงนี้กล่าวว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์ และทรงรู้จักข้าพระองค์” (สดด. 139:1) สายพระเนตรของพระเจ้าเป็นพระพรสำหรับดาวิด แต่เป็นคำสาปแช่งสำหรับผู้ที่เปลือยเปล่า สายพระเนตรของพระเจ้าปกป้องผู้ที่ความผิดบาปของเขาได้รับการชดใช้แล้ว และผู้ที่บาปของเขาได้ถูกคลุมปกปิดแล้ว

แต่จะเป็นอย่างไรหากความกลัวยังคงอยู่ แม้กระทั่งสำหรับผู้ที่ได้รับการชดใช้ความผิดบาปด้วยความชอบธรรมของพระเยซูแล้ว? คำตอบดูเหมือนจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า เพียงแค่จำไว้ว่าพระเยซูทรงทำสำเร็จแล้วผ่านการสิ้นพระชนม์การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ พระเยซูได้ขจัดความละอายใจของคุณ มนุษย์คนอื่น ๆ ไม่มีอำนาจที่จะเทความละอายใจให้กับคุณอีกต่อไป บาปของคุณเองเท่านั้นที่ทำให้คุณเป็นมลทิน และพระเจ้าจะทรงอภัยให้คุณแล้วเมื่อคุณสารภาพบาปกับพระองค์

นี่อาจเป็นคำสอนเดียวที่สามารถปลดปล่อยคนที่หวาดกลัวได้ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม แสดงให้เห็นว่ามีหลายครั้งที่ทางออกของปัญหานี้ต้องประกอบด้วยอะไรที่มากกว่าการเตือนใจตัวเองด้วยความจริงของข่าวประเสริฐเพียงอย่างเดียว

ผมไม่ได้หมายความว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่ผมหมายถึงก็คือ เราต้องใส่ใจกับความดื้อเงียบของจิตใจมนุษย์ เราไม่เพียงแต่ต้องจดจำข่าวประเสริฐเท่านั้น แต่ต้องสำรวจตัวเองด้วยมุมมองของข่าวประเสริฐอีกด้วย แล้วจึงปฏิบัติตามสิ่งที่เรารู้ ตัวอย่างเช่น “ความทรงเป็นเอกในทุกสิ่ง” (คส. 1:18) ของพระเยซูส่งผลต่อการสนทนาของเราอย่างไร? เราสารภาพบาปทุกวันหรือไม่? เราหันไปหาพระเจ้าก็เฉพาะตอนที่มีเรื่องปวดหัวในชีวิตใช่ไหม? หรือเราพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง?

ปัญหาที่ผ่านมา

ให้เรามาสรุปกันว่าตอนนี้เราอยู่ ณ จุดใดกัน มุมมองแรกที่พระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับความกลัวมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกับความละอายใจและความพยายามของ

เราที่จะปกปิดตัวเอง เราพยายามปกป้องตัวเองและหลีกเลี่ยงจากการถูกคนอื่นจ้องมอง ซึ่งก็มีเหตุผลที่สมควรอยู่ แต่อย่ามองข้ามปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้น ปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะมาจากการถูกคนอื่นจ้องมอง ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหานั้นอยู่ภายในตัวเรา และเป็นปัญหาระหว่างพระเจ้ากับตัวเราเอง ให้มองข้ามแรงกดดันจากผู้คนรอบข้างไปได้เลย เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การถูกผู้อื่นจ้องมอง แต่เป็นสายพระเนตรของพระเจ้าต่างหาก

เราตั้งชื่อปัญหานี้ว่า “ความกลัวมนุษย์” เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อเราอยู่ต่อหน้าผู้อื่น ตัวอย่างเช่น หากห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียนมัธยมในเรื่องตัวอย่างตอนต้นนั้นว่างเปล่า หรือรองผู้อำนวยการโทรศัพท์มาบอกว่าผมได้รับรางวัลผมก็คงจะไม่รู้สึกอาย การมีผู้อื่นอยู่ด้วยทำให้เรารู้สึกถูกเปิดโปง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนว่าผู้อื่นทำให้เรารู้สึกละอายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราแบกความละอายใจนั้นอยู่ตลอดเวลาต่างหาก ผู้อื่นเพียงแต่กระตุ้นให้ความรู้สึกละอายใจที่เรามีนั้นให้แสดงออกมาเท่านั้น

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เรารู้สึกว่าเราเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งแทนที่จะใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีทางออกอยู่ คำตอบสำหรับความกลัวมนุษย์ที่เกิดจากความละอายใจนั้นอยู่ในความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า พระองค์ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เราไม่สามารถชำระตัวเราเองได้ ทั้งความบาปและความละอายใจของเราจะสูญเสียอำนาจของมันไปเมื่อ “เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ครั้งเดียวเป็นพอ” (ฮบ. 10:10)

ยังมีอีกมากมายที่สามารถกล่าวเพิ่มเติมได้ แต่สำหรับตอนนี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมเราถึงมีความอ่อนแอต่อความกลัวมนุษย์ เมื่อคุณอ่านบทนี้จบแล้วลองสำรวจตัวคุณเองว่าคุณมีแนวโน้มที่จะซ่อนตัวมากเพียงไร บางทีคุณอาจจะหวังว่าในพระคัมภีร์จะมีเรื่องความน่าละอายทำนองเดียวกันกับที่คุณมี-พระเจ้ามีเรื่องดีๆ ที่สำคัญที่จะตรัสกับคุณเสมอ

สำหรับต่อยอดความคิด

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณมีปัญหาความกลัวต่อผู้อื่นในชีวิตของคุณหรือไม่ ให้ลองดูว่าชีวิตส่วนตัวของคุณแตกต่างจากชีวิตในที่สาธารณะอย่างไร มีบาปใดบ้างที่คุณสามารถสารภาพกับพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย แต่กลับพบว่ายากที่จะเปิดเผยกับผู้อื่น? มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณที่คุณไม่อยากให้ผู้อื่นรู้หรือไม่? คำถามเหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณเห็นต้นตอของความกลัวมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความละอายใจในชีวิตของคุณได้

ลองนึกถึงกลยุทธ์บางอย่างที่คุณมักจะใช้เพื่อปกปิดตัวเอง โดยจำไว้เสมอว่าผู้คนส่วนใหญ่มักสวมใส่ไว้หลายชั้นเพื่อปกปิดตัวเองอยู่เสมอ