บทที่ 5: รู้จักความยำเกรงพระเจ้า
When People are Big and God is Small · Edward Welch
บทที่ 5: รู้จักความยำเกรงพระเจ้า
ประสบการณ์ทั้งหมดของความกลัวมนุษย์ไม่ว่าจะในรูปแบบใดมีลักษณะร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งประการ คือ มนุษย์ (คนอื่น) นั้นยิ่งมีขนาดใหญ่ คนเหล่านั้นเติบโตจนกลายมาเป็นรูปเคารพในชีวิตของเรา พวกเขาจะควบคุมเรา และเนื่องจากในใจของเรามีพื้นที่ไม่พอที่จะนมัสการพระเจ้าและมนุษย์ได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ถูกยกให้ใหญ่ขึ้น ใจของเราก็ไม่มีที่เหลือให้พระเจ้า เพราะฉะนั้นภารกิจแรกในการหลีกหนีกับดักของความกลัวมนุษย์ คือ การรู้ว่าพระเจ้านั้นน่าเกรงขามและทรงพระสง่าราศี ไม่ใช่มนุษย์
ผมได้เข้าใจเรื่องนี้ในวันอาทิตย์หนึ่ง ขณะที่ผมนั่งอยู่ในคริสตจักร
มันเป็นเดือนแห่งครอบครัว ทุกวันอาทิตย์ของเดือนกุมภาพันธ์ จะมีครอบครัวต่าง ๆ มาแบ่งปันในคริสตจักรว่า ครอบครัวของตนนั้นใช้เวลากับพระเจ้าร่วมกันอย่างไร ทุกครอบครัวต่างได้รับความรู้ และแน่นอนชวนให้ตระหนักถึงความผิดบาปของตนเองอย่างแรง แต่มีคุณพ่อคนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า เมื่อคุณพ่อคนนี้ถูกถามว่าครอบครัวของเขาทำอะไรเมื่อพวกเขาใช้เวลากับพระเจ้าด้วยกัน เขาตอบว่า “พูดถึงพระเจ้า”
นี่แหละ คือการเปิดเผยของพระเจ้าที่มาถึงผม
ขอให้ผมได้อธิบายให้คุณฟัง ในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษา ผมอยู่ในโลกของ “การหาคำตอบว่าจะทำได้อย่างไร” คนที่เป็นโรคซึมเศร้ามาหาผมเพราะเขาหรือเธออยากรู้วิธีกำจัดโรคซึมเศร้าให้หายไป สามีภรรยาที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้หวานชื่นเหมือนเมื่อก่อนมาหาผม พวกเขาต้องการรู้ว่าจะจุดประกายความรักนั้นอีกครั้งได้อย่างไร บางครั้ง ผมต้องสารภาพว่า ผมพูดถึง “วิธีการหรือการหาคำตอบว่าจะทำได้อย่างไร” มากกว่าพูดถึงพระเจ้า
ผมมีลูกสองคนซึ่งมักจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากชั้นรวีในวันอาทิตย์กลับมาที่บ้านด้วย โดยปกติแล้ว ผมมักจะอ่านสิ่งเหล่านั้นในบ่ายวันอาทิตย์ เพราะมันมีประโยชน์มาก เต็มไปด้วยหลักคำสอนในพระคัมภีร์และการประยุกต์ใช้ รวมไปถึง “วิธีการ” ดี ๆ มากมาย เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับเด็ก ๆ ที่รู้สึกว่าถูกเพื่อนปฏิเสธและเรียนรู้ว่าพระเยซูสามารถช่วยให้พวกเขารักคนที่ใจร้ายได้อย่างไร ผมจำเรื่องราวหนึ่งเกี่ยวกับการขี้โกงซึ่งผู้สอนนำเสนอได้ค่อนข้างดี แต่พวกเขาแทบจะไม่พูดถึงพระเจ้าเลย
อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ผมคิดว่าการนำพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้กับรายละเอียดในชีวิตของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของผมก็คือบางครั้งหลักการเหล่านี้ไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพันธกิจหลักและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของเราในการรู้จักพระเจ้า “และพระองค์จะทรงเป็นเสถียรภาพในช่วงเวลาของท่าน ทรงเป็นความรอด สติปัญญา และความรู้อันอุดม ความยำเกรงพระยาห์เวห์เป็นทรัพย์สมบัติของศิโยน” (อสย. 33:6) เมื่อทรัพย์สมบัติชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเรา ผลลัพธ์ก็คือ เป้าหมายของเราอาจจะเป็นการพยายามทำตนเองให้ดีขึ้นมากกว่ามีเป้าหมายเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์
ความยำเกรงพระเจ้าคืออะไร
โปรดอย่าคิดถึงแต่ความหวาดกลัวเท่านั้นเมื่อคุณคิดถึงความยำเกรงพระเจ้าเพราะความยำเกรงพระเจ้าก็เหมือนกับความกลัวมนุษย์ที่ครอบคลุมทัศนคติที่หลากหลาย ในด้านหนึ่ง ความยำเกรงพระเจ้าก็หมายถึงความหวาดกลัวพระเจ้าอย่างแท้จริง เราเป็นมลทิน และเราปรากฏตัวต่อหน้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพผู้ทรงบริสุทธิ์ปราศจากบาป เราจึงมีเหตุผลอันถูกต้องที่จะรู้สึกละอายใจเมื่ออยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ และการพิพากษาโทษของพระเจ้าก็ทรงยุติธรรมในทุกมิติ
ความรู้สึกหวาดกลัวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของเราต่อพระเจ้า ความกลัวนี้ทำให้เราถอยหนีจากพระองค์ อยากจะหลีกเลี่ยงพระองค์ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ในใจก็ตาม ความยำเกรงพระเจ้าที่ไม่ได้จับจ้องที่พระเยซูอาจจะปรากฏในรูปแบบของ “ความกังวลที่ปราศจากเหตุผลที่ชัดเจน” มีความนับถือตนเองต่ำ และมีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บสมัยใหม่มากมายที่เกิดจากการที่เราไม่ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพระเจ้าอยู่เสมอ แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นผลที่ตามมาจากการดำเนินชีวิตจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ความกลัวนี้คือความหวาดกลัวพระเจ้า แต่ไม่ใช่ความยำเกรงพระองค์
รูปที่ 1 ความยำเกรงพระเจ้า
ความยำเกรงพระเจ้าที่แท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่รู้จักพระเยซู ความยำเกรงพระเจ้านี้หมายถึง การยอมจำนนด้วยความรู้สึกยกย่องอย่างลึกซึ้งซึ่งนำไปสู่การเชื่อฟังและสามารถใช้แทนกับการนมัสการพระเจ้า การพึ่งพาพระองค์ การไว้วางใจในพระองค์ และมีความหวังในพระองค์ได้ คุณจะพบความยำเกรงนี้เมื่อคุณมาหาพระเจ้าและฟังพระวจนะของพระองค์ด้วยความถ่อมใจ ความยำเกรงนี้รวมถึงความรู้เกี่ยวกับความบาปของเราและความบริสุทธิ์ปราศจากบาปของพระเจ้า และยังรวมถึงความรู้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับความยุติธรรมของพระเจ้าและพระพิโรธของพระองค์ที่มีต่อความบาป ในขณะเดียวกันก็วางความมั่นใจไว้ในการให้อภัยในพระเมตตาและความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ความยำเกรงนี้ได้ตระหนักรู้ว่าเนื่องจากแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า พระเยซูจึงทรงยอมถ่อมพระองค์ลงโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้ศัตรูของพระองค์จากการเป็นทาสและจากความตาย ความยำเกรงนี้ได้ตระหนักรู้ว่าพระเจ้าตรัสว่า “เรารักเจ้า” ก่อนเสมอ ความรูี้้นี้ทำให้เราใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นแทนที่จะหลีกหนีไป ในความยำเกรงนี้ เราเดินร่วมกับพระองค์อย่างถ่อมใจและชื่นชมยินดีในการเชื่อฟัง ความยำเกรงนี้เป็นจุดสูงสุดของการตอบสนองของเราต่อพระเจ้า
การรู้จักความแตกต่างระหว่างความกลัวทั้งสองแบบนี้ ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่าทำไมพระคัมภีร์จึงกล่าวว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว” (1 ยอห์น 4:18) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังบัญชาให้เรามีความยำเกรงพระเจ้าด้วยเสมอ พระคัมภีร์สอนให้รู้ว่าประชากรของพระเจ้าไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความหวาดกลัวที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษอีกต่อไป ในทางกลับกัน เราได้รับพระพรให้มีความเกรงขามอย่างลึกซึ้งซึ่งเกิดจากความรักและการจากการถวายเกียรติแด่พระองค์เสมอ บริบทในพระคัมภีร์จะบอกให้เราทราบอย่างชัดเจนเสมอว่า พระคัมภีร์กำลังอ้างถึงความกลัวประเภทใด
เพราะเหตุใดพระคัมภีร์จึงใช้คำที่มีความหมายเดียวกัน? ทั้งนี้เพราะความกลัวทั้งสองแบบนั้นมีบางอย่างที่สำคัญร่วมกันคือ ทั้งสองต่างเป็นการตอบสนองต่อความจริงที่ว่า พระเจ้าผู้บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลนั้นทรงครองแผ่นดินโลกทั้งหมด นี่คือข้อความในพระคัมภีร์และเป็นสาระสำคัญของความยำเกรงพระเจ้า
เพื่อจะเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของข้อความนี้ คุณควรทำความเข้าใจความหมายในเชิงพระคัมภีร์ของคำว่าบริสุทธิ์เสียก่อน คำว่าบริสุทธิ์หมายถึง “แยกออกจาก” “แต่งตั้งไว้เป็นพิเศษ” “แตกต่าง” หรือ “ไม่ปนเปื้อน” เมื่อกล่าวถึงพระเจ้า คำว่าบริสุทธิ์หมายความว่า พระองค์ทรงแตกต่างจากเรา ไม่มีพระลักษณะใดเลยของพระเจ้าที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้จากการเปรียบเทียบพระลักษณะนั้นกับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น อีกทั้งความรักและความยุติธรรมของพระเจ้าอยู่เหนือเรา สิ่งเหล่านี้บริสุทธิ์ ฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นขององค์ผู้ทรงมหิทธานุภาพไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบพระองค์ได้ คุณธรรมของพระเจ้าไม่มีใครเทียบได้ พระเจ้าเดียวเท่านั้นที่ทรงชอบธรรมอย่างแท้จริง
ความบริสุทธิ์ไม่ใช่เพียงหนึ่งในพระลักษณะมากมายของพระเจ้า แต่ความบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติที่แท้จริงของพระองค์และปรากฏอยู่ในพระลักษณะทั้งหมดของพระเจ้า พระปัญญาของพระองค์เป็นพระปัญญาอันบริสุทธิ์ ความงดงามของพระองค์เป็นความงดงามอันบริสุทธิ์ พระบารมีของพระองค์เป็นพระบารมีอันบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ของพระองค์คือสิ่งที่ “เพิ่มพระสิริ ความรุ่งโรจน์ และความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันเข้ากับความสมบูรณ์แบบทั้งสิ้นของพระเจ้า” 1
องค์บริสุทธิ์ตรัสว่า พวกเจ้าจะเปรียบเรากับผู้ใด
และมีใครที่เสมอเหมือนเรา (อสย. 40:25)
ข้าแต่พระเจ้า พระมรรคาของพระองค์บริสุทธิ์
พระองค์ใดจะยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย (สดด. 77:13)
เพราะเราเป็นพระเจ้าไม่ใช่มนุษย์
เราเป็นผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางพวกเจ้า (โฮเชยา. 11:9)
บางคนเรียก “ความเป็นแบบอื่น” นี้คือความบริสุทธิ์ของพระเจ้าว่าเป็นการทรงดำรงอยู่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด พระเจ้าทรงถูกยกย่องเหนือประชากรของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ในที่สูงและทรงสูงส่ง (อสย. 57:15) การพิพากษาและความเมตตาของพระองค์อยู่เหนือเรา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถใช้ภาพของกษัตริย์หรือพระราชินีเป็นต้นแบบเพื่อเข้าใจพระเจ้าได้ เราไม่สามารถใช้ภาพการครองราชย์ของกษัตริย์ในโลกใบนี้เป็นต้นแบบเพื่อทำความเข้าใจคำกล่าวที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงครองราชย์เหนือทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงไม่มีผู้ใดเปรียบเสมือนได้ พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และทรงแตกต่างจากกษัตริย์ทุกพระองค์บนโลกใบนี้ แก่พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงเป็นต้นแบบของทุกสิ่ง กษัตริย์องค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนที่เลือนลางของพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใดทั้งหมด
เพื่อให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้ายิ่งใหญ่และน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมดได้เสด็จมาใกล้เรา พระองค์ยิ่งใหญ่และทรงเป็นความรัก การรู้เพียงว่าพระเจ้านั้นทรงดำรงอยู่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมดและเปี่ยมด้วยพระสิริ อีกทั้งทรงแยกจากการทรงสร้างทั้งสิ้นของพระองค์โดยสิ้นเชิงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจจะทำให้เราเคยชินกับความคิดที่ว่าพระองค์จะไม่ทรงแทรกแซงกิจการของมนุษย์ และอาจใช้ชีวิตเสมือนว่าเราเป็นพระเจ้าของตนเอง
แต่พระเจ้าของเราไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าผู้สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง ผู้ซึ่งได้ทรงสำแดงพระองค์เองแก่เราและทรงมาเป็นมนุษย์เหมือนเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะดำเนินในหมู่พวกเจ้า จะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเรา” (เลวีนิติ. 26:12) พระองค์ทรงอยู่ใกล้เรา พระองค์จะไม่ทรงละหรือทอดทิ้งเราเลย (ฮบ. 13:5) พระองค์อยู่ใกล้เรามากจนทรงเรียกเราว่า “มิตรสหาย” (ยอห์น 15:14) พระองค์อยู่ใกล้เรามากจนพระคัมภีร์กล่าวว่า “พระคริสต์สถิตในพวกท่าน” (คส. 1:27) ด้วยธรรมชาติของพระเจ้าที่เราได้ทราบไปแล้ว เราจึงแทบจะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้เลย แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้า เราสามารถเติบโตขึ้นในการเรียนรู้ถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ได้ การเรียนรู้นี้จะขับไล่การมีมนุษย์เป็นรูปเคารพออกไปจากชีวิตของเรา และทำให้เรามีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นอยู่กับตัวเองน้อยลง
อะไรคือสิ่งที่ขัดขวางความยำเกรงพระเจ้า?
ปัญหาที่เราพบในการพยายามเพื่อรู้จักและเพื่อยำเกรงพระเจ้าอย่างที่พระองค์ควรได้รับ คือ ศัตรูที่สำคัญอยู่สามประการคือ โลกนี้ เนื้อหนังของเราเอง และมารซาตาน ศัตรูทั้งสามนี้จะร่วมกันวางแผนเพื่อยกระดับให้มนุษย์ (หรือสิ่งที่เราจะได้รับจากพวกเขา) อยู่เหนือกว่าพระเจ้า การต่อต้านขัดขวางนี้เกิดขึ้นในใจ (เนื้อหนัง) ของเราเอง และถูกครอบงำโดยโลกนี้และมารซาตาน
จิตใจของเรา
จิตใจของเรามีกลยุทธ์พื้นฐานบางประการในการหลีกเลี่ยงความยำเกรงพระเจ้า กลยุทธ์อันดับต้น ๆ คือ สัญชาตญาณในการดำเนินชีวิตตามความสำเร็จของเรา สิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงคนที่นิยมความสมบูรณ์แบบและฟาริสี เรื่องนี้เป็นที่รู้จักดีในพระคัมภีร์ว่าเป็นความชอบธรรมที่มาจากการกระทำหรือการยึดมั่นในธรรมบัญญัติ และนั่นหมายความว่าเราเป็นคนที่ “อยากอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ” (กท. 4:21) มากกว่าที่จะดำเนินชีวิตโดยอาศัยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น
อัครทูตเปาโลขยายความในพระธรรมโรมว่า “เพราะว่าเขาไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า แต่อุตส่าห์ตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น พวกเขา [ชาวฮีบรู] จึงไม่ยอมอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม” (รม. 10:3-4) ในข้อนี้ เปาโลเขียนว่าเราสามารถแสวงหาความชอบธรรมของเราเองได้แทนที่จะได้รับความชอบธรรมที่ประทานให้ในพระเยซูคริสต์ ทำไมเราจึงเลือกที่จะทำเช่นนี้? ทำไมเราถึงไม่รีบเร่งไปหาสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้?
พระคุณของพระเจ้าไม่ใช่ข่าวดีเสมอไปเมื่อเราต้องการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นด้วยตัวเอง เราชอบแนวคิดของการเป็นหุ้นส่วนกับพระเจ้ามากกว่า คือ พระเจ้าทำบางส่วนและเราเองทำอีกส่วนหนึ่ง เพื่อที่เราจะสามารถเอาความสำเร็จเหล่านั้นไว้อวดคนอื่น ๆ ได้ และสิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกหยิ่งทะนงในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แต่เรามีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการเป็นคนยากจนและขัดสนต่อจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ความหยิ่งทะนงของเราจะเลือก
นี่คือสภาพที่เหมาะสมที่สุดที่ทำให้เกิดความกลัวมนุษย์ เพราะหากเราพยายามดำเนินชีวิตในแบบที่มีความสำเร็จไว้เพื่ออวดคนอื่น เราก็มั่นใจได้เลยว่า กลไกที่ขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ก็คือการที่เราดำเนินชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติ โดยพยายามทำความดีด้วยตัวเองต่อหน้าพระเจ้า
กลยุทธ์อย่างหนึ่งของลัทธิเคร่งกฎบัญญัติ ก็คือ การลดทอนความสำคัญของการเชื่อฟังลงให้กลายเป็นเพียงความกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก ทั้ง ๆ ที่การเชื่อฟังนั้นถือว่าเป็นการแสดงออกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่าคนคนนั้นมีความยำเกรงพระเจ้า มันจะทำให้เราจดจ่ออยู่ที่การกระทำของเราเองและมองข้ามท่าทีต่าง ๆ ไป การทำเช่นนี้มันทำให้เราจินตนาการไปว่า ตัวเราได้มาตรฐาน วันนี้เราไม่ได้ฆ่าใคร เราไม่ได้ล่วงประเวณี เราไม่ได้ขโมยของ ๆ ใคร เราช่างมีวันที่ดีจริงๆ และยิ่งไปกว่านั้นเราเป็นคนดี แน่นอนว่าบางครั้งเราก็ทำสิ่งไม่ดีบ้างเป็นครั้งคราว เช่น เราอาจจะตะคอกคนอื่น หรืออาจจะดูสื่อลามกบ้าง แต่โดยรวมแล้ว เราถือว่าเป็นคนดีพอสมควรเลยล่ะ อย่างน้อยก็ดีกว่าบางคน ผลที่ตามมาคืออะไร? ถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนดีแล้ว แปลว่าพระเจ้าก็ไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตของเรา
ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าลัทธิเคร่งกฎบัญญัตินั้น มีส่วนทำให้เรากลัวมนุษย์ เมื่อความต้องการพระเยซูเหนือสิ่งอื่นใดของเราเริ่มจางหายไป เราก็พึ่งการพยายามทำด้วยตัวเอง การเห็นคุณค่าในตัวเองก็จะเริ่มมาเยือนเราเป็นบางช่วงเมื่อเราคิดว่าเราก็ไม่เลวนะ หรือบางทีอาจจะดีกว่าคนบางคนด้วยซ้ำ แต่ลัทธินี้ก็เผยให้เห็นข้อบกพร่อง เพราะเราย่อมล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุดธรรมบัญญัติจะกล่าวโทษเรา ความสิ้นหวังจึงเข้ามาแทนที่ความนับถือตนเอง และค่อย ๆ กลายเป็นความวิตกกังวลเรื้อรังเมื่อเราพยายามดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง ลัทธิเคร่งกฎบัญญัติคือฟาริสีที่พบได้ในตัวเราทุกคน
ลัทธิเคร่งกฎบัญญัติเริ่มต้นจากความพยายามของเราเอง โดยหวังว่าเราจะได้รับความภาคภูมิใจและสันติสุขจากความพยายามในสิ่งที่เราทำ แต่พระคุณเริ่มต้นที่พระเยซู ผู้ทรงเชื่อฟังธรรมบัญญัติอย่างสมบูรณ์แทนเรา เพื่อที่เราจะอวดในสิ่งที่พระองค์ทำและพักสงบในพระราชกิจของพระองค์แทนที่จะพึ่งพิงในการกระทำของเราเอง และเมื่อเราอยู่กับพระองค์ ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ เราจึงเติบโตขึ้นในการเชื่อฟังถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
โลกนี้
โลกนำเอาความโน้มเอียงสู่การเป็นพวกเคร่งกฎหมายของเรา แล้วทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ชอบธรรม โลกย้ำเตือนเราว่า ไม่ว่าเราจะมีบาปหรือข้อบกพร่องอะไรก็ตาม เราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง และคนอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน สิ่งที่ถูกหรือผิดถูกตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ มีใครกล้ายืนยันได้ว่าพระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องเหล่านี้จริงๆ ? โลกแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าพระเจ้าจะมีจริง แต่พระองค์ทรงอยู่ห่างไกล พระองค์ทรงเริ่มต้นทุกอย่าง แต่ตอนนี้พระองค์กำลังนั่งเฉย ๆ ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามยถากรรมของมัน และ “พระเจ้าจะช่วยคนที่ช่วยตนเอง” เท่านั้น
มารซาตาน
มารซาตานยืนหยัดต่อต้านทุกสิ่งที่จะยกย่องพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว เมื่อใดก็ตามที่เราเกรงกลัวสิ่งที่นอกเหนือจากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ไม่ว่าจะเป็นพระอื่น ๆ มนุษย์ หรือสรรพสิ่งที่อยู่ต่ำกว่ามนุษย์ มารซาตานกำลังรู้สึกชอบใจกับความมืดที่เราสร้างขึ้น มารซาตานใช้คำโกหกและการหลอกลวงอื่น ๆ เพื่อทำให้ความบาปของเราดูเล็กลง ชี้นำว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกล และโกหกให้เราเชื่อว่าเราไม่สามารถไว้วางใจพระวจนะของพระเจ้าได้ อันที่จริง มันกำลังใส่ความพระเจ้าว่ากำลังปิดกั้นไม่ให้เราได้รับสิ่งดี ๆ
เมื่อมีศัตรูเช่นนี้ การเติบโตขึ้นในความยำเกรงพระเจ้าย่อมไม่ใช่กระบวนการที่ราบรื่นเลย
เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเจ้า
อย่างไรก็ตาม ศัตรูเหล่านี้ไม่ควรทำให้เรารู้สึกท้อถอย ความยำเกรงพระเจ้าสามารถเรียนรู้ได้ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 4:10 พระเจ้าตรัสว่า “จงรวบรวมประชากรให้มาหาเรา เพื่อเราจะให้เขาได้ยินถ้อยคำของเรา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงเราตลอดวันคืนที่เขามีชีวิตอยู่ในโลก” ในทำนองเดียวกัน กษัตริย์ดาวิดก็ตักเตือนประชาชนให้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเจ้า
บรรดาวิสุทธิชนของพระองค์ จงยำเกรงพระยาห์เวห์
เพราะผู้ที่ยำเกรงพระองค์ไม่ขาดแคลน (สดด. 34:9)
มาเถิด ลูกเอ๋ย มาฟังเรา
เราจะสอนเจ้าถึงความยำเกรงพระยาห์เวห์ (สดด. 34:11)
เราจะเรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเจ้าได้อย่างไร? เราทำได้โดยการฟังพระวจนะของพระองค์อย่างถ่อมใจ
เมื่อเขา [กษัตริย์] นั่งบัลลังก์ในราชอาณาจักรก็ให้เขาคัดลอกธรรมบัญญัตินี้ไว้ในหนังสือเพื่อตนเองต่อหน้าพวกปุโรหิตคนเลวี ให้มันอยู่กับเขา และให้เขาอ่านตลอดชีวิตของตน เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา โดยรักษาถ้อยคำทั้งสิ้นในธรรมบัญญัตินี้และกฎเกณฑ์เหล่านี้และทำตาม (ฉธบ. 17:18-19)
และเพื่อบุตรหลานทั้งหลายของเขายังไม่ทราบจะได้ยินและเรียนรู้ที่จะยำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่าน (ฉธบ. 31:13)
การฟังนั้นแน่นอนว่ายากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก ทั้งศัตรูทั้งสามพยายามทำให้การฟังเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา และโลกของเราก็ยุ่งวุ่นวายอยู่แล้ว แต่หากความยำเกรงพระเจ้ามีความสำคัญอย่างที่พระคัมภีร์บอก เราก็สามารถมั่นใจได้ว่าพระเจ้าเองจะทรงประทานกำลังให้เราติดตามแสวงหาจนได้
ลองคิดถึงการขอความช่วยเหลือและการอธิษฐานดู ความถ่อมใจเช่นนี้จะนำคุณไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและพบกับพระคุณจากพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ถามเพื่อนๆ ว่า พวกเขามีเรื่องราวเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และแสนดีที่สามารถแบ่งปันให้คุณฟังได้หรือไม่ เริ่มค้นหาว่าโลกนี้พยายามเปลี่ยนแปลงพระเจ้าตรงจุดใดเพื่อให้จัดการกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น ขอให้พระเจ้าทรงสอนคุณให้อ่านพระวจนะของพระองค์ในฐานะคนมีปัญญาที่ “พินิจพิจารณาธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์ซึ่งเป็นธรรมบัญญัติแห่งเสรีภาพ” (ยากอบ 1:25)
ตอนนี้ให้เรามาพิจารณาพระคัมภีร์บางตอนที่สอนเรื่องความยำเกรงพระเจ้ากัน ความจริงแล้ว พระคัมภีร์ทั้งเล่มคือแบบเรียนว่าด้วยความยำเกรงพระเจ้า เพราะตลอดทั้งเล่มสอนว่าพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงบริสุทธิ์แห่งอิสราเอลทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะกล่าวโดยใช้คำนี้โดยตรงหรือไม่ก็ตาม พระคัมภีร์บางตอนดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ ผมจะเน้นบางตอนในบทนี้ ประเด็นสำคัญคือต้องดูกันก่อนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและพระองค์ทรงกระทำสิ่งใด ส่วนการกระทำของเราคือการตอบสนองต่อความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับพระองค์
สังเกตเป็นพิเศษเกี่ยวกับพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งความรักอันบริสุทธิ์ ความยุติธรรม พระเมตตา และความเข้มงวดของพระองค์ (รม. 11:22) ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีเตือนเราว่าผู้ที่ยำเกรงพระเจ้ากล่าวว่า “ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (สดด. 118:4) แต่พวกเขายังกล่าวอีกว่า “เมื่อพระองค์ทรงกริ้วขึ้นแล้ว ใครจะยืนหยัดต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ได้” (สดด. 76:7) พระคัมภีร์กล่าวถึงความรักที่ไม่อาจจินตนาการได้ควบคู่ไปกับพระพิโรธอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วย “พระกรุณาและพระคุณ พระองค์ทรงกริ้วช้า ทรงบริสุทธิ์ด้วยความรักมั่นคงและความสัตย์จริง” (อพย. 34:6) แต่พระองค์ก็จะไม่ทรงละเว้นการลงโทษต่อผู้ที่ทำความผิดอย่างแน่นอน (ข้อ 7)
ดังนั้น การกล่าวว่า “พระเจ้าของฉันไม่ใช่พระเจ้าแห่งการพิพากษาและพระพิโรธ พระเจ้าของฉันเป็นพระเจ้าแห่งความรัก” นั้นจึงไม่ถูกต้อง การคิดเช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถเติบโตในความยำเกรงพระเจ้าได้ อีกทั้งความคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าเพียงแค่เสียพระทัยกับความบาปเท่านั้น แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงขุ่นเคืองพระทัยอะไร รวมถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้นำเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ ทั้งความยุติธรรมและความรักของพระเจ้าเป็นการแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ และเราต้องรู้จักทั้งสองสิ่งนี้เพื่อเรียนรู้ถึงความยำเกรงพระองค์ หากเราพิจารณาเพียงแค่ความรักของพระเจ้าเท่านั้น มันจะทำให้เราจะไม่ต้องการพระองค์ และไม้กางเขนก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หากเรามุ่งเน้นแค่วิธีการหรือความยุติธรรมของพระเจ้า เราก็อยากจะหลีกเลี่ยงพระองค์ เพราะเราจะรู้สึกผิดอยู่เสมอและนับเวลาถอยหลังสู่การพิพากษาของพระองค์
ดังนั้นเราจึงต้องจดจำทั้งสองสิ่งนี้ให้ขึ้นใจ แต่ทั้งสองสิ่งนี้ก็ไม่ถึงกับสมดุลกันเสียทีเดียว พระเจ้าเองทรงส่งเสริมความไม่สมดุลนี้ นั่นคือให้เราเน้นที่ความรักและพระเมตตา พระพิโรธของพระองค์จะจางหายไปเพราะพระเจ้าได้ทรงวางการลงโทษที่เราสมควรจะได้รับนั้นไว้ที่พระเยซู ความรักและความเมตตาของพระเจ้าทรงดำรงอยู่จนถึงวันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์
เรียนรู้ความยำเกรงพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้าง
จงมองพระคัมภีร์ว่า เป็นโรงเรียนของพระเจ้าที่สอนเกี่ยวกับความยำเกรงพระเจ้า บทเรียนเริ่มต้นด้วยคำสอนที่ว่าพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
ให้แผ่นดินโลกทั้งสิ้นยำเกรงพระยาห์เวห์
ให้ชาวพิภพทั้งปวงเกรงกลัวพระองค์
เพราะพระองค์ตรัส โลกก็เกิดขึ้นมา
พระองค์ทรงบัญชา มันก็ตั้งมั่นคง (สดด. 33:8-9)
สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างคือผู้รับใช้ของพระองค์ พระเจ้าตรัสเพียงคำเดียวและสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์ สิ่งที่เราเห็นรอบตัวเราคือฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าที่แม้แต่พระเจ้าเองก็ยังตรัสว่าดี หากพระเจ้าตรัสว่าสิ่งนั้นดี นั่นต้องเป็นงานศิลปะชิ้นเอก แม้ว่าในปัจจุบันมันจะอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมก็ตาม
จงมองไปรอบ ๆ แล้วสังเกตพระสิริของพระเจ้าที่สะท้อนออกมาในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ท้องฟ้าสีครามสะท้อนถึงฉลองพระองค์อันทรงพระเกียรติ ปุยเมฆเป็นเครื่องเตือนใจถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า (อพย. 19:9) และเป็นราชรถเมื่อพระองค์ทรงกำกับดูแลสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (สดด. 104:3) สายลมเป็นทูตสื่อสารของพระเจ้า (สดด. 104:4) และมาจากคลังของพระองค์ (สดด. 135:7) ดวงอาทิตย์ส่องแสงเหมือนเจ้าบ่าว เตือนใจผมว่าพระเยซูกำลังเสด็จกลับมาหาคริสตจักรของพระองค์ (สดด. 19:5) ฟ้าสวรรค์สรรเสริญการอัศจรรย์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง (สดด. 89:5) และประกาศพระสิริของพระองค์ (สดด. 19:1)
สัตว์ทุกตัวที่คุณเห็นมันกำลังกินหญ้าหรือดื่มน้ำอยู่นั้น ล้วนได้รับการเลี้ยงดูจากพระเจ้าผู้สูงสุด (สดด. 104) ชาวนาชาวไร่ไม่ได้ทำให้พืชผลของตนเติบโต แต่พืชผลมาจากพื้นดินโลกในฐานะเป็นของขวัญจากพระเจ้า สายฝนคือการแสดงออกถึงความเอาใจใส่ของพระองค์ สายฟ้าที่ฟาดลงมาแสดงถึงฤทธานุภาพของพระองค์ นอกจากนี้ พระเจ้ายังทรงเป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาก็เป็นของพระองค์ด้วย” (สดด. 95:4) เรากำลังเดินอยู่บนผืนดินที่มีเจ้าของคือพระเจ้าเอง
เพื่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง ขอให้เรารู้ว่าพระเยซูคือพระผู้สร้าง “เพราะโดยพระองค์ สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทั้งสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น… และในพระองค์ สรรพสิ่งก็ดำรงอยู่” (คส. 1:16-17) อัครทูตเปโตรได้มีโอกาสเห็นพระผู้สร้างในชั่วขณะหนึ่ง คือเมื่อฝูงปลาฟังพระวจนะของพระเยซูและว่ายเข้าไปในอวนของเปโตรจนเต็มล้น เมื่อซีโมนเปโตรเห็นอย่างนั้นก็ทรุดตัวลงที่เข่าของพระเยซูทูลว่า “นายเจ้าข้า ขอท่านไปให้ห่างจากข้าพเจ้าเถิด เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป” (ลูกา 5:7)
เอลิซาเบธ บาร์เร็ตต์ บราวนิง กล่าวไว้ดังนี้ว่า
โลกอัดแน่นไปด้วยสวรรค์
และพุ่มไม้ธรรมดาทุกต้นก็ลุกโชนเป็นไฟด้วยพระเจ้า
มีเฉพาะเพียงแค่ผู้ที่มองเห็นเท่านั้นที่จะถอดรองเท้าออก
ส่วนที่เหลือจะนั่งล้อมวงและเด็ดผลแบล็กเบอร์รี 2
ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีกล่าวเช่นเดียวกันกับ เอลิซาเบธ บาร์เร็ตต์ บราวนิง ก่อนหน้านี้ เมื่อเขาเลือกที่จะถอดรองเท้าออก ความยิ่งใหญ่ของการทรงสร้างของพระเจ้าเป็นแรงบันดาลใจให้เขามันสการและถ่อมใจลง
เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์
ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้
มนุษย์เป็นผู้ใดเล่า ที่พระองค์ทรงระลึกถึงเขา
และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า ที่พระองค์ทรงห่วงใยเขา (สดด. 8:3-4)
ด้วยความงดงามทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นรอบตัวเรา มีความงดงามที่เหนือกว่าความงดงามของเราในหลาย ๆ ด้าน พระเจ้ากลับทรงเลือกมนุษย์ให้เป็นมงกุฎแห่งการทรงสร้างของพระองค์
เมื่อได้ยินความจริงนี้มันทำให้ผมตอบสนองสองประการ เช่นเดียวกับผู้บันทึกพระธรรมสดุดี ไม่มีคำตอบใดเลยที่ทำให้ผมรู้สึกกับตัวเองเป็นพิเศษ ประการแรก ผมรู้สึกเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ ผมมีคำถามมากมาย ทำไมพระองค์ถึงมาสนใจพวกเรา ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างด้วยความสวยงามทั้งหมดนี้ เพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงเลือกให้มนุษย์เป็นผู้ที่สะท้อนพระฉายของพระองค์ โดยเฉพาะ ผมซาบซึ้งพระคุณนั้น แต่ก็ยากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงวางเราไว้เหนือทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
ประการที่สองคือ มันทำให้ผมต้องถ่อมใจลงและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้ ทั้งแกรนด์แคนยอนและมหาสมุทรนั้น ต่างก็สวยงามกว่าผมเป็นไหน ๆ แทนที่ผมจะภูมิใจในตนเอง สิ่งทรงสร้างเหล่านี้กลับเตือนใจผมว่า ผมไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างงดงามเท่าที่ควรและผมต้องการพระเยซู
นี่คือบทเรียนแรกของเราในการเรียนรู้ที่จะยำเกรงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
ยาโคบและโมเสสเรียนรู้ความยำเกรงพระเจ้า
เมื่อคุณอ่านพระธรรมปฐมกาลผ่านเลนส์ของความยำเกรงพระเจ้า ทุกเหตุการณ์ก็จะยิ่งออกรสออกชาติมากขึ้น น้ำท่วมโลกเป็นภาพที่น่าเกรงขามที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของพระเจ้า โนอาห์เป็นหลักฐานที่แสดงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หอคอยบาเบลแสดงให้เห็นถึงฤทธานุภาพและความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่พระองค์จะไม่ปล่อยให้มนุษย์ยกย่องตนเอง ในขณะเดียวกันหอคอยบาเบลยังแสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าด้วยเพราะพระองค์จะได้ทรงจำกัดผลของบาปของผู้นำไว้ โดยการให้ผู้คนที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้โอกาสที่คน ๆ หนึ่งจะข่มเหงคนจำนวนมากมีน้อยลง การทรงเรียกของอับราฮัมเป็นภาพที่น่าเกรงขามของความรักที่ติดตามและไล่ล่ามนุษย์ (กล่าวคือ ทั้งงดงามและน่าเกรงขาม) พระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดเสด็จเข้ามาใกล้ชายคนหนึ่ง และทรงเรียกอับราฮัมให้เป็นบิดาของผู้คนมากมายซึ่งหมายถึงประชากรของพระเจ้า แต่ละเรื่องราวท้าทายความเข้าใจที่จำกัดของเราเกี่ยวกับความยุติธรรมและความรักของพระเจ้า และนำเราไปสู่การเคารพยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ แต่มีเพียงเรื่องราวของยาโคบเท่านั้นที่เผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงพระนามว่า “ความยำเกรง” (ปฐก. 31:53)
ครั้งแรกที่ยาโคบได้พบกับพระเจ้า-หรือที่ยาโคบเรียกว่า “พระองค์ที่อิสอัคบิดาของเขายำเกรง” ในตอนนั้นยาโคบกำลังหลบหนีจากเอซาวพี่ชายของตน เนื่องจากยาโคบพึ่งหลอกขโมยสิทธิบุตรหัวปีจากเอซาวไป ยาโคบจึงมีเหตุผลที่จะกลัวพี่ชายของเขา เอซาวเป็นคนตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า และบางทีก็อาจมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากกว่าด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในช่วงเวลานี้ของยาโคบ มนุษย์คือสิ่งใหญ่โต ส่วนพระเจ้านั้นกลับเล็กกระจัดริด
แต่แล้วความฝันของยาโคบก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (ปฐก. 28:10-22) คำว่าบริสุทธิ์เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม แต่ส่วนใหญ่มักใช้เพื่ออธิบายถึงที่ประทับของพระเจ้า ณ จุดนี้เองที่ยาโคบได้พบกับพระเจ้า ขณะที่เขากำลังฝัน ม่านแห่งฟ้าสวรรค์ได้ถูกเปิดออก และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับเขา พระดำรัสของพระองค์ทรงอ่อนโยนและปลอบประโลมแต่ยังคงความบริสุทธิ์ ดังนั้นยาโคบจึงรู้สึกหวาดกลัว เขาดีใจที่ได้ตื่นขึ้นและยังมีชีวิตอยู่ เขาร้องออกมาว่า “สถานที่นี้น่ายำเกรงนัก” (ข้อ 17) และเขาสาบานว่า “พระยาห์เวห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” (ข้อ 21) ยาโคบเรียกสถานที่นั่นว่าเบธเอล ซึ่งแปลว่า “พระนิเวศของพระเจ้า” สำหรับเราแล้วนี่คือข่าวดี ยาโคบเป็นคนขี้โกง แต่พระเจ้าก็ยังทรงเสด็จเข้ามาใกล้เขา พระเจ้าไม่ได้เสด็จเข้ามาใกล้ยาโคบเพราะยาโคบเป็นคนดีและสมควรได้รับสิ่งนี้ หรือเพราะพระองค์ทรงมองเห็นศักยภาพของเขา แต่พระองค์ทรงเสด็จเข้ามาใกล้เพราะว่านี่คือวิถีของพระเจ้า
เหตุการณ์นี้เองที่น่าจะอยู่ในใจของยาโคบมากที่สุดเมื่อเขาเรียกพระเจ้าว่า “พระองค์ที่อิสอัคยำเกรง” อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับพระเจ้าเพียงครั้งเดียวของยาโคบ บริบทของการเผชิญหน้ากับพระเจ้าครั้งต่อไปของเขามีความคล้ายคลึงกันตรงที่ยังคงเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามของเอซาว แต่ต่างกันตรงแทนที่ยาโคบจะวิ่งหนีจากเอซาว เขากลับกำลังจะไปพบกับเอซาวแทน
คำถามที่ชัดเจน: คุณควรจะกลัวผู้ใด? เอซาวหรือพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว? เพื่อช่วยให้ยาโคบตัดสินใจเรื่องนี้ พระเจ้าได้ทรงอวยพรยาโคบด้วยการเสด็จมาเยี่ยมเยียนเขาอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าความฝันที่เบธเอลเสียอีก พระเจ้าปรากฏกายให้ยาโคบได้เห็นในรูปกายมนุษย์ ต่อสู้กับเขา และอวยพรเขา
การที่พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองในความฝันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่พระองค์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับประชากรของพระองค์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนี่แหละคือวิธีที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะเปิดเผยพระองค์เองกับเรา พระองค์เป็นพระเจ้าที่อยู่ใกล้ชิดเรา พระองค์คือพระเจ้าที่อยู่กับเรา การได้สัมผัสกับพระลักษณะของพระเจ้าเช่นนี้คือสิ่งที่มากเกินไปสำหรับยาโคบ ดังนั้นพระเจ้าจึงเลือกที่จะให้พระนามของพระองค์เป็นความลับ อย่างไรก็ดี กับเราความลับได้ถูกเปิดเผยแล้ว เรารู้จักผู้นั้นที่มาปล้ำสู้กับยาโคบด้วยพระนามที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงและน่านำเกรงขามมากที่สุด นั่นคือ “เพราะพระนามของพระเยซู ทุกชีวิตจะต้องคุกเข่าลงกราบพระองค์” (ฟป. 2:10)
ความยำเกรงพระเจ้าเป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานให้อย่างแท้จริง ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้าจะเข้ามาแทนที่ความกลัวมนุษย์ และขจัดแนวโน้มในการละเลยบาปยับ ๆ ของเราออกไป ข่าวดีคือ เราสามารถเรียนรู้เรื่องนี้ได้ พระเจ้าทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะอวยพรให้เราได้รู้สิ่งนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมีเชื้อสายอิสราเอลเลย ขอเพียงแค่คุณปรารถนาและแสวงหาความรู้นี้เท่านั้น
โมเสสก็เหมือนกับยาโคบที่ไม่ได้มีนิสัยยำเกรงพระเจ้าติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ในที่สุดโมเสสเองก็ได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเจ้า ประสบการณ์ครั้งแรกของโมเสสที่เหมือนกับประสบการณ์ของยาโคบที่เบธเอลนั้น เกิดขึ้นขณะที่โมเสสกำลังหลบหนีด้วยเช่นกัน เมื่อพระเจ้าปรากฏกายให้โมเสสเห็นเป็นเปลวไฟในพระธรรมอพยพบทที่ 3 ตอนนั้นเป็นตอนที่โมเสสกำลังซ่อนตัวในถิ่นทุรกันดารเพื่อหลบหนีจากฟาโรห์ การปรากฏพระองค์เองต่อโมเสส สามารถกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พระเจ้าทรงนำที่ประทับของพระองค์มาใกล้โมเสสและบอกให้โมเสสรู้ว่าที่นั่นคือที่ศักดิ์สิทธิ์ โมเสสได้รับคำสั่งให้ถอดรองเท้าออก และเขาเอามือปิดหน้าด้วยความกลัว
ทั้งยาโคบและโมเสสต่างก็ได้รับพระพรและพระสัญญาจากพระเจ้า คือ ความรู้ถึงความรักของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญต่อความยำเกรงพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันทั้งสองคนต่างก็หวาดกลัวการได้ใกล้ชิดของพระเจ้าผู้สูงสุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาคือสิ่งที่สุดขั้ว พวกเขาก้าวจากความหวาดกลัวจนตัวสั่นไปสู่การนมัสการ ความยำเกรงพระเจ้าของพวกเขามีลักษณะเฉพาะคือมีทั้งความหวาดกลัวและการนมัสการ พวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ในชีวิตของคริสเตียน มีการเปลี่ยนจากความหวาดกลัวจนตัวสั่นที่เกี่ยวข้องกับการพิพากษาลงโทษ หรือไม่ก็จากความไม่แยแสที่ปฏิเสธการพิพากษาลงโทษ ไปสู่การนมัสการที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก อย่างไรก็ดี ตัวอย่างในพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเกรงขามนี้เหมาะสมกับผู้เชื่อ เมื่อเราเข้าใจความบริสุทธิ์ของพระองค์ เราจะได้รับการนำทางจากโมเสส ยาโคบ และผู้บันทึกพระธรรมสดุดี เพื่อที่เราจะสามารถกล่าวได้ว่า “ร่างกายของข้าพระองค์สั่นสะท้านด้วยความเกรงกลัวพระองค์” (สดด. 119:120) หนึ่งในพระนามของพระเจ้า คือ ความยำเกรง
นี่คือบทเรียนที่สองของเราในการเรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเจ้า
การเรียนรู้ความยำเกรงพระเจ้าองค์พระผู้ไถ่
เราได้เรียนรู้ความยำเกรงพระเจ้าโดยการรู้จักพระผู้สร้าง การทรงสร้างจักรวาลเป็นการแสดงออกถึงฤทธานุภาพและความรักของพระเจ้า นอกจากนี้เรายังเรียนรู้ความยำเกรงพระเจ้าโดยการเป็นพยานถึงพระองค์ในฐานะพระผู้ไถ่ ในพันธสัญญาเดิมเราเห็นสิ่งนี้ได้ชัดเจนที่สุดในการอพยพออกจากอียิปต์ของชนชาติอิสราเอล
การอพยพและการทรงประทานธรรมบัญญัติบนภูเขาซีนาย คือบทเรียนครั้งแรกและครั้งใหญ่ของการยำเกรงพระเจ้า ในเหตุการณ์เหล่านี้ พระเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นในด้านฤทธานุภาพ ด้านการทรงพิพากษา ด้านความรักและด้านความสัตย์ซื่อ ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดที่สามารถเทียบกับพระเจ้าได้เลย
หลังจากที่ชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์แล้ว ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงนำพวกเขาไปยังภูเขาของพระองค์ แต่เนื่องจากเป็นการอยู่ใกล้กับที่ประทับของพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลจึงได้รับคำสั่งให้ชำระตนเองในเชิงสัญลักษณ์และแยกตัวออก พวกเขาไม่สามารถล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณเชิงเขาได้ ต้องซักเสื้อผ้า และงดการมีเพศสัมพันธ์เมื่อพวกเขาต้องมารวมตัวกันที่ภูเขา พวกเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะอยู่ใกล้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
จากนั้นพวกเขาได้เห็นการทรงสำแดงของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ไฟลงมาบนภูเขา ควันหนาทึบปกคลุมทุกหนทุกแห่ง ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเสียงแตรที่ประกาศการเสด็จมาของพระเจ้าก็ดังกึกก้องขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่า ประสาทสัมผัสของทุกคนถูกผลักดันออกมาจนถึงขีดสุดแห่งการรับรู้
ครั้งหนึ่งผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เสียงดังและน่าตกใจพอ ๆ กันกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ผมได้ขับรถกับเพื่อน ๆ มหาวิทยาลัยไปทางใต้ของฟลอริดาโดยใช้เวลาประมาณยี่สิบชั่วโมง ตอนที่เราไปถึงก็ประมาณตีหนึ่งครึ่งแล้ว และดูเหมือนว่าที่พักที่มีดูจะแพงเกินไปสำหรับการพักค้างคืนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นเราจึงตัดสินใจหาที่กางเต็นท์แทน ระหว่างนั้นพวกเราทุกคนยกเว้นคนขับต่างก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ในที่สุดเมื่อเขาหยุดรถ เราก็กางเต็นท์และนอนพักที่นั่น แต่สิ่งที่เราไม่รู้เลยก็คือ ในระหว่างที่คนขับหาที่กางเต็นท์ชั่วคราว เขาได้ขับรถผ่านป้าย “ห้ามบุกรุก” เข้าไปแล้ว
สิ่งต่อมาที่ผมจำได้คือ พื้นดินกำลังสั่นสะเทือนและมีเสียงของภูเขาถล่ม ในความโกลาหลนั้น ผมเห็นเพื่อนของผมทั้งสี่คนอ้าปากค้างและเส้นเลือดที่คอของพวกเขาก็โป่งออกมา พวกเขากำลังกรีดร้อง แต่เสียงข้างนอกนั้นดังจนผมไม่ได้ยินเสียงอะไรของพวกเขาเลย หลังจากนั้นไม่กี่นาที เราก็เดินโซเซออกมาจากเต็นท์และได้รู้ว่าทำไมเราถึงได้ที่กางเต็นท์ฟรี เป็นเพราะเรากางเต็นท์อยู่ติดกับปลายรันเวย์ของกองทัพนั่นเอง เสียงที่เราได้ยินคือเสียงเครื่องบินขนส่งขนาดมหึมาของกองทหารที่กำลังบินขึ้นห่างจากหัวของเราไปเพียงประมาณเก้าเมตรเท่านั้นเอง
ผมคาดว่าชาวอิสราเอลคงไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเช่นกันเมื่อเสียงแตรดังกึกก้องขึ้น เพราะพวกคงมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับภูเขาจนไม่ทันสังเกตเห็นคนรอบตัวที่กำลังอ้าปากค้างจนเส้นเลือดที่คอของพวกเขาโป่งพองออกมา
ผลลัพธ์ของเหตุการณ์นั้น คือคำสั่งสิบข้อบนแผ่นศิลาสองแผ่น ซึ่งก็คือธรรมบัญญัตินั่นเอง (ไม่มีข้อใดเลยที่บอกว่าเราได้รับการชื่นชมจากคนอื่น) อาจจะฟังดูน่าผิดหวัง แต่หากผู้คนคาดหวังสิ่งที่มีความหมายมากกว่านี้ พวกเขาก็ย่อมพลาดการเข้าใจแก่นแท้ของธรรมบัญญัติไปอย่างสิ้นเชิง
ธรรมบัญญัตินั้นงดงาม เพราะเผยให้เห็นถึงพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระบัญญัติสิบประการและการประยุกต์ใช้มากมาย ล้วนสอนเราเกี่ยวกับผู้ที่ทรงประทานธรรมบัญญัตินี้แก่เรา ธรรมบัญญัติเหล่านี้เผยให้เห็นว่า วิธีการของพระเจ้านั้นสูงกว่าวิธีการของประชาชาติที่อยู่รอบ ๆ ชาวอิสราเอลอย่างมาก สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการจู้จี้จุกจิกสำหรับเรานั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นการเปิดเผยที่สวยงามของพระเจ้าผู้ทรงปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่และคนยากจน พระเจ้าผู้ทรงเกลียดความอยุติธรรม ทรงรักความเมตตา ทรงประทานการยกโทษและทรงชำระให้สะอาด และทรงบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ในธรรมบัญญัติพระเจ้าทรงกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับความบริสุทธิ์ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อน
เราสามารถกล่าวได้ว่าธรรมบัญญัติเป็นเอกสารแห่งความรักอันบริสุทธิ์ ในธรรมบัญญัตินั้นพระเจ้าตรัสว่า “เราได้แสดงให้เจ้าเห็นแล้วว่า ถึงแม้เจ้าจะเป็นชนชาติที่อ่อนแอที่สุด แต่เราได้ช่วยเจ้าและดูแลเจ้าดุจบุตรที่รักของเรา เราได้เปิดเผยความรักนิรันดร์ของเราที่มีต่อเจ้ามากยิ่งขึ้น บัดนี้ เจ้าเห็นความรักของเราแล้วและรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรของเรา เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรักเราและดำเนินชีวิตอย่างบุตรแห่งสวรรค์ เพื่อแสดงให้เจ้าเห็นว่าจะทำสิ่งนั้นได้อย่างไร เราจึงมอบธรรมบัญญัติแก่เจ้า ธรรมบัญญัตินี้จะสอนให้เจ้าเป็นเหมือนพระบิดาในสวรรค์ของเจ้า” การเชื่อฟังของเราไม่ได้ทำให้พระองค์รักเรา แต่พระองค์ทรงรักเราก่อนแล้วจึงประทานโอกาสให้เราตอบสนองต่อความรักของพระองค์
เพราะเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า จงชำระตัวให้บริสุทธิ์เพื่อเจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์ (ลนต. 11:4; ดูเพิ่มเติม 19:2; 20:7)
เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเรายาห์เวห์เป็นผู้บริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา (ลนต. 20:26)
มนุษย์จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร? พวกเขาจะรักและถวายเกียรติแด่พระเจ้าของพวกเจ้าได้อย่างไร? ด้วยความเคารพยำเกรงพวกเขาจะยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ และพวกเขาเชื่อวางใจว่าพระองค์เองจะทรงยกโทษบาปของพวกเขา ซึ่งบาปเหล่านั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความยำเกรงพระเจ้าเป็นเช่นไร นี่คือสิ่งที่ธรรมบัญญัติได้สอนไว้ จะมีของขวัญชิ้นใดที่ทรงเกียรติยิ่งไปกว่านี้หรือ? ไม่น่าแปลกใจที่ผู้บันทึกพระธรรมสดุดีจะกล่าวว่า “ร่างกายข้าพระองค์สั่นเทิ้มเพราะหวาดกลัวพระองค์ และข้าพระองค์กลัวคำพิพากษาของพระองค์” (สดด. 119:120)
นี่คือบทเรียนที่สามของเราในการเรียนรู้เรื่องความยำเกรงพระเจ้า
เมื่อถึงจุดนี้ให้แน่ใจว่าคุณได้จับจ้องที่พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแกรนด์แคนยอนหรือธรรมบัญญัติสิบประการ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สร้างความรู้สึกเกรงขาม เพราะเป็นการแสดงออกถึงพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า
สำหรับต่อยอดความคิด
-
คุณเพิ่งจะเริ่มต้นใคร่ครวญถึงความยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น ในขั้นตอนนี้ให้คุณอธิบายเป็นคำพูดของตัวเองว่าความยำเกรงพระเจ้าคืออะไร ขอให้เป็นความหมายเชิงบวกและแสดงความมุ่งมั่นปรารถนาของคุณ เพราะนี่คือของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานให้กับผู้ที่มีปัญญาที่สุดท่ามกลางพวกเรา
-
เมื่อใจของเราและธรรมบัญญัติของพระเจ้ามาบรรจบกัน เรามักจะมองข้ามพระคุณของพระเจ้า ย้อนกลับไปที่พระบัญญัติสิบประการและพิจารณาว่าพระบัญญัติเหล่านี้เผยให้เห็นลักษณะนิสัยของพระเจ้าอย่างไร (อพย. 20) ตัวอย่างเช่น ธรรมบัญญัติเผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ที่จะไม่ทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ (“อย่าล่วงประเวณี”) พระองค์เป็นเจ้าของทุกสิ่ง พระองค์ต้องการเราเป็นของพระองค์เอง เป็นต้น