Skip to content
Grace Bannasan

Chapter 4 · Free

บทที่ 3: ผู้คนจะทำร้ายร่างกายฉัน

When People are Big and God is Small · Edward Welch

บทที่ 3: ผู้คนจะทำร้ายร่างกายฉัน

การถูกปฏิเสธสามารถกระตุ้นความกลัวของมนุษย์ได้และมันมักจะเกิดขึ้นจริง การถูกปฏิเสธโจมตีจิตวิญญาณของเรา และเรามักตอบสนองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด แต่เราหวังว่าจะได้ยินพระปัญญาของพระเยซูมากกว่าปล่อยให้สิ่งนั้นครอบงำเรา ภัยคุกคามอีกประการหนึ่งคือ เมื่อคุณเผชิญกับอันตรายจากผู้อื่น ทั้งทางร่างกายและจิตใจ คุณจะไม่กลัวผู้อื่นได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาทำให้คุณตกอยู่ในอันตราย? 

ขอให้ผมได้อธิบายให้คุณฟัง การที่อะดรีนาลีนของคุณหลั่งออกมาเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางร่างกายนั้นไม่ถือเป็นบาป แต่ความกลัวมนุษย์คือความกลัวที่เลยเถิด มันอาจจะเริ่มต้นจากความกลัวตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อเราอ่อนแอและถูกคุกคาม แต่เมื่อสัญญาณเตือนนี้ไม่ถูกควบคุมด้วยความเชื่อ ความกลัวนี้ก็จะเป็ความกลัวที่ครอบงำตัวเองและลืมพระเจ้าไปชั่วขณะหนึ่ง ความกลัวนี้เมื่อใดก็ตามที่มันถูกกระตุ้น มันอาจจะควบคุมชีวิตเราได้ ในสถานะเช่นนี้ เราจะมองคนอื่นราวกับว่าเขาเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตและความตาย

การรู้สึกกลัวไม่ใช่เรื่องผิด ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยบาป เราควรจะกลัวบ้างในบางครั้ง แต่ปัญหาคือ เมื่อเราไม่มีพระเจ้าอยู่ในสมการความกลัวของเรา ความกลัวมนุษย์เป็นภัยคุกคามต่อจิตวิญญาณของผู้ที่ถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ ผู้กระทำความผิดจะยิ่งเติบโตในใจกลายเป็นรูปเคารพมากขึ้นเท่านั้น และอำนาจของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ขอให้จำไว้ว่าเป้าหมายของเราในบทเหล่านี้คือ การระบุให้ได้ว่าความกลัวมนุษย์ซ่อนตัวอยู่ที่ใดในใจของเรา จากนั้นเราจะหันไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ฟังพระวจนะอันประเสริฐของพระองค์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ และยึดถือพระวจนะเหล่านั้นไว้ให้แน่นจนกว่าพระวจนะจะมีผลในการคลายอำนาจผูกมัดที่ผู้อื่นมีต่อเรา

พลังของคำพูด 

อันตรายสามารถเกิดขึ้นได้จากคำพูด พระคัมภีร์ไม่เคยลดทอนผลกระทบของคำพูดลงเลย คำพูดสามารถให้ชีวิตหรือทำให้ตายก็ได้

เด็ก ๆ มักจะถูกบดขยี้ให้อยู่ภายใต้อำนาจของคำพูดเหล่านี้ พวกเขากลายเป็นคนเงียบ หลังจากเผชิญกับคำพูดเหล่านั้นเพียงไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็จะถอยห่าง แต่ยังคงระมัดระวังอยู่เสมอ โดยปกติแล้ว มันต้องมีเหตุการณ์มากกว่าหนึ่งเหตุการณ์จึงจะจุดไฟแห่งความกลัวมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ หรือบางทีอาจเป็นเพียงเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับตัวคุณที่คุณเผลอได้ยินโดยบังเอิญ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของคุณทำให้อ่อนไหวต่อความกลัวคนอื่นมากขึ้น มักเป็นเพราะคุณได้รับผลกระทบจากคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจอย่างต่อเนื่อง คุณได้ยินคำพูดที่วิพากษ์วิจารณ์ ดูถูก หรือหยาบคายใส่คุณทุกวัน

บ่อยครั้งที่คำพูดเหล่านี้มาพร้อมกับการกระทำที่คุกคามถึงชีวิต

เรื่องราวของเจน 

เจนเป็นเหยื่อของความรุนแรงทั้งทางร่างกายและทางเพศ เธอถูกพ่อของเธอข่มขืนตั้งแต่ 7 ขวบจนถึง 12 ขวบ พ่อหยุดข่มขืนเจนเพียงเพราะเขาแก่ตัวลงและเชื่องช้า ทำให้เจนสามารถหลบหนีจากเขาได้ แต่ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปในช่วงวัยรุ่นตอนต้นของเธอ พี่ชายของเธอต่อยเธอจนตัวงอด้วยความเจ็บปวด แม้ว่าขอบตาจะเขียวช้ำและซี่โครงหัก แต่เธอก็ไม่เคยไปโรงพยาบาลเลย เพราะพี่ชายขู่ว่าจะฆ่าเธอถ้าเธอบอกใครเรื่องนี้

ตอนนี้เจนอายุ 35 แล้ว เธอแต่งงานมา 8 ปีแล้วกับสามีที่คอยสนับสนุนเธอมาโดยตลอด และมีลูกสองคนที่อยู่ในวัยก่อนเข้าเรียน เธอได้เผชิญหน้ากับทั้งพ่อและพี่ชายอย่างกล้าหาญ ทั้งสองคนก็ยอมรับในความผิดของตนและแสดงความสำนึกผิดออกมาบ้าง เพราะทั้งสองต้องการให้ทุกคนลืมเรื่องนั้นไป เจนมีความเข้มแข็งอย่างเห็นได้ชัด แต่การก้าวเดินในทิศทางที่ถูกต้องของเจนกลับไม่ได้ปกป้องเธอจากปัญหาต่าง ๆ มากมายที่แตกต่างออกไป

ตัวอย่างเช่น เมื่อเจนพูดถึงคนที่ทำร้ายเธอคนใดคนหนึ่ง อารมณ์ของเธอจะขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างรุนแรง บางครั้งเธอปรารถนาที่จะได้รับความรักแบบครอบครัวจากพวกเขาอย่างแรงกล้า ราวกับเธอหวังว่าจะได้เขียนทับอดีตของเธอในวัยเด็กแบบใหม่ที่ไม่ใช่แบบเดิม บางครั้งเธอก็รู้สึกโกรธและหวังว่าพวกเขาจะตายไปเสียที บางครั้งก็รู้สึกหวาดกลัวเมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและพยายามตีตัวออกห่างจากทุกคน เพราะเธอรู้สึกว่าทุกคนที่พบเจอเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเธอ

เจนเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งหนึ่งและมีความเชื่อในพระเยซู อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่ความเชื่อของเธอจะมีผลไปถึงอดีตของเธอได้ ศิษยาภิบาลของเธอได้ช่วยเธอในการเผชิญหน้ากับพ่อและพี่ชายของเธอ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะพึ่งพาความเข้มแข็งของเจตจำนงของตนเองเพื่อให้ผ่านแต่ละวันไปได้มากกว่า เธอบอกว่าบางครั้งความสัมพันธ์ของเธอกับพระเจ้านั้น “ห่างเหิน” เพราะเธอรู้สึกไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกของพระองค์และก็รู้สึกโกรธพระเจ้าในเวลาเดียวกันด้วย

ยังมีความหวังสำหรับเจนและสำหรับทุกคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกคนอื่นทำร้าย แต่ก่อนที่เราจะให้คำตอบที่ชัดเจน เรามาพิจารณาตัวอย่างในพระคัมภีร์เกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนตอบสนองต่อการคุกคามและการถูกโจมตีกันก่อน

วีรบุรุษผู้ไม่เต็มใจ 

อับราฮัมแสดงให้เราเห็นว่าความกลัวมนุษย์เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แม้กระทั่งในหมู่ผู้เชื่อก็ตาม ไม่นานหลังจากที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทำให้เขาเป็นชนชาติใหญ่ อับราฮัมได้เดินทางไปยังอียิปต์เนื่องด้วยการกันดารอาหาร

เมื่อใกล้จะเข้าอียิปต์ อับรามก็พูดกับนางซารายภรรยาของท่านว่า “นี่แน่ะ ฉันรู้ว่าเธอเป็นหญิงรูปงาม เมื่อคนอียิปต์เห็นเธอ พวกเขาจะว่า “หญิงคนนี้เป็นภรรยาของเขา” แล้วก็จะฆ่าฉันเสีย แต่จะไว้ชีวิตเธอ ขอให้บอกว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน เพื่อเขาจะได้ทำดีต่อฉันเพราะเธอ และฉันจะได้รอดชีวิตเพราะเธอ (ปฐก. 12:11-13)

อับราฮัมกลัวว่าจะถูกคุกคามทางร่างกาย เขารู้สึกเปราะบาง สิ้นหวัง และไม่ได้รับการปกป้อง แต่แทนที่จะวางใจพระเจ้า อับราฮัมกลับวางใจในแผนการที่เขาคิดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง สำหรับอับราฮัม ชาวอียิปต์ดูยิ่งใหญ่แต่พระเจ้ากลับดูเล็กน้อย นี่แหละคือความกลัวมนุษย์

อีกไม่กี่บทต่อมาในปฐมกาลบทที่ 20 อับราฮัมใช้กลอุบายเดียวกันนี้อีกครั้ง คราวนี้อับราฮัมไม่เพียงแต่ทำให้ภรรยาของเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เธออาจถูกล่วงเกินเท่านั้น แต่เขายังทำบาปต่ออาบีเมเลคกษัตริย์แห่งเกราร์ด้วย ถึงแม้ว่าอาบีเมเลคจะไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจแบบฟาโรห์ แต่เขาเป็นบุคคลที่คนทั่วไปรู้จักดีและเป็นผู้ปกครองมณฑล นั่นดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับอับราฮัม ดังนั้นเขาจึงขอให้ภรรยาของเขาโกหกอีกครั้ง มีเพียงการแทรกแซงของพระเจ้าอย่างทรงฤทธานุภาพเท่านั้นที่ทำให้อาบีเมเลคไม่ล่วงประเวณีกับนางซาราห์ รวมถึงช่วยให้อับราฮัมไม่ต้องละอายใจอย่างที่สุด

ด้วยอดีตอันแสนวุ่นวายบวกกับความเชื่อที่ผสมผสานกับความกลัวเช่นนี้ อับราฮัมจึงดูไม่เหมาะสมที่จะผ่านการทดสอบที่ยากที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะต้องเผชิญ เขาจะยำเกรงพระเจ้าจนถึงขนาดยอมเชื่อฟังแม้ว่าจะต้องเสียสละลูกชายคนเดียวของเขาก็ตามไหม? การถูกคุกคามชีวิตก็ว่าเลวร้ายแล้ว แต่การที่ชีวิตของลูกถูกคุกคามยิ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่ามาก และนี่คือการทดสอบที่อับราฮัมต้องเผชิญ 

แต่อับราฮัมก็ไม่หวั่นไหวเลย เมื่อพระเจ้าบอกให้อับราฮัมสละชีวิตลูกชาย อับราฮัมตื่นแต่เช้าอย่างเชื่อฟังพระเจ้า มีพ่อคนไหนที่จะยอมทำเช่นนี้? มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อว่าหากพระเจ้าจะพรากชีวิตลูกชายของเขาไป พระองค์จะคืนชีวิตให้ลูกชายของเขาฟื้นจากความตายได้ อับราฮัมหายจากความกลัวมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่งเมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเขา เมื่ออับราฮัมแสดงความเต็มใจที่จะวางใจพระเจ้าแม้ว่านั่นหมายถึงลูกชายของเขาจะต้องตายก็ตาม ทูตสวรรค์ของพระเจ้าจึงกล่าวว่า “บัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า” (ปฐก. 22:12)

เมื่อความกลัวชนะและคนรุ่นหนึ่งพ่ายแพ้ 

ตัวอย่างความเชื่ออันกล้าหาญของอับราฮัมไม่ได้ขจัดความกลัวมนุษย์ออกไปจากลูกหลานของเขา ประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ได้พลิกผันอย่างรุนแรงไม่ใช่เพียงในเชิงสัญลักษณ์ แต่เกิดขึ้นจริงในทางกายภาพต่อคนทั้งชาติ เนื่องจากชาวฮีบรูกลัวว่าชาวคานาอันจะทำร้ายพวกเขา ประชากรของพระเจ้าที่เกือบจะได้เข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญาที่เปลี่ยนไปสู่การพเนจรในถิ่นทุรกันดารแทน

ในพระธรรมกันดารวิถีบทที่ 13 กลุ่มสายลับชาวอิสราเอลได้รับมอบหมายให้ไปสอดแนมดินแดนนั้น ในรายงานของพวกเขา พวกเขาระบุว่าดินแดนนั้นเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาและ “มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (กดว. 13:27) แต่พวกเขากลับเกรงกลัวชาวเมืองในดินแดนนั้นมากกว่ายำเกรงพระเจ้าของตน แม้ว่าพวกเขาเพิ่งเห็นกับตาของตนเองว่า พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวของพวกเขาได้พิสูจน์พระองค์เองในการเผชิญหน้ากับฟาโรห์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ตาม

แต่ว่าคนที่อยู่ในแผ่นดินนั้นมีกำลังมาก เมืองของพวกเขาก็มีกำแพงป้องกันและใหญ่โตมาก…เราไม่สามารถเข้าไปและชนะคนเหล่านั้นได้ เพราะพวกเขากำลังมากกว่าเรา เราเป็นเหมือนตั๊กแตน และเราก็เป็นเช่นนั้นในสายตาของพวกเขา (กดว. 13:28, 31, 33)

ประชาชนเพิกเฉยต่อคำวิงวอนของโมเสสที่ว่าพวกเขาไม่ต้องกลัว (กดว. 14:9) การพิพากษาสำหรับความไม่เชื่อดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และพระเจ้าตรัสว่า “ชนชาตินี้จะสบประมาทเรานานเท่าไร พวกเขาจะไม่เชื่อเรานานแค่ไหน แม้เราได้ทำการอัศจรรย์ทุกอย่างท่ามกลางพวกเขามาแล้ว เราจะประหารเขาทั้งหลายด้วยโรคระบาด และตัดเขาทิ้งไป แล้วเราจะทำให้เจ้าเป็นประเทศใหญ่โตและแข็งแรงกว่าพวกเขาอีก” (กดว. 14:11-12)

พระเจ้าผู้หวงแหนของเราทรงเรียกร้องให้นมัสการและยกย่องเพียงแค่พระองค์เท่านั้น การกลัวชาวคานาอันแทนที่จะยำเกรงพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวนั้นถือเป็นการนมัสการรูปเคารพ แต่เนื่องจากโมเสสได้ทูลขอพระเมตตาเพื่อชนชาติอิสราเอล พระเจ้าจึงทรงมีพระเมตตาที่จะลดโทษให้พวกเขา แทนที่จะทำลายล้างชนชาติอิสราเอลจนสิ้นซาก พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้คนรุ่นหนึ่งเท่านั้นที่จะได้เข้าไปในดินแดนแห่งพันธสัญญา พวกเขาจะต้องตายเหมือนคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร แต่ลูกหลานของพวกเขาจะได้เห็น การเติมเต็มในพระสัญญาของพระเจ้า ช่างเป็นพระคุณอันน่าอัศจรรย์ใจอย่างแท้จริง

เมื่อการพิพากษาของพระเจ้าสิ้นสุดลงและชนชาติอิสราเอลรุ่นที่ไม่เชื่อพระเจ้าได้ ล้มตายไปหมดแล้ว โมเสสได้ร้องขอกับชนชาติอิสราเอลเป็นครั้งสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและจริงจังอย่างยิ่งก่อนที่โมเสสจะจากโลกนี้ไป และก่อนที่เขาจะส่งมอบสิทธิอำนาจของตนต่อให้กับโยชูวา คำเตือนใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยหัวใจของผู้เลี้ยงดูฝูงแกะ ซึ่งต่อมาถ้อยคำเหล่านี้ได้กลายเป็นพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติที่ตรึงใจผู้คนได้อย่างไม่ต้องสงสัย ในคำเทศนานั้น โมเสสได้เรียกร้องให้ชนชาติอิสราเอล ถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างหมดหัวใจ และเตือนพวกเขาไม่ให้ละเมิดพันธสัญญา โมเสสย้ำกับพวกเขาเป็นพิเศษให้หลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีตที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยกลัวผู้คนมากกว่ายำเกรงพระเจ้า โมเสสพูดเสมอไม่ใช่หรือว่า “อย่ากลัวหรืออย่าตกใจ” (ฉธบ. 1:21) และ “อย่างครั่นคร้ามหรือกลัวเขา (ศัตรู) เลย” (1:29) แต่ระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร ชนชาติอิสราเอลไม่ได้เชื่อฟัง และผลที่ตามมาคือความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ สิ่งที่พวกเขากลัวนั้นได้ครอบงำพวกเขาอย่างแท้จริง

ดังนั้น โมเสสจึงกล่าวต่อไปว่า

อย่ากลัวเขาเลย [โอกษัตริย์แห่งบาชาน] (3:2) 

ท่านทั้งหลายอย่ากลัวพวกเขาเลย [อาณาจักรทั้งสิ้น] (3:22) 

ในวันนั้นที่ท่านยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่านที่โฮเรบ พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงรวบรวมประชากรให้มาหาเรา เพื่อเราจะให้เขาได้ยินถ้อยคำของเรา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงเราตลอดวันคืนที่เขามีชีวิตอยู่ในโลก’ (4:10)

โอ อยากให้พวกเขามีใจเช่นนี้อยู่เสมอ คือใจที่ยำเกรง [พระยาห์เวห์] (5:29; ดูเพิ่มเติม 6:2, 13)

ถ้าท่านจะนึกในใจว่า “ประชาชาติเหล่านี้ใหญ่โตกว่าข้า ข้าจะขับไล่พวกเขาไปได้อย่างไร’ ท่านอย่ากลัวพวกเขาเลย (7:17-18)

ยังมีคำเตือนและคำให้กำลังใจแบบเดียวกันนี้อีกหลายสิบครั้ง ซึ่งล้วนแต่ไปในแนวทางเดียวกัน นั่นคือ “พวกเจ้ามักจะกลัวคนที่ดูเหมือนจะเป็นภัยคุกคามต่อเจ้า แต่จงยำเกรงพระเจ้าและพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

ในตอนท้ายของพระธรรมเล่มนี้ โมเสสไม่เบื่อเลยที่จะเตือนสิ่งนี้ซ้ำอีก ในเฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 เขาสั่งประชาชนว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่าน” โมเสสย้ำคำพูดนี้อีกครั้งว่า “อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย” (31:8) โมเสสจบการสั่งสอนของเขาด้วยการให้กำลังใจเป็นครั้งสุดท้าย

สองผู้นำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ 

พระธรรมโยชูวาเริ่มต้นในลักษณะเดียวกัน อ่านโยชูวา 1:1-9 และขอให้สังเกตคำเตือนใจ พระเจ้าได้ให้คำแนะนำกับโยชูวาถึงสามครั้ง พระองค์ทรงบอกโยชูวาให้เข้มแข็งและกล้าหาญ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วไม่ใช่หรือ?” พระเจ้าทรงตรัสถามโยชูวาและทรงตรัสต่อไปว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าครั่นคร้ามหรือตกใจเลย เพราะว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าสถิตกับเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป” (ข้อ 9)

โยชูวาเป็นลูกศิษย์ที่ดีเสมอ ต่อมาเมื่อเขาเผชิญหน้ากับกษัตริย์ที่ถูกจับเป็นเชลยห้าพระองค์ โยชูวาได้กล่าวซ้ำคำสั่งเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับชนชาติอิสราเอลอีกครั้งว่า “อย่ากลัวหรือตกใจเลย จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด” (10:25) ความมั่นใจของเขามาคู่กับการเชื่อฟัง - ซึ่งมันจะต้องเป็นเช่นนี้เสมอ โยชูวาได้ประหารชีวิตกษัตริย์ทั้งห้าองค์ด้วยดาบของเขาเอง ด้วยการเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ดีเช่นนี้ โยชูวาได้ทิ้งมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ คือ “คนอิสราเอลได้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์ตลอดสมัยของโยชูวา” (24:31)

ดาวิดเองก็ระมัดระวังต่อความกลัวมนุษย์และอันตรายมากมายที่มันจะนำมาให้อยู่เสมอ พระธรรมสดุดีมักจะวนเวียนอยู่กับคำถามหนึ่ง คือ เราควรจะกลัวผู้ใด พระเจ้าหรือมนุษย์? คำตอบของดาวิดคือ “พระยาห์เวห์จะทรงครอบครองเป็นนิตย์” (สดด. 146:10) มนุษย์ทุกคนต้องตายและในวันเดียวกันนั้นความคิดของเขาก็จะสูญสิ้นไป (สดด. 146:4) พระเจ้าทรงเป็นโล่ของดาวิด (สดด. 3:3; 5:12; 7:10) ทรงเป็นที่ลี้ภัยและป้อมปราการของเขา (สดด. 5:11; 9:9) ทรงเป็นกำลังของดาวิด (สดด. 118:14) และทรงเป็นศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า (สดด. 18:2) เมื่อดาวิดรู้สึกกลัว เขาก็จะหวนระลึกขึ้นมาได้ว่าผู้คนสามารถมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้เมื่อเทียบกับตัวเขา แต่คนเหล่านั้นไม่มีพลังอำนาจใด ๆ เลยเมื่อเทียบกับพระเจ้าของเขา

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะชัดเจนขึ้นคือ เราควรจะรู้สึกกลัวเมื่อเราถูกคุกคามทางร่างกาย การที่อะดรีนาลีนของคุณหลั่งออกมาเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางร่างกายนั้นไม่ถือเป็นบาป แต่ความกลัวมนุษย์คือความกลัวที่เกินขอบเขต มันอาจจะเริ่มต้นจากความกลัวตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อเราอ่อนแอและถูกคุกคาม แต่บางครั้งสัญญาณเตือนนี้ไม่ได้รับการควบคุมด้วยความเชื่อ ปัญหาคือเมื่อเราไม่มีพระเจ้าอยู่ในสมการความกลัวของเรา นี่คือจุดที่ทำให้เจนอ่อนแอ อีกทั้งมันยังเป็นประสบการณ์เดียวกันกับที่ทหารผ่านศึกหลายคนที่ผมรู้จักต้องเผชิญ แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เช่นนั้นเสมอไป

ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีกล่าวถึงความกลัวต่อศัตรูบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น ดาวิดพูดถึงการไล่ล่าอย่างดุเดือดของศัตรูและความกลัวของเขาเมื่อเขาถูกพวกฟิลิสเตียจับตัวที่เมืองกัท เมื่อใดก็ตามที่ดาวิดนอนหลับ เขาไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่ ดาวิดก็กลัวเช่นกัน แต่เขาไม่ได้กลัวมนุษย์มากกว่ายำเกรงพระเจ้า เขา กล่าวว่า

เมื่อข้าพระองค์กลัว 

ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ 

ในพระเจ้า ผู้ที่ข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะ 

ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจ ข้าพระองค์จะไม่กลัว 

เนื้อหนังจะทำอะไรข้าพระองค์ได้ (สดด. 56:3-4)

พระเจ้าทรงเป็นพระศิลาและป้อมปราการของดาวิด

ดังนั้น บทเพลงสดุดีของดาวิดจึงไม่ใช่ตัวอย่างของความกลัวมนุษย์ เมื่อใดก็ตามที่ดาวิดรู้สึกกลัว เขาจะหันไปหาจอมกษัตริย์ของเขาเสมอ “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์” และนี่คือความแตกต่าง ดาวิดรู้ว่าเขายืนอยู่บนทางแยกระหว่างความเชื่อในพระเจ้ากับความกลัวมนุษย์ และเขารู้ว่าต้องหันไปทางไหน

“จงระวังตัวให้ดี” ดาวิดเตือนเรา “ความกลัวตามปกติจะกลายเป็นการนมัสการรูปเคารพเมื่อคุณพยายามจัดการความกลัวนั้นด้วยตัวเอง” จากนั้นเขาเชิญชวนให้เราก้าวต่อไป ปล่อยให้เขาเป็นคนนำถึงแม้ว่าเขาจะนำหน้าเราไปไกลแล้วก็ตาม เขาพูดถึงความมั่นใจในพระเจ้า และเขาเตือนให้เราจำได้ว่าเมื่อเรามีพระเจ้า เราก็มีทุกสิ่งที่เราจำเป็นต้องมี

พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งแห่งชีวิตข้าพเจ้า 

ข้าพเจ้าจะเกรงผู้ใดเล่า 

เมื่อพวกคนชั่วมาข้าพเจ้า 

เพื่อจะกินเนื้อข้าพเจ้า 

คือบรรดาคู่อริและศัตรูของข้าพเจ้า 

พวกเขาจะสะดุดและล้มลง

…แม้สงครามถาโถมใส่ข้าพเจ้า 

ข้าพเจ้ายังวางใจพระเจ้าอยู่ 

ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระยาห์เวห์ 

ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหา 

คือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ 

ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของข้าพเจ้า (สดด. 27:1-4)

หากคุณอ่านพระธรรมสดุดีตอนนี้และสามารถพูดได้ว่าบทนี้แสดงถึงความปรารถนาของหัวใจคุณ นั่นก็แสดงว่าคุณกำลังเรียนรู้ถึงความยำเกรงพระเจ้าแล้ว

ความหวังสำหรับผู้ที่มีความกลัวและความละอาย 

หากจะมีใครสักคนที่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวคนที่ดูเหมือนว่าจะมีอำนาจมากกว่าตน คนนั้นก็คือเจน ดังที่เราเห็นในบทนี้ก่อนหน้านี้ เธอตกเป็นเหยื่ออย่างน่าเศร้า ความละอายใจและความกลัวจะไล่ตามเธอไปตลอดชีวิต และเธอจำเป็นต้องสู้เพื่อขจัดมันออกไป

แต่ยังมีอะไรอีกมากกว่านั้นรออยู่สำหรับเจน

พระเจ้าทรงดึงเจนเข้ามาใกล้พระองค์และทรงชำระล้างเธอให้สะอาด รวมถึงพระองค์ยังทรงยืนหยัดต่อต้านผู้กดขี่เธอ เจนสามารถฝากพ่อและพี่ชายของเธอไว้กับพระบิดาผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรมได้ (1 เปโตร 2:23) และเธอมั่นใจได้ว่ายังมีพระคำดี ๆ อีกมากมายรอเธออยู่

ในท่ามกลางบรรดาพระคำที่ดีเหล่านั้น มีคำพูดที่ว่า “มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ชั่วเวลาหนึ่งอย่างลมหายใจ” (สดด. 39:5) อำนาจของพวกเขาจะจางหายไป ความชั่วร้ายของพวกเขาจะไม่คงอยู่ตลอดกาล เมื่อความเป็นนิรันดร์ลงมายังผืนแผ่นดินโลก การกระทำของคนเหล่านั้นจะถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับทุกสิ่งที่เป็นมลทิน ในฐานะที่เป็นเพียง มนุษย์ธรรมดาซึ่งถูกสร้างขึ้นและจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าตลอดชีวิต ความสัมพันธ์ที่เจนมีกับพ่อและพี่ชายของเจนไม่สามารถมอบชีวิตและคำตอบให้กับเจนได้

และยังมีมากกว่านั้นอีก

เจนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกต้องเพื่อปลดปล่อยตัวเธอเองจากความกลัวและความอับอายที่เธอมี พระเยซูถูกตัดสินให้สิ้นพระชนม์ในลักษณะที่น่าละอายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ คือถูกเปลือยกายและถูกตรึงบนไม้กางเขน พระเยซูทรงรู้จักความอับอาย แต่พระองค์ทรงไร้ซึ่งความผิด พระองค์ทรงแบกรับความละอายใจของผู้อื่นที่ถูกวางไว้บนพระองค์ นี่คือบุคคลที่เจนต้องการ

เนื่องจากพระองค์ทรงทนทุกข์กับความน่าละอายและการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง พระเยซูทรงรู้จักความอับอายอย่างถ่องแท้ และทรงมีสายพระเนตรอันเฉียบคมในการมองเห็นวิญญาณที่ต้องเผชิญกับความน่าละอายเหมือนกัน เมื่อสายตาของเจนจับจ้องที่พระเยซู เจนก็สามารถหยุดความพยายามในการชำระล้างตัวเองจากความน่าละอาย และหันมาเรียนรู้ว่าพระเยซูทรงชำระล้างความละอายใจและความผิดบาปของเธอแทน เพราะพระองค์ทรงทั้งเคยประสบความน่าละอายและการแบกรับความน่าละอายของคนของพระองค์ไว้บนพระองค์เอง ดังนั้น ความน่าละอายจึงไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดตัวตนของเราได้อีกต่อไป ในความเป็นจริงโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ ความน่าละอายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเราอีกต่อไปเลย

แล้วพระเจ้าทรงตอบสนองต่อคนที่ตกเป็นเหยื่อที่ได้ไว้วางใจพระองค์อย่างไร? พระองค์ทรงเข้าใจความอับอายของพวกเขา ทรงโศกเศร้าที่ลูก ๆ ของพระองค์ตกเป็นเหยื่อ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราอาจจะมองไม่เห็นว่าล้อแห่งสวรรค์กำลังหมุนไปอย่างไร แต่ด้วยความเชื่อเรารู้ว่าพระเจ้าไม่ทอดทิ้งผู้ที่ถูกผู้อื่นทำร้าย (ดูตัวอย่างได้จากพระธรรมสดุดีบทที่ 22) พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาและใช้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์กำจัดความอับอายเหล่านั้น จากนั้น ในพระราชกิจของพระเจ้าที่ดูเหมือนเกินคาดคิด พระเจ้าทรงกระทำในสิ่งที่ล้ำไปอีกขั้นหนึ่ง คือพระองค์ทรงสมรสและยกย่องคนเหล่านั้นที่เคยถูกทำให้อับอาย

อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องอับอาย 

อย่ายอดสูเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องละอาย 

เพราะเจ้าจะลืมความขายหน้าในวัยสาวของเจ้า 

และเจ้าจะไม่จดจำความอายในการเป็นม่ายของเจ้าอีก 

เพราะพระผู้สร้างเจ้าเป็นสามีเจ้า 

พระนามของพระองค์คือพระยาห์เวห์จอมทัพ 

และองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลเป็นผู้ไถ่ของเจ้า 

เขาเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของสากลโลก (อสย. 54:4-5)

พระคำเหล่านี้จะเป็นถ้อยคำแห่งความหวังและความชื่นชมยินดีสำหรับเจนหรือไม่? เมื่อศิษยาภิบาลของเธอบอกสิ่งเหล่านี้กับเธอ เธอยอมรับว่ามันเป็นความจริง แต่ดูเหมือนว่าพระคำเหล่านี้จะไม่เข้าไปถึงหัวใจของเธอ มันเป็นเพราะว่าเธออาจจะโกรธพระเจ้ามากกว่าที่เธอคิด บางทีเธออาจจะคิดว่าในอดีตพระองค์ไม่ได้ทรงสนพระทัยที่จะทำอะไรในตอนที่สิ่งเลวร้ายเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นกับเธอ แล้วทำไมพระองค์จึงจะทรงมาสนพระทัยและจะทำอะไรมากมายในตอนนี้? หรือบางทีความคิดที่จะได้สมรสกับผู้สูงสุดเพียงหนึ่งเดียวนั้นดูน่ากลัวมากกว่าจะน่าน่าอัศจรรย์ใจสำหรับเธอ ความรู้สึกว่าเธอเองไม่คู่ควรนั้นทำให้เธออยากให้พระเจ้าอยู่ห่าง ๆ มากกว่า เธอตระหนักถึงพระคุณของพระเจ้า แต่เธอไม่เชื่อว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับพระคุณนั้น

แต่เจนจะต้องเชื่อ เจนต้องเชื่อในพระวจนะของพระคริสต์มากกว่าสิ่งใดทั้งหมด หากเจนคิดว่าพระคุณนั้นจะไม่สามารถเอื้อมมาถึงเธอได้ เธอควรระมัดระวัง เพราะความคิดดังกล่าวบ่งบอกว่าคำโกหกของซาตานนั้นอยู่ใกล้เจนแค่เอื้อม คือเจนกำลังเชื่อว่าสิ่งที่เธอทำหรือที่คนอื่นทำกับเธอสามารถแยกเธอออกจากความรักของพระเจ้าได้ สิ่งนี้ไม่เป็นความจริงเลยสำหรับบุตรทั้งปวงของพระเจ้า

แล้วเจนควรจะทำอย่างไร? แล้วถ้าเราเป็นเจนล่ะ เราจะทำอย่างไร? การสารภาพบาปอาจจะเป็นเส้นทางตรงที่สุดที่นำไปสู่ความเชื่อ มันเป็นหนทางที่จะหันกลับจากเครือข่ายคำโกหกที่พร้อมอยู่ทุกวินาทีที่จะเข้ามาครอบงำอดีตของเรา ไม่ว่าจะเป็นความอับอายหรือการถูกทำร้ายก็ตาม

“พระเจ้า ลูกมองหาชีวิตและความปลอดภัยผิดที่มาโดยตลอด ลูกมักจะรับฟังคำโกหกไม่ใช่พระคำอันแท้จริงของพระองค์”

“พระเจ้า ลูกรู้สึกถูกทอดทิ้ง และลูกยังเชื่อต่อไปอีกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง ลูกต้องการได้ยินเรื่องของพระเยซูมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับคำโกหกที่ดื้อรั้นเหล่านี้ได้”

หรือไม่ก็อธิษฐานเพียงแค่พูดว่า “ช่วยด้วย” นั่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

การสารภาพบาปเป็นสิ่งที่ดีสำหรับจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เป็นกิจวัตรประจำวันที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณ นี่เป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา การสารภาพบาปช่วยทำให้ความมืดมิดถูกเปิดโปงออกมาในที่แจ้ง และช่วยให้เรามองเห็นพระเจ้าและเส้นทางแห่งความสว่างของพระองค์ ช่วยฟื้นฟูความใกล้ชิดของเรากับพระเจ้า แต่การสารภาพบาปจะกลายเป็นภาระเมื่อมันมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่าเราจะต้องพยายามทำให้พระเจ้ากลับมาโปรดปรานเราอีกครั้ง โดยแสดงความเศร้าโศกเป็นพิเศษหรือจบลงด้วยคำสัญญาว่าจะพยายามทำด้วยตัวเองให้มากกว่าเดิม การสารภาพบาปที่แท้จริงจะจบลงด้วยคำพูดเรียบง่ายด้วยคำว่า “ขอบคุณพระเยซู”

ทางเลือกที่อยู่ตรงหน้าเรา

พระธรรมเยเรมีย์บทที่ 17 เป็นพระคัมภีร์ชิ้นเอกที่ว่าด้วยเรื่องความกลัวมนุษย์ บริบทตอนนี้สรุปการตัดสินใจในชีวิตให้เหลือเพียงสองทางเลือก คือเราจะวางใจมนุษย์หรือเราจะวางใจพระเจ้า?

คนที่วางใจในมนุษย์ 

และให้เนื้อหนังเป็นกำลังของเขา 

และใจของเขาหันออกจากพระยาห์เวห์ 

คนนั้นก็เป็นที่แช่งสาป 

เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย 

และจะไม่เห็นสิ่งดีที่มาถึง 

เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงในถิ่นทุรกันดาร 

ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย

คนที่วางใจในพระยาห์เวห์ย่อมได้รับพระพร 

คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ 

เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ 

ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ 

เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว 

เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ 

และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง 

เพราะมันไม่หยุดที่จะเกิดผล (เยเรมีย์ 17:5-8)

พันธสัญญาเดิมระบุว่าเรายืนอยู่บนทางแยกระหว่างความกลัวมนุษย์และความยำเกรงพระเจ้า เส้นทางที่นำไปสู่ความกลัวมนุษย์อาจจะแสดงออกในแง่ของการเล่นพรรคเล่นพวก ต้องการให้คนอื่นคิดถึงเราในแง่ดี กลัวว่าจะถูกคนอื่นเปิดโปง หรือรู้สึกถูกควบคุมจากคนที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่า เมื่อเราไม่ต่อสู้กับความกลัวเหล่านี้ด้วยความยำเกรงพระเจ้า ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายอย่างยิ่ง แต่เมื่อเราให้พระเจ้าอยู่ในที่ที่ถูกต้องในชีวิตของเรา โซ่ตรวนเก่า ๆ ที่คอยผูกมัดชีวิตของเราก็จะถูกทำลายลง

สำหรับต่อยอดความคิด

เมื่อพระเยซูทรงส่งสาวกออกไปเรียกคนอื่น ๆ ให้เข้าสู่พระราชอาณาจักร พระองค์เตือนพวกเขาว่า จะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ผู้คนจะปฏิเสธพวกเขา พวกเขาจะถูกส่งตัวไปที่สภาเมืองเพื่อถูกลงโทษเฆี่ยนตีต่อหน้าสาธารณชน การประกาศเรื่องราวของพระเยซูของพวกเขาจะสร้างความแตกแยกทำให้ผู้คนโกรธมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง สาวกจะถูกล่อลวงให้กลัวมนุษย์

พระเยซูจึงทรงตรัสเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” (มธ. 10:28)

พระเยซูทรงเน้นย้ำถึงความกลัวการถูกทำร้ายโดยเฉพาะการถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่อับราฮัมต้องเผชิญ แต่พระองค์ตรัสว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ การถูกฆ่า และพระองค์ตรัสว่าถึงแม้ว่าจะถูกคุกคามด้วยความตาย ก็ไม่ควรทำให้สาวกกลัวมนุษย์ หากความยำเกรงพระเจ้าสามารถต่อต้านการคุกคามที่รุนแรงเช่นนี้ได้ ดังนั้นการคุมคามอื่น ๆ เช่น การถูกปฏิเสธก็จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

อย่าลืมว่าสาวกก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา พวกเขาก็ตองการให้ผู้คนชื่นชอบพวกเขา ดังนั้น บรรดาเพื่อนของเหล่าสาวกและคนอื่น ๆ ในอิสราเอลก็สามารถเป็นอันตรายกับพวกเขาได้มากพอ ๆ กับศัตรูที่ต้องการฆ่าพวกเขา

ลองนึกถึงคำตักเตือนของพระเยซูที่ว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” คำตักเตือนนี้มีฤทธิ์เดชในการปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะช่วยให้เราก้าวข้ามความคิดที่แสนเจ็บปวดที่เกิดจากกลัวมนุษย์ได้

Share