Skip to content
Grace Bannasan

Chapter 9 · Free

บทที่ 7: อันนา: พยานผู้สัตย์ซื่อ

12 Extraordinary Women · John MacArthur

บทที่ 7: อันนา: พยานผู้สัตย์ซื่อ

ผู้หญิงคนนี้…เข้ามาขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า…และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มฟัง —ลูกา 2:38 (ฉบับคิงเจมส์ฯ)

นับประหลาดใจอย่างยิ่งที่เมื่อพระเยซูประสูติ มีเพียงไม่กี่คนในอิสราเอลเท่านั้นที่จดจำพระเมสสิยาห์ของพวกเขาได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเฝ้ารอพระองค์ ในช่วงต้นศตวรรษแรก ความคาดหวังเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

คำเผยพระวจนะอันโด่งดังของดาเนียลเกี่ยวกับ “พระเมสสิยาห์ ประมุขผู้ถูกเจิมไว้” (ดาเนียล 9:24–27) ได้กำหนดวันเวลาไว้อย่างชัดเจน ดาเนียลเขียนว่า “มี 70 สัปดาห์แห่งปีกำหนดไว้…เพราะฉะนั้นจงสังเกตและเข้าใจว่านับตั้งแต่การที่ถ้อยคำนั้นออกไป ให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงสมัย [พระเมสสิยาห์] 3 ประมุขผู้ถูกเจิมไว้ ก็เป็นเวลา 7 สัปดาห์ และเยรูซาเล็มจะถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยคูและลานเมืองเป็นเวลา 62 สัปดาห์” หากคำว่า “สัปดาห์” ของดาเนียล (ในภาษาฮีบรูแปลตรงตัวว่า “เจ็ด”) ถูกเข้าใจว่าหมายถึงช่วงเวลาเจ็ดปี ดาเนียลกำลังบรรยายถึงระยะเวลารวม 483 ปี นั่นคือ “เจ็ดสัปดาห์” (49 ปี) บวกกับ “หกสิบสองสัปดาห์” (434 ปี) “คำสั่งให้ฟื้นฟูและสร้างเยรูซาเล็มขึ้นใหม่” (ฉบับ ขจ.) ดูเหมือนจะอ้างถึงพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์อารทาเซอร์ซีส (เนฮะมีย์ 2:1–8) ซึ่งออกในปี 444 หรือ 445 ก่อนคริสต์ศักราช หากนับปีตามปฏิทินจันทรคติที่มี 360 วัน ตารางเวลาของดาเนียลก็จะกำหนดการปรากฏของ “พระเมสสิยาห์ ประมุขผู้ถูกเจิมไว้” ประมาณปี ค.ศ. 30 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัย

พระคัมภีร์บันทึกว่า เมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาเริ่มพันธกิจของท่าน “คนทั้งหลายนั้นกำลังรอคอย และครุ่นคิดเรื่องยอห์นว่า ท่านเป็นพระคริสต์ผู้นั้นหรือไม่” (ลูกา 3:15) ความจริงก็คือ สาวกหลายคนได้พบกับพระคริสต์ครั้งแรกก็เพราะพวกเขากำลังเฝ้ารอด้วยความคาดหวังว่าพระเมสสิยาห์จะปรากฏ และพวกเขามาหายอห์นบัพติศมาผู้ซึ่งชี้ทางไปถึงพระคริสต์ (ยอห์น 1:27–37)

ความจริงก็คือ ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเกือบทุกคนในอิสราเอลต่างก็เฝ้ารอพระเมสสิยาห์ด้วยความคาดหวัง และเสาะหาพระองค์อย่างขะมักเขม้นในช่วงเวลาเดียวกับที่พระเยซูประสูติพอดี แต่สิ่งที่น่าขันก็คือ มีคนจำนวนน้อยมากที่ยอมรับพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของพวกเขาเลย พวกเขามองหาผู้นำทางการเมืองและการทหารที่มีอำนาจซึ่งจะกลายเป็นกษัตริย์ผู้พิชิต แต่พระองค์กลับเกิดมาในครอบครัวที่เป็นชาวบ้านธรรมดา พวกเขาคงจะคาดการณ์ไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมาด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาแต่พระองค์กลับประสูติในคอกสัตว์ที่แทบจะเป็นความลับเลยทีเดียว

คนเพียงไม่กี่คนที่ยอมรับพระคริสต์เมื่อพระองค์ประสูตินั้น พวกเขาเป็นเพียงคนต่ำต้อยและไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย จริงอยู่ที่พวกโหราจารย์ในมัทธิว 2:1–12 เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ยิว และพวกเขาเป็นคนมั่งคั่ง ทรงอำนาจ และมีอิทธิพลในวัฒนธรรมของพวกเขาเอง แต่ชาวอิสราเอลที่เข้าใจว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์เมื่อตอนพระองค์ประสูตินั้นมีเพียงมารีย์และโยเซฟ พวกคนเลี้ยงแกะ สิเมโอน และอันนาเท่านั้น พวกเขาทุกคนล้วนแต่เป็นคนธรรมดาสามัญ พวกเขารู้ว่าพระองค์เป็นใครได้เพราะทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่าพระองค์เป็นใคร หรือไม่ก็ได้รับการเปิดเผยพิเศษในรูปแบบอื่น ลูกาเล่าเรื่องของเขาทั้งหมดตามลำดับ ราวกับว่าเขากำลังเรียกพยานหลายคนมาทีละคนเพื่อยืนยันเรื่องนี้

พยานคนสุดท้ายที่ลูกาเรียกมาคืออันนา พระคัมภีร์กล่าวถึงเธอไว้เพียงสามข้อเท่านั้น คือ ลูกา 2:36–38 และเธอไม่เคยถูกกล่าวถึงอีกเลยในพระคัมภีร์ แต่สามข้อนี้ก็เพียงพอที่จะสร้างชื่อเสียงให้เธอในฐานะหญิงที่พิเศษอย่างแท้จริง ดังนี้

ยังมี[ผู้เผยพระวจนะ]หญิงคนหนึ่งชื่ออันนา บุตรสาวฟานูเอล ในตระกูลอาเชอร์ นางเป็นคนชรามากแล้ว มีสามีตั้งแต่อยังเป็นสาวพรหมจารีอยู่ และอยู่ด้วยกันเจ็ดปี แล้วก็เป็นม่ายจนถึงอายุแปดสิบสี่ปี นางมิได้ไปจากพระวิหารเลย อยู่รับใช้พระเจ้าด้วยการถืออดอาหารและอธิษฐาน ทั้งกลางวันกลางคืน ในขณะนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มฟัง (ฉบับคิงเจมส์ฯ)

เหตุการณ์นี้เป็นฉากเดียวกับที่เราจบไว้ในช่วงท้ายของบทแล้ว สิเมโอนเพิ่งอุ้มทารกเยซูและกล่าวคำอวยพรเชิงเผยพระวจนะแด่พระองค์ ลูกาเขียนว่า “ในขณะนั้น” อันนาก็เดินผ่านมาและเข้าใจทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และพระคริสต์คือใคร บางทีเธออาจได้ยินคำอวยพรของสิเมโอน เธอน่าจะรู้จักสิเมโอนเป็นการส่วนตัว ชัดเจนว่าอันนาเป็นที่รู้จักดีในพระวิหาร และสิเมโอนถูกบรรยายว่า “เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า” (ข้อ 25 ฉบับคิงเจมส์ฯ) ทั้งสองคนมีอายุมากแล้ว จึงดูไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไม่เคยพบกันมาก่อน อาจเป็นเพราะว่าการรู้จักชื่อเสียงของสิเมโอนว่าเป็นคนชอบธรรมที่ความคาดหวังเดียวในชีวิตคือได้เห็น “การปลอบโยนอิสราเอล” ด้วยตาตนเองก่อนตาย อันนาจึงหยุดและสังเกตเมื่อเธอได้ยินคำอวยพรอันน่ายินดีที่เขากล่าวกับพระเยซู

เช่นเดียวกับหญิงพิเศษทุกคนที่เราได้พบมาแล้ว ความหวังและความฝันของอันนาเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงพระเมสสิยาห์ เธอรู้จักพระสัญญาในพันธสัญญาเดิม และเข้าใจว่าความรอดจากความบาปและพระพรในอนาคตของอิสราเอลนั้นขึ้นอยู่กับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ความปรารถนาของเธอที่จะเห็นพระองค์ได้รับการเติมเต็มอย่างกะทันหันและน่าประหลาดใจในวันหนึ่ง ขณะที่เธอทำกิจวัตรประจำวันตามปกติในพระวิหาร

อันนาปรากฏเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ในพระกิตติคุณลูกา แต่การที่เธอถูกรวมไว้นั้นทำให้ชีวิตและคำพยานของเธอมีความสำคัญมากขึ้น เธอได้รับพระพรจากพระเจ้าให้เป็นหนึ่งในพยานกลุ่มเล็ก ๆ ที่รู้และเข้าใจความสำคัญของการประสูติของพระเยซู และเธอไม่ได้พยายามเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ด้วยเหตุนี้เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในพยานคนแรกและยืนยาวที่สุดของพระคริสต์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไม่ว่าพระกิตติคุณลูกาจะถูกประกาศที่ใด คำพยานของเธอก็ยังคงนำผู้อื่นมาถึงพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยเหตุนี้เธอจึงสมควรได้รับตำแหน่งที่สำคัญในรายชื่อของบรรดาผู้หญิงที่พิเศษ

แท้จริงแล้ว มีหลายอย่างทีเดียวเกี่ยวกับชีวิตอันพิเศษของอันนาที่เราสามารถเก็บเกี่ยวได้จากพระคัมภีร์สามข้อสั้น ๆ นี้ที่กล่าวถึงเธอ เรื่องราวของลูกาเต็มไปด้วยวลีสำคัญที่ให้ความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตและอุปนิสัยของอันนา

“เธอเป็นผู้เผยพระวจนะหญิง”

ลูกาแนะนำเธอดังนี้ว่า “มีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา” (ลูกา 2:36) ชื่อของเธอในภาษาฮีบรูเหมือนกับ “ฮันนาห์” พึงระลึกว่าจากเรื่องราวของฮันนาห์มารดาของซามูเอล ชื่อนี้มีความหมายว่า “พระคุณ”—เป็นชื่อที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในทางพระเจ้าและมีศักดิ์ศรี คุณลักษณะของอันนามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งกับผู้ที่มีชื่อเหมือนกันในพันธสัญญาเดิม หญิงทั้งสองถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษในด้านการอธิษฐานและการอดอาหาร ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเมื่ออยู่ในพระวิหาร และทั้งสองคนเผยพระวจนะ ในกรณีของฮันนาห์ คุณจะจำได้ว่าคำอธิษฐานแห่งการเฉลิมฉลองของเธอ (1 ซามูเอล 2:1–10) ก็เป็นบทเพลงสดุดีเชิงเผยพระวจนะเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์เช่นกัน อันนาถูกกล่าวว่าเป็นผู้เผยพระวจนะหญิงที่เตรียมใจของตนเองพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์

ลูกาหมายความว่าอย่างไรเมื่อเรียกเธอว่าผู้เผยพระวจนะหญิง? ลูกาไม่ได้หมายความว่าอันนาทำนายอนาคต เธอไม่ใช่หมอดู เขาไม่ได้แม้แต่จะบอกด้วยซ้ำว่าเธอได้รับการเปิดเผยพิเศษจากพระเจ้า คำว่าผู้เผยพระวจนะหญิงหมายถึงผู้หญิงที่พูดพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น นักเทศน์ที่ประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อก็ถือได้ว่าเป็น “ผู้เผยพระวจนะ” ตามความเข้าใจทั่วไปในพระคัมภีร์ และผู้เผยพระวจนะหญิงก็คือผู้หญิงที่อุทิศตนเป็นพิเศษในการประกาศพระวจนะของพระเจ้า

อันนาอาจเป็นครูสอนพันธสัญญาเดิมให้แก่ผู้หญิงคนอื่น หรือเธออาจมีพันธกิจส่วนตัวที่พระวิหารโดยการหนุนใจและสั่งสอนจากพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูแก่ผู้หญิงคนอื่นที่มานมัสการ ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเธอเป็นแหล่งที่มาของการเปิดเผย หรือเคยได้รับการเปิดเผยพิเศษใด ๆ โดยตรง แม้แต่การที่เธอตระหนักว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ก็ดูเหมือนจะมาจากการเปิดเผยแก่สิเมโอนและเธอได้ยินในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เธอถูกเรียกว่าเป็นผู้เผยพระวจนะหญิง เพราะเป็นนิสัยของเธอที่จะประกาศความจริงของพระวจนะของพระเจ้าแก่ผู้อื่น และของประทานในการประกาศความจริงของพระเจ้านี้ ก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในพันธกิจที่ผู้คนยังคงจดจำเธอได้จนถึงทุกวันนี้

ตลอดทั้งพันธสัญญาเดิม มีเพียงผู้หญิงห้าคนเท่านั้นที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็น “ผู้เผยพระวจนะหญิง” คนแรกคือมิเรียมพี่สาวของโมเสส ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เผยพระวจนะหญิงในอพยพ 15:20 ตอนที่เธอนำผู้หญิงชาวอิสราเอลร้องเพลงสดุดีสรรเสริญพระเจ้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ฟาโรห์และกองทัพของเขามจมน้ำ บทเพลงสดุดีท่อนเดียวที่มิเรียมร้องนั้นเป็นเนื้อหาทั้งหมดของคำเผยพระวจนะเพียงครั้งเดียวที่มีการบันทึกไว้ (ข้อ 21) ความจริงที่ว่าพระเจ้าเคยตรัสผ่านทางเธอนั้น น่าเสียดายที่กลับกลายเป็นเหตุให้เธอเกิดความยโสและกบฏในเวลาต่อมา (กันดารวิถี 12:1–2) และพระเจ้าทรงลงโทษเธอเพราะบาปนั้นโดยทรงให้เธอเป็นโรคเรื้อนชั่วคราว (ข้อ 9–15)

ในผู้วินิจฉัย 4:4 เราได้พบกับผู้หญิงคนที่สองในพันธสัญญาเดิมที่ถูกระบุเป็นผู้เผยพระวจนะหญิง: “ผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่ง…ชื่อเดโบราห์ ภรรยาของลัปปีโดท” (ผู้วินิจฉัย 4:4) เดโบราห์เป็นผู้หญิงคนเดียวในบรรดาผู้วินิจฉัยที่นำชาวยิวก่อนที่จะมีการสถาปนาระบบกษัตริย์ในอิสราเอล อันที่จริงเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในพระคัมภีร์ทั้งหมดที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำเช่นนั้น และได้รับพรสำหรับบทบาทนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าดูเหมือนยกเธอขึ้นเพื่อตำหนิผู้ชายในรุ่นของเธอที่กลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย เธอไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้แย่งอำนาจของผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแม่ในขณะที่ผู้ชายอย่างบาราคกำลังได้รับการเลี้ยงดูก้าวเข้าสู่บทบาทการเป็นผู้นำที่เหมาะสม (ผู้วินิจฉัย 5:12) นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอเรียกตัวเองว่า “มารดาในอิสราเอล” (ผู้วินิจฉัย 5:7) เธอให้คำสอนจากองค์พระผู้เป็นเจ้าแก่บาราค (ผู้วินิจฉัย 4:6) ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าเธอได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าอย่างน้อยก็ในครั้งหนึ่งนั้น

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 22:14 พระคัมภีร์กล่าวถึงฮุลดาห์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะหญิง ในข้อ 15–20 ฮุลดาห์ได้รับพระวจนะจากพระเจ้าเพื่อกล่าวแก่ฮิลคียาห์มหาปุโรหิตและคนอื่น ๆ ไม่มีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับตัวเธอหรือภูมิหลังของเธอเลย อันที่จริง เธอถูกกล่าวถึงเพียงในข้อความนี้ และในข้อพระคัมภีร์คู่ขนานใน 2 พงศาวดาร 34:22–28

ผู้หญิงอีกสองคนที่ถูกเรียกว่าผู้เผยพระวจนะหญิงในพันธสัญญาเดิม ได้แก่ หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักชื่อโนอาดียาห์ (เนฮะมีย์ 6:14) โดยเธอถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้เผยพระวจนะเท็จ และภรรยาของอิสยาห์ (อิสยาห์ 8:3) ซึ่งถูกเรียกว่าผู้เผยพระวจนะหญิงก็เพียงเพราะว่าเธอแต่งงานกับอิสยาห์ ไม่ใช่เพราะเธอเองได้เผยพระวจนะ (เว้นแต่การที่เธอตั้งชื่อลูกชายว่า “มาเฮอร์-ชาลาล-หาช-บัส” จะนับว่าเป็นคำเผยพระวจนะ)

น้อยครั้งมากที่พระเจ้าจะตรัสกับประชากรของพระองค์ผ่านผู้หญิง และไม่เคยมีผู้หญิงคนใดที่มีพันธกิจเผยพระวจนะอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับเอลียาห์ อิสยาห์ หรือผู้เผยพระวจนะสำคัญคนอื่น ๆ ในพันธสัญญาเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไม่มีข้อความตอนใดในพระคัมภีร์ที่บ่งชี้ว่าเคยมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้เผยพระวจนะเลย แนวคิดที่ว่า “ผู้เผยพระวจนะหญิง” เป็นคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หรือเป็นพันธกิจที่ได้รับการเปิดเผยโดยตรงอย่างต่อเนื่องนั้นไม่มีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์

ดังนั้น การที่ลูการะบุว่าอันนาเป็น “ผู้เผยพระวจนะหญิง” จึงไม่ได้หมายความว่าเธอได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าเป็นการส่วนตัวเสมอไป เมื่อลูกาเรียกเธอว่า “ผู้เผยพระวจนะหญิง” เราไม่ควรนึกภาพว่าเธอกำลังดำรงตำแหน่งนี้อยู่ มีความเป็นไปได้มากที่สุด คำนั้นหมายถึงเธอมีชื่อเสียงในฐานะครูที่มีของประทานในการสอนผู้หญิงคนอื่น และเป็นผู้หนุนใจที่สัตย์ซื่อแก่เพื่อนผู้มนัสการในพระวิหาร เมื่อใดที่เธอพูด เรื่องที่เธอพูดนั้นก็เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เห็นได้ชัดว่าเธอใช้เวลาทั้งชีวิตเก็บซ่อนพระวจนะของพระเจ้าไว้ในใจ และแน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่เธอมักจะพูดอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อลูกาเรียกเธอว่า “ผู้เผยพระวจนะหญิง” เขาได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณลักษณะของเธอ และบอกเป็นนัยว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจและในบทสนทนาของเธอ

“จากเผ่าอาเชอร์”

อันนาถูกระบุเพิ่มเติมว่าเป็น “บุตรของฟานูเอลในเผ่าอาเชอร์” (ลูกา 2:36) การกล่าวถึงเชื้อสายของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ อาเชอร์เป็นบุตรคนที่แปดของยาโคบ เขาเป็นบุตรของศิลปาห์นางทาสของเลอาห์และภรรยาน้อยของยาโคบ (ปฐมกาล 30:12–13) ชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากอาเชอร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสราเอลฝ่ายเหนือที่ละทิ้งความเชื่อ

หากคุณจำประวัติศาสตร์ในพันธสัญญาเดิมได้ คุณจะรู้ว่าอาณาจักรอิสราเอลแตกแยกกันหลังจากสมัยของซาโลมอน สิบเผ่าทางเหนือได้ก่อตั้งเป็นชาติอิสระพร้อมกับมีกษัตริย์เป็นของตนเอง (ซึ่งไม่ใช่สืบราชบัลลังก์อย่างถูกต้องตามสายเลือดของดาวิด แต่เป็นผู้แย่งชิง) ตั้งแต่นั้นมาในพันธสัญญาเดิมคำว่า “อิสราเอล” จึงหมายถึงอาณาจักรทางเหนือที่ละทิ้งความเชื่อ ส่วนอาณาจักรทางใต้ใช้ชื่อว่า “ยูดาห์” (เพราะยูดาห์เป็นเผ่าที่มีขนาดใหญ่กว่ามากในบรรดาสองเผ่าที่เหลืออยู่ทางใต้—อีกเผ่าหนึ่งคือเบนยามิน)

อาณาจักรทางใต้ยอดคงจงรักภักดีต่อบัลลังก์ของดาวิด แน่นอนว่ากรุงเยรูซาเล็มตั้งอยู่ใจกลางของอาณาจักรทางใต้ใกล้กับเขตแดนระหว่างเผ่ายูดาห์และเผ่าเบนยามิน พระวิหารที่นั่นยังคงเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ปุโรหิตแท้สามารถถวายเครื่องบูชาได้ ชาวอิสราเอลที่สัตย์ซื่อจำนวนไม่มากจากสิบเผ่าทางเหนือได้อพยพลงใต้เพื่อจะได้ไม่ถูกตัดขาดจากพระวิหาร แต่การทำเช่นนั้นพวกเขาได้สละที่ดินของครอบครัวและมรดกของตนไป

ยูดาห์และอิสราเอลเป็นอิสระแยกกันเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน บางครั้งพวกเขาก็เป็นพันธมิตรที่ไม่ค่อยไว้วางใจกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วบรรดากษัตริย์ของพวกเขามักเป็นศัตรูกันอย่างขมขื่น การละทิ้งความเชื่อและการกราบไหว้รูปเคารพเป็นภัยคุกคามทั้งสองอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนทั้งเผ่าทางเหนือและทางใต้เกี่ยวกับความเสื่อมถอยฝ่ายวิญญาณของพวกเขา แต่โดยส่วนมากแล้วผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นกลับถูกปฏิเสธจากทั้งสองพรมแดน กษัตริย์ชั่วร้ายขึ้นครองบัลลังก์ทั้งสองอาณาจักร ยูดาห์ยังพอกษัตริย์ที่ดีและอยู่ทางพระเจ้าอยู่บ้าง แต่กษัตริย์ของอิสราเอลทุกคนล้วนชั่วร้าย

โดยธรรมชาติแล้ว อิสราเอลที่ละทิ้งความเชื่อได้สร้างสถานนมัสการแห่งใหม่และตั้งระบบปุโรหิตขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่ความเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิงของศาสนายิวในอาณาจักรเหนืออย่างรวดเร็ว รูปแบบของศาสนานอกรีตที่ชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ได้แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรม ท้ายที่สุดในปี 722 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวอัสซีเรียได้พิชิตสิบเผ่าทางเหนือและกวาดต้อนผู้คนส่วนใหญ่ไปเป็นเชลย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้กลับมา

การที่อันนาสืบเชื้อสายมาจากเผ่าอาเชอร์แสดงให้เห็นว่าเชื้อสายของเธอเป็นผลมาจากพระคุณของพระเจ้า บรรพบุรุษของเธออาจจะอพยพลงใต้ก่อนที่อัสซีเรียจะพิชิตอิสราเอล หรือไม่ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายไปซึ่งกลับมาจากการเป็นเชลย ไม่ว่ากรณีใด ๆ เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้เชื่อส่วนน้อยที่ยังคงเหลืออยู่จากอาณาจักรทางเหนือ และด้วยเหตุนี้ เธอจึงเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิตของความสัตย์ซื่อของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์

“แล้วก็เป็นม่าย”

เมื่อถึงเวลาที่พระเยซูประสูติ อันนาก็มีอายุมากแล้ว ชีวิตของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก โลกทั้งใบของเธอพังทลายด้วยโศกนาฏกรรมตั้งแต่ยังสาว ดูเหมือนจะเป็นก่อนที่เธอจะมีลูกด้วยซ้ำ สามีเธอเสียชีวิตหลังจากแต่งงานได้เจ็ดปี และเธอก็เป็นโสดมาตลอดนับแต่นั้น

ข้อความในภาษากรีกไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอายุที่แน่นอนของเธอ (“หญิงคนนี้เป็นม่ายมาประมาณแปดสิบสี่ปี”) 4 อาจหมายความตามอักษรว่าเธอเป็นม่ายมาแล้วแปดสิบสี่ปี โดยสันนิษฐานว่าเธอแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยมาก (อย่าลืมว่าสิบสามปีเป็นอายุทั่วไปสำหรับการหมั้นหมายในสังคมนั้น) จากนั้นอยู่กับสามีเจ็ดปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต นั่นก็จะทำให้เธอมีอายุอย่างน้อย 104 ปี—แก่มาก ๆ แต่ก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้มากกว่าที่ข้อความกำลังกล่าวว่า เธอเป็นหญิงม่ายที่มีอายุแปดสิบสี่ปีแล้วในขณะนั้น เธอแต่งงานได้เจ็ดปีเมื่อสามีเสียชีวิต และเมื่อไม่ได้แต่งงานใหม่ เธอจึงใช้ชีวิตเป็นหญิงม่ายมานานกว่าหกสิบปีแล้ว

การเป็นม่ายในสังคมนั้นเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง แทบจะรับประกันได้เลยว่าชีวิตต้องอยู่ในความยากจนสุด ๆ นั่นคือเหตุผลที่ในคริสตจักรยุคแรก อัครทูตเปาโลได้ขอร้องให้หญิงม่ายที่อายุน้อยแต่งงานใหม่ (1 ทิโมธี 5:14) เพื่อไม่ให้คริสตจักรต้องแบกรับภาระในการดูแลพวกเธอมากเกินไป

อันนาอาจดำรงชีวิตด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือเลี้ยงดูตัวเองด้วยมรดกที่เหลืออยู่เล็กน้อยของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นทางใด เธอใช้ชีวิตอย่างประหยัด บริสุทธิ์ และสุขุมรอบคอบ ลูกาเพิ่มเติมว่าเธอ “อยู่รับใช้พระเจ้าด้วยการถืออดอาหารและอธิษฐาน ทั้งกลางวันกลางคืน” (ลูกา 2:37 ฉบับคิงเจมส์ฯ)—ซึ่งทำให้เห็นภาพชีวิตและการรับใช้ของหญิงชราผู้สง่างาม เงียบสงบ และอุทิศตนคนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“นางไม่เคยออกไปจากบริเวณพระวิหารเลย”

ลูกาได้ให้รายละเอียดสำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับอันนาว่า “นางไม่เคยออกไปจากบริเวณพระวิหารเลย” (ลูกา 2:37) ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เน้นย้ำชัดเจนบ่งบอกว่าลูกาต้องการจะสื่อถึงความหมายตามตัวอักษร เห็นได้ชัดว่าอันนาอาศัยอยู่ที่บริเวณพระวิหาร โดยที่ลานชั้นนอกมีห้องพักบางส่วน (เนฮะมีย์ 13:7–9) ซึ่งเป็นห้องพักเล็ก ๆ น่าจะใช้เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับปุโรหิตที่มาทำหน้าที่ในพระวิหารปีละสองสัปดาห์

บางทีอาจเป็นเพราะความสัตย์ซื่อที่ยาวนานของเธอ ของประทานฝ่ายวิญญาณที่เห็นได้ชัด การอุทิศที่มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการรับใช้ผ่านการอธิษฐานและการอดอาหาร เจ้าหน้าที่ในพระวิหารจึงได้จัดหาห้องเล็ก ๆ ให้เธอพักอาศัย ตอนนี้เธอแก่เกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแล้ว แต่อาจเป็นไปได้ว่าเธอเคยทำหน้าที่นั้นมาก่อน และที่พักได้มอบให้เธอเป็นที่อยู่อาศัยตลอดชีวิต ไม่ว่ากรณีใด ๆ ในที่สุดแล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าเองทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่อยู่ในพระนิเวศของพระองค์ให้เธอด้วยพระคุณ และทรงจัดการทุกอย่างด้วยอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ไม่ว่าเธอจะมีข้อตกลงใด ๆ กับผู้ดูแลพระวิหารก็ตาม

เห็นได้ชัดว่าอันนาเป็นหญิงที่พิเศษอย่างยิ่งในสายตาของทุกคนที่รู้จักเธอ เธอดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สุด เธออยู่ที่พระวิหารเสมอ เธออุทิศทั้งสิ้นและเฉพาะเจาะจงต่อการปรนนิบัติและนมัสการพระเจ้า—โดยเฉพาะผ่านการอธิษฐานและการอดอาหารของเธอ

ลักษณะการอธิษฐานของเธอที่มาพร้อมกับการอดอาหารบ่งบอกถึงการปฏิเสธตนเองและความจริงใจของเธอ การอดอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ใช่การฝึกฝนที่มีประโยชน์นัก การงดเว้นจากอาหารในตัวมันเองไม่ได้มีผลลึกลับทางฝ่ายวิญญาณใด ๆ แต่การอดอาหารพร้อมกับการอธิษฐานนั้นเผยให้เห็นถึงจิตใจที่จดจ่อกับการอธิษฐาน และปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้รับพรที่ตนแสวงหาจนคนนั้นไม่สนใจเรื่องการกินเลย นั่นคือตอนที่การอดอาหารมีคุณค่าอย่างแท้จริง

ดูเหมือนอันนาได้ทำสิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบชีวิตมาแล้วถึงหกสิบปีหรือนานกว่านั้น นี่คือผู้หญิงที่มีความปรารถนาแรงกล้าอย่างแท้จริง! คุณคิดว่าอันนาอธิษฐานเรื่องอะไร? แน่นอนว่าเธอคงอธิษฐานอยู่หลายเรื่อง แต่แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า หนึ่งในหัวข้อหลักของคำอธิษฐานของเธอคือการวิงวอนอย่างจริงจังเพื่อสิ่งเดียวกับที่สิเมโอนเฝ้ารออย่างจดจ่อ นั่นคือ “การปลอบโยนอิสราเอล” (ลูกา 2:25) เช่นเดียวกับเอวา ความหวังของเธอคือเพื่อเมล็ดพันธุ์นั้นจะขยี้หัวของงูให้แหลก เช่นเดียวกับซาราห์ เธอเฝ้ารอคอยเมล็ดพันธุ์ของอับราฮัมที่จะอำนวยพรทุกชนชาติในโลก เธออธิษฐานขอพระเจ้าให้ส่งพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงสัญญาไว้ (พระเมสสิยาห์) มาโดยเร็ว

ความเชื่ออันน่าทึ่งของอันนาเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าเธอเชื่อในคำสัญญาทั้งหมดที่มีเต็มอยู่ในพันธสัญญาเดิม เธอยึดถือพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงจัง เธอรู้ในใจว่าพระเมสสิยาห์กำลังเสด็จมา และไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลยว่าคำอธิษฐานแรกและสำคัญที่สุดของเธอคือขอให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ช้า

ผมเชื่อมั่นว่าอันนามีความรู้เรื่องความจริงฝ่ายวิญญาณอย่างลึกซึ้ง อย่าลืมว่าเธอมาจากผู้เชื่อส่วนน้อยที่ยังคงเหลืออยู่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่ละทิ้งความเชื่อ เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิดและความหน้าซื่อใจคดที่พระเยซูจะทรงตำหนิพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีในภายหลังเลย เธอไม่ได้มีส่วนในระบบแลกเปลี่ยนเงินในพระวิหารที่ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธ เธอรู้ว่าพวกฟาริสีเป็นพวกกฎเกณฑ์นิยมที่เสื่อมทราม เธอเข้าใจว่าพวกสะดูสีเป็นพวกเสรีนิยมที่ว่างเปล่าฝ่ายวิญญาณ เธอรักพระเจ้าของเธอจริง เธอเข้าใจพระทัยและความคิดของพระองค์ เธอเชื่อพระวจนะของพระองค์อย่างจริงใจ เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมากเสียจริง—บางทีอาจเป็นหนึ่งในคนที่มีใจเชื่อศรัทธาที่สุดเท่าที่เราจะพบได้ในพระคัมภีร์ นึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครอีกไหมที่อดอาหารและอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อมาเป็นเวลานานกว่าสิบปี!

พระเจ้ากำลังจะตอบคำอธิษฐานของเธอด้วยวิธีที่น่าตื่นเต้นที่สุด ข้อ 38 กล่าวว่า เมื่อสิเมโอนกล่าวคำอวยพรเชิงเผยพระวจนะกับแก่พระคริสต์ที่ยังทรงเป็นทารกและบิดามารดาทางโลกของพระองค์ “ในขณะนั้น” อันนาก็เข้ามา พระวิหารของเฮโรดนั้นเป็นอาคารขนาดใหญ่โต และพื้นที่รอบพระวิหารก็กว้างขวางมาก โดยมีลานล้อมรอบซึ่งมีผู้คนหลายพันคนมักจะเดินผ่านไปมาอยู่แทบตลอดเวลา

โยเซฟและมารีย์ไม่ได้รู้จักกับสิเมโอน แต่โดยการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าและการทรงนำด้วยอำนาจอธิปไตยของพระวิญญาณของพระองค์ พระองค์ทรงนำพวกเขามาพบกัน (ข้อ 27) ในขณะนั้นเอง เมื่อสิเมโอนกำลังอวยพรเด็กทารกด้วยถ้อยคำเผยพระวจนะที่ได้รับการดลใจ พระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำหญิงชราผู้นี้มายังที่เธอสามารถได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น คำบรรยายของลูกาเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย: “ในขณะนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาขอบพระคุณพระเจ้า” (ข้อ 38)

ทันใดนั้น ทุกสิ่งที่เธอได้อธิษฐานและอดอาหารมาก็อยู่ตรงหน้าเธอในรูปทารกน้อยที่ถูกห่อด้วยผ้าอยู่ในอ้อมแขนของสิเมโอน โดยความเชื่อ เธอรู้ทันทีว่าคำเผยพระวจนะของสิเมโอนเป็นความจริง และพระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของเธอแล้ว เธอจึงเริ่มขอบพระคุณพระเจ้าในทันที และคำอธิษฐานทูลขอตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็กลายเป็นคำสรรเสริญ

เราเพียงแต่จินตนาการได้เท่านั้นว่าอันนารู้สึกอย่างไรหลังจากอธิษฐานและอดอาหารด้วยใจจดจ่อมาเป็นเวลานานหลายปี เฝ้ารอคอยพระเจ้าที่จะทรงสำแดงพระสิริของพระองค์อีกครั้ง อธิษฐานและอดอาหารเพื่อความรอดของอิสราเอล และวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงส่งพระเมสสิยาห์มา ในที่สุด คำตอบสำหรับคำอธิษฐานของเธอก็มาถึงในรูปกายมนุษย์ที่มีเนื้อและเลือดแล้ว

“นาง…กล่าวถึงพระองค์ให้คนทั้งปวง”

ทันใดนั้น ของประทานด้านการเผยพระวจนะของอันนาก็ปรากฏชัดเจน “[เธอ]กล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มฟัง” (ลูกา 2:38 ฉบับคิงเจมส์ฯ) กาลของคำกริยาในที่นี้แสดงถึงการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำนี้มีความหมายตามตัวอักษรว่า เธอพูดถึงพระองค์อย่างต่อเนื่องกับทุกคนที่กำลังรอคอยพระผู้ไถ่ และนั่นกลายเป็นข่าวสารเดียวของเธอตลอดชีวิตที่เหลือ

สังเกตอันนาว่ารู้ว่าผู้เชื่อส่วนน้อยที่ยังคงเหลืออยู่นั้นเป็นใคร เธอสามารถระบุผู้มนัสการที่แท้จริงได้—คนที่กำลังรอคอยพระเมสสิยาห์ด้วยความคาดหวังเช่นเดียวกับเธอ เธอตามหาคนเช่นนั้น และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็พูดกับพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์ทุกครั้งที่มีโอกาส

หญิงผู้เป็นที่รักคนนี้ซึ่งได้ใช้เวลาหลายปีในการพูดคุยกับพระเจ้าเป็นหลัก กลับกลายเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในการพูดกับผู้คนเกี่ยวกับพระคริสต์ พระเมสสิยาห์ได้เสด็จมาแล้วในที่สุด และอันนาก็เป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่รู้ว่าพระองค์คือใคร เธอไม่สามารถเก็บข่าวนี้ไว้กับตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในพยานของพระคริสต์กลุ่มแรก และเป็นหนึ่งในเป็นพยานที่ยาวนานที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอันนาหลังจากนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอคงจากไปอยู่ในสวรรค์แล้วเมื่อพระคริสต์ทรงเริ่มพันธกิจต่อสาธารณชนราวสามสิบปีต่อมา วันที่มีการนำพระองค์มาถวายในพระวิหารนั้นน่าจะเป็นครั้งเดียวที่เธอได้เห็นพระองค์ แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว เธอแทบจะหยุดพูดถึงพระองค์ไม่ได้เลย

และนั่นเองคือส่วนที่น่าประทับใจที่สุดในมรดกอันน่าทึ่งของผู้หญิงที่พิเศษคนนี้

Share